ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 12 : เล่ห์ทะเลทราย

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 12 : เล่ห์ทะเลทราย

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 12 –

 

เมื่อตะวันเลื่อนสู่กึ่งกลางฟ้า แผดรังสีร้อนระอุเต็มที่นั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ขบวนของเจ้าหญิงลักษวิณีแห่งปุรณาปุระมาถึงโอเอซิสขนาดเล็กกลางทะเลทรายอันไพศาล และตั้งใจจะหยุดพักที่นี่สักครู่ก่อนออกเดินทางต่อไปจนถึงเมืองไฟ

แม้จะเป็นโอเอซิสเล็ก ๆ มีเพียงธารน้ำแคบ ๆ หากก็มีต้นไม้ออกดอกผลแน่นขนัดเรียงรายรอบแหล่งน้ำนั้นแลมีผู้สัญจรชาวทะเลทรายแวะพักผ่อนอยู่หนาแน่น หัวหน้าองครักษ์แห่งปุรณาปุระจึงสั่งให้ตั้งกระโจมชั่วคราวสำหรับให้เจ้าหญิงลักษวิณีและนางข้าหลวงได้พักผ่อนโดยรอดพ้นสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวทะเลทรายอื่น

องครักษ์หนุ่มเข้ามาแจ้งว่าราชทูตและทหารอารักขาจากฟูโอโคมาประจำการรออยู่ที่นี่ตั้งแต่รุ่งสางแล้ว มีสาส์นประทับตราลงพระนามจากพระราชาอาร์มอนและเจ้าชายฟารุคถูกต้องชัดเจน ตามกำหนดการคือเมื่อเจ้าหญิงทรงพักจนหายเหนื่อย เมื่อนั้นจะเริ่มออกเดินทางต่อทันที

เจ้าหญิงจากดินแดนการณะทรงอดท้วงไม่ได้

“อยู่พักผ่อนที่นี่สักราตรีมิได้หรือ ข้าอยากชมตลาดเสียก่อน”

“มิได้พระเจ้าค่ะ” องครักษ์ตอบทันควัน “พวกทะเลทรายมาจากหลายเผ่าพันธุ์ ไม่รู้ใครเป็นใคร จะเป็นการเสี่ยงเกินไป อีกทั้ง…”

“พอ ๆ” เจ้าหญิงจากแดนไกลโบกพระหัตถ์ไล่อย่างรำคาญ เสียงกำไลข้อมือกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง

เมื่ออยู่ในกระโจมปลอดบุรุษ ลักษวิณีจึงปลดผ้าคลุมพระพักตร์ลง เผยให้เห็นดวงพักตร์หวาน หากดวงเนตรดำขลับเข้มคม ทรงเปลื้องผ้าคลุมเนื้อหนาที่ห่อกันฝุ่นทรายออก อยู่ในฉลองพระองค์แนบเนื้อทับด้วยผ้าโปร่งปักเลื่อม นางกำนัลทั้งหลายรีบเข้ามาเช็ดเนื้อเช็ดตัวและประพรมเครื่องหอมให้อย่างรู้หน้าที่

“วิทูรนี่เฮี้ยบกว่าสาวิตรีเสียอีก” ลักษวิณีตรัสบ่นราชองครักษ์นอกกระโจม “ตั้งแต่ออกจากปุรณาปุระข้าแทบไม่ได้เที่ยวเล่น ชมเมืองใด ๆ เลยทั้งที่ผ่านมาหลายสิบแห่ง พวกเจ้าไม่เสียดายมั่งหรือ ผ้าผ่อนแพรพรรณทั้งหลายเอย ของแปลกเอย” พระนางทรงพยายามหาพวก ขณะที่คุณท้าวสาวิตรีตาเขียวใส่

“ทรงมิใช่เด็ก ๆ แล้วนะเพคะ จะอภิเษกอยู่รอมร่อ ยังจะคิดเรื่องเที่ยวเล่นอีก ที่วิทูรอยากให้ไปถึงฟูโอโคไว ๆ น่ะถูกแล้ว พวกเราเดินทางเหน็ดเหนื่อยกันมานานแรมปี ผ่านภูมิประเทศร้อน หนาว กันดารมาจนบาดเจ็บล้มตายกันไปก็หลายคน ควรจะถึงที่หมายให้รู้แล้วรู้รอด ยิ่งเข้าเขตทะเลทรายยิ่งอันตราย”

เจ้าหญิงพระพักตร์ง้ำลงทันที นอกจากจะหาพวกมิได้ ยังโดนคุณท้าวสาวิตรีบ่นซ้ำอีก

“จะทรงถ่วงเวลาไปทำไมเล่าเพคะ ถึงอย่างไรก็ต้องถึงฟูโอโค ได้พบเจ้าชายฟารุคอยู่ดี” สาวิตรีดักคออย่างรู้ทัน จึงยิ่งเป็นการขัดพระทัยเจ้าหญิงจากปุรณาปุระ…

จะมีใครเข้าใจบ้างว่าพระนางกลัว… เจ้าชายฟารุคมีพระโฉมเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ทรงขึ้นชื่อลือชานักเรื่องความบ้าบิ่น… และ… ‘บ้าสตรี’ แค่ดำริได้ดั้งนั้นพระนางก็ทรงกลัวตัวสั่นแล้ว เหตุใดปุรณาปุระจึงไม่ยกเลิกการเชื่อมสัมพันธไมตรีนี้เสียทีหนอ ทั้งไกลแสนไกล ทั้งเดินทางก็แสนลำบาก หรือมิเช่นนั้นก็ควรเป็นฝ่ายส่งเจ้าหญิง เจ้าชายฟูโอโคมาอภิเษกที่ปุรณาปุระเสียบ้าง จะได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบาก และความเศร้าจากการพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนอย่างที่พระนางทรงเผชิญ

ขณะที่ลักษวิณีเบือนพักตร์ผ่านแนวผ้าโปร่งแถบหนึ่งออกไปนอกกระโจมก็เห็น ‘นางกำนัลคนใหม่’ ก้ม ๆ เงย ๆ ตักน้ำร่วมกับนางทาสในขบวน จึงตรัสร้องเสียงหลง

“ตายแล้วทำไมไลแลคไปอยู่ตรงนั้นได้ นี่ เจ้าน่ะ ไปเรียกนางเข้ามาอยู่ด้วยกันในกระโจมที”

ครู่หนึ่งไลแลคก็เข้ามาเฝ้าในกระโจม ผิวขาว ๆ ของนางบัดนี้แดงก่ำ ผมสีน้ำตาลสลวยยามนี้แห้งแตกเช่นเดียวกับริมฝีปาก หน้าตามอมแมม หากกระนั้นก็ยังเห็นเค้าความงามแจ่มชัดยามเจ้าตัวปลดผ้าคลุมหน้าลง

“ต่อไปนี้เจ้าถือเป็นนางกำนัลคนสนิทของข้า จงอยู่ข้าง ๆ ข้าเถิดไลแลค มิต้องไปปะปนกับนางทาสีอื่น ๆ แล้วนับจากนี้ให้เจ้านั่งอูฐเดียวกับข้า ไม่ต้องไปนั่งกับสาวิตรีอีก”

จากหางพระเนตร ลักษวิณีทรงเห็นคุณท้าวสาวิตรีค้อนปะหลับปะเหลือก

“ข้าจะได้เล่าเรื่องปุรณาปุระแห่งการณะทวีปให้เจ้าฟังอย่างไรเล่า ดีไหม”

ไลแลคยิ้มน้อย ๆ ก่อนรับคำ ดวงตามีประกายขบขัน

“เจ้าคงคิดว่าข้าพูดมาก ไม่ถามเจ้าสักคำว่าอยากฟังหรือไม่” ลักษวิณีสรวลคิกคัก อารมณ์สดชื่นขึ้น

“ข้ายอมรับว่าข้าพูดมาก ก็ข้าคิดถึงบ้าน อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟังเหลือเกิน”

เมื่อขบวนเคลื่อนจากโอเอซิสน้อยมุ่งหน้าสู่ทะเลทรายเวิ้งว้าง เมื่อนั้นเจ้าหญิงจากดินแดนการณะก็มีนางกำนัลคนใหม่นั่งไปด้วย อูฐตัวใหญ่ย่างเดินอย่างระมัดระวัง ไม่ห้อตะบึงเหมือนม้าเช่นที่ผ่านมา พระนางจึงมีเวลาเล่าเรื่องอาณาจักรปุรณาปุระอันเกรียงไกรให้สาวน้อยแปลกหน้าฟังจนตะวันตกดิน ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นหอมรัญจวนตลบอบอวลตลอดทาง ครั้นทรงเห็นพวงดอกไม้คล้องคอไลแลคอยู่จึงมิได้ติดใจอันใด ทรงนึกว่าเป็นเพียงกลิ่นหอมจากบุปฝาเท่านั้น

จวบกระทั่งตะวันคล้อยลงต่ำ แสงสีส้มอมทองเลือนลงจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ศศิธรอร่ามเรืองดวงโตจึงค่อย ๆ เคลื่อนผ่านม่านเมฆขึ้นสู่กลางฟ้าทีละเล็กละน้อย แสงนวลผ่องตัดกับสีเข้มมืดมิดแห่งราตรี ฉายจับไปยังกลุ่มเงาตะคุ่มที่ซ่อนตัวเรียงรายอยู่หลังเนินทราย

“นั่น…” เจ้าหญิงลักษวิณีคราง ดวงพักตร์ซีดเผือด “โจรทะเลทรายอย่างนั้นหรือ”

ขบวนเจ้าหญิงจากปุรณาปุระกระชับอาวุธในมือแน่น ล้อมวงคุ้มกันเจ้าหญิงลักษวิณีโดยพร้อมเพรียง กลุ่มเงาหลังเนินทรายค่อยปรากฏชัดเจนใต้แสงจันทร์ พวกมันพรางกายด้วยชุดสีดำปิดสนิทถึงดวงตา ย่างสามขุมกันมาอย่างฮึกเหิม บ้างขี่อูฐตัวโต บ้างขี่ม้าตัวยักษ์ หากล้วนมีมีดดาบอาวุธพรักพร้อมเต็มมือ

“ช่างบังอาจนัก พวกมันคงได้ยินข่าวขบวนคู่อภิเษกเจ้าชายฟารุคกำลังเดินทางผ่านทะเลทรายอาเกลียนี้เป็นแน่” หัวหน้าทหารอารักขาจากฟูโอโคกัดฟันกรอด จากนั้นหันมาให้ความมั่นใจ

“พระนางอย่าได้ทรงวิตก โจรพวกนี้มิอาจเทียบทหารชำนาญรบของฟูโอโคได้”

ลักษวิณีวรองค์สั่นเทิ้ม มิได้มั่นพระทัยตามคำกล่าวของอีกฝ่ายสักนิด กลุ่มโจรพวกนี้น่าจะชำนาญพื้นที่แลเหี้ยมโหดมากกว่า

หัวหน้าโจรควบม้าตัวมหึมาเข้าประชิดอย่างไม่กลัวเกรงกองกำลังทหารปุรณาปุระและฟูโอโคที่ล้อมเจ้าหญิงจากตะวันออกไกลไว้แน่นหนา มันเงื้อดาบโค้งดั่งเคียวข้าวตวัดใส่ทหารอารักขาอย่างชำนาญ เลือดสด ๆ พุ่งพรวดสาดกระจาย เหล่าสตรีกรีดร้องระงมอกสั่นขวัญแขวนและแตกกระเจิงออกทันที เป็นช่องว่างให้เข้าถึงนารีทรงศักดิ์ได้โดยง่าย

“ดูทีหญิงงามจะมิได้มีเพียงนางเดียวเสียด้วย” หัวหน้าโจรตาลุกวาวเมื่อเห็นว่ามีสตรีบนหลังอูฐสองนาง

เจ้าหญิงจากเอียโลในคราบนางกำนัลใหม่ของเจ้าหญิงลักษวิณีแหงนมองดวงจันทร์ส่องสกาวบนผืนโพยมด้วยหัวใจพองโตขึ้น ในที่สุดก็ถึงวันจันทราเยี่ยมฟ้าให้นางได้อาบแสงจันทร์เต็มกายสักที เพียรเอาดอกไม้เล็ก ๆ ตามโอเอซิสรายทางมาร้อยเป็นพวงคล้องคอไว้กันคนสงสัย ขณะเดียวกันก็หวั่นใจเหลือเกินว่ายิ่งใกล้วันเพ็ญ กลิ่นยิ่งหอมแรงจนอาจปิดความลับเอาไว้ไม่อยู่

แต่แล้วกลุ่มโจรที่บุกโจมตีกะทันหันนั่นก็ทำผิดแผนเสียหมด นางกำลังจะขอพรเทพีจันทราให้เจอโรอันยอดรักอยู่แล้วทีเดียว พวกมันก็กลับบุกประชิดขบวนอย่างรวดเร็ว

แลกองอารักขาของปุรณาปุระและฟูโอโคหลายสิบชีวิตกลับคุ้มกันเจ้าหญิงลักษวิณีเอาไว้ไม่ได้เลย!

โจรทะเลทรายโหดร้ายและชำนาญทาง คุ้นเคยกับทรายทุกเม็ด ทนทานกับอากาศร้อนแล้ง พวกมันโจมตีมากี่ขบวนต่อกี่ขบวนกันแล้วเล่า…

และเมื่อเห็นเลือดพุ่งกระฉูดกับเจ้าโจรทมิฬควบม้าตรงเข้ามาพร้อมดาบโค้งดุจจันทร์เสี้ยว อดีตเจ้าหญิงเอียโลก็ใจหายวูบ กอดป้องเจ้าหญิงลักษวิณีเอาไว้แน่น ก่อนแหงนมองจันทราอีกครั้ง กล่าวเป็นภาษาเอียโลชัดถ้อยชัดคำ

“ขอให้โจรแห่งทะเลทรายอันร้ายกาจเหล่านี้ได้พ่ายแพ้ไป ไม่สามารถทำอันตรายตัวข้าและทุกชีวิตในขบวนแห่งนี้ได้ แลขอให้พวกข้าเดินทางถึงฟูโอโคได้โดยสวัสดิภาพด้วยเถิด”

ฉับพลันนั้นเอง… บังเกิดลมหอบฝุ่นทรายขึ้นตลบก่อนจะพัดหมุนแรงเป็นเกลียวก่อตัวสูงขึ้นกลางอากาศและจำเพาะบริเวณของกลุ่มโจรทะเลทรายเท่านั้น หอบเอาร่างในชุดสีมืดทะมึนนับสิบลอยควะว้างในพายุทรายที่หมุนแรงและสูงขึ้นเรื่อย ๆ

และพริบตานั้นเองที่มีแรงดูดร่างหัวหน้าโจรที่กำลังประชิดเจ้าหญิงลักษวิณีเข้าไปอยู่ในพายุหมุน

เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานในเกลียวทรายแผดก้อง ทุกคนในขบวนปุรณาปุระมองภาพตรงหน้าด้วยอาการตื่นตะลึง ขุมขนลุกชันด้วยความสยดสยองเมื่อทันใดนั้นพายุทรายที่หมุนสูงขึ้นกลางฟ้าได้หดลงและถูกดูดหายลงไปใต้ผืนทรายราวธรณีสูบ!

กองโจรทะเลทรายหายวับไปในพริบตา!

“พวกมันเป็นผีหรือ” เสียงสาว ๆ ในขบวนร้องถามกันเซ็งแซ่

ซีมายน์ถอนใจยาวเมื่อเหตุการณ์สะพรึงขวัญได้ผ่านพ้นไป แม้คนในขบวนจะยังตกใจหากก็ดีใจที่รอดพ้นมาได้ และตัดสินใจเร่งเดินทางให้ถึงฟูโอโคในราตรีนี้

เจ้าหญิงลักษวิณียังวรกายสั่นเทิ้มอยู่ในอ้อมแขนซีมายน์ ทรงพร่ำพึมพำขอบคุณนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่กางแขนปกป้องพระนางในนาทีมรณะนั้น

“ไลแลค เจ้าช่างกล้าหาญและภักดีนัก ข้าดูคนไม่ผิดจริง ๆ ด้วย”

เจ้าหญิงซีมายน์ในคราบนางไลแลคได้แต่บอกตัวเองมิให้เสียดายที่เสียโอกาสใช้มนตร์จันทร์เพ็ญเพื่อตามหาโรอัน… ย้ำกับตัวเองว่าควรจะดีใจที่ได้ช่วยชีวิตคนทั้งคณะให้รอดพ้นจากการสังหารหมู่ 

Don`t copy text!