ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 15 : ในเล่ห์รัก

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 15 : ในเล่ห์รัก

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 15 –

 

แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอลอดม่านหมอกที่เริ่มคลายตัวทีละน้อย เข้ามาถึงท้องพระโรงอันกรุด้วยน้ำแข็งหนารอบด้าน เกิดเป็นประกายสีเขียวอมม่วงเรืองรอง เมื่อต้องกับฉลองพระองค์ตัวยาวสีดำสนิทของผู้ที่ประทับนิ่งบนบัลลังก์ผลึกน้ำแข็งแวววาวกลับก่อให้เกิดบรรยากาศที่ข้าราชบริพารขนลุกเกรียว

“เรือล่ม! ถ้าอย่างนั้นสินค้าก็สูญหมดน่ะสิ” สุรเสียงเยียบเย็นไม่ต่างจากน้ำแข็งรอบด้านยิ่งทำให้เหล่าขุนนางล้วนก้มหน้างุด รับสั่งนิ่ง ๆ เย็น ๆ เช่นนี้น่ากลัวยิ่งกว่าการกระโชกตวาดของพระราชาอลันเป็นไหน ๆ

“พระเจ้าค่ะ” คนทูลนึกถึงสินค้าทำเงินมหาศาลของเอียโลที่จมดิ่งสู่ก้นนทีแล้วนึกเสียดายไม่น้อย แต่ละสิ่งล้วนหายากยิ่ง มินับรวมสินค้าแปลกหายากตามเมืองท่าต่าง ๆ ที่คนเมืองน้ำแข็งเฝ้ารอ…

“กัปตัน ต้นหน พ่อค้า คนเดินสินค้า ลูกเรือ ไม่รอดสักรายพระเจ้าค่ะ”

หรือเทพเจ้าพิโรธเอาเสียก็ไม่รู้ ชาวเมืองล้วนโจษขาน ตั้งแต่พระราชาอลันผู้กระหายสงครามไม่สิ้นสุดขึ้นครองบัลลังก์ก็มีแต่เหตุเภทภัยไม่หยุดหย่อน ไม่อย่างนั้นเรือสินค้าเอียโลที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง คนเดินเรือชำนาญเส้นทาง ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้พายุกลางท้องสมุทรสักคราจะอับปางลงได้หรือ

คงเป็นอาญาจากทวยเทพเป็นแน่ โอดินาร์ทรงโปรดให้มนุษย์ของพระองค์อยู่ในศีลธรรม ตั้งอยู่ในความสันติมิใช่สร้างสงคราม รบราฆ่าฟันมิหยุดหย่อนเช่นนี้ และแม้แต่จ้าวสมุทรโอเชียนนุมผู้ใจดียังเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา แสดงว่าทรงเหลืออดเต็มที

วัน ๆ หากราชันอลันไม่มัวเมากับสตรี ก็ทรงเอาแต่คิดวางแผนออกศึก ซ้อมรบ แลรุกรานดินแดนน้อยใหญ่ไปทั่ว สูญเสียไพร่พลไปมากมายหากมิเคยหยุด เช่นวันนี้ก็ทรงไปคุมการต่อเรือด้วยองค์เอง ปล่อยให้งานว่าราชการเป็นของพระราชินีเนริซา…

กระนั้นให้พระราชินีออกว่าราชการแทนก็คงดีกว่าให้ราชันเถื่อนผู้นั้นออกโรง… ราชันทรงมีแต่พลกำลัง หาได้มีความรู้คู่ควรการเป็นพระราชา

“ไม่รอดสักชีวิต… อย่างนั้นหรือ” รับสั่งท้ายแผ่วลงคล้ายรำพึง ก่อนที่เนตรสีฟ้าซีดจะกร้าวขึ้นเมื่อสบตาโคลิน…ขุนนางสำคัญผู้หนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจกับการ ‘ลอบนำนักโทษหนี’

“พระเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นพยักหน้าย้ำตอบกับราชินีเนริซา ยืนยันว่ามัจจุราชได้เยี่ยมเยือนทุกชีวิตบนเรือสินค้า

“มีคนเห็นศพกับตาหรือไม่” เนริซายังไม่มั่นพระทัยจนกว่าจะได้เห็นด้วยเนตรตนเอง ขุนนางอื่น ๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก… เรือแตกกลางมหาสมุทรห่างไกลจากเอียโลไปไม่รู้เท่าไร ไพร่พลถูกกระแสน้ำพัดพาไปถึงไหนต่อไหน จะมีใครพบศพได้กันเล่า

เมื่อไม่มีคำตอบ ราชินีจึงสั่งการเรื่องเปลี่ยนเส้นทางสินค้าอยู่อีกครู่หนึ่งจึงเลิกประชุมท่ามกลางความงุนงงแกมโล่งใจของเสนาบดีทั้งหลาย

หากขุนนางโคลินผู้ทราบดีว่าราชินีหมายถึง ‘ศพใคร’ เตรียมเข้าเฝ้าลับ ๆ เพื่อกราบทูล

“ไม่พบพระเจ้าค่ะ… แต่เรืออับปางไปกลางทะเลลึกหนาวเย็นอย่างนั้นยากจะรอดได้ แถวนั้นใกล้น่านน้ำเวลต้า มีพายุรุนแรงประจำ ไม่น่าที่จะ…”

“ข้ายังไม่วางใจจนกว่าจะเห็นมันตายต่อหน้า” ราชินีขัดขึ้นอย่างเย็นชา “แต่เอาเถิด… มันไปไกลสุดหล้าแล้วคงไม่หวนกลับมาได้ง่าย… ข้าหวังเพียงว่ามันคงจะตายแล้วจริง ๆ”

“แต่มีศพหนึ่งที่เกยฝั่งอยู่ใกล้โมลและมีผู้ยืนยันได้พระเจ้าค่ะ” โคลินปล่อยสารเด็ดที่คิดว่าผู้รับต้องพอใจ

“ศพนางเอดิน่า… ฮันน่า หญิงงามเมือง เสี้ยนหนามพระทัยพระนาง”

“เอดิน่าตายแล้วน่ะหรือ” ราชินีใจทมิฬคราง ก่อนจุดรอยแย้มสรวลบาง ๆ อย่างพึงใจ “อย่างน้อยก็เป็นข่าวดี อย่างไรข้าขอศพมายืนยันก็แล้วกัน นานเท่าไรก็รอได้… แล้วข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม เจ้าไปได้แล้ว”

โคลินผลุบออกไปเงียบเชียบตามอย่างคนที่ต้องลักลอบเป็นประจำ ซิกริดขยับตัวอย่างอึดอัด มองพระราชินีอย่างหวาด ๆ

“มันกลายเป็นนางโลมก็น่าจะสมพระทัยแล้ว ถึงกับต้องอยากให้ตายเลยหรือเพคะ”

“มันอยากลองดีกับข้านัก เมื่อก่อนมันปกป้องเจ้าหญิงของมันจนข้าทำอะไรได้ไม่ถนัด อลันเองก็เคยหลงมันหัวปักหัวปำ ตายไปก็สมควรแล้ว คนที่ทำให้ข้าไม่มีความสุข ก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่”

เนริซาเหยียดโอษฐ์ยิ้ม

“ยามนี้ข้าก็กำจัดผู้หญิงซาร์กอนไปจากเอียโลได้หมดแล้ว”

ซิกริดมองดวงพักตร์เย็นชาและเหี้ยมเกรียมของราชินีสีดำแล้วลอบกลืนน้ำลายยากเย็น ลำคอแห้งผาก ไม่อยากคิดไปถึงว่าพระนางอาจเป็นผู้ปลิดพระชนม์เจ้าหญิงอาเมเลียก็เป็นได้ พระนางเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจนน่ากลัว ชวนให้ประหวั่นว่าวันหนึ่งหากซิกริดทำสิ่งใดให้ขัดเคืองก็คงจะถูกสังหารเอาง่าย ๆ

เนริซาทรงไร้พระโฉมงดงามดึงดูดใจบุรุษ ชั่วชีวิตแทบมิเคยสัมผัสการเกี้ยวพาราสี พระนางจึงเกลียดชังสตรีที่งดงามเลอโฉมกว่าแลเป็นที่หมายปองต้องตาต้องใจของบุรุษทุกคน… มันคือความริษยาที่ฝังรากและเติบโตขึ้นพร้อมกับความอำมหิตเย็นชา

“ช่างเป็นข่าวดีอะไรเช่นนี้” พระนางคลี่สรวลน่ากลัว “พระราชาของข้าไปไหนกันเล่าซิกริด”

“คุมการต่อเรือเพคะ มีดำริจะข้ามไปบาราไนอัส”

เนริซาถอนหฤทัยอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่อยากกอดบัลลังก์อย่างเดียวดายเช่นนี้อีกแล้ว หากไม่อยากขัดพระทัยสวามีที่ตื่นเต้นยินดีกับการขยายอาณาเขตเอียโลออกไปให้ยิ่งใหญ่ไพศาล…

เพราะยังปรารถนาได้รับอ้อมกอดแห่งความเสน่หาไว้กับตัวตลอดไป

“เอดิน่าตายแล้วอย่างนั้นหรือ”

พระราชาทรงผละจากท่าเรือเข้ามาในกระโจมประทับชั่วคราวเมื่อมหาดเล็กคนสนิทเข้ามาทูลเรื่องสำคัญ พระทัยราชันเถื่อนดิ่งวูบ อย่างไรก็ทรงเคยคิดว่า ‘รัก’ นางอยู่ไม่น้อย แม้ไม่ได้มากพอจะหยุดกระหายสตรีอื่นหรือราชบัลลังก์ได้ แต่อย่างน้อยก็เคยมีช่วงเวลาที่มีความสุขกับนาง

ทรงเคยนึกเสียด้วยซ้ำว่านางหนีตามชู้รักไปเพื่อประชดเท่านั้น ในเมื่อไม่เคยเห็นนางแสดงว่ารักบุรุษอื่นใดนอกจากอลันผู้นี้ ทว่าเอดิน่ามิเคยกลับมา และพระองค์ก็มีสิ่งอื่นให้ทุ่มความสนใจมากกว่าสตรีนางเดียว… นั่นก็คือบัลลังก์เอียโล และเจ้าหญิงน้อยซีมายน์

ทรงยิ่งตกใจกว่าเมื่อเพิ่งได้รู้ว่าแท้จริงเอดิน่าไม่เคยจากไปไหนไกล นางแปลงร่างเป็น ‘ฮันน่า’ หญิงงามเมืองคอยปรนนิบัติพวกขุนนางชั้นสูงกับคหบดีผู้มั่งคั่ง แลได้ออกทะลไปปรนนิบัติหนุ่มฉกรรจ์บนเรือสินค้าเอียโล… จนต้องพบจุดจบในท้องทะเลคลั่ง

“เจ้าว่าฝีมือเนริซาอย่างนั้นหรือ”

“เจ้าของโรงคณิกายืนยันว่านางเอดิน่าเคยร่ำไห้เจ็บแค้นว่าถูกพระราชินีหลอกจับตัวมาขาย”

“ข้าควรจะเฉลียวใจอยู่แล้ว” ราชันหนุ่มตรัสคำราม “ทำตัวเป็นน้ำแข็งเฉยชา หากแท้จริงเป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เลือดเย็น ถ้าอย่างนั้นเรื่องเจ้าหญิงซีมายน์ก็คงฝีมือพระนางเช่นกัน และป่านนี้เจ้าหญิงก็คงตายไปแล้ว”

ให้ตายเถิด…ทรงเสียดายสาวงามซาร์กอนทั้งสองนางใจแทบขาดจนนึกอยากจะวิ่งไปบั่นพระศอราชินีตนเสียเดี๋ยวนั้น หากในความเป็นจริงทรงมิสามารถทำอันใดเนริซาได้เลย แม้ชาวเอียโลจะไม่รักราชินีของตนเท่าไร หากบูชาสายเลือดสีน้ำเงินแห่งราชาเวอร์มอนนิคัสยิ่งยวด เชื่อฟังเคารพสายเลือดบริสุทธิ์แห่งกษัตริย์มากกว่าแม่ทัพที่มาจากสามัญชน

อลันยังต้องการกำลังจากพระนางเพื่อบุกบาราไนอัสกับมัซซา… ดินแดนอันร้อนและแห้งแล้งที่เชื่อกันว่าแท้จริงแล้วมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตำนานซ่อนอยู่ ดินแดนแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ตักตวงใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดสิ้น เชื่อกันว่าอยู่ตรงรอยต่อพรมแดนแบ่งซ้าย-ขวา บาราไนอัสและมัซซานั่นเอง

หากครอบครองดินแดนแห่งนี้ได้ ก็จะนำความมั่งคั่งยิ่งใหญ่มาสู่เอียโล คนจะได้เลิกลือกันว่าพระองค์เป็นราชันเลือดผู้นำเภทภัยมาสู่เมืองน้ำแข็งเสียที เอียโลจะไม่ได้มีแต่ความแห้งแล้งเย็นเยียบอีกต่อไป แต่จะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารพรั่งพร้อม

หากการจะเข้าถึงดินแดนในตำนานได้จำเป็นต้องมี ‘ผลึกมายา’ เสียก่อน…

ผลึกมายา… อัญมณีสีเขียวใสขนาดเท่าฝ่ามือสตรี ภายในมีเปลวสีฟ้าเต้นระริก เคยสถิตอยู่บนยอดเขาวาการ์อันสูงชันหากได้สูญหายไปหลายร้อยปี หากกระนั้นยังมีเสียงร่ำลือว่ามีผู้พบเห็นผลึกมายาปรากฏตามที่ต่าง ๆ อย่างโบน่า ในโบเรติส ซาร์กอนในอนาโตเลีย ฮาลีในบาราไนอัส หรือแม้แต่เวลต้า เมืองเวิ้งอ่าวแห่งความตาย

อลันดำเนินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิด… กับแค่ดินแดนในภูเขา จะเข้ายากเข้าเย็นสักเพียงใดกันเล่า จะไม่ทรงรอหาผลึกมายาที่ไม่รู้อยู่มุมในของโลก แต่จะเตรียมพิชิตดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลางมัซซาให้จงได้

ซึ่งหมายถึงจะต้องข้ามมหาทันดรบาราอันอันกว้างใหญ่ไพศาลเข้าโจมตีฟูโอโค ดินแดนแห่งไฟอันร้อนระอุเสียก่อนจึงจะถึงเมืองอับฮาอีน และเมืองดันสแตนที่เชื่อกันว่าโอบล้อมดินแดนภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

หรือถ้าหากดินแดนที่ว่าไม่มีอยู่จริง การได้ ‘พืชไฟ’ ที่เชื่อว่ารักษาได้สารพัดโรค สินแร่ และอาวุธยุโธปกรณ์ต่าง ๆ จากฟูโอโค หรือทองคำมหาศาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้ผืนทรายอาซาการันในมัซซาก็นับว่าคุ้มที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปแล้ว

มหาดเล็กคนสนิทจึงเห็นพระราชาทำกระหยิ่มยิ้มย่อง ทั้งที่เมื่อครู่ยังทำท่าเสียอกเสียใจต่อการตายของหญิงงามเมืองฮันน่าอยู่เลย…

 

เจ้าหญิงลักษวิณีดูงามแปลกตาในพัสตราภรณ์ยาวสีขาวสะอาดปักเลื่อมแดงระยับ ร้อยด้วยทับทิมเม็ดโตช่วงอกยาวไปจนถึงแขน เมื่อยามเคลื่อนไหวดูคล้ายเปลวเทียนไหวระริกตามแรงลม เกศาดำยาวครึ่งหนึ่งถูกขมวดเก็บไว้กลางเศียร ครอบด้วยตาข่ายทองและผ้าโพกทับอีกชั้น มีทับทิมแดงก่ำขนาดเท่าหัวแม่มือประดับตรงกลาง อีกครึ่งถักเป็นเปียยาวถึงกลางหลัง

“เจ้าหญิงของหม่อมฉันงามเหลือเกินเพคะ” สาวิตรีอุทานออกมาเป็นภาษาปุรณาปุระที่บัดนี้ซีมายน์พอฟังเข้าใจบ้าง

“ทรงเป็นเจ้าสาวที่งดงามที่สุด”

ซีมายน์สนับสนุน… แม้ยามเนริซาอภิเษกกับอลันยังไม่งามจับตาเท่านี้ คงเป็นเพราะลักษวิณีทรงสิริโฉมงามอย่างอ่อนหวานหากก็เข้มแข็ง มิได้มีแต่ความเคร่งเครียดเย็นชาอย่างราชินีเนริซา

หรือเป็นเพราะดวงเนตรของคู่อภิเษกที่ฉายแสงแห่งความรักและยินดีในตัวพระนางกันเล่า ที่ทำให้ภาพเจ้าหญิงลักษวิณีในงานอภิเษกจับตาจับใจยิ่งนัก แม้ว่าการอภิเษกเป็นไปด้วยเหตุผลทางการเมืองและธรรมเนียมโบราณ แต่อย่างน้อยราชบุรุษผู้เป็นคู่วิวาห์ก็แสดงออกว่ารักพระนางอย่างยิ่ง

“อย่ากริ้วองค์ชายเลยเพคะ ต่อให้ทรงมีสนมนางในเท่าไร แต่สุดท้ายองค์หญิงก็คือสตรีที่ทรงรักและยกย่องเหนือนางอื่นใด” คุณท้าวสาวิตรีกำชับก่อนวันอภิเษกเมื่อเจ้าหญิงลักษวิณีออกอาการมึนตึงที่เจ้าชายฟารุคยอมให้ฟารีนาแสดงตัวเย้ยหยันพระนาง

“และอย่าได้กลัวไปเลย ข่าวลือไร้สาระเรื่องทำทารุณอาจมิใช่ความจริงก็ได้”

“คุณท้าวก็พูดได้เพราะไม่ต้องแต่งงานอย่างข้านี่” เจ้าหญิงแห่งปุรณาปุระเม้มโอษฐ์อย่างคนดื้อ

“แล้วตั้งแต่มาถึงแผ่นดินฟูโอโค องค์ชายฟารุคเคยแสดงสิ่งใดให้เห็นหรือไม่เพคะว่าไม่รัก ไม่ใส่พระทัยองค์หญิง”

เจ้าหญิงลักษวิณีจึงมีท่าทางอ่อนลง ยอมรับการอภิเษกที่กำลังมาถึงด้วยอาการสงบนิ่งมากขึ้น แววเนตรกังขาที่ทอดมอง ‘เจ้าบ่าว’ กลางโถงปราสาทก็พลอยอ่อนแสง แม้พระกิริยาจะยังปั้นปึ่งอยู่ก็ตาม

“น้องหญิงของพี่งามเหลือเกิน” คำเรียกขานอ่อนหวานสนิทสนมทำให้หฤทัยเจ้าหญิงจากแดนไกลไหวระทึก กำแพงน้ำแข็งที่เพียรก่อเหมือนจะทลายง่าย ๆ เอาตรงนั้น กลีบโอษฐ์แดงระเรื่อค่อยคลี่ยิ้มทีละน้อยกลางพิธีการอันขรึมขลังยาวนานในโถงปราสาทสีดำเมื่อสัมผัสกระแสอบอุ่นจากบุรุษข้างกาย

จนเมื่อขั้นตอนส่งตัวอันยืดยาวได้จบลง เมื่อนั้นเจ้าหญิงแห่งปุรณาปุระที่บัดนี้ผ่านพิธีอภิเษกเป็นเจ้าหญิงพระชายาแห่งฟูโอโคจึงกลับมานั่งพระองค์สั่น หทัยสั่นอยู่ข้างพระแท่นบรรทม ความตื่นเต้นระคนหวาดกลัวกลับจู่โจมอีกครา

“น้องหญิง…” วรองค์สูงหนาในพัสตราสีขาวสะอาดเลื่อมแดงคล้ายกันค่อยเคลื่อนเข้ามาใกล้ช้า ๆ เมื่อพระกรแข็งแกร่งพาดโอบไปยังต้นพาหาเนียนกลมกลึงจึงเห็นว่า ‘เจ้าสาว’ ตัวสั่นเทาเพียงไร

“กลัวพี่หรือ”

ลักษวิณีก้มหน้าจนพระหนุ (1)  แทบชิดอุระ ไม่อยากสบเนตรเข้มคมคู่นั้น ไม่อยากประกาศให้รู้ไปมากกว่านี้ว่าพระนางทั้งหวั่นไหวและหวาดหวั่น

หากดูราวอีกฝ่ายรู้ทัน ฟารุคเชยหนุมนขึ้นมาช้า ๆ มองลึกลงไปในนัยน์เนตรสีเข้มดุจเดียวกัน… ลึกจนเห็นความปรารถนาซ่อนเร้นในความหวาดกลัว

“พี่รักน้องหญิงตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำ” ทรงกระชับอ้อมพาหาขึ้นอีกนิด ปรารถนาให้ไออุ่นจากเรือนกายช่วยคลายความสั่นเทา “พี่ขอโทษถ้าพี่ไม่ใช่เจ้าชายในฝันของเจ้า”

พระนางดูราวกับจะลืมความประหม่าไปชั่วขณะหนึ่ง สวนทันควัน

“ทรงรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าชายในฝันของหม่อมฉันเป็นอย่างไร”

“เจ้าต้องการบุรุษที่ไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากภริยาคนเดียว พี่เข้าใจถูกไหม”

การนิ่งงันของลักษวิณีแทนคำตอบ

“แต่พี่ขอสัญญาว่าจะรักและทำให้น้องหญิงมีความสุขที่สุดในแผ่นดินฟูโอโค”

“ไม่ต้องสัญญาก็ได้เพคะ…” เนตรงามเสมองไปอีกทาง “อย่างไรหม่อมฉันก็เป็นเพียงหน้าที่หนึ่งเท่านั้น ทรงอยากจะหาความสำราญหรือทำสิ่งใดกับใครก็เป็นเรื่องส่วนพระองค์ หม่อมฉันปรารถนาสิ่งใด จะมีความสุขหรือไม่ ไม่ต้องใส่พระทัยก็ย่อมได้”

“เจ้าหึงพี่หรือน้องหญิง” รอยขำขันในเนตรคมกล้าทำให้ลักษวิณีพักตร์ร้อนวูบ “พี่ก็ยังยืนยันที่จะให้สัญญา พี่จะรักและทะนุถนอมลักษวิณีของพี่… ให้มีความสุขที่สุด”

ฟารุคประคองดวงพักตร์งามพิลาสให้หันมามองตรง ๆ ครั้งนี้จึงทอดพระเนตรความปรารถนาผุดแซงความหวาดกลัวในดวงเนตร

“อย่าได้กลัวไปเลยน้องหญิง สิ่งใดที่เคยได้ยินแล้วทำให้เจ้าหวาดหวั่นในตัวข้า จะไม่มีวันเกิดขึ้น… หากเจ้าไม่ร้องขอ”

จากนั้น…ทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนหิมะฤดูหนาว ฉ่ำเย็นดั่งสายฝน แล้วค่อยอบอุ่นราวใบไม้ผลิมาเยือน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้อนรุ่มดุจแสงตะวันจัดจ้ายามฤดูร้อน… ร้อนเสียยิ่งกว่าลาวาที่คุกรุ่นใต้แผ่นดินฟูโอโคเสียอีก…

อ้อมพาหาแข็งแกร่งของฟารุคกอดกระชับร่างอรชรแน่นขึ้นด้วยความโหยหา

“พี่รักเจ้าเหลือเกินลักษวิณี”

แล้วพระนางจึงได้เห็นสายรุ้งอันเพริศแพร้วพร่างพรายอันทำให้หยาดน้ำตาแห่งความสุขเปียกรื้นอยู่ที่หางพระเนตรและผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามีโดยสมบูรณ์บรรจงจูบซับให้อย่างอ่อนโยน

“เจ้าพี่” ลักษวิณียอมเรียกขานอย่างอ่อนหวาน เจ้าชายฟารุคทรงอ่อนโยนกับพระนางเหลือเกิน ไม่มีเค้าความทารุณสักนิด “หม่อมฉันมีความสุขเหลือเกิน”

“พี่ก็มีความสุขที่สุด”

เจ้าหญิงพระชายาแห่งฟูโอโคกลับชันกายขึ้นมา มองลึกไปในเนตรคมซึ้งอย่างค้นคว้า

“จริงหรือเพคะ”

“เหตุใดเจ้าถามพี่เช่นนั้น”

“หม่อมฉันอยากให้เจ้าพี่… มีความสุขในแบบที่เจ้าพี่เป็นเช่นกัน”

“ลักษวิณี” ฟารุคร้อง “เจ้าพูดอันใดออกมา รู้ตัวหรือไม่”

เจ้าหญิงจากดินแดนการณะจุมพิตแผ่วเบาลงบนโอษฐ์หยักหนา ช้อนเนตรสบอย่างแน่วแน่

“เมื่อเราจะเป็นสามี-ภรรยากันต่อไป หม่อมฉันก็อยากรู้จักตัวตนสวามีหม่อมฉันให้ถ่องแท้ มิเช่นนั้นเราจะรักกันได้อย่างไรเพคะ”

“เจ้ากำลังเล่นกับไฟ ลักษวิณี”

“หม่อมฉันรู้ตั้งแต่เดินทางมาที่ฟูโอโคแล้วเพคะ”

“เจ้าไม่กลัวหรือ” อีกฝ่ายถามอย่างไม่แน่พระทัยหากไฟแห่งความปรารถนาโชนกล้าในดวงเนตร

ลักษวิณีสูดอัสสาสะยาว ทูลตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

“กลัวเพคะ… อย่างไรก็ทรงเมตตาหม่อมฉันด้วยก็แล้วกัน”

 

เชิงอรรถ : 

(1) หนุ = คาง

Don`t copy text!