ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 13 : แผ่นดินอัคคี

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 13 : แผ่นดินอัคคี

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 13 –

 

ฟูโอโคเป็นดินแดนประหลาด ผืนดินเป็นสีดำ ๆ แดง ๆ สลับกับแอ่งน้ำเฉอะแฉะที่มีพืชน้ำหน้าตาประหลาดขึ้นปกคลุมเต็ม มีภูเขาสูงต่ำเรียงรายไปตลอดทาง บ้างมีควันจาง ๆ พวยพุ่ง บ้างมีเปลวไฟแลบเลีย อากาศอบอ้าวกว่าทะเลทรายจนแทบไม่น่ามีใครคิดตั้งหลักปักฐานในที่แห่งนี้

หากกระนั้นตลอดเส้นทางที่ขบวนผ่าน กลับได้เห็นบ้านเรือนตั้งกระจุกกันอยู่แถบพื้นราบ บ้างกระจายกันตามลาดเนิน ไหล่เขา เมื่อเขม้นมองให้ชัดจึงเห็นว่าที่อยู่อาศัยทำจากหินและดินสีดำ

“ดินภูเขาไฟ” เจ้าหญิงลักษวิณีอุทานเมื่อนึกถึงที่ทรงเคยร่ำเรียนมา “ประหลาดนัก”

เมื่อเปลี่ยนจากอูฐมาเป็นม้าอีกครั้ง คนนำขบวนชาวฟูโอโคจึงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเพราะพื้นดินดำ ๆ บางแห่งมีประกายไฟคุกรุ่นอยู่ด้านใต้ ความชำนาญเส้นทางทำให้หลบเลี่ยงเพลิงใต้ดินได้ดีหากพวกเขาก็มิประมาท ด้วยมีเจ้าหญิงพระคู่หมั้นแห่งเจ้าชายฟารุคประทับอยู่ในขบวน

“นี่หรือเมืองไฟ” ไลแลคอุทานเสียงเบา เจ้าหญิงแห่งปุรณาปุระทรงเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างหวั่น ๆ

“ใช่ นี่แหละฟูโอโค เมืองอัคคี ดินแดนแห่งไฟอย่างไรล่ะ”

“ข้าเคยฟังสามีเล่า” นางกำนัลคนใหม่ทูลเสียงแผ่ว “แต่มิเท่าพบเห็นด้วยตนเอง เมืองอะไรน่ากลัวเช่นนี้”

“มิต้องกลัวไปหรอก” เจ้าหญิงพยายามปลอบ “ปราสาทอัคคีอยู่ที่เฟออิส มิใช่แถวนี้หรอก”

ทรงปลอบนางกำนัลแล้วก็ปลอบตนเองด้วยเช่นกัน พระนางก็ทรงเรียนมาจากตำรา ฟังจากครูบาอาจารย์มาทั้งนั้นว่าเมืองไฟนั้นร้อนกันดารอันตราย หากในโชคร้ายนั้นยังมีโชคดีที่เจ้าผู้ครองนครค้นพบเพชรเม็ดงามกลางแดนไฟในเมืองเฟออิส ซึ่งหากเปรียบเทียบก็คล้ายโอเอซิสมหึมากลางทะเลทราย เป็นเนินดินที่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่รายล้อม มีพืชพันธุ์ออกดอกผลอุดมสมบูรณ์ อากาศสะอาด สดชื่น ราวอยู่กันคนละโลก

ปราสาทอัคคีแห่งพระราชาอาร์มอนก็อยู่บนเนินดินในเฟออิสเช่นกัน…

ท้องฟ้ามืดทะมึนด้วยเขม่าควันที่ปกคลุมผสานกับมวลเมฆทำให้แลดูสะพรึงขวัญ หากไม่นานเมื่อล่วงเข้าเขตเฟออิสฝุ่นควันเหล่านั้นค่อยบางเบาลง มีเนินหญ้าลาดยาวเขียวชอุ่มและพรรณไม้ประหลาดตาเรียงราย บ้านเรือนรูปทรงทันสมัย ตกแต่งประดับประดาสวยงาม ผู้คนหน้าตาผิวพรรณต่าง ๆ นานาเดินกันขวักไขว่ดูคึกคัก

ปราสาทอัคคีแห่งฟูโอโคอยู่เบื้องหน้าลิบ ๆ บนเนินสีดำ เสียงเป่าเขาดังกังวาน ขบวนเกียรติยศต้อนรับเรียงรายตลอดสองข้างทาง ภาพตรงหน้าพร่าพราย คนมากมายเรียงกันแน่นขนัดจนไม่รู้ใครเป็นใคร เจ้าหญิงลักษวิณีพระทัยเต้นแรงจนแทบจะโลดออกมานอกอุระ ทุกย่างก้าวเข้าไปในมหาปราสาทอัคคีดูยาวนานราวชั่วนิรันดร์

เสียงประกาศดังก้อง

“เจ้าหญิงลักษวิณี สุชาวตี ไมรานา แห่งปุรณาปุระ”

เสียงโห่ร้องกังวานต้อนรับ ตามด้วยเสียงประกาศนามพระราชาและใครต่อใครที่บัดนี้พระกรรณลักษวิณีอื้อเกินกว่าจะจับความได้ จนกระทั่งเสียงประกาศสุดท้ายนั้นแลที่ทำให้หัตถ์พระนางเย็นเฉียบ

“เจ้าชายฟารุค มาอิล เฟอาอิส”

เป็นครั้งแรกหลังจากที่สงสัยแกมหวั่นพระทัยมาตลอดระยะเวลาร่วมปีที่รอนแรมเดินทาง… ว่าเจ้าชายที่ ‘บ้าตัณหา และป่าเถื่อน’ หน้าตาเป็นอย่างไร บัดนี้ลักษวิณีได้ทรงประจักษ์แจ้งแก่พระเนตร

นี่หรือว่าที่สวามีของเรา… เนตรดุอย่างกับผู้ร้าย!

เสียงนกร้องจิ๊บจ๊าบเงียบหายไปโดยพลัน สรรพสำเนียงสงบลงทันใดเมื่อฟ้ากระจ่างเริ่มแปรเป็นสีเทาอ่อน ลมร้อนพัดยอดไม้ไหวเอน ร่างสูงสง่าในพัสตราภรณ์ตัวยาวสีขาวขอบทอง ดวงเนตรสีอำพันรับกับเกศาสีทองทอดพระเนตรออกไปนอกพระแกลแล้วถอนพระทัยยาวเมือเห็นควันกรุ่นจาง ๆ พวยพุ่งจากมหาคีรี

เป็นเรื่องปกติของฟูโอโคที่ภูเขาไฟบางลูกกรุ่น ๆ เช่นนี้ชั่วนาตาปี มิได้ระเบิดรุนแรงทำลายล้างมาหลายสิบปีแล้ว และชาวเมืองต่างก็จับสัญญาณพระเพลิงพิโรธได้เป็นอย่างดี เตรียมรับมือล่วงหน้าได้ ทว่าระยะหลังมักมีเด็กและคนชราเจ็บป่วยบ่อยขึ้นใกล้เนินไฟใหม่ ๆ เพราะมีการขยับพื้นที่ขุดแร่ หลอมเหล็ก และปลูก ‘ไกลีน’ หรือที่เรียกว่า ‘พืชไฟ’ ใกล้ปากปล่องมากขึ้น พวกคนงานมักจะเกณฑ์พลพรรคในครัวเรือนมาช่วยกัน ทั้งที่พระราชาอาร์มอนออกกฎห้ามไว้ชัดเจน

อาจเป็นเพราะทรงไม่ค่อยได้ไปตรวจตรากวดขันมากกระมังจึงมีการลักลอบใช้แรงงานต้องห้ามในพื้นที่ต้องห้าม

มิใช่ด้วยจงใจละเลย หากเป็นเพราะยังทำพระทัยไม่ได้ต่างหากเล่า… เจ้าหญิงที่รักของพระองค์ตายไป ณ ปากปล่องอันมีควันพวยพุ่งเช่นนั้น

“เจ้าชายฟารุคขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ” เสียงมหาดเล็กเคาะบานทวารทำลายความเงียบจากภวังค์นั้น ก่อนจะเลี่ยงออกไปเมื่อร่างสูงหนาล่ำสันของผู้มาใหม่ก้าวเข้ามา

“เจ้าพี่ราฟาเอล เอาแต่จ้องภูเขาไฟอยู่เช่นนั้น คิดถึงเจ้าหญิงทาเทียน่าหรือ” ผู้มาใหม่ทรงทักตรงประเด็นราวกับรู้ความในพระทัย เจ้าชายฟารุคทรงภูษาสีดำตัดขาว ดูกลมกลืนกับเกศาและดวงเนตรเข้มคมสีดำสนิทและพระฉวีขาวสะอาด

“เจ็ดปีอันยาวนานที่ทาเทียน่าจากไป” เจ้าชายราฟาเอลตรัสเสียงขรึม ดวงเนตรสีอำพันหม่นลงยามเอ่ยถึงชายาผู้ล่วงลับ “ข้ายังไม่แน่ใจเลยว่าจะมีวันที่สามารถกลับไปเยือนภูเขาไฟไอร์ฟาได้อีก”

“เจ้าพี่เห็นจะรับสั่งเกินจริงไปกระมัง” อีกฝ่ายหรี่เนตรลง “ข้าเห็นท่านมองนางกำนัลของคู่หมั้นข้าหรอกนะ แววตาท่านปิดไม่มิดหรอก แต่ก็น่าอยู่หรอก นางงามประหลาดโดดเด่นกว่าหญิงอื่น”

เจ้าชายราฟาเอลทรงชะงัก… อนุชาต่างมารดาที่ดูราวไม่สนใจไยดีสิ่งใดมากไปกว่าความสำราญของตนกลับช่างสังเกตเอากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง…

ถ้าแม้แต่ฟารุคยังเห็นพระองค์ ‘มอง’ นางแล้ว… คนอื่นเล่ามิพูดกันไปถึงไหนต่อไหนหรือ…

สตรีนางนั้นเป็นคนสนิทของเจ้าหญิงลักษวิณี หากกลับไม่มีลักษณะแบบชาวการณะสักนิด นางมีผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นคลื่นยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีม่วงประหนึ่งอาเมทิสต์ส่องประกายวาววาม ผิวสีน้ำนมขาวสล้างหากไม่ซีดจัดเกินเหมือนพวกนอร์เดน ออกจะคล้ายพวกโบเรติสหรืออนาโตเลียเสียมากกว่า และแม้จะดูมอมแมมจากการกรำแดดกลางทะเลทรายอันระอุ นางผู้นั้นยังดูสดสวยมิแพ้ราชนารีจากปุรณาปุระเลยสักนิด

นางผู้นั้นทำให้ดวงหทัยอันชืดชาต่อรักของราฟาเอลเต้นแรงอย่างประหลาด…

“มัวแต่พร่ำพูดเรื่องข้า แล้วเจ้ามาพบข้ามีเรื่องอันใด” เจ้าชายองค์โตแห่งฟูโอโคเสทำสุรเสียงขรึม “หรือว่าร้อนใจที่พระคู่หมั้นหวาดกลัวเจ้าราวกับเป็นอสูรร้ายเลยมาขอความช่วยเหลือข้า”

“นางไม่ได้กลัวข้า!” พระอนุชาเถียงทันควัน ก่อนจะหลุบเนตรลงอย่างขัดเคือง “นางอาจจะยังเขินอาย”

“เขินอายจนต้องอ้างป่วย อ้างธรรมเนียม อ้างอะไรสารพัดสินะ” ราฟาเอลนึกสนุก ได้ทีรุกไล่พระอนุชา “เห็นทีเจ้าจะไปทำตัวกระหายสตรีให้เจ้าหญิงลักษวิณีเห็นเข้ากระมัง นางจึงขวัญหนีดีฝ่อ”

“ข้ากระหายสตรีตรงไหนกัน ยังไม่ทันได้เข้าไปพูดคุยใกล้ ๆ นางเสียด้วยซ้ำไป” เจ้าชายฟารุคทำสุรเสียงขุ่น “ข้าว่านางอาจยังไม่คุ้นชินกับบ้านเมืองเรามากกว่า เสด็จแม่เคยเล่าว่าชาวการณะแตกต่างจากพวกเรามาก ทั้งบ้านเมือง อากาศ อาหารแลธรรมเนียมปฏิบัติ… เมื่อมาอยู่ฟูโอโคใหม่ ๆ ก็ทรงพระกันแสง (1) คิดถึงบ้านอยู่เป็นเดือน ๆ บอกว่าเมืองไฟเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน”

“คำปลอบใจตัวเองของเจ้าก็พอมีเหตุผลอยู่” เจ้าชายราฟาเอลทรงเย้า ก่อนจะรับสั่งต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วเจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใดหรือ”

“ข้าอยากจัดงานเลี้ยงเต้นรำให้เจ้าหญิงลักษวิณีไม่เหงาน่ะสิ”

“เจ้าก็จัดเองได้นี่นะ ไม่เห็นต้องให้ข้าเป็นคนสั่ง”

“แล้วก็อยากพานางไปชมความงามในเฟออิส ทำความคุ้นเคยกับฟูโอโคเสียก่อน ถึงตอนอภิเษกนางจะได้หายประหม่า”

“คู่หมั้นเจ้า เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า” เจ้าชายผู้เคร่งขรึมซ่อนพระสรวลไว้เมื่อเห็นพักตร์ว้าวุ่นของพระอนุชา

“ก็… ดูนางยังเกร็งแลเกรงกลัวข้าอยู่ หากมีท่านเป็นผู้บัญชานางคงเกรงใจ”

“ที่แท้ก็จะเอาข้าไปออกหน้าบังคับสตรีนั่นเอง” เจ้าชายแห่งฟูโอโคยังไม่หยุดแหย่พระอนุชา

“เอ้า จะว่าเช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่เถียง” เจ้าชายเลือดผสมฟูโอโค-ปุรณาปุระทำท่ายอมจำนน ก่อนจะแย้มสรวลเจ้าเล่ห์เมื่อนึกขึ้นมาได้

“ไม่ดีหรือ เจ้าพี่จะได้ถือโอกาสใกล้ชิดนางกำนัลของลักษวิณีอย่างไรเล่า ไม่แน่… เจ้าพี่อาจจะได้บาทบริจาริกาหรือสนมสักนางก็คราวนี้ ลืมเจ้าหญิงทาเทียน่าได้สักที”

เจ้าชายราฟาเอลทรงชะงักอีกครั้ง ดวงเนตรสีอำพันโชนแสงขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงสตรีโฉมงามประหลาดตานางนั้น ดวงตาสีม่วงเจิดจ้ากวาดตามองรอบ ๆ และหยุดที่พระองค์อย่างสำรวม หากก็ดูเย้ายวนจนพระทัยสะดุด นานเหลือเกินที่ไม่มีนารีใดทำให้พระทัยหวั่นไหวรุนแรงเช่นนี้… นานนับแต่ทาเทียน่าจากไป

“ข้าไม่มีวันลืมทาเทียน่า” รับสั่งสวนแผ่วเบาหากเฉียบขาดราวย้ำกับองค์เองไปด้วยเช่นกัน “และหากข้าจะช่วยเจ้าก็เพราะเมตตาเจ้า ไม่ได้อยากจะได้นางคนใดมาแทนที่ทั้งนั้น”

พระอนุชาเลิกขนงแปลกพระทัย… พระเชษฐาผู้เงียบขรึมเย็นชาดูมีปฏิกิริยาเมื่อพูดถึงนางกำนัลต่างแดนผู้นั้น แต่เอาเถิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทรงยอมช่วยฟารุคก็พอพระทัยแล้ว มิเช่นนั้นเจ้าหญิงลักษวิณีก็คงจะหลบเลี่ยงการพบเจอไปเรื่อย ๆ จนถึงวันอภิเษก

พระนางจะรู้ตัวบ้างหรือไม่หนอว่าพระองค์นับวันรอพระนางมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เหตุใดจึงมีทีท่าหวาดกลัวว่าที่สวามีเช่นนั้นกันเล่า

 

เมืองน้ำแข็งที่นางจากมา แสงอาทิตย์เป็นของหายากยิ่ง นับประสาอันใดกับดวงตะวันที่น้อยครั้งจะได้เห็นเต็มดวงสักคราเพราะส่วนมากสุริยเทพมักซ่อนตัวอยู่ใต้ม่านหมอกหนาจัด นาน ๆ จึงเผยโฉมให้ได้ยลสักครา อดีตเจ้าหญิงจากเอียโลจึงยังไม่ชินเท่าไรนักที่ในเมืองไฟเห็นดวงอาทิตย์กลมโตใหญ่ยักษ์ชัดเจนราวกับจะเอื้อมถึงตั้งแต่ย่ำรุ่งไปจนย่ำค่ำ สีแดงฉานสดเข้มราวกับสีเลือดตัดกับสีมืดทะมึนของภูเขาไฟใหญ่น้อยเรียงรายดูราวกับปีศาจ ยิ่งเมื่อกอปรกับลูกไฟน้อย ๆ ใต้พิภพยิ่งดูเสมือนแดนนรก

ชะรอยโซลุมจะโปรดดินแดนอันร้อนแล้งแห่งนี้มากกว่ากระมัง…

ช่างเป็นรุ่งอรุณอันแสนประหลาด แม้เคยได้ยินโรอันยอดรักเล่าให้ฟังหลายหน หากยังเทียบไม่ได้เลยกับภาพที่เห็นตรงหน้า… เขาจะรู้ไหมหนอว่านางอยู่ที่ฟูโอโคแล้ว… บนดินแดนแห่งไฟที่เขาเล่าให้นางวาดฝัน ยามนี้เขาอยู่ที่ใดกันเล่า เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้

นางมาอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าแล้วหากยังไร้วี่แววหรือข่าวคราวของโรอัน… ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ผู้เฒ่าที่ดูทรงภูมิแห่งปราสาทอัคคีก็ยังแปลกใจ

‘นามนี้ไม่บอกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด ๆ จะเป็นบาราไนอิคก็ไม่เชิง เป็นอนาโตเลียก็ไม่ใช่ เป็นภาษากลาง ๆ สำหรับพวกพเนจรเสียมากกว่า’

เจ้าหญิงพลัดถิ่นยิ่งแน่ใจ โรอันมิใช่นามแท้จริงของเขา แล้วเช่นนั้นจะตามหาเขาเจอได้อย่างไร

จะใช้มนตร์จันทร์เพ็ญก็เป็นไปได้ยากเหลือเกินเมื่อแสงจันทร์ในฟูโอโคมักถูกควันจากภูเขาไฟที่ปะทุน้อย ๆ ยามค่ำคืนบดบังทุกคราวไป

“ข้าต้องนอนสะดุ้งเสียงควันปะทุเช่นนี้ไปทุกราตรีหรืออย่างไร” เจ้าหญิงจากปุรณาปุระทรงบ่นกับนางกำนัลชาวเอียโล “เหตุใดพวกเขาจึงไม่จัดให้ข้าอยู่ในมุมสงบเงียบของปราสาทกันเล่า

เมื่อมาถึงใหม่ ๆ ราชนารีพลัดถิ่นทั้งสองต่างผวากอดกันสะดุ้งทุกราตรี ตกใจเสียงเถ้าควันที่พ่นน้อย ๆ หากต่อเนื่องยาวนานจนเกือบรุ่งเช้า

“ควันภูเขาไฟคงจัดเป็นทิวทัศน์อันงดงามของฟูโอโคกระมัง พระคู่หมั้นจึงทรงจัดมุมที่งามที่สุดในปราสาทให้องค์หญิงอย่างไรเล่าเพคะ”

ปราสาทอัคคีแห่งฟูโอโคและปราสาทน้ำแข็งแห่งเอียโลมีลักษณะคล้ายกันอยู่หลายประการ ทั้งตั้งบนเนินสูง เต็มไปด้วยห้องหับนับร้อยนับพัน มียอดปราสาทและหอคอยสูงซับซ้อนหลายชั้น ทั้งพระราชา ราชินี เจ้านายทุกพระองค์รวมถึงข้าราชบริพาร ข้าทาสบริวารล้วนอาศัยอยู่ในปราสาท ไม่ได้มีตำหนักแยกเป็นสัดส่วนสำหรับเจ้านายแต่ละองค์เหมือนทางตะวันออกอย่างที่เจ้าหญิงอาเมเลียและเจ้าหญิงลักษวิณีเล่าให้ฟัง

ตำหนักของเจ้าหญิงลักษวิณีจึงอยู่ทางปีกตะวันออกของปราสาทอัคคี ครองห้องกว้างไพศาลและหอสูงถึงสามหอในฝั่งที่รับแสงอรุณผ่านภูเขาสูงสีมืดทะมึน เห็นควันกรุ่นจางพวยพุ่งอยู่เป็นครั้งคราวตลอดทั้งวัน หากในตัวปราสาทและตัวตำหนักกลับอุดมด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่มเพื่อลดความร้อนจากไอภูเขาไฟ สีสันจากมวลพฤกษาช่วยมิให้ปราสาทสีดำแดงดูทะมึนข่มขวัญเกินไปนัก

“ดูทีชาวฟูโอโคจะไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่องค์หญิงนึกกลัวหรอกเพคะ” ซีมายน์ทูลหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง “พวกเขามีงานศิลป์ประณีต สถาปัตยกรรมก็ไม่ได้ดิบหยาบแม้อยู่ในแดนไฟ ออกจะซับซ้อนเสียด้วยว้ำ”

“ข้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฟูโอโคเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน…” เจ้าหญิงลักษวิณีตรัส “ข้าแค่มาจากบ้านเมืองที่งดงามและเจริญรุ่งเรืองกว่ามากนักเท่านั้นเอง ที่ปุรณาปุระเรามีวิหารเทพอันโอ่อ่ายิ่งใหญ่แต่อ่อนช้อย ละเอียดประณีตราวกับมิใช่ฝีมือมนุษย์ ผู้คนแต่งกายด้วยพัสตราอาภรณ์วิจิตร มีบทกวี คีตะ แลนาฏลีลาซับซ้อนกว่าที่นี่นัก เจ้าดูมหรสพที่นี่ซี ช่างไร้ชีวิตชีวาเหลือเกิน”

เจ้าหญิงจากตะวันออกไกลมักเปรียบเทียบการณะทวีปกับฟูโอโคให้ซีมายน์ฟังเป็นประจำ ดินแดนที่พระนางจากมาคงจะยิ่งใหญ่รุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์มาก ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจเสียยิ่งกว่าซาร์กอนที่ซีมายน์ได้ยินเรื่องเล่ามาแต่เยาว์วัย

นางเกิดในเอียโลที่มีแต่ความหนาวเย็นเช่นเดียวกับฟูโอโคที่มีแต่ความร้อนระอุ ภูมิอากาศอันเกินพอดีส่งผลให้ชาวเมืองมีแต่ความทรหด ไร้ความละเอียดประณีต ศิลปะใด ๆ ล้วนแข็งทื่อ เจ้าหญิงอาเมเลียเองยังทรงเคยเล่าประทานว่าชาวนอร์เดนยังมีความเป็น ‘คนป่า’ อยู่มากเมื่อเทียบกับซาร์กอนในอนาโตเลีย

เจ้าหญิงลักษวิณีก็คงรู้สึกเช่นนี้

“แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอันใดมิใช่หรือเพคะ องค์หญิงได้เสด็จชมทั่วนครเฟออิสแล้วนี่เพคะ เจ้าชายฟารุคก็ทรงอำนวยความสะดวกให้อย่างดี หม่อมฉันว่าอย่างไรก็ไม่ทรงลำบากแน่ ๆ”

“ข้าจะลำบากก็เพราะอีตาเจ้าชายฟารุคนั่นน่ะซี” ลักษวิณีโบกหัตถ์จนกำไลส่งเสียงกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง “เจ้าไม่เห็นหรือว่าทรงจ้องข้าอย่างกับหมาป่าเตรียมขย้ำลูกแกะอย่างนั้น”

“รับสั่งเกินไป” นางกำนัลกิติมศักดิ์ขมวดคิ้ว พยายามทบทวนท่าทางเจ้าชายฟารุคว่าทรงเตรียมขย้ำลูกแกะปุรณาปุระหรือไม่ “ทรงสุภาพกับองค์หญิงดีนี่เพคะ ออกจะใส่พระทัย ปรารถนาสิ่งใดก็ทรงจัดหามาให้ทั้งสิ้น”

เนตรคมกลมโตสีนิลมีร่องรอยหวาดหวั่น จับมือนางกำนัลคนสนิทบีบอย่างกังวล

“เจ้าไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องฮาเร็ม (2) ของเจ้าชายฟารุคละซี ไลแลค”

“ฮาเร็มหรือเพคะ” ซีมายน์ตาโต ก่อนจะรีบปรับท่าทีเป็นปกติเพื่อมิให้ลักษวิณีตกใจไปมากกว่านี้ “ปกติพระราชาเท่านั้นจึงจะทรงมีฮาเร็มได้ แต่ถึงเป็นเจ้าชายฟารุคก็ไม่แปลกนี่เพคะ บุรุษทรงศักดิ์ทรงอำนาจล้วนมีสาวสรรกำนัลแลบาทบริจาริกามากมายเป็นเรื่องปกติ”

นางนึกถึงอลัน ที่พอขึ้นเป็นพระราชาแห่งเอียโลก็มัวเมากับสาวสนมนางในพอ ๆ กับการทำศึก หากกระนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าเป็น ‘ฮาเร็ม’ แบบชาวมัซซาหรือบาราไนอัส เพราะระบบราชสำนักของเอียโลไม่ได้ซับซ้อนเพียงนั้น

“นอกจากจะบ้าสตรีจนน่ากลัวแล้ว พระองค์ยัง… รุนแรงด้วยน่ะสิ ไลแลค ข้ากลัวเหลือเกิน อีกไม่กี่วันก็จะเข้าพิธีอภิเษกแล้ว…”

“หมายความว่าอย่างไรเพคะ รุนแรง”

“โธ่เอ๋ย ไลแลค” เจ้าหญิงลักษวิณีทำท่าอ่อนใจเหมือนนางกำนัลผู้นี้ช่างซื่อไร้เดียงสานัก “ก็ชอบทารุณสตรีของตนอย่างไรเล่า ร่ำลือมาตั้งแต่ข้าอยู่ปุรณาปุระแล้ว นี่ก็เพิ่งมีนางกำนัลอีกคนมาเล่าให้ข้าฟังว่าเมื่อคืนเจ้าชายฟารุคเพิ่งเฆี่ยนนางในอีกคนระหว่างถวายงาน… ข้าจะรอดไหมเล่า เจ้าเข้าใจความกลัวของข้าหรือยัง”

 

เชิงอรรถ : 

(1) กันแสง = ร้องไห้

(2) Harem หมายถึง สถานที่ต้องห้าม ใช้เรียกสถานที่ส่วนพระองค์แห่งสุลต่าน สร้างซ้อนอยู่ในพระราชวัง ถือเป็นบริเวณต้องห้ามสำหรับบุรุษ บุคคลที่เข้าสู่ฮาเร็มได้มีเพียง พระชนนี พระชายา เจ้าจอมหม่อมห้าม นางใน ข้าหลวงและขันที โดยมากคนมักเข้าใจไปว่าฮาเร็มคืออาณาจักรแห่งความรื่นเริงทางกามารมณ์เท่านั้น หากอันที่จริงเปรียบได้กับเขตพระราชฐานชั้นในที่มีแต่เจ้านายสตรีเท่านั้น นอกจากสุลต่านแล้วบุรุษอื่นห้ามเข้า ขนาดและความซับซ้อนของฮาเร็มขึ้นอยู่กับความร่ำรวยมั่งคั่งของสุลต่าน บางแห่งมีหลายสิบหลายร้อยห้องตามจำนวนพระชายา

Don`t copy text!