ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 11 : เจ้าหญิงจากตะวันออกไกล

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 11 : เจ้าหญิงจากตะวันออกไกล

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 11 –

 

“นางตายหรือยังนี่ โอย ข้าจะทำอย่างไรดีทีนี้… อ้าว นั่น เหมือนนางจะรู้สึกตัวแล้ว แม่นาง ฟื้นเถิด” เสียงหวานใสคล้ายลอยมาจากที่ไกล เจ้าของเสียงเป็นสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย พูดจาด้วยภาษาที่ซีมายน์ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เสียงนั้นคล้ายใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงเคลื่อนไหวสับสนและเสียงกระซิบกระซาบ

“แม่นางอย่าตายที่นี่เลย ฟื้นขึ้นมาเถิด” เสียงพึมพำคร่ำครวญเหมือนดังอยู่ข้างหูนี้เอง ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นภาษาบาราไนอิคของคนในเขตบาราไนอัส… ภาษาที่นางเคยร่ำเรียนจนเชี่ยวชาญแต่ไม่เคยมีโอกาสใช้

ซีมายน์พยายามขยับกายและเปล่งเสียงอย่างยากเย็น รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัว หูตาพร่าพราย จนในที่สุดก็เปิดเปลือกตาได้สำเร็จ แสงอาทิตย์สว่างจ้าจนตาพร่า ครู่หนึ่งจึงมีกรอบเงาร่างแบบบางของสตรีชะโงกเงื้อมเหนือร่างนาง เมื่อสายตาจับภาพได้ชัดเจนจึงเห็นเป็นหญิงสาวผิวเนียนผ่อง สีน้ำผึ้งก็ไม่ใช่สีน้ำนมก็ไม่เชิง ดวงตาโตสีดำสนิทและคิ้วหนาสีเดียวกันดูเข้มคม จมูกเล็ก ๆ แต่โด่งเรียวชัดเจน ริมฝีปากอิ่มหนา… ช่างเป็นสตรีที่เครื่องหน้างดงามชัดเจน

“แม่นางฟื้นแล้ว… ลุกขึ้นนั่งเถิด ไหวไหม” หญิงสาวผู้นั้นเคลื่อนกายเข้ามาประชิดและประคองร่างซีมายน์ขึ้นนั่งอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ทว่าอ่อนโยนยิ่งนัก กลิ่นหอมระรินจากเรือนกายนางก็ช่างประหลาด ซีมายน์ไม่เคยได้กลิ่นจรุงฟุ้งลุ่มลึกเช่นนี้มาก่อน

เครื่องแต่งกายนางก็ยิ่งงามน่าอัศจรรย์ ดูคล้ายเป็นผ้ารัดแนบเนื้อถึงใต้อกมีผ้าคลุมบางเบาพาดทับพอให้เห็นช่วงท้องขาวผ่องวอมแวม ท่อนล่างเป็นกางเกงขาพองปลายจีบรูดสีเดียวกับเสื้อ ศีรษะคาดเครื่องประดับอัญมณีทับผ้าคลุมผมที่ปล่อยชายยาวถึงกลางหลัง อีกทั้งยังประดับเพชรนิลจินดาวูบวาบเต็มตัว

นางผู้นี้เป็นใครกันหนอ…

“ข้าอยู่ที่ใดหรือ” เสียงที่เปล่งออกไปแหบแห้ง พยายามพูดภาษาบาราไนอิคเท่าที่นึกออก

“ตอนนี้เราอยู่ที่เมืองฮาลี ในบาราไนอัส… เป็นเมืองท่า” สตรีนางนั้นตอบด้วยภาษาบาราไนอิคแปร่ง ๆ เช่นกัน

“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

“ชะรอยเจ้าจะโดนพายุซัดเรือแตกมานะซี ลอยมาเกยฝั่งตอนขบวนของข้ามาถึงและกำลังจะออกไปพอดี นี่เห็นทีเรือของเจ้าคงเจอพายุใหญ่ที่ชาวเมืองเขาร่ำลือกันแน่ ๆ ตอนข้าออกจากโมลมาคนที่นั่นเขาก็เตือนว่าแถบทะเลเบบันนั้นมักมีพายุคลั่งอยู่บ่อย ๆ  แต่พอดีว่าจากโมลข้ามมาฮาลีนั้นไม่ไกลมาก คนคุมขบวน…” นางปรายตาไปข้างหลังอย่างเหนื่อยหน่าย “เลยตัดสินใจเดินเรือข้ามมายังฮาลี”

“โมล… ท่านเป็นคนโมลหรือ” ซีมายน์เสียงสั่น ความทรงจำไหลบ่าคืนมาทีละน้อย… เรือเอียโลล่องรอนแรมมานานนับเดือน ปลายทางที่ได้ยินล่าสุดก่อนเรือแตกคือเมืองโมล…

“นี่เจ้าคงไม่เคยไปไหนไกลละสิท่า…” เสียงใส ๆ นั้นหัวเราะอีกครั้ง “ถึงได้ไม่เคยเห็นว่าคนโมลหน้าตาเป็นเช่นไร ข้านั้นงามกว่าพวกซาร์กอนนัก มาจากดินแดนไกลแสนไกลโน้น ไกลอย่างที่เจ้าไม่นึกไม่ฝันเชียว”

แม้จะรู้สึกเจ็บกายและในหัวยังสับสนกับเรื่องที่ผ่านมา หากเจ้าหญิงเมืองน้ำแข็งผู้พลัดถิ่นก็อดระบายยิ้มไม่ได้เมื่อรู้สึกว่าสตรีตรงหน้าเป็นคนอารมณ์ดี ช่างพูดช่างคุย

“ข้ามาจากปุรณาปุระ เคยได้ยินไหมเล่า… ทำหน้าเช่นนี้คงไม่เคย ถ้าอย่างนั้นเคยได้ยินดินแดนการณะหรือไม่ล่ะแม่นาง”

“การณะหรือ” ซีมายน์ทวนอย่างใช้ความคิดก่อนพยักหน้า “ข้าเคยได้ยิน… ดินแดนตะวันออกไกล ไกลโพ้นเสียยิ่งกว่าซาร์กอนเสียอีก” นางตกใจ

“โธ่เอ๋ย เจ้าเทียบกับที่ใดเล่าถึงว่าซาร์กอนไกล เอาเป็นว่าการณะไกลกว่านั้นหลายร้อยเท่านักล่ะ ปุรณาปุระเป็นแคว้นทางตอนเหนือในดินแดนการณะอย่างไรล่ะ กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ ต้องผ่านทุกฤดูกาลเชียวละ ข้าออกเดินทางหลังวันเกิดได้สามวัน นี่ก็เพิ่งพ้นครบรอบวันเกิดมาได้สักสิบห้าราตรีกระมัง”

“ปีหนึ่งเชียวหรือ” ซีมายน์อุทาน “ไกลอะไรอย่างนั้น”

จังหวะนั้นสตรีผิวคล้ำ แต่งกายคล้าย ๆ กับหญิงผู้นี้แต่ไร้อัญมณีแพรวพราวก็ปราดเข้ามากระซิบกระซาบด้วยภาษาที่หญิงเอียโลไม่เข้าใจ ครู่หนึ่งสตรีโฉมงามจึงหันมาอธิบายให้ซีมายน์ฟังด้วยภาษาบาราไนอิคแปร่ง ๆ อย่างคนไม่ถนัดนัก

“สาวิตรี พี่เลี้ยงข้าเตือนว่าอย่ามัวร่ำไรเสียเวลากับเจ้า เพราะได้เวลาออกเดินทางต่อแล้ว แต่ข้าอยากคุยกับเจ้าอยู่นี่นะ เจ้าลอยมาเกยฝั่งอยู่ลำพัง เห็นทีจะไม่มีที่ไป ข้าชื่อลักษวิณี” นางแนะนำตัวง่าย ๆ

ลักษวิณี… สาวิตรี นามพวกนางเองก็ประหลาดหู ไม่ใกล้เคียงกับภาษาเอียโล โบเรติส อนาโตเลีย หรือแม้แต่บาราไนอิคที่นางเคยร่ำเรียนมาแม้แต่น้อย ดูรูปพรรณสัณฐานพวกเขาก็แตกต่างอย่างชัดเจนทั้งรูปหน้า โครงร่าง สีผม สีตาดำคมเข้มสนิท ชะรอยการณะทวีปคงอยู่ไกลโพ้นอย่างที่นางคงคาดไม่ถึงจริง ๆ

“เจ้ามีที่หมายอันใดหรือไม่ มิเช่นนั้นไปกับข้าไหม”

“ข้า…” ความทรงจำขมขื่นไหลบ่ารุนแรง น้ำตาหยาดหยดลงมาทันที หญิงสาวกลั้นสะอื้นไว้ไม่อยู่เมื่อพบว่าตัวเองรอดตายจากพายุร้ายกลางมหาสมุทรอย่างน่าอัศจรรย์ และตกอยู่ในดินแดนประหลาดที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำ

ทว่า…รอดมาเพียงลำพัง

แล้วโรอันยอดรักของนางเล่า เขาอยู่ที่ใด

“โรอัน… สามีข้า” นางสะอื้นฮัก ๆ “ท่านเจอข้าเพียงคนเดียวหรือ สามีข้าเล่า ท่านเจอเขาไหม เขาเป็นบุรุษร่างสูง ดวงตาสีเขียว ผิวสีน้ำตาล”

“ข้าพบเจ้าเพียงคนเดียว” สตรีผู้มีนามว่าลักษวิณีมองนางอย่างเห็นใจ “โธ่เอ๋ย พลัดพรากจากสามีหรอกหรือ ข้าจะทำเช่นไรดีเล่า ไม่รู้จะไปตามหาสามีเจ้าที่ใด ไปกับข้าไหมเล่า เผื่อข้าจะช่วยเจ้าตามหาได้ในสักวัน… แต่ต้องไปถึงฟูโอโคเสียก่อนนะ ตอนนี้ข้าไร้อำนาจทำสิ่งใดทั้งสิ้น”

“ฟูโอโค… ท่านพูดว่าฟูโอโคอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวชาวเอียโลตาโต “ฟูโอโคเมืองไฟอย่างนั้นหรือ”

“ใช่น่ะสิ… เจ้ารู้จักหรือ” น้ำเสียงของหญิงชาวปุรณาปุระทั้งปรานีและเอื้อเอ็นดู

“สามีข้าเป็นชาวเมืองไฟ” นางละล่ำละลัก “บางทีเขาอาจจะรอด ข้าอาจจะเจอเขาที่นั่นก็ได้”

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกับข้าเถิด” หญิงงามจากแดนการณะยิ้มพราย เห็นฟันขาวสะอาดเรียงรายดุจไข่มุก “ข้าถูกชะตาเจ้านักแล เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ”

ซีมายน์นิ่งไปอึดใจ ลังเลว่าควรเปิดเผยนามที่แท้จริงหรือไม่ จนป่านนี้ยังมีใครตามล่าสังหารให้ต้องระวังตัวหรือไม่หนอ…

ระหว่างที่อ้ำอึ้งอึกอักอยู่นั้นเอง ลักษวิณีก็โบกมือ เสียงกำไลข้อมือกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง

“เอาเถอะ ๆ ถ้าไม่สะดวกใจจะตอบก็ไม่เป็นไร” นางเพ่งมองตาซีมายน์อย่างพินิจพิเคราะห์ “ดวงตาสีม่วงงามประหลาดนัก ชื่อไลแลคดีไหม”

เจ้าหญิงแห่งเอียโลรู้สึกเหมือนว่านางชาวปุรณาปุระได้เอามีดเสียบกลางหทัย… ไลแลค ช่างเรียกนางเหมือนนามที่โรอันเรียกมิผิดทีเดียว

“ดีเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ากระตือรือร้น “สามีข้าก็เรียกข้าว่าไลแลค”

“ดูทุกลมหายใจเข้าออกของเจ้าจะมีแต่สามี” นางยิ้มอย่างเอ็นดู “อย่างนั้นก็มากับข้าก็แล้วกัน ข้าจะให้เจ้าเป็นนางกำนัลคนสนิท พอถึงฟูโอโคข้าก็จะแนะนำกับทุกคนเช่นนี้ ไม่เปิดเผยว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน ดีไหม” นางหันไปสั่งการสตรีที่ชื่อสาวิตรีด้วยภาษาปุรณาปุระที่ซีมายน์ฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งขบวนส่งเสียงฮือฮาเมื่อทราบความ หากพอลักษวิณียกมือขึ้นทุกเสียงก็เงียบลงโดยพลัน แสดงให้เห็นถึงอำนาจเด็ดขาดในขบวน

“นางกำนัลหรือ…” ซีมายน์ทวนคำ “ท่านเป็นใครกัน พูดจาราวกับเป็นเจ้าหญิงกระนั้น”

“ก็ข้าเป็นเจ้าหญิงน่ะซี เจ้าหญิงแห่งปุรณาปุระอย่างไรเล่า” พระนางแย้มสรวลอย่างแสนซนก่อนพระเนตรแปรเปลี่ยนเป็นกังวล

“เดินทางรอนแรมมาแสนไกล ข้ามมหาสมุทรการณากาอันไพศาลมาขึ้นฝั่งที่เขตอนาโตเลีย เดินขบวนทางบกมาจนถึงเมืองโมลแล้วจึงข้ามฝั่งมายังเขตบาราไนอัสที่เมืองท่าฮาลีนี้อย่างไรล่ะ ดีเท่าไรที่ไม่หลงไปที่เวลต้า เจ้ารู้จักไหม อ้าวเวิ้งว้างที่เป็นเส้นแบ่งบาราไนอัสกับมัซซา ว่ากันว่ามีเรือไปอับปางที่นั่นไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร… นั่นละ ตอนนี้เราอยู่ที่ฮาลีนี่แล้ว และจะเดินทางเข้าตอนในของแผ่นดินบาราไนอัสเพื่อต่อไปฟูโอโค ก็เพราะข้าถูกส่งมาอภิเษกกับเจ้าชายองค์รองแห่งฟูโอโคอย่างไรเล่า” เจ้าหญิงลักษวิณีทรงเล่ายืดยาว

“เจ้าชายองค์รอง!” ซีมายน์ทวนอย่างตกใจ หวังว่าฐานะที่แท้จริงของโรอันคงไม่ใช่เจ้าชาย

“ข้าไม่อยากแต่งเลย แต่ทำอย่างไรได้เล่า ข้าเป็นสตรี สตรีนั้นไม่มีสิทธิ์เลือกอันใดได้หรอก สมัยก่อน เจ้าหญิงลวัญญา น้าของข้าก็ถูกส่งมาอภิเษกกับพระราชาอาร์มอนแห่งฟูโอโค เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนอันไกลโพ้นที่ไม่น่ามาเจอกันได้เลย” เจ้าหญิงจากแดนไกลถอนพระทัย “เป็นประเพณีมาแต่โบราณแล้ว ข้าก็จนใจจะขัด กลัวอยู่เหมือนกันต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลเหมือนสุดขอบโลกเสียกระมัง เจ้ารู้ไหมล่ะว่าแม้แต่ทวยเทพก็นับถือต่างกันเสียแล้ว พูดจาก็คนละภาษา ฟังกันไม่รู้เรื่อง แล้วเห็นเขาว่าบ้านเมืองฟูโอโคก็ร้อนแล้งทุรกันดารเหลือเกิน พอคิดว่าต้องไปอยู่ที่แบบนั้นตลอดไปโดยไม่มีโอกาสกลับมาตุภูมิอีกก็ใจหายนะ แต่เอาเถอะ ข้าจะไม่พูดให้เจ้าเสียขวัญหรอก ข้าเองก็ไม่ควรจะบ่น บางทีอาจมีเรื่องดี ๆ รออยู่ก็เป็นได้ ไหน ๆ ก็ต้องไปอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ให้ได้ละ”

สุรเสียงเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าหญิงแห่งดินแดนการณะยังคงร่ายยาวต่อไป ท่าทางพระนางดีพระทัยที่ได้มีเพื่อนร่วมทางหน้าใหม่ รอยแย้มสรวลสดชื่นและท่วงท่าของพระนางช่างน่ามอง ซีมายน์หวังว่าเจ้าชายคู่อภิเษกจะเป็นบุรุษผู้ควรค่าแก่ความงามผุดผ่อง ชื่นบานเช่นนี้

“เห็นทีเจ้าคงจะไม่เคยไปไหนไกลเสียเลย ข้าจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน” พระนางตรัส “ดินแดนมัซซาเป็นเกาะขนาดมหึมา รูปร่างคล้ายผีเสื้อตัวยักษ์ ขึ้นชื่อเรื่องความร้อนแห้งแล้งแลทุรกันดาร  ต่างจากดินแดนอนาโตเลียอันเป็นคาบสมุทรที่เชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ อุดมด้วยทุ่งหญ้าป่าเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ เพราะอย่างนั้นทะเลที่ฮาลีและโมลจึงได้มีอากาศแตกต่างกันสิ้นเชิงแม้จะอยู่มิไกลกันมาก เออ… ข้าลืมไปว่าเจ้ายังมิเคยไปถึงโมล”

เจ้าหญิงจากปุรณาปุระยังรู้ดีกระทั่งว่า บนดินแดนรูปผีเสื้อที่เรียกรวมว่ามัซซานี้ แท้จริงแบ่งออกเป็นสองเผ่าพันธุ์ชัดเจน โดยมีเวลต้าที่เป็นเวิ้งอ่าวลึกหวำเข้ามาเป็นจุดตั้งต้นแบ่งอาณาเขตซ้าย-ขวา ระหว่างบาราไนอัสกับมัซซา

พวกบาราไนอัสมักมีผิวขาว ผมสีทอง ตาสีฟ้าสด บางส่วนเท่านั้นถึงจะมีตาสีอำพัน มีอาณาจักรน้อยใหญ่แบ่งแยกกระจายกันไป ส่วนพวกที่มีเชื้อสายมัซซามักมีผิวสีน้ำตาลละเอียด ตาสีเขียว ผมสีเข้ม ขณะที่ชาวมัซซาแท้ ๆ เป็นพวกผิวเข้มดังสีกาแฟ บางพวกสีดำสนิท ตัวใหญ่โต ผมดำหยิกหนา หน้าตาดุร้าย ว่ากันว่าเพราะเขตมัซซานั้นเป็นทะเลทรายทุรกันดาร ชาวมัซซาจึงเหี้ยมโหดและทรหดกว่าชาวบาราไนอัส อีกทั้งปีกขวาของผีเสื้อมัซซาไม่มีการแบ่งแยกเขตแคว้นปกครอง ทุกเผ่าล้วนขึ้นตรงต่อพระราชาไซกรันผู้เกรียงไกร

“เจ้าเองก็งามถึงเพียงนี้ น่าจะต้องปกปิดเนื้อตัวเสียบ้าง พวกเราไม่รู้ว่าคนเมืองไฟมีนิสัยอย่างไร บุรุษจะจาบจ้วงกับสตรีง่าย ๆ หรือไม่ ระวังตัวไว้ก็แล้วกันนะไลแลค” เจ้าหญิงจากตะวันออกไกลทรงเตือนเจ้าหญิงจากแดนเหนือด้วยน้ำใสใจจริง

ซีมายน์ข่มกลั้นความปวดร้าวเมื่อคิดถึงอดีตอันไกลโพ้นที่เอียโล และอันใกล้คือบนเรือกับโรอัน นางพยายามตั้งความหวังว่าชายคนรักยังมีชีวิตอยู่และเมื่อเอาตัวรอดจากความตายได้ คงได้เจอกันที่เมืองไฟดังคำมั่นสัญญา

เขาจักต้องรอด… เทพีจันทราให้สัญญากับข้าแล้วว่าเราสองคนจะครองรักกันตลอดไป

“พร้อมหรือยังไลแลค… จากนี้เมื่อพ้นฝั่งทะเลอย่างฮาลี เราจะเข้าสู่ตอนในของแผ่นดิน เขาว่าอากาศจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงฟูโอโค เจ้าเตรียมตัวให้ดี ทำร่างกายให้แข็งแรงเข้าไว้เถิด”

หญิงสาวมองเจ้าหญิงจากตะวันออกไกลที่ประทับนั่งหลังหยัดตรงบนม้าพ่วงพีและตนเองที่อาศัยม้าตัวเล็กร่วมกับคุณท้าวสาวิตรีด้วยอารมณ์กึ่งขันกึ่งปลง จากเจ้าหญิงซีมายน์บนหลังอาชาพันธุ์เลิศ มีบริวารแวดล้อมหน้าหลัง ยามนี้กลับกลายเป็นบริวารรับใช้ติดตามเจ้าหญิงเสียเอง

แต่ไม่เป็นไร นางยอมได้ทุกอย่าง ขอเพียงมีชีวิตรอดและได้เจอกับโรอันอีกครั้ง… นางเคยบอกเขาไว้

ให้เป็นอะไรก็ได้ แม่ค้า คนรับใช้ นางทาสี ขอเพียงได้อยู่ด้วยกัน

ความคิดคำนึงทั้งหลายหายไปกับเสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบันด้วยความเร็วสูง เสียงลมตีอื้ออึงข้างหูอยู่ทุกขณะ จากไอชื้นแห่งทะเลเริ่มกลายเป็นอากาศร้อนแห้งแล้งทีละเล็กละน้อย… จนกระทั่งเม็ดทรายตลบฟุ้งเข้าเต็มหน้าเต็มปากอันเป็นสัญญาณที่บ่งว่า นางได้เข้ามาสู่เขตทะเลทรายโดยสมบูรณ์ และอีกไม่ช้าก็จะถึงเมืองไฟ…

Don`t copy text!