ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 14 : เรื่องในงานเต้นรำ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 14 : เรื่องในงานเต้นรำ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 14 –

 

งานเต้นรำต้อนรับว่าที่พระชายาเจ้าชายฟารุคจัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกก่อนวันอภิเษกเพียงสองวันด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้เจ้าหญิงต่างแดนทรงคุ้นเคยกับงานสโมสรในปราสาทอัคคีเสียก่อน หากอันที่จริงเพราะฟารุคทรงต้องการ ‘บีบ’ ให้ลักษวิณีกล้าเผชิญหน้าพระองค์ตรง ๆ มากกว่า

ภายในปราสาทสีมืดทะมึนค่อยสว่างไสวด้วยคบเพลิงและตะเกียงนับร้อยนับพันในโถงกว้าง กลางเพดานสูงลิ่วมีโคมลูกแก้วสีแดงดั่งเพลิงห้อยระย้าลงมา เปล่งแสงแวบวาบประหนึ่งลูกไฟ เสียงพิณคลอคลองแผ่วเบาก่อนจะเปลี่ยนเป็นจังหวะคึกคักฮึกเหิมของหีบเพลงและเครื่องเป่า เจ้าหญิงของพระองค์ทรงพระดำเนินลงจากบันไดสูงชันด้วยลักษณาการสง่างามก่อนจะหยุดประทับนิ่งอยู่เช่นนั้นคล้ายลังเล เกศาดำสนิทไม่มีผ้าคลุมยาวเช่นทุกคราปล่อยเคลียไปกับผิวสีนวลประหลาดตา รับกับฉลองพระองค์ตัวยาวสีกุหลาบดูโดดเด่นกลางแสงสีแดงเจิดจ้าของโคมลูกแก้ว

“ลักษวิณี”

รู้อีกทีพระองค์ก็ไปยืนอยู่เบื้องพักตร์พระนางเสียแล้ว เจ้าหญิงต่างแดนทรงมองมาอย่างประหวั่น แต่เมื่อเห็นสายตาหลายคู่จับจ้องมาจึงยื่นพระกรผ่องกลมกลึงใต้ภูษาสีกุหลาบส่งให้เจ้าชายหนุ่มอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ และยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นตระหนกสุดขีดเมื่อเจ้าชายองค์รองแห่งฟูโอโคก้มลงจุมพิตบนหลังพระหัตถ์น้อย

“องค์ชาย!” พระนางถลึงเนตรใส่ “เหตุใดจึงทำรุ่มร่ามกับหม่อมฉันเช่นนี้”

“รุ่มร่ามอย่างไรกัน ท่านไม่เข้าใจธรรมเนียมหรือ”

“ที่ปุรณาปุระนั้นบุรุษไม่พึงแตะต้องล่วงเกินสตรีต่อหน้าธารกำนัล” ลักษวิณีเชิดพักตร์

“แต่ท่านอยู่ที่ฟูโอโค มิใช่ปุรณาปุระอีกต่อไป นี่เสด็จแม่ข้ามิได้อบรมสอนสั่งธรรมเนียมเมืองไฟให้ท่านเลยหรือ ถึงทำท่ารังเกียจข้าเพียงนี้” สุรเสียงเจ้าชายหนุ่มตัดพ้อ หากพระเนตรเข้มคมมองมาอย่าง ‘ดุ’ เอาเรื่อง

เจ้าหญิงจากปุรณาปุระพักตร์ตึง หากเมื่อถูกพาดพิงถึงการรู้ธรรมเนียมหน้าที่ ก็ยอมสอดพระกรคล้องเข้ากับท่อนพาหาเจ้าชายจากฟูโอโคแต่โดยดี ฟารุคแทบซ่อนพระสรวลสมใจไว้ไม่อยู่เมื่อพระกรนุ่มนิ่มสัมผัสเสียดสีใกล้ชิด ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ รวยริน

เจ้าหญิงจากตะวันออกไกลยอบองค์ลงถวายความเคารพพระราชาอาร์มอนและพระราชินีเฮเลียผู้เป็นประธานในพิธี ก่อนจะยกมือประนมต่อเจ้าหญิงลวัญญาตามอย่างปุรณาปุระ

“เจ้ายอมสวมชุดแบบฟูโอโคสักทีข้าก็ดีใจ เจ้างามมากรู้ไหม ลักษวิณี” พระมารดาแห่งเจ้าชายฟารุคกระซิบ “อีกไม่นานเจ้าก็จะกลายเป็นคนฟูโอคิชเต็มตัวแล้วนะ ต้องหัดให้ชินเข้าไว้”

ลักษวิณีขยับวรกายอย่างอึดอัด ยังไม่ชินกับการทรงเครื่องประดับอัญมณีน้อยชิ้น และภูษาเนื้อหนายาวรุ่มร่ามแต่กลับเปิดคอแหลมลึกเช่นนี้เอาเสียเลย แล้วยังสายพระเนตรเจ้าชายบ้าตัณหาผู้นั้นอีกเล่า ทรงมองมาราวกับจะกลืนกินไปทั้งตัว ทำเอาพระนางอยากกลับไปสวมชุดแบบชาวการณะที่คุ้นเคย

“ฟารุคพาน้องออกไปเต้นรำเถิด”

ถ้อยคำนั้นดั่งประกาศิตไปออกรบ เจ้าหญิงลักษวิณีตัวสั่นเมื่ออีกฝ่ายกุมพระหัตถ์ไว้แน่น พระกรอีกข้างเลื่อนโอบไปที่บั้นพระองค์ ถ้อยคำร่ำลือจากนางในฮาเร็มผุดแข่งกันเซ็งแซ่…

แต่…เจ้าชายฟารุคผู้สัมผัสพระนางอย่างอ่อนโยนเช่นนี้น่ะหรือจะเฆี่ยนตีสาวสนมขณะ ‘ถวายงาน’

“เหตุใดท่านจึงกลัวข้าเหลือเกินลักษวิณี หรือข้าอัปลักษณ์เกินกว่าจะเป็นสวามีท่านหรือ” เจ้าชายเนตรดุทอดสุรเสียงถามอย่างอ่อนโยนขณะประคองวรองค์เพรียวบางอันสั่นสะท้านของราชนารีแห่งปุรณาปุระไปตามเสียงดนตรี

“มิได้เพคะ” เมื่อสบเนตรคมหากมีแววตัดพ้อคู่นั้น ลักษวิณีก็อึกอัก พระทัยไหววูบเสียดื้อ ๆ “องค์ชายฟารุครูปงามเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วบาราไนอัสแลมัซซา”

“แล้วรวมถึงท่านด้วยหรือเปล่า น้องหญิง” ทรงทอดเสียงอ่อนโยนเสียจนพระนางต้องเป็นฝ่ายหลบเนตรเมื่อรู้สึกว่าหทัยเต้นไหวผิดปกติ

“หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์คิดหมายปองบุรุษใด ชีวิตหม่อมฉันมิได้มีสิทธิ์เลือกคู่ครองได้เอง นับตั้งแต่ถือกำเนิดมา หม่อมฉันก็ถูกกำหนดให้อภิเษกกับเจ้าชายจากแดนไกลที่มิเคยพบพักตร์มาก่อนด้วยซ้ำ”

พระนางทรงเห็นร่องรอยสะเทือนใจพาดผ่านนัยน์เนตรสีดำคมกริบคู่นั้น หากครู่หนึ่งก็กลับเป็นปกติ

“ข้าอยากให้ท่านมีความสุขกับคู่อภิเษก…” ดวงเนตรคู่เดิมฉายแสงอ่อนลง “ข้าสัญญาว่าจะเป็นบุรุษที่ท่านรัก”

ครั้งนี้ลักษวิณีสรวลขันออกมาจากพระทัย ดวงเนตรกลมโตเป็นประกายระยับ เนื้อแท้อันแสนซนและร่าเริงค่อยเปิดเผยออกมา

“สัญญาอะไรประหลาดนัก สัญญาในสิ่งที่บังคับไม่ได้น่ะหรือเพคะ”

“ข้าจะไม่บังคับท่าน ลักษวิณี”

ให้ตายเถิด ข้าจะใจเต้นแรงกับสายพระเนตรเจ้าชายบ้าตัณหาผู้นี้ไม่ได้เป็นขาด ลักษวิณีทรงนึกดุด่าองค์เองในพระทัย… แต่เหมือนทุกอย่างในวรกายจะทรยศไปเสียสิ้น น้อมรับจุมพิตผะแผ่วบนปรางนวลแล้วยังแดงซ่านอย่างไม่น่าให้อภัย

ขณะที่ปราการน้ำแข็งในพระทัยกำลังละลายทีละน้อย ก็มีเสียงแหลมบาดหูของสตรีนางหนึ่งดึงกระชากห้วงเวลาต้องมนตร์ให้สลายวับตรงนั้น

“เต้นรำกับหม่อมฉันบ้างสิเพคะองค์ชาย ช่างอ่อนโยนเหลือเกินผิดกับทุกราตรี หม่อมฉันชักอยากสัมผัสบ้างเสียแล้วสิเพคะ” ผู้พูดเป็นสตรีร่างสูงในชุดตัวยาวสีเขียวมะกอกเข้ากับผิวสีทรายอ่อน ๆ บนข้อมือสวมกำไลทองวงมหึมาสะท้อนเปลวไฟวิบวับ เดินเยื้องกรายมาด้วยท่าทางยวนยั่ว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนระยับพรายด้วยจริตกิริยา แลดูมิใส่ใจ ‘คู่เต้นรำ’ ที่จะกลายเป็น ‘พระชายา’ แม้แต่น้อย

“ข้าจะเต้นรำกับเจ้าหญิงของข้า เจ้าอย่าเสียมารยาทฟารีนา” เจ้าชายเลือดผสมขึงเนตรใส่นางฟารีนาผู้ที่ลักษวิณีทรงเดาว่าคงเป็นสนมนางหนึ่งในฮาเร็มเป็นแน่ ขณะเดียวกันก็ทรงเห็นรอยช้ำบาง ๆ บนข้อมือนางผู้นั้นยามกำไลทองเลื่อนลงตามท่อนแขน

“ถวายบังคมเพคะ เจ้าหญิงลักษวิณี” ฝ่ายนั้นทำท่าเหมือนเพิ่งเห็นพระนาง นางคลี่ยิ้มกว้างแต่ติดจะหยันหน่อย ๆ ยามเอ่ย “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องขออภัยที่เสียมารยาท มิควรรบกวนเวลาที่องค์หญิงจะทำความรู้จักพระคู่หมั้น… อีกหน่อยเราก็เป็นพวกเดียวกันแล้ว หม่อมฉันคงต้องฝากเนื้อฝากตัว”

ลักษวิณีตวัดเนตรมองเจ้าชายฟารุค ก่อนผละออกจากอ้อมพาหาอบอุ่นแข็งแกร่ง แม้แสนเสียดายเท่าไรพระนางต้องตื่นจากความฝันเสียที… ฝันที่ว่าเจ้าชายฟารุคอาจไม่เป็นดังคำลือ

“เชิญเถิด” ตรัสทิ้งท้ายไว้แล้วเจ้าหญิงชาวตะวันออกจึงผินหลัง ผละจากหนุ่มสาวคู่นั้น พร้อมกับที่ปราการน้ำแข็งเริ่มก่อตัวขึ้นในพระทัยอีกครา

อดีตเจ้าหญิงเอียโลเดินเลี่ยงจากงานเลี้ยงรื่นเริงออกมานอกปราสาท ลัดเลาะเรื่อยไปถึงหลุมกว้างมืดดำแห่งหนึ่ง ที่ก้นบึ้งมีแสงเพลิงแลบแปลบปลาบออกมาเป็นระยะ ไม่รู้ว่าออกมาไกลเพียงใด หากไกลพอที่เสียงสรวลเสเฮฮาจะแผ่วลง เสียงเพลงไพเราะอ่อนหวานและผู้คนมากมายจับคู่เต้นรำและสังสรรค์กันอย่างมีพิธีรีตองทำให้นางว้าเหว่ขึ้นมา ความรู้สึกมากมายแข่งกันผุดพรายขึ้นมาสำแดงตัว ทั้งความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งคิดถึงคนรักที่มิรู้อยู่มุมใดของโลก

สมัยที่เจ้าหญิงอาเมเลียยังมีพระชนม์อยู่นั้น ปราสาทน้ำแข็งแห่งเอียโลก็เคยจัดงานเต้นรำเช่นนี้บ้างตามเทศกาลต่าง ๆ หากสนุกสนานกว่ามาก มิได้เต็มไปด้วยพีธีการเคร่งขรึมแบบเมืองไฟ ผู้คนแต่งกายสีสันสดใสประชันกัน ร่ายรำกันอย่างเพลิดเพลิน ผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดในความหนาวเย็น ซีมายน์จำได้ว่าเมื่อมีงาน ปราสาทน้ำแข็งจะตกแต่งสวยงามด้วยน้ำแข็งแกะสลักรูปเทพองค์ต่าง ๆ ตั้งแต่เทพบิดรโอดินาร์ เทพีไฟรกา เทพีแห่งสายฝนลิลยา มาซีครุนและซีครุนเทพแห่งความเย็นและความร้อน แม้กระทั่งเอียลิน เทพีแห่งน้ำแข็งไปจนถึงโซลุม เดเนีย  ตลอดจนรูปสัตว์เล็กสัตว์น้อย ที่ยามต้องแสงอาทิตย์จะส่องประกายระยิบระยับสีรุ้งเพริศแพร้ว

หากเมื่อพระมารดาสิ้นแล้ว พระราชาเวอร์มอนนิคัสก็มิค่อยจัดงานรื่นเริงอีก และยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อองค์ราชันสิ้นพระชนม์ลงในสนามรบ ทั้งปราสาทกลับไปเงียบเย็นวังเวงราวกับไม่เคยสัมผัสรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาก่อน

เจ้าหญิงพลัดถิ่นปาดน้ำตาที่ปริ่มเอ่อขึ้นมา วันคืนเหล่านั้นกลายเป็นอดีตอันไกลโพ้นไปเสียแล้ว แล้วยังบุรุษผู้เป็นที่รักอีกเล่า… พอเห็นใครต่อใครจับคู่เต้นรำกันก็ชวนให้นึกถึงโรอันอยู่ร่ำไป

“องค์หญิงลักษวิณีทรงอนุญาตให้เจ้าร่วมงานได้มิใช่หรือ เหตุใดจึงมานั่งเหงาหงอยลำพังเช่นนี้เล่า” สุรเสียงขรึมทุ้มในลำคอทำให้นางสะดุ้ง หันขวับไปก็พบวรองค์สูงชะลูดในภูษาสีขาวขลิบทองมลังเมลือง เช่นเดียวกับนัยน์เนตรเรียวยาวสีอำพันเสด็จลงจากเนินดินดำมายังขอบ ‘แอ่งไฟ’ ที่นางกำลังนั่งอยู่

“เจ้าชายราฟาเอล” ซีมายน์ผุดลุกขึ้นโดยพลัน ยอบกายคารวะเจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโค “หม่อมฉันไม่คุ้นกับงานรื่นเริงและองค์หญิงก็มีคุณท้าวสาวิตรีคอยเฝ้าอยู่แล้วเพคะ”

“แล้วเหตุใดจึงมาถึงที่นี่เล่า รู้หรือไม่ว่าอันตราย”

นางกำนัลจำเป็นเหลียวมองไปรอบกายเห็นแต่ความมืดกับลูกไฟแวววาวตามทาง จึงส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้อย่างจำนน

“จริงด้วยเพคะ”

“ที่นี่เรียกว่าแอ่งไฟ” เจ้าชายผู้เคร่งขรึมเริ่มต้นอธิบายอย่างไม่มีพิธีรีตอง “เดิมเป็นแอ่งน้ำร้อนให้คนมาแช่กายผ่อนคลาย แต่มาวันหนึ่งก็กลับแห้งขอดไปเสียเฉย ๆ กลายเป็นมีลูกไฟมาแทนที่ ตำนานที่นี่เขาเชื่อกันว่าเป็นเพราะมนุษย์ไปทำให้เทพอัคคีพิโรธเข้า จริง ๆ ทรงเป็นเทพที่มีพระเมตตาต่อมนุษย์อยู่ไม่น้อย แต่เมื่อไรที่กริ้วโกรธาละก็… เป็นอย่างที่เห็นนี้ละ”

“เทพอัคคีไฟอาน่ะหรือเพคะ” หญิงสาวนึกถึงเทพแห่งเปลวเพลิงของชาวฟูโอโคที่เคยได้ยิน

“ใช่ ก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันมาน่ะนะ…” ทรงหันมามองนางกำนัลต่างแดนแวบหนึ่ง “ในเฟออิสแอ่งไฟมีอยู่สองสามแห่งเท่านั้น แต่มีอยู่มากมายนอกเมือง เจ้าก็ลองคิดดูแล้วกันว่าเมื่อก่อนมีบ่อน้ำร้อนอยู่มากมายเพียงใด”

“โอ… น่าเสียดายนะเพคะ” หญิงสาวคราง ลืมความประดักประเดิดที่อยู่เพียงลำพังกับเจ้าชายรัชทายาทเมืองไฟไปเสียสนิท ลืมกระทั่งความสงสัยว่าเจ้าชายสูงศักดิ์มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

“ฟูโอโคก็เป็นเช่นนี้ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เราจึงต้องหาแหล่งน้ำ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติอยู่เรื่อย ๆ”

คำพูดนั้นคล้ายกับที่โรอันเคยเล่าให้ฟังจนซีมายน์สะอึก ข่มกลั้นน้ำตามิให้ไหลไว้สุดความสามารถ

“ไลแลค… นามเจ้าคือไลแลคใช่หรือไม่” เจ้าชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องโดยพลัน หันมาจ้องหน้านางเขม็ง ดวงเนตรสีอำพันแม้ไม่เข้มจัดเท่าสีดำสนิทของเจ้าชายฟารุค หากกลับคมกริบและดุกว่าหลายเท่าตัวนัก

“เพคะ”

“ได้ยินจากลักษวิณีว่าเจ้ามากับเรือสินค้าเอียโลแล้วเรือแตกจึงมาพบพระนางเข้า”

“เพคะ แต่หม่อมฉันไม่ต้องการเปิดเผยประวัติให้ผู้อื่นทราบ คงเป็นพระเมตตาหากพระองค์จะไม่แพร่งพรายต่อ”

“ข้าดูเหมือนคนช่างโพนทะนานักหรือ” เนตรสีเหลืองแก่ก่ำหรี่ลงเล็กน้อย “วางใจเถิด หากมีคนรู้ย่อมมิได้มาจากข้า… แต่ไลแลค เจ้าดูไม่เหมือนชาวน้ำแข็งเท่าไร เจ้ามาจากเมืองใดในเอียโลหรือ”

“ไอโธลีนเพคะ” ตอบชื่อนครหลวงแห่งเอียโลได้สนิทปาก หากก็แปลกใจ “พระองค์เคยพบชาวเอียโลด้วยหรือเพคะ”

รอยยิ้มจาง ๆ คล้ายจุดขึ้นบนดวงพักตร์เจ้าชายเนตรอำพัน

“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันมิบังอาจถาม” ซีมายน์ก้มหน้าลงเมื่อรู้ตัว หากก็ต้องตกใจเมื่อคราวนี้วรองค์สูงเพรียวของเจ้าชายแห่งฟูโอโคหย่อนลงประทับข้าง ๆ และรับสั่งเรียบง่ายด้วยพระพักตร์เฉยเมย

“เคยอยู่บ้าง แต่ไม่เคยไปถึงเอียโล… ขอข้านั่งด้วย ไม่ได้หรือ”

หญิงสาวขยับกายอย่างอึดอัด มาอยู่ต่างถิ่นก็ต้องระมัดระวังตัวแล้วยังต้องวางตัวให้เหมาะสม หากใครมาเห็นนางกับเจ้าชายราฟาเอลอยู่กันเพียงลำพังอาจมีปัญหาได้

“พระองค์ควรเสด็จกลับเข้าไปในงานเลี้ยงมิใช่หรือเพคะ”

“ข้าเบื่อน่ะ… ก็เหมือนเจ้าไง”

แสงจากดวงเพลิงในแอ่งไฟเบื้องล่างฉายจับดวงพักตร์คมสันที่ออกจะเฉยชาอยู่สักหน่อย หากนางเริ่มเห็นประกายรื่นรมย์ในแววเนตรสีเหลืองประหลาดแฝงปนกับความเศร้าสร้อย

“งานนี้เป็นของฟารุคกับเจ้าหญิงของเขา… ให้พวกเขาสนุกสำราญเถิด”

ลมพัดผะแผ่วหอบไออุ่นจากเปลวเพลิงเบื้องล่างจนหน้าแดงก่ำ ความเงียบเข้าครอบครองอยู่อึดใจ หากยาวนานเหลือเกินสำหรับซีมายน์ ทว่าเพียงครู่เดียวหญิงสาวชาวเอียโลก็เริ่มคลายความอึดอัด สามารถนั่งเงียบ ๆ กับเจ้าชายเมืองไฟได้อีกเกือบชั่วยาม สดับเสียงลมผสานเสียงแตกปะทุใต้แอ่งไฟและเสียงควันพวยพุ่งจากปล่องภูเขาลิบ ๆ เบื้องหน้า

“เล่าเรื่องเมืองน้ำแข็งให้ข้าฟังหน่อยสิ”

ซีมายน์ระบายยิ้มน้อย ๆ

“แตกต่างจากที่นี่สุดชีวิตเลยเพคะ ทั้งหนาวจัด หิมะตก ลมแรง มีแต่น้ำแข็งอยู่รอบด้าน… หนาวอย่างที่พระองค์อาจนึกไม่ออกเลยเสียด้วยซ้ำ เหมือนกับที่หม่อมฉันไม่เคยจินตนาการความร้อนของเมืองไฟออกมาก่อน”

ราฟาเอลสรวลเบา ๆ อันทำให้ดวงพักตร์พระจ่างขึ้น

“ข้านึกไม่ออกจริง ๆ นั่นละ บาราไนอัสอยู่ในเขตร้อนแล้ง ไม่เคยมีหิมะ ข้าเคยสัมผัสหิมะครั้งเดียวเท่านั้นตอนไปเยือนโบเรติส… หากคงสู้ความหนาวเย็นแห่งเอียโลมิได้เป็นแน่” ทรงเงียบไปครู่หนึ่งจึงถามด้วยสุรเสียงจริงจัง

“แล้วเจ้าคิดอยากกลับเอียโลหรือไม่ พอจะอยู่ฟูโอโคได้ไหม”

หญิงสาวยิ้มขื่น ๆ …ถ้อยดำรัสเจ้าชายราฟาเอลเตือนให้นึกถึงคนรักอีกครา นางส่ายหน้า

“หม่อมฉันเป็นคนเมืองไฟแล้วเพคะ อย่างไรก็คงไม่กลับเมืองน้ำแข็ง”

ครั้งนี้ดูราวกับรอยแย้มสรวลจะฉายชัดไปถึงดวงเนตรแข็งเย็นสีอำพัน ไม่เข้าใจเลยว่าคำตอบนางเรียกความรื่นรมย์ให้เจ้าชายผู้แสนเย็นชาองค์นี้ได้อย่างไร

 

“เจ้าพี่เสด็จไปไหนมาเพคะ เขาตามหากันเสียให้วุ่น”

คนพูดพลันชะงักเมื่อเห็นว่าเจ้าชายราฟาเอลไม่ได้เสด็จกลับเข้างานเพียงลำพัง แต่กลับมีนางกำนัลโฉมงามของเจ้าหญิงต่างแดนตามมาด้วย ซีมายน์จึงนิ่งเสีย ลอบมองอีกฝ่ายก็เห็นสายพระเนตรไม่เป็นมิตรนักจ้องกลับมา

พระขนิษฐาในเจ้าชายราฟาเอลเป็นสตรีร่างเล็กบาง ยิ่งเมื่อทรงฉลองพระองค์คอกว้างเน้นรูปทรงจึงยิ่งดูผ่ายผอม ฉวีออกขาว พระเนตรสีน้ำเงินสด ไม่มีสิ่งใดเหมือนราชบุรุษตรงหน้าเลยสักน้อย หากจะมีสิ่งที่บ่งบอกความเป็นพี่เรียงน้องกันก็คงเป็นเกศาสีทองเจิดจ้าเท่านั้น

“แล้วเจ้ามาทำอะไรตรงนี้ เหตุใดจึงไม่ไปรับใช้เจ้าหญิงของเจ้าเล่า หรือกำลังคิดการใหญ่ถวายตัวให้เจ้าพี่ราฟาเอล”

คนฟังหน้าร้อนวูบ… อีกฝ่ายเปิดฉากดูถูกนางเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้ไต่ถามความใด พระเนตรสีน้ำทะเลวาววับจ้องมาอย่างเอาเรื่อง ซีมายน์ข่มใจ… ธรรมชาติสตรีย่อมมิพึงใจที่เห็นผู้มีรูปโฉมงดงามกว่าตน และนารีสูงศักดิ์ตรงหน้าก็คงดำริเช่นนั้นเมื่อเห็นหน้าซีมายน์

“เลวิน่า!” ราฟาเอลเอ่ยเสียงเย็น “ข้าเพียงแต่เดินมากับนางเท่านั้น เหตุใดเจ้าจึงพูดจามิสมเป็นเจ้าหญิงเอาเสียเลย”

“ข้าก็ต้องระแวงไว้ก่อนละ ข้าหวงพี่ชายข้านี่ เจ้าพี่ฟารุคก็จะอภิเษกกับหญิงต่างแดนอยู่เร็ววันนี้ ขืนเจ้าพี่ราฟาเอลของข้าไปหลงนางที่ไหนอีกเข้าข้าก็ตกกระป๋องน่ะซี ข้าไม่ยอมหรอก” พระขนิษฐาตรัสเถียงตอบทันควันหากมีท่าทางอ่อนลง

ซีมายน์เมินหน้าจากสายตาดูถูกของเจ้าหญิงเลวิน่าแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ก็พอดีกับที่ได้ยินฝ่ายนั้นเอ่ยกระเง้ากระงอดกับพระเชษฐาอย่างคนเอาแต่ใจอยู่แว่ว ๆ

“ทาวีญก็หายไปไม่ได้ข่าวคราว เขาควรจะกลับมาถึงเฟออิสตั้งนานแล้ว ข้าล่ะกลัวใจเหลือเกินว่าเขาจะไปตายที่ไหนเสียก็ไม่รู้ ข้าคิดถึงเขาเหลือเกินเจ้าพี่”

ทาวีญ… นามนี้ไม่คุ้นหู ไม่มีความหมายอันใดกับนางสักน้อย นามเดียวที่รอคอยก็คือโรอัน แต่จะตามหาอย่างไรเล่า ในเมื่อโรอันเป็นเพียงนามลวงเท่านั้น

 

ในบรรดาหอคอยสูงต่ำสลับซับซ้อนหลายสิบยอดด้านหลังปราสาทอัคคี หอที่ป้อมที่สุดเป็นทางขึ้นไปสู่สวนลอยที่ตั้งอยู่โดดเด่น ยื่นออกมาจากตัวปราสาท มองไปเบื้องล่างเห็นแต่พสุธาสีมืดดำ ในสวนมีบุปผชาติหายากที่ไม่อาจขึ้นได้โดยง่ายในดินแดนภูเขาไฟอยู่พรั่งพร้อม ทั้งกุหลาบ ลิลี่ เดซี่ ไฮเดรนเยีย และวิสทีเรียพราวพร่าง เป็นแหล่งสำราญอิริยาบถของดรุณีน้อยไปจนถึงนารีวัยสะพรั่งยามว่างเว้นจากงาน มีเสียงหัวเราะคิกคักของอิสตรีแทรกปนกับกลิ่นหอมแห่งบุปผา ก่อนจะกลายเป็นเสียงโหยหวนร่ำไห้ยามค่ำคืนเมื่อ ‘ถวายงาน’

ฉาด…!

ฝ่าหัตถ์หนาตบเข้าที่แก้มสีทรายของฟารีนา หากเสียงหวีดร้องที่ตามมากลับเป็นของดรุณีอื่นที่หวาดกลัวแทนนางสนมคนโปรด

“เจ้าใช่ไหมที่ปล่อยข่าวว่าข้าโหดร้ายเฆี่ยนตีนางในให้เข้าหูลักษวิณี” สุรเสียงห้าวกรรโชกข่มขวัญ

“แล้วไม่จริงหรืออย่างไรเพคะ ต่อให้หม่อมฉันไม่พูด ก็ใช่ว่าคนจะมิร่ำลือกันเสียหน่อย ชื่อเสียงของพระองค์ร่ำลือข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงปุรณาปุระตั้งแต่เจ้าหญิงนั่นยังไม่เสด็จมาถึงที่นี่ด้วยซ้ำ” ฟารีนาเถียงไม่ลดละ ท่าทางไม่รู้สึกรู้สมกับความเจ็บปวด

“ข้าไม่ต้องการให้องค์หญิงกลัวข้าไปมากกว่านี้ เข้าใจไหม หากเจ้ายังไม่หยุด ข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย”

“ช่างห่วงใยว่าที่พระชายาเหลือเกินนะเพคะ ทรงรักนางหรือเพคะ” สนมคนโปรดถาม และคำตอบในดวงเนตรสีดำสนิทนั้นยิ่งทำให้เจ็บปวดกว่าฝ่ามือเมื่อครู่เสียอีก หญิงสาวแค่นยิ้ม

“นางจะรักคนป่าเถื่อนได้อย่างไรเพคะ หัวใจนางจะมีแต่ความกลัวเท่านั้น… ทรงจำไว้เถิด มีแต่หม่อมฉันเท่านั้นที่รักและรับตัวตนพระองค์ได้”

เจ้าชายฟารุคสะท้านสะเทือนไปกับความจริงอันเจ็บปวดนั้น… ความจริงที่มิได้ปรารถนาให้เกิดขึ้น ทว่าความดุร้ายกับสตรีเพศยามร่วมรักหลับนอนนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผลักให้ทรงรู้สึกหฤหรรษ์ยามได้ยินเสียงกรีดร้องทรมาน เว้นแต่ฟารีนาแล้ว นารีใดที่กลายเป็นนางในของพระองค์ล้วนบอบช้ำเจ็บปวด ภายใต้ดวงหน้าอ่อนหวานยินดีทั้งหลายนั้น ทรงเชื่อว่าซ่อนความปวดร้าวขมขื่นไว้มากมาย

ฟารุคไม่เคยใส่พระทัยจนกระทั่งลักษวิณีเหยียบย่างแผ่นดินฟูโอโค ความงามแช่มช้อย สดชื่นรื่นเริงราวเด็กสาวซุกซนเขย่าพระทัยเจ้าชายหนุ่มให้หวั่นไหว ในภาพเขียนจากราชทูตว่างามแล้ว ตัวจริงของพระนางยิ่งจับตาจับใจกว่าหลายเท่านัก…

ทรงรักเจ้าหญิงลักษวิณี…

หากก็กลัวเหลือเกินว่าพระนางจะกลัว จนเกลียดพระองค์เข้าในที่สุด

Don`t copy text!