ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 16 : ควันรัก

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 16 : ควันรัก

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 16 –

 

ร่างสูงผึ่งผายได้สัดส่วนราวรูปสลักยืนนิ่งสงบในความมืดมิดแห่งราตรีกาล จ้องมองไปยังเกลียวคลื่นที่กำลังม้วนตัวน้อย ๆ ก่อนค่อยเคลื่อนเข้าฝั่งอันเต็มไปด้วยโขดหินสีดำหยาบระเกะระกะอย่างช้า ๆ สะท้อนแสงดาริกาวิบวับดารดาษเต็มฟ้า สรรพสิ่งรอบกายเงียบงัน มีเพียงเสียงคลื่นเป็นเพื่อน… ช่างเป็นดินแดนอันเงียบเหงา เวิ้งว้าง ว่างเปล่าสมคำร่ำลือว่าเวลต้าเป็น ‘หาดผีสิง’

ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าเขาจะรอดชีวิตจากพายุบ้าคลั่ง ลอยคออยู่หลายวันจนมาโผล่ยังเมืองท่าที่ต้องการเลี่ยงตั้งแต่แรก เมืองอันเคยเจริญรุ่งเรืองในอดีตแต่ด้วยสภาพภูมิประเทศและอากาศไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้เป็นเมืองท่า เพราะมักเกิดพายุพัดกระหน่ำโจมตีเรืออับปางไปนักต่อนัก นักเดินเรือจึงมักเลี่ยงเส้นทางมาเวลต้า

กระนั้นเมืองเปลี่ยวแห่งนี้กลับเป็นชุมทางค้าทาสและสัตว์ป่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นประตูไปสู่มัซซารา เมืองหลวงแห่งมัซซาอันเปรียบได้ดั่งโอเอซิสมหึมากลางทะเลทราย หรือหากล่องเรือต่อไปทางตะวันออกอีกหน่อยก็จะถึงเกาะคนคุกเดนตาย พ่อค้าทาสหัวใสหลายคนจึงแปรสภาพนักโทษที่เตรียมไปตายบนเกาะให้กลายเป็นทาสทำเงินที่เวลต้าเสีย

นึกถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งทวีความคิดถึงซีมายน์… ไลแลคยอดรัก ป่านนี้นางจะไปอยู่แห่งหนใดกันหนอ หรือนางอาจจะสิ้นชีพไปกับมหานทีอันบ้าคลั่งไปเสียแล้วก็ได้…

“มาคอยสังเกตการณ์อยู่ที่นี่อีกแล้วหรือโรอัน ช่างขยันเสียจริง” เสียงร้องทักทำให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ ร่างอวบหนา ผิวคล้ำเข้มเหมือนสีกาแฟอันกลืนไปกับโขดหินและความมืดรอบด้านค่อยเคลื่อนมาใต้แสงดาว คนที่นี่เคลื่อนไหวเงียบเชียบเช่นนี้แล ขนาดทาวีญที่คุ้นเคยกับการฟังเสียงอันแผ่วเบาที่สุดก็แทบจับฝีเท้าชาวเวลต้าไม่ได้เลย

เขานิ่งแทนคำตอบ ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเขามาคอยสอดส่องความผิดปกติบนชายหาดไปอย่างนั้น การทำตัวขยันขันแข็งมีประโยชน์ช่วยให้ได้รับความไว้วางใจและความช่วยเหลือมานักต่อนัก

“ข้าว่ากลับเข้าเรือนเสียเถิด เจ้าไม่กลัวผีหรืออย่างไร” อีกฝ่ายยิ้มพราย เห็นฟันขาวตัดกับผิวสีมืด ท่าทางแสดงชัดว่าตนเองก็มิได้หวาดกลัวกับผีอันเป็นคำเล่าลือนัก

ทาวีญในคราบโรอันส่ายหน้าน้อย ๆ

“ไม่กลัวหรอก ข้ามีชีวิตรอดที่หาดนี้ จะกลัวผีสางไปทำไมเล่า”

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปกินอาหารเสียเถิด  ข้าย่างปลาอีกตัวไว้ให้เจ้ากินกับเมรัย”

ทาวีญพยักหน้าแต่โดยดี ไม่ใช่ด้วยเห็นแก่ปลาย่างหรือเมรัยที่อีกฝ่ายเสนอ หากไม่อยากขัดใจให้เป็นที่สังเกตว่าเขาคิดถึงมาตุภูมิจับจิต และคอยคิดหาทางหนีตลอดเวลา คนที่นี่ช่วยเหลือดูแลเขาเป็นอย่างดีโดยหวังลึก ๆ ว่าชายหนุ่มพลัดถิ่นจะลงหลักปักฐานที่นี่ตลอดไป

ขุนพลเมืองไฟไม่แน่ใจว่าหากเขาปฏิเสธเจตจำนงนั้น หัวหน้าเผ่าเวลต้าจะเปลี่ยนไปสังหารเขาแทนหรือไม่ ชาวเวลต้าล้วนเอาแต่ใจ ดุดัน และด้วยตัวหนาใหญ่โตราวยักษ์ปักหลั่นจึงไม่สะท้านสะเทือนกับการต่อสู้นัก… ก็คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่รกร้าง มืดมิด วังเวงราวอาณาจักรแห่งความตายเช่นนี้จะต้องแข็งแกร่ง ทรหดสักเพียงใดกันเล่า เขาได้เห็นกับตามาแล้วว่าคนที่นี่พูดน้อยแต่ลงมือได้รวดเร็วเพียงใด

ดูอย่างนางดาเลผู้นี้ เห็นเป็นสตรีอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนไร้พิษสงเช่นนี้ หากหักคอหนุ่มฉกรรจ์ที่คิดหนีมาแล้วง่ายดายในพริบตา

ทาวีญไม่ใช่คนแรกที่พวกเวลต้าช่วยชีวิตไว้และต้องการกักไว้เป็นการตอบแทน มีอีกหลายสิบชีวิตที่ตกเป็นทาสกลาย ๆ ให้คนในเมืองท่าแห่งความตายแห่งนี้ ใครไม่ยอมก็ถูกสังหารอย่างทารุณ มิเช่นนั้นก็ตายไปเองด้วยความกันดารของภูมิประเทศ

ทว่า เขาเพิ่งได้ยินว่ามีชายหญิงเรือแตกคู่หนึ่งหลบหนีไปได้อย่างน่าอัศจรรย์… ถ้าพวกเขาหนีไปได้ เหตุใดทาวีญจะทำบ้างไม่ได้เล่า

ขอเพียงหาหนทางผ่านเวลต้าไปได้ ข้ามช่องแคบเข้าไปยังบาราไนอัส ก็จะถึงฟูโอโคได้โดยง่าย น่าจะง่ายกว่าหนีเข้าไปตอนในแผ่นดินมัซซา เพราะต้องผ่านทะเลทรายกว้างใหญ่ ผ่านเมืองดันสแตนอันเป็นรอยต่อมัซซากับบาราไนอัส กว่าจะถึงฟูโอโคคงระหกระเหินนานเกินไป

เขาอาจต้องรอจนพวกมันวางใจเต็มที่ จึงจะอาสาออกไปรับจ้างเดินเรืออันเป็นรายได้ทางหนึ่งของคนเวลต้า… หรือถ้าหากรอไม่ได้ ก็คงจะต้องหาจังหวะทำทีออกไปกู้เรือที่อับปางอยู่บ่อย ๆ

คงจะหนีได้สักครา…

สายลับเมืองไฟมองไปยังผืนน้ำมืดดำเบื้องหน้าอย่างหมายมาด… ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาตุภูมิให้ได้ หน้าที่ขุนพลฟูโอโคยังมิจบสิ้น

เช่นเดียวกับหน้าที่หัวใจ… ด้วยความหวังริบหรี่หากยังไม่ดับสนิทเสียทีเดียวว่าเจ้าหญิงแห่งเอียโลของเขายังมีชีวิตอยู่

 “ตายจริง ทำไมถึงช้ำไปทั้งองค์อย่างนี้เล่าเพคะ”

นางกำนัลจำเป็นร้องอย่างตกใจเมื่อเจ้าหญิงลักษวิณีปลดผ้าคลุมเนื้อหนาแบบชาวฟูโอโคออก เหลือเพียงเสื้อแนบเนื้อตัวสั้นแบบปุรณาปุระเผยลาดไหล่มนเนียนและท่อนพาหากลมกลึงที่บัดนี้มีรอยช้ำสีแดง ๆ ม่วง ๆ กระจายทั่ว ซีมายน์ถือวิสาสะเลิกชายผ้าที่พันทบเป็นกระโปรงก็เห็นรอยมือแดงบนต้นขาสองข้างชัดเจน หญิงสาวแทบจะเป็นลม

“อย่าร้องเสียงดังไปไลแลค ประเดี๋ยวคุณท้าวสาวิตรีได้ยินเข้า จะเป็นเรื่องใหญ่เสียเปล่า ๆ”

“ก็เป็นเรื่องใหญ่น่ะสิเพคะ เจ้าชายฟารุคทรงเป็นปีศาจร้ายอย่างที่องค์หญิงบอกจริง ๆ ด้วย หม่อมฉันเสียใจเหลือเกินที่คิดว่าเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น”

“ปีศาจร้าย… อย่างนั้นหรือ” ดวงเนตรดำงามมีร่องรอยลังเล นึกถึงแต่ละค่ำคืนที่ผ่านมา “ทรงเป็นปีศาจจริง ๆ นั่นละ แต่กับข้า ทรงอ่อนโยนราวเทพบุตร”

“อ่อนโยน!” ซีมายน์ร้อง “องค์หญิงช้ำไปทั้งองค์เช่นนี้น่ะหรือเพคะ องค์ชายฟารุคทรงขู่องค์หญิงไว้แน่ ๆ โธ่เอ๋ย องค์หญิงของหม่อมฉัน”

“ใจเย็น ๆ ก่อนไลแลค” เจ้าหญิงพระชายาแห่งฟูโอโคเขย่าแขนนางกำนัลพลางกระซิบข้างหู พระปรางนวลกลายเป็นสีชมพูเรื่อด้วยความเขินอายเมื่อเผยความลับกับคนสนิท

“องค์หญิง!” นางกำนัลกิตติมศักดิ์ยังร้องเสียงหลงอยู่ดีเมื่อฟังจบ “เจ้าชายฟารุคทรงถนอมองค์หญิงก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือเพคะ จะร้องขอให้เจ็บตัวทำไมกัน”

“ก็…” เจ้าหญิงจากแดนไกลพักตร์แดงจัด “ทรงอ่อนโยนกับข้าเหลือเกิน และทรงทำให้ข้ามีความสุขนัก ข้าก็อยากให้องค์ชายมีความสุขบ้างน่ะสิ หากทรงมีความสุขที่จะได้เป็นปีศาจร้าย…”

“โธ่ ทรงกลัวองค์ชายจะไปหาความสุขแบบปีศาจในฮาเร็มแทนใช่ไหมเพคะ ทรงนึกหึงหวงขึ้นมาแล้วแน่ ๆ” นางกำนัลมองด้วยสายตารู้เท่าทันแกมเป็นห่วง

“องค์หญิงห้ามไม่ได้หรอกเพคะ สู้ปล่อยให้องค์ชายระบายความเป็นปีศาจในฮาเร็มแล้วถนอมวรกายองค์หญิงไว้ดีกว่า รักษาพระชนม์เอาไว้นาน ๆ ถ้าทรงเป็นอะไรไป หม่อมฉันจะอยู่อย่างไรเพคะ”

“ข้าว่าองค์ชายก็ยังไม่ได้รุนแรงกับข้าอย่างที่ทรงเป็นจริง ๆ หรอกไลแลค” ลักษวิณีทำท่าตรึกตรอง “ทรงยั้งเอาไว้มากแล้ว”

“องค์หญิง!” ซีมายน์ร้องอย่างอ่อนใจ “อย่ารับสั่งเหมือนเต็มใจอย่างนั้นสิเพคะ… ถ้าต้องถูกทรมานอย่างนั้นไปตลอดพระชนม์ หม่อมฉันว่าเราหนีไปจากที่นี่กันดีกว่า”

“ข้าไม่หนีไปไหนหรอกไลแลค…” เจ้าหญิงจากการณะมองนางกำนัลคนสนิทอย่างลังเลว่าควรเอ่ยต่อไปหรือไม่ รับสั่งไปแล้วก็คิดว่าไม่ควรพูดเท่าไร เพราะไลแลคทำหน้าราวกับหิมะได้ถล่มเมืองไฟ

“ข้าคิดว่า… ข้าพอใจ… ที่มันเกิดขึ้น”

 

เมื่อหมอกสีเทาแห่งเถ้าควันเริ่มหนาขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นแพรหญ้าเขียวชอุ่มจะถูกปล่อยลงมาคลุมกระจกหน้าต่างอีกชั้น แล้วค่อยม้วนเก็บขึ้นไปตามเดิมเมื่อฟ้าเริ่มโปร่งอีกครั้ง เช่นยามนี้ที่ม่านพฤกษากำลังโรยตัวลงมาทำหน้าที่ตนอีกครา หากต่างจากทุกวันที่ครั้งนี้มีหญิงสาวสะคราญโฉมยืนมองดอกกุหลาบสีชมพูกลางผืนหญ้าด้วยความอัศจรรย์ใจ และเปลี่ยนเป็นสะดุ้งเมื่อมองผ่านรูเล็กรูน้อยบนม่านหญ้าแล้วสบเข้ากับเนตรเหลืองอำพันเข้าพอดิบพอดี

“เข้ามาได้” เสียงกังวานทรงอำนาจดังขึ้นทันที มหาดเล็กรีบเดินนำนางกำนัลสาวมายังห้องทรงงานเจ้าชายรัชทายาท ก่อนจะผลุบออกไปรอด้านนอกอย่างรู้หน้าที่

“ถึงกับมาขอพบข้าโดยเฉพาะ มีเรื่องอันใดหรือไลแลค”

“หม่อมฉันทราบว่ามิบังควรรบกวนเวลาพระองค์ แต่มิรู้จะร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใดจริง ๆ เพคะ”

“แม้แต่เจ้าน้าลวัญญาหรือเจ้าหญิงลักษวิณีผู้เป็นผู้ปกครองของเจ้าน่ะหรือ” พระขนงสีทองเช่นเดียวกับเกศาเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ

“ถ้าเช่นนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่… เอาเถิด ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่าหากเดือดร้อน ติดขัดเรื่องใด แจ้งข้าได้เสมอ ข้าคิดว่าเจ้าก็คงจำได้จึงมาพบข้าที่นี่”

ราฟาเอลทรงนึกถึงค่ำคืน ณ แอ่งไฟที่มีโอกาสสนทนากับไลแลคตามลำพังแบบไร้ผู้ติดตาม นึกดีพระทัยอยู่เงียบ ๆ ที่เจ้าหญิงลักษวิณีอนุญาตให้นางมาร่วมงานเต้นรำได้ นางจะรู้หรือไม่หนอว่าทรงเฝ้ามองนางอยู่แทบทุกอิริยาบถถึงได้ตามนางไปถึงแอ่งไฟได้ มิเช่นนั้นท่ามกลางอาณาบริเวณอันไพศาลรอบปราสาทอัคคี จะทรงบังเอิญเจอนางได้อย่างไร

ไลแลคทำให้พระทัยไหวระทึกอย่างที่ไม่รู้สึกมานานหนักหนานับจากทาเทียน่าจากไป… อา แม้ว่ายังนึกถึงเจ้าหญิงพระชายายอดรักอยู่ทุกโมงยาม หากอะไรบางอย่างก็ผลักให้เดินเข้าหาสตรีต่างแดนผู้นี้

ถึงขั้นออกปากให้นางขอความช่วยเหลือโดยตรงได้หากมีปัญหา… ราฟาเอลผู้ด้านชาไม่มีวันทำเช่นนี้เด็ดขาด

“เรื่องเจ้าหญิงลักษวิณีกับเจ้าชายฟารุคเพคะ”

ดวงตาสีลูกหว้าเจือน้ำตาลอ่อนมองสบมาอย่างตัดสินใจแน่วแน่ และเรื่องรอยทารุณบนเนื้อตัวเจ้าหญิงจากปุรณาปุระก็ถ่ายทอดออกจากกลีบปากแดงระเรื่อที่ราฟาเอลจับจ้องอย่างเผลอไผล

“หม่อมฉันเป็นห่วงเจ้าหญิงของหม่อมฉันเพคะ”

เจ้าชายแห่งเมืองไฟนิ่งไปครู่ใหญ่ เนตรสีเหลืองแก่หรี่ลงอย่างใช้ความคิด เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าไม่เคยกังวล ความดิบเถื่อนโหดร้ายต่อนางในฮาเร็มของเจ้าชายฟารุคเป็นเรื่องที่ราชสำนักพยายามเมินไปเสียเพราะมิรู้จะจัดการเช่นไร แต่ละนางที่เข้าถวายงานส่วนใหญ่รู้ชะตากรรมของตนดีและเต็มใจ เนื่องจากเจ้าชายฟารุคจะเลี้ยงดูอย่างดี มีข้าวของเงินทองปรนเปรอให้พรั่งพร้อมอย่างที่นำไปเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่สุขสบายได้ อีกทั้งเจ้าชายองค์รองก็มิได้บกพร่องหน้าที่ราชการงานเมืองของตนให้ขุนนางโจมตีได้

ดังนั้น ถึงจะไม่นิยมความโหดร้ายต่อสตรีเพศ หากก็ไม่ทรงอยู่ในฐานะจะบังคับพระอนุชาได้

หากถึงกระนั้น เจ้าหญิงลักษวิณีก็ควรเป็นข้อยกเว้น นางเป็นเจ้าหญิงทรงศักดิ์มาจากปุรณาปุระ มิใช่นางเล็กนางน้อยทนไม้ทนมือ

“เจ้าคิดว่าข้าบังคับน้องชายข้าได้อย่างนั้นหรือ”

“แต่พระองค์คงไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างฟูโอโคกับปุรณาปุระบาดหมางกระมัง หากทางนู้นทราบเรื่องเข้า…หม่อมฉันว่า…”

“เจ้าคงไม่รู้ใช่ไหมว่าฟูโอโคกับปุรณาปุระห่างไกลกันเพียงใด ลำพังขบวนเสด็จของเจ้าหญิงลักษวิณีเดินทางมาก็ใช้เวลาร่วมปี จะส่งม้าเร็วไปบอกอย่างน้อยก็คงหลายเดือน” หางเสียงเจ้าชายราฟาเอลติดจะเยาะหน่อย ๆ หากดวงเนตรวาวระยับอย่างรื่นรมย์ที่ได้ต่อปากต่อคำกับสาวน้อยตรงหน้า

ไลแลคเม้มปากแน่น

“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็คงต้องหาทางช่วยเหลือองค์หญิงเอง… ขอประทานอภัยที่รบกวนเวลาเพคะ” จังหวะที่นางถวายบังคมเตรียมหันหลังกลับไปนั้น เจ้าชายหนุ่มจึงรีบโพล่งก่อนที่นางจะโกรธหนีไปจริง ๆ เสียก่อน

“ข้ายังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไม่ช่วย… ข้าไม่ได้อยากให้น้องสะใภ้ถูกทำร้ายเสียหน่อย”

ดวงตาสีม่วงเบิกโตขึ้นด้วยความดีใจเมื่อมีรับสั่งต่อไปว่า

“เอาเป็นว่าข้าจะช่วยพูดให้ก็แล้วกัน… สตรีอื่นฟารุคอาจไม่ฟังข้า แต่สำหรับลักษวิณีเขาจะต้องฟัง… แต่เจ้าต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกับข้า ไลแลค”

รอยยิ้มแจ่มกระจ่างอันละลายความชืดชาในหัวใจราฟาเอลพลันเลือนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเงื่อนไขถัดมา

“ข้าอยากให้เจ้ามาทำงานกับข้า”

“ทำงาน…”

“ไม่ต้องตระหนกถึงเพียงนั้น ข้ามิได้จะนำเจ้ามาเป็นสนมนางในหรอก ข้าเห็นเจ้ามีความรู้ดี พูดได้หลายภาษา อ่านหนังสือออกด้วยไม่ใช่หรือ ก่อนเรือแตกเจ้าคงมิใช่แค่แม่ค้าธรรมดาหรอก เจ้าจะเป็นใครไม่สำคัญ สำคัญที่ข้าอยากให้เจ้ามาช่วยข้าทำงาน… ไลแลค เจ้าจะตกลงไหม”

Don`t copy text!