ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 9 : ราชินีสีดำ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 9 : ราชินีสีดำ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

ภาคต้น : นาวาแห่งดินแดนอันเหน็บหนาว

– 9 –

 

แสงแดดอ่อน ๆ กระทบผืนน้ำในทะเลสาบที่ขึ้นฝ้าขุ่นจับตัวเป็นน้ำแข็งสะท้อนประกายวิบวับ หิมะขาวโพลนที่ปกคลุมทับถมสนสูงและไม้อื่น ๆ ตลอดราตรีที่ผ่านมาเพิ่งหยุดลงเมื่อรุ่งอรุณ และทยอยร่วงลงสู่พื้น เผยให้เห็นกิ่งก้านพรรณไม้ทีละน้อย เมื่อพายุหิมะคลายความพิโรธลง เปิดทางให้แสงอุ่น ๆ จากดวงตะวันเยี่ยมเยือน เมื่อนั้นเมืองเอียโลก็ค่อยคืนชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง หลังจากทนหนาวเหน็บเก็บตัวมานานหลายสัปดาห์

ราชินีเนริซาประทับเงียบ ๆ อยู่บนชุดเก้าอี้ริมทะเลสาบนั้น ดื่มด่ำกับอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อยอันหาได้ยากเหลือเกินในดินแดนแถบนอร์เดน พระทัยล่องลอยไปถึงยามเยาว์ที่พ่อแม่ลูกพากันเดินข้ามแผ่นน้ำแข็งในทะเลสาบทดสอบความกล้า และเมื่อใดที่น้ำแข็งละลาย เสด็จพ่อจะเป็นผู้พายเรือพาพระนางกับเสด็จแม่ข้ามทะเลสาบไปปิกนิกตรงเกาะกลางน้ำก่อนถึงชายป่าอีกฝั่ง

บัดนี้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ไม่อยู่เสียแล้ว ไม่มีใครอยู่เลย เหลือเพียงพระนางกอดบัลลังก์ราชินีอยู่เดียวดาย พระสวามีก็ทรงมัววุ่นวายกับการศึก ว่างเมื่อไรก็ทรงหาความสำราญกับนางเล็กนางน้อยทั่วปราสาท หลงนึกไปว่าหากกำจัดนางเอดิน่าไปได้เสียคน อลันก็คงจะไม่วอกแวก หารู้ไม่ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การอภิเษกกับเนริซาไม่ได้ทำให้อลันทรงหยุดที่พระนางได้ พระองค์หมายตาซีมายน์มาตั้งแต่ยังเป็นแม่ทัพ และยิ่งเมื่อขึ้นเป็นพระราชา ยิ่งถือโอกาสรับนางในอีกมากมาย เนริซาเพิ่งเข้าพระทัยถ่องแท้ว่าพระนางไม่มีทางราวีกวาดล้างได้ทุกนางเพราะราชันทรงไม่มีวันพอ ทุกวันนี้ขอเพียงพระสวามีไม่หลงนางใดมากเป็นพิเศษหรือยกย่องใครออกหน้าเนริซาก็ทรงพอทำไม่รู้ไม่ชี้ได้บ้าง

“พระราชายังไม่มาอีกหรือ” ราชินีเนริซารับสั่งเสียงเย็นเมื่อเห็นนางซิกริดยืนกระสับกระส่าย พระราชินีประทับรอมาตั้งแต่รุ่งสาง หากล่วงเลยมาจนผืนนภาเป็นสีฟ้าสว่าง ราชาอลันก็ยังไม่เสด็จมาเสียที

“คงจะลืมว่านัดกันมาดูพระอาทิตย์ขึ้น หลังพายุสงบ รุ่งสางจะเห็นตะวันงามที่สุด” เนริซาตรัสเสมือนรำพันกับตัวเอง สมัยยังเป็นแม่ทัพ อลันไม่เคยผิดนัดพระนางสักครั้ง พอขึ้นเป็นพระราชาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ราชินีแห่งเอียโลเสด็จลุกขึ้นยืนช้า ๆ ฉวีขาวจัดจนซีดตัดกับเกศาสีส้มสว่างยิ่งดูเผือดเมื่ออยู่ท่ามกลางกองหิมะแลธารน้ำแข็งขาวโพลน เนตรสีฟ้าแห้งแล้งเมื่อมองข้ามทะเลสาบไปยังป่าสนฝั่งตรงข้าม

“พายเรือให้ข้าหน่อยเถิด ตรงกลางน้ำแข็งละลายแล้ว” ราชินีหันไปสั่งนางซิกริดข้าหลวงคนสนิท

“แต่ส่วนอื่นยังเป็นน้ำแข็งอยู่นะเพคะ ถ้ามันยุบไประหว่างทางจะอันตราย”

“ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยสักครั้งที่น้ำแข็งจะยุบลงให้ข้าเห็น หากขี้ขลาดนักก็ให้ผู้อื่นมาพายให้แล้วกัน”

รับสั่งจบเนริซาก็ดำเนินผ่านแผ่นน้ำแข็งบนทะเลสาบไปอย่างชำนาญจนถึงบริเวณที่น้ำแข็งละลายเผยให้เห็นผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มจัด ข้าหลวงและมหาดเล็กรีบรุดนำเรือน้อยตามมาแทบไม่ทัน

ราชินีสาวประทับบนเรืออย่างคล่องแคล่วโดยมีนางซิกริดเป็นผู้พายเรือให้ สีหน้านางข้าหลวงวิตกกังวลตลอดเพราะกลัวน้ำและป่าฝั่งตรงข้าม สมัยเด็กนางเคยถูกเนริซาแกล้งให้หลงทางอยู่ในป่านั้นเสียครึ่งค่อนคืน ทั้งเข็ดทั้งกลัวจนไม่อยากเฉียดกรายไปแถวนั้นอีก

ทว่า เนริซาทรงไม่ได้นึกถึงใจของซิกริดสักนิด พระนางลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าเคยแกล้งนางข้าหลวงคนสนิทไว้อย่างไร ใจมัวหวนนึกถึงวันคืนอันแสนสุขของพระนางและครอบครัว เสด็จพ่อพายเรืออย่างคล่องแคล่วพร้อมร้องเพลงอย่างรื่นรมย์ เสด็จแม่แม้พูดน้อยและยิ้มยากก็ยังพลอยยิ้มหัวเราะชื่นบานไปด้วย เมื่อเรือเริ่มล่องไปสู่ป่าทึบทะมึนพระนางก็หากลัวไม่ ยามนั้นไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เสด็จพ่อเป็นพระราชาผู้กล้าหาญ ปกป้องเนริซาแลพระมารดาได้จากทุกสิ่ง ยังทรงสอนให้รู้จักสังเกตน้ำ ฟ้าฝน ป่าไม้ เพราะเอียโลต้องพึ่งพาและรู้เท่าทันธรรมชาติจึงจะอยู่รอดได้

เนริซาจำความสุขในวันวานได้ดี และจำได้แม่นยำว่ามันเริ่มถูกสั่นคลอนเมื่อเจ้าหญิงแห่งซาร์กอนเหยียบย่างลงบนแผ่นดินเอียโล… เจ้าหญิงอาเมเลีย ราชสตรีจากดินแดนอนาโตเลียอันไกลโพ้น ดินแดนที่ร่ำลือกันว่าแสนอุดมสมบูรณ์ และพระราชาเวอร์มอนนิคัสทรงหมายมั่นจะผูกสัมพันธ์ด้วย…

เจ้าหญิงอาเมเลียมีพระโฉมงดงามแปลกตา ความงามแบบซาร์กอนทำให้พระราชาเอียโลหลงใหล พระนางมีฉวีสีขาวอมชมพู ดวงตาสีม่วง ผมสีน้ำตาล ดูน่าพิศน่ามองไปทุกส่วน ต่างจากราชินีบลังก้าผู้มีเกศาสีเงิน ผิวขาวซีดดูกลืนไปกับกองหิมะรอบด้าน

หลังจากวันนั้นเสด็จพ่อก็เริ่มเล่นกับพระนางน้อยลง การพายเรือต้นฤดูร้อนจบลงโดยปริยายเพราะต้องเอาเวลาไปดูแลเจ้าหญิงอาเมเลียที่ทรงครรภ์แก่ เสด็จแม่เองยิ่งรับสั่งน้อยลง แววเนตรแข็งกร้าวขึ้น กรอกหูพระนางเสมอว่าผู้หญิงจากซาร์กอนแย่งความรักเสด็จพ่อไป

ทุกอย่างเลวร้ายลงเมื่อซีมายน์ถือกำเนิดขึ้น เจ้าหญิงน้อยมีส่วนผสมของเอียโลและซาร์กอนอย่างลงตัว พระโฉมโสภาและอัชฌาสัยดีเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว ผู้คนแซ่ซ้องสดุดีเสียยิ่งกว่าราชธิดาอย่างเนริซา

ฮึ… ซีมายน์ พระราชินีสาวเนตรขุ่นเมื่อนึกถึงขนิษฐาต่างมารดาผู้เกิดในวันเทพีจันทราเยี่ยมฟ้า… วันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นวันศีลใหญ่ของเอียโล เสด็จพ่อจึงตั้งชื่อมันว่า ‘ซีมายน์’ ที่แปลว่า เทพีจันทรา อีกทั้งมีพระดำรัสอีกว่าซีมายน์จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เอียโลสมกับที่เป็นเชื้อสายเทพีเดเนียแห่งความอบอุ่นบริบูรณ์ และนับตั้งแต่นางถือกำเนิดมา พืชพันธุ์ธัญญาหารในเมืองน้ำแข็งก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก

ขณะที่พระนางเกิดในคืนเดือนมืด มีแต่ความอนธการทั้งผืนโพยม จึงได้ชื่อว่า เนริซา หรือ เนริที่แปลว่าสีดำ และยิ่งเกิดในยุคที่ข้าวยากหมากแพง จึงยิ่งเหมาะกับนามสีดำอันแสดงถึงความมืดมนสิ้นหวัง

คงมีแต่เสด็จแม่ที่เห็นพระทัย ปลอบให้พระนางรู้สึกดีขึ้น

“เนริ จงภูมิใจในสีดำเถิด เพราะสีดำคือความเข้มแข็งอย่างไรเล่า ถ้าโลกนี้มีแต่สีขาวก็คงจะจืดชืดน่าเบื่อ” พระมารดาตรัสเสียงขื่น “แม่ชื่อบลังก้า หมายถึงสีขาว แม่เกิดในหิมะแรกของฤดูหนาว ขาวไปหมดทั้งหน้าตาและเนื้อตัวดังเทพีไฟรกา แม่ถูกสอนให้เชื่อมาตลอดว่าสีขาวนั้นดีที่สุดเพราะเป็นสีแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ ความนิ่งเย็นนั้นคือคุณสมบัติที่ดีของราชินีน้ำแข็ง ไม่เจ็บ ไม่รู้สึกอะไร เช่นเดียวกับไฟรกายามเยาว์ที่อดทนอดกลั้น มิให้ภาคนางยักษาโฟลาในตัวอาละวาดยามถูกล้อเลียน หากแต่ใช้ความนิ่งเย็นเข้าสงบข่มใจ แม้กระทั่งเมื่อถูกนางไม้ดิลีนจอมริษยาแย่งชิงความรักจากโอดินาร์ไปก็ตาม ก็ไม่แสดงอาการพิโรธโกรธา… แล้วดูเถอะ แม่ได้อะไรบ้าง ความรักน่ะหรือ… คงมิใช่ แม่ไม่เคยเห็นเสด็จพ่อเจ้ายิ้มหรือหัวเราะเมื่ออยู่กับแม่สักครั้ง ทรงยิ้มกับทุกคนยกเว้นแม่ แม่เริ่มสงสัย ความเยือกเย็นเป็นน้ำแข็งอย่างนี้ดีที่สุดจริงหรือ แม่รู้สึกว่าตัวเองน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับพ่อเจ้า แต่แม่ก็เติบโตมาเช่นนี้”

เนริซากอดพระมารดาไว้แน่น สัมผัสถึงความทุกข์ระทมในน้ำเสียง

หลังจากมีประสูติกาลเนริซา พระราชาเวอร์มอนนิคัสจึงเริ่มสนใจราชินีของพระองค์มากขึ้น เริ่มยิ้ม ห่วงหาอาทรมากขึ้น ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ตราบกระทั่งเจ้าหญิงจากคาบสมุทรอนาโตเลียมาถึง ราชินีบลังก้าก็ทรงกลับไปเป็นน้ำแข็งชืดชาเช่นเดิมเมื่อไร้สวามีใส่ใจ

“แม่ดีใจที่เจ้าเป็นเนริที่แปลว่าสีดำ เพราะถ้ามีทั้งขาวและดำเจ้าจะแกร่งและมีพลัง” พระนางสอน

“ดีกับมันไว้ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นผู้ร้ายในสายตาพ่อเจ้า” ราชินีบลังก้าทรงย้ำอย่างเฉียบขาด “ดีกับมันไว้ ทำให้มันรู้ว่ารักมันมาก ๆ แล้วเจ้าจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ เจ้าจะชักเชิดมันไปทางไหนมันก็จะเชื่อเจ้า”

เนริซาจึงสวมบทพี่สาวที่แสนดีตั้งแต่ยังแยกแยะมารยากับความจริงใจไม่ออกเสียด้วยซ้ำ รู้อีกทีมันก็กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวพระนางไปเสียแล้ว ทรงสามารถกอดรัก หัวเราะ เล่นสนุกสนานกับเจ้าหญิงซีมายน์ได้ทั้งที่ดวงใจเกลียดชัง…

สองแม่ลูกซาร์กอนแย่งความรักของราชาเวอร์มอนนิคัสและชาวเอียโลไปจากพระนางและเสด็จแม่

แล้วโตมาซีมายน์ก็คิดจะแย่งความรักจากอลันไปอีก…

ซีมายน์น้องข้า… สมควรแล้วที่เจ้าจะต้องตาย แม้สุดท้ายข้าต้องกอดอลันอย่างเดียวดายก็ตาม ข้าก็จะไม่เสียพระองค์ให้เจ้าเด็ดขาด

“เจ้าจำวันนั้นได้ไหมซิกริด” ราชินีเนริซ่ารับสั่งถามเมื่อซิกริดพาเรือลำน้อยมาถึงชายป่า มีธารน้ำเล็ก ๆ ต่อจากทะเลสาบเลื้อยคดเคี้ยวไปกับแนวป่าทะมึน

นางข้าหลวงหลบตา… นึกถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ จักลืมได้อย่างไรเล่า ร้องไห้วิ่งวนอยู่ในป่าจนนึกว่าจะต้องตายเสียแล้ว

“วันที่ข้าหลอกซีมายน์ว่าผลึกมายาในตำนานถูกเทพีหิมะซ่อนอยู่กลางป่านั้น มันก็รีบพายเรือออกไปทั้งที่พายไม่เป็น ข้ากะจะให้มันหลงทางหรือจมน้ำตายในป่านั้น”

ซิกริดใจดิ่งวูบ… ในพระทัยพระราชินีไม่เคยสนใจเรื่องใดมากกว่าเรื่องตัวเองและเรื่องของคนที่เกลียดชัง ไม่ได้ทรงนึกถึงเรื่องที่กลั่นแกล้งนางเสียด้วยซ้ำ ยังรับสั่งต่อไปอีกว่า

“แต่แล้วมันก็รีบพายกลับมาเพราะเห็นนางเอดิน่าใช้เลื่อนข้ามน้ำแข็งออกไปทางอื่น นางเอดิน่าหลอกซีมายน์ว่าไม่สบาย มันเลยสงสัยว่าพี่เลี้ยงมันไปเที่ยวที่ไหนโดยไม่ชวนมันไปด้วย มันพายเรือไม่แข็งก็เลยจมน้ำ ทะเลสาบน้ำแข็งที่เพิ่งละลายหนาวเย็นแค่ไหนเจ้าก็รู้ ถ้าไม่ได้ข้าช่วยไว้ป่านนี้มันคงตายไปแล้ว ทำไมตอนนั้นข้าไม่ฆ่ามันเสียก็ไม่รู้ หรือเพราะข้ายังเยาว์นัก จิตใจไม่เข้มแข็งพอ” พระนางตรัสรำพันซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ปกติทรงเป็นผู้เด็ดขาด ขึงขัง ไม่ปล่อยหฤทัยล่องลอยไปสู่อดีตบ่อยนัก

ซิกริดเงียบ ทั้งหนาวเยือกและเจ็บปวดเมื่อได้ยินถ้อยความต่อมา

“ปรากฎว่าคนที่หลงไปตามแผนของข้าก็คือเจ้าไงเล่าซิกริด เจ้าได้ยินอุบายเรื่องเทพีหิมะกับผลึกมายาก็เลยโลภ พายเรือเข้าป่าไปเสียเอง เขาตามหากันให้วุ่นวายไปหมดว่าเจ้าหายไปไหน ใครจะคิดว่าเจ้าจะเชื่ออุบายตื้น ๆ ของเด็กอย่างข้า เจ้าโตกว่าข้าไม่รู้เท่าไร”

นางข้าหลวงเจ็บใจ พระราชินีไม่เคยห่วงใยหรือรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ครั้งนั้น เอาแต่บ่นว่าซิกริดโง่เง่าเองที่เชื่อเป็นตุเป็นตะแลออกจะสมน้ำหน้าเสียด้วยซ้ำ

“แล้วสุดท้ายวันหนึ่งนางซีมายน์ก็กลับเป็นฝ่ายช่วยชีวิตข้าจากน้ำในทะเลสาบ น่าขำสิ้นดี แต่ก็ทำให้ข้าได้รู้ว่ามันมีมนตร์จันทร์เพ็ญ”

ความคิดของพระราชินียังคงล่องลอยวนเวียนอยู่กับอดีตเช่นเดียวกับเรือน้อยที่ยังพายวนอยู่ในทะเลสาบ ความอัดอั้นคับแค้นของพระนางลื่นไหลออกจากโอษฐ์ด้วยคิดว่าซิกริดเป็นคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด เมื่อปลดปล่อยความขึ้งเคียดไปกับธารน้ำและแสงแดดอุ่นอ่อน พระราชินีที่เย่อหยิ่งเย็นชาองค์เดิมก็เหมือนจะกลับมา พระนางยืดวรองค์ตรงผึ่งผาย เนตรสีฟ้ากลับมานิ่งสนิทเช่นเดิม เบือนจากป่าทึบอันถมคลุมด้วยหิมะกลับไปทอดพระเนตรยังยอดปราสาทน้ำแข็งลิบ ๆ เบื้องหน้า

สุรเสียงกึ่งเย็นชากึ่งเหี้ยมเกรียมชวนให้ซิกริดทั้งขนลุกด้วยความกลัวและอึดอัดด้วยความเบื่อหน่าย ด้วยรู้ว่าจักมีแต่ความวุ่นวายไม่รู้จบ

“กลับกันเถอะ ได้เวลาปลุกพระราชาของข้าแล้ว”

คลื่นใหญ่ม้วนตัวสูงขึ้นกว่าที่อีริลเคยเห็นมาชั่วชีวิต มันซัดเรือจนแทบคว่ำอยู่ก็หลายหน ลมกรรโชกแรงจนทุกอย่างระเนระนาด ฟ้าแลบแปลบปลาบและผ่าเปรี้ยงลงมาอีกสองครั้งติด… หายนะกำลังมาเยือน จุดจบของทุกชีวิตบนเรือกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้

กัปตันตัวสั่นอยู่ในห้องนอน ทิลด้าหายตัวไปเสียแล้ว คงจะแตกตื่นขวัญหายไปรวมกับคนอื่น ดีแล้วที่เขาเปลี่ยนใจไม่แจ้งลางร้ายแก่ทุกคน กลับมาหลบในห้องนอนที่ซ่อนเรือน้อยและอุปกรณ์ยังชีพเอาไว้

ใคร ๆ ก็ต้องรักตัวเอง เห็นแก่ตัวเองทั้งนั้น… กัปตันเฒ่าย้ำกับตัวเองเช่นนั้น ทุกครั้งที่ออกทะเล เขาจะเก็บซ่อนสิ่งสำคัญนี้ไว้ในห้องนอนที่แม้แต่นางคณิกาที่ร่วมหลับนอนกันทุกราตรีก็ไม่มีวันรู้ เผื่อไว้ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างน้อยเขาก็จะเป็นคนเดียวที่รอด เรื่องอะไรต้องไปแก่งแย่งกับลูกเรือหรือทำหน้าที่เสียสละด้วยเล่า

ไอ้พวกลูกเรืองี่เง่าทั้งหลายก็มัวแต่ไปใส่ใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างโรอัน ชะรอยมันอาจจะไปนอนกับนางทิลด้านั่นแหละ จะใส่ใจทำไมมากมาย เขาหวงนางหรือ… ก็เพียงเล็กน้อย แต่ไม่มากมายพอที่จะทุ่มเทใส่ใจตามล่าตามเค้น

ความเป็นความตายตรงหน้าต่างหากที่สำคัญ… แล้วดูพายุหมุนลิบ ๆ นั้นเล่า แค่เอาชีวิตให้รอดก็ยากเต็มทีแล้ว ใครจะนอนกับใครไม่สำคัญสักนิด

พลันนั้นเองจึงเห็นร่างนางทิลด้ายืนอยู่กราบเรือ กางแขนราวต้องการโอบกอดคลื่นยักษ์สีดำทะมึน

นางเป็นบ้าอะไรนั่น… แล้วยังไอ้หนุ่มไซวินด์ที่เข้าไปฉุดกระชากนางลงมานั่นอีกเล่า มันไม่มัวห่วงชีวิตตัวเอง กลับมาห่วงนางคณิกาที่หาค่าไม่ได้

กัปตันเฒ่าตั้งสติ ใครจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาไม่สน… เขาจะต้องรอด

 

ไฟรน์ทิลด้า ท่านจะทำอะไรน่ะ ท่านจะจบชีวิตตัวเองเช่นนี้มิได้”

ทิลด้ารู้สึกถึงอ้อมแขนที่รวบนางไว้จากด้านหลังและแรงกระชากกลับมาก่อนที่ร่างนางจะร่วงหล่นสู่ผืนสมุทรอันมืดดำ อีกนิดเดียวเท่านั้นที่คลื่นยักษ์จะม้วนกลืนกินนางเข้าไปและ…หายลับไปตลอดกาล

ฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงกัมปนาทสั่นไหวอีกครา เสาเรือหักครืนลงมาต่อหน้าต่อตา เสียงกรีดร้องระงมไปทั่วเมื่อทุกชีวิตเอียงระเนระนาดไปตามแรงคลื่นมหึมา

อ้อมแขนเด็กหนุ่มที่เพิ่งพูดคุยกันเมื่อครู่ก่อนยังรัดร่างนางไว้ไม่ยอมปล่อย อีกทั้งยังออกแรงลากนางไปให้ห่างจากกราบเรือ

“เจ้าจะห้ามข้าทำไมเล่าเด็กน้อย” นางกล่าวเสียงเย็น ไม่รู้กระทั่งชื่อเขาเสียด้วยซ้ำ

“ข้ามิใช่เด็กแล้ว” อีกฝ่ายแก้ “ข้าชื่อไซวินด์ ข้าปล่อยให้ไฟรน์ตายไม่ได้”

“เหตุใดข้าจะตายไม่ได้ เจ้ามิเห็นหรือ ฟ้าคลั่งพายุพิโรธถึงเพียงนี้ เจ้ายังคิดว่าพวกเรายังจะมีโอกาสรอดชีวิตอีกหรือ กัปตันอีริลก็หายตัวไปแล้ว เจ้ามิคิดบ้างหรือว่ามันแปลว่าจุดจบของเรือลำนี้มาถึงแล้ว”

“แต่ท่านยังมิได้คิดแม้แต่จะต่อสู้เอาชีวิตรอดเสียก่อน ท่านดูเถิด ทุกคนต่างพากันดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ มิได้ทอดอาลัยแล้วกระโจนหาความตายเช่นนี้ ทำไมเล่าไฟรน์ทิลด้า ทำไมถึงคิดทอดทิ้งชีวิตตัวเองง่ายดายเช่นนั้น”

“ไซวินด์” นางจำชื่อเขาได้ขึ้นใจแล้วยามนี้ จ้องมองเด็กหนุ่มเต็มตา ชายเอียโลหน้าตาพื้น ๆ หากดวงตาเป็นประกายกล้าทำให้ดูเป็นบุรุษหนุ่มเต็มตัวขึ้นมา นางเห็นเงาแห่งความห่วงใยสะท้อนออกมาจากสองตาคู่นั้น

“แล้วข้าจะอยู่ไปทำไมเล่า หญิงโสเภณีเช่นข้าจะหาค่าใด ๆ ควรอยู่ต่อไปไม่ ข้าจะรอดเพื่อกลับไปเป็นคณิกาอย่างเดิมน่ะหรือ ข้าขอตายกลับไปสู่อ้อมกอดโอเชียนนุมผู้อารี (1)  เสียดีกว่า ยามนี้คงแค่พิโรธมนุษย์จิตใจหยาบช้าที่ละเว้นการบูชาสำนึกคุณแห่งท้องทะเลเท่านั้น”

“ไฟรน์มีค่าสำหรับข้าเสมอ” ไซวินด์ตอบ “ข้าเคยเห็นไฟรน์ตั้งแต่นานมาแล้วก่อนจะขึ้นเรือเสียอีก ร่ำลือกันว่าท่านงามยิ่งกว่าฮันน่าหรืออาญญ่า แต่ดวงตาท่านกลับแสนเศร้า ข้าทำเรื่องขึ้นเรือมาเป็นผู้ช่วยต้นหนก็เพราะรู้ว่ามีไฟรน์แต่ก็ไม่ได้เห็นบ่อยนักเพราะกัปตันหวงไฟรน์เหลือเกิน ข้าจะช่วยไฟรน์เอง หากรอดตายไปได้ข้าจะดูแลมิให้ต้องรับใช้บุรุษใดอีก ถึงวันนี้ข้าจะยากจนแต่ข้าสัญญาจะดูแลไฟรน์อย่างดี เชื่อข้าเถิดหลบมาทางนี้ก่อน หากเรือแตกจริงเราจะมีทุ่นช่วยประคอง หรือเรือคัลฮอ (2) ที่จะพอพาเราไปถึงฝั่งได้”

ทั้งที่คลื่นยักษ์ม้วนสูงอยู่ตรงหน้า ทิลด้ากลับยิ้มออกเป็นครั้งแรกในชีวิต… บางทีทวยเทพบนสวรรค์ก็มิได้ใจร้ายเสียทีเดียว แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังให้นางได้รู้ว่ามีบุรุษผู้หนึ่งรักและเห็นค่าในตัวนางอย่างแท้จริง

หญิงสาววิ่งตามไซวินด์ไปด้วยหัวใจอิ่มสุข แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน มหาทันดรได้เคลื่อนตัวขึ้นสูงแล้วโอบกอดกลืนกินเรือสินค้าเอียโลที่ขาดหักออกจากกันให้จมดิ่งลงสู่ก้นสมุทรในที่สุด

 

เชิงอรรถ : 

(1) เทพโอเชียนนุม = พระสมุทร เทพแห่งท้องทะเลและบาดาล

(2) เรือเล็กทรงอ่างก้นลึก ออกแบบมาให้ต้านพายุหนักในทะเล ทรงตัวได้ดี เป็นเรือที่คนแถบนอร์เดนใช้กันมาก

Don`t copy text!