ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 17 : รอยรักแห่งไอร์ฟา

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 17 : รอยรักแห่งไอร์ฟา

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 17 –

 

เจ้าหญิงลักษวิณียังประทับอยู่ในตำหนักปีกตะวันออกของปราสาทอัคคีเช่นเดิม มิต้องไปอยู่ควบคุมนางในฮาเร็มบนตำหนักสวนลอยตามราชประเพณี มีเจ้าชายฟารุคเสด็จมาทุกคืน ยามเช้าก็เสวยกระยาหารริมบึงแก้วอันมีไอเย็นฉ่ำชุ่มที่สุดในเฟออิสด้วยกัน หากวันใดเสร็จงานราชการไวก็จะกลับมาพาพระชายาเดินเล่นสำราญรอบ ๆ ปราสาทอัคคี เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนลักษวิณีเริ่มชินกับความสุขสมบูรณ์ลงตัวนี้

แม้ว่าความเจ็บปวดทางกายมิได้บรรเทาลง แต่พระนางก็ยอมรับกับองค์เองว่าพึงใจกับรสรักประหลาดจากพระสวามี และดีใจที่ ‘ยอมรับ’ ตัวตนแท้จริงของพระองค์ได้โดยไม่ได้ทรมานอย่างที่คิด

แต่สตรีมักไวกับความเปลี่ยนแปลงแม้เล็กน้อยเสมอ… แล้ววันหนึ่งฟารุคก็เปลี่ยนไป ทรงมองนางด้วยแววเนตรว้าวุ่น แม้ถ้อยคำรักเรียกขานอย่าง ‘น้องหญิงของพี่’ หรือ ‘ลักษวิณียอดรัก’ จะยังหวานหูเช่นเคย หากทรงสัมผัสแตะต้องพระนางน้อยลง บางคืนก็ไม่เสด็จมา และที่ร้ายไปกว่านั้น…

พระนางได้ยินว่า…หลังจากที่งดเว้นอยู่ร่วมปี ฟารุคก็ทรงกลับไปหาความสำราญในฮาเร็มอีกครั้ง ลักษวิณีหลับเนตร… อา พระนางคงฝันไปที่จะให้บุรุษผู้ทรงศักดิ์ แวดล้อมด้วยนารีตลอดพระชนม์อย่างฟารุคหยุดที่พระนางเพียงผู้เดียว อาจจะผิดที่ทรงวาดฝันไปเอง

ฟารุคไม่ได้ทรงสัญญาเสียหน่อยว่าจะมิข้องเกี่ยวฮาเร็มอีก

เจ้าหญิงจากปุรณาปุระสาวพระบาทช้า ๆ ตามบันไดเวียนอันสูงชันแห่งหอคอยที่นำไปสู่ตำหนักสวนลอยฟ้า มีเพียงนางกำนัลเล็ก ๆ สี่นางตามเสด็จ… เวลาอย่างนี้พระนางอยากให้ไลแลคมาด้วยนัก ตั้งแต่นางถูกเจ้าชายราฟาเอลขอไปช่วยงาน ลักษวิณีก็แทบไม่เจอหน้านางกำนัลคนโปรดนอกจากยามราตรี ซึ่งฝ่ายนั้นมักจะทูลตอบแต่ว่า

‘องค์ชายฟารุคไม่เสด็จมาบ่อยก็ดีแล้วเพคะ องค์หญิงจะได้ไม่ต้องถูกทารุณเขียวช้ำอีก’ หรือไม่ก็

‘เชื่อหม่อมฉันเถิด องค์หญิงเพียงแค่อยากจะให้พระสวามีพอพระทัยจนไม่ต้องไปหานางในฮาเร็มอีกเท่านั้น แต่ที่จริง ไม่ได้ชมชอบอะไรที่องค์ชายทำเลย จะมีภรรยาที่ไหนชอบให้สามีทำร้ายเล่าเพคะ’

ไลแลคไม่เข้าใจ… พระนางไม่ได้แสร้งทำเป็นพอพระทัยเพื่อดึงฟารุคไว้สักหน่อย

ถึงไลแลคจะชอบห้ามปราม หากลักษวิณีก็ทรงคิดถึงนาง โดยเฉพาะยามว้าเหว่เช่นนี้… และยามที่ความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำจนตัดสินใจขึ้นมาถึงที่ที่ไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้ามาแม้แต่น้อย

 

ละอองน้ำเย็นฉ่ำสดชื่นสัมผัสวรกายตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่าง พฤกษานานาพรรณออกดอกชูช่อสวยงามเรียงราย ลึกเข้าไปในพุ่มพฤกษ์ต่าง ๆ เป็นอุโมงค์น้อย ๆ ไปสู่ห้องหับของนางในทั้งหลาย

ทรงเหลียวไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจไม่น้อย สวนอันวิจิตรแห่งนี้ดูราวกับจำลองสวนสวรรค์เฮเพอร์ดาในตำนานความเชื่อของชาวบาราไนอัสก็ไม่ปาน… สวนอันเป็นต้นกำเนิดกิเลสตัณหาทั้งปวงของมนุษย์และยังเป็นนิวาสถานของเทพีเอลญา (1)  ตัวแทนแห่งกามารมณ์และความยับยั้งชั่งใจ

ก็ไม่ได้ผิดจากที่คิดนักหรอก… ลักษวิณีดำริเมื่อเสด็จมาถึงกึ่งกลางลานกว้างแล้วเห็นน้ำพุรูปปั้นเทพีเอลญากอดเกี่ยวเทพอัคคีเด่นตระหง่าน มีเถาไม้เลื้อยเกี่ยวพันสองเรือนร่างราวกับจะแทรกหลอมรวมให้เป็นเนื้อเดียว กลิ่นเย้ายวนหอมประหลาดดูเหมือนจะมาจากเถาไม้เลื้อยนั้นเอง…

ช่างสมกับที่เป็นอุทยานแห่งกามารมณ์…

“ดูซี ใครมาเยือนถึงฮาเร็มกันหนอ” แทบไม่ต้องหันไปมอง เจ้าหญิงพระชายาก็ทรงดาได้ทันทีว่าคนพูดเป็นใคร… ร่างสูงโปร่งในผ้าลินินสีแดงเลือดนกเยื้องย่างอย่างมีจริตออกมาจากดงต้นส้ม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ถูกวาดไว้คมกริบมองตรงมาอย่างไม่เป็นมิตรนัก ครั้งนี้นางไม่สวมกำไลข้อมือ มีเพียงต่างหูกับที่คาดศีรษะทองอร่ามเป็นเครื่องประดับเท่านั้น ซึ่งเพียงพอให้เห็น ‘ร่องรอย’ ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

“มีกระไรให้หม่อมฉันรับใช้เพคะ พระชายา” น้ำเสียงฟารีนายังเยาะหยันไม่เปลี่ยน ไม่มีท่าทีเกรงอกเกรงใจเจ้าหญิงพระชายาสักนิด

“ข้ามาดูเฉย ๆ ว่าที่นี่เป็นอย่างไร”

“อยากมาดูให้เห็นกับตาหรือเพคะว่าพระสวามีอยู่ที่นี่หรือไม่”

“ข้าไม่จำเป็นต้องดู และไม่ใช่ธุระอันใดของเจ้า” เจ้าหญิงพระชายาเชิดพักตร์ขึ้น สุรเสียงแข็ง

“โอ… หรือว่าอยากจะลองมาอยู่ในฮาเร็มบ้างเล่าเพคะ อันที่จริงตามประเพณี องค์หญิงต้องมาควบคุมฮาเร็มนี่เพคะ” ฟารีนาแสร้งหัวเราะอย่างน่าเกลียด ลักษวิณีพักตร์ร้อนวูบ หญิงนางนี้คงถือตัวว่าเป็นคนโปรดของฟารุคจึงหมิ่นหยามพระชายาอย่างไม่กลัวเกรง…

แล้วในขณะที่เจ้าหญิงต่างแดนกำลังลังเลว่าจะตอบโต้ให้รู้ดำรู้แดง หรือไม่ควรจะเสียเวลาเจรจาให้มากความ ก็พลันได้ยินสุรเสียงห้วนห้าวที่คุ้นเคยของพระสวามีดังขึ้นจากอุโมงค์ใดอุโมงค์หนึ่งเสียก่อน

“ฟารีนา จะปล่อยให้ข้ารอไปถึงไหน แล้วนั่นคุยกับใครอยู่…” สุรเสียงเจ้าชายฟารุคขาดหายไปเมื่อเห็นผู้มาเยือนชัด ๆ

ลักษวิณีประทับนิ่งขึงราวกับถูกสาป

“อ้อ ถ้าเช่นนั้นข้าคงไม่รบกวน” เจ้าหญิงลักษวิณียังคงรับสั่งด้วยพักตร์นิ่งเฉยทั้งที่พระทัยใคร่กันแสงเต็มทน รีบผินหลังกลับ สาวพระบาทยาวเร็วจนเกือบจะวิ่งด้วยเกรงว่าจะซ่อนอัสสุชลไว้มิได้

พี่รักน้องหญิง พี่จะทำให้น้องหญิงมีความสุขที่สุดในฟูโอโค… บอกแล้วว่าไม่ต้องสัญญา เพราะหากสัญญาแล้วนางก็อดเชื่อไม่ได้

สัญญาแล้วทำไม่ได้ ก็อย่าพูดออกมาเลยดีกว่า…

ซีมายน์เงยหน้าจากกองเอกสาร รอบกายเป็นหนังสือปกหนาเรียงรายเต็มผนังจรดเพดานสูงลิ่ว หน้าที่อ่านแปลสาส์นจากเมืองต่าง ๆ กลายเป็นของนางตั้งแต่เมื่อไรกัน เมื่อแรกคิดว่าเจ้าชายร่างสูงให้เพียงช่วยอ่าน ช่วยบันทึกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิคาดคิดว่างานสำคัญอย่างหนังสือราชการต่างแดนก็ไว้วางพระทัยให้นางกำนัลตัวเล็ก ๆ รับผิดชอบด้วย

‘ข้าอยากให้เจ้ารู้จักฟูโอโครอบด้าน’ เจ้าชายราฟาเอลทรงอธิบายไว้อย่างนั้น เจ้าหญิงตกยากขมวดคิ้ว… เหตุใดนางต้องรู้จักฟูโอโครอบด้านด้วยเล่า ในเมื่อนางเป็นแค่นางกำนัลจากต่างแดนเท่านั้น

เวลาร่วมปีที่ซีมายน์อยู่ในฟูโอโค เจ้าชายราฟาเอลยกนางขึ้นอยู่ในตำแหน่งประหลาด กึ่งอาลักษณ์ก็ไม่ใช่ กึ่งข้าหลวงรับใช้ก็ไม่เชิง มีหน้าที่ช่วยงานเอกสารต่าง ๆ รวมไปถึงติดตามไปทั่วนครหลวงเฟออิส สำรวจภูมิประเทศดินดำดินแดงแห่งภูเขาไฟเสียจนปรุ จนตอนนี้ซีมายน์คิดว่านางรู้จักเมืองไฟมากพอสมควร หรืออาจจะมากกว่าเอียโลมาตุภูมิเสียด้วยซ้ำ

นางได้เรียนรู้ว่าฟูโอโคเป็นชนชาตินักรบ หากก็เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ที่สำคัญเช่นกัน ในอดีตมักอพยพถิ่นฐานอยู่บ่อยครั้งเพราะอากาศร้อนและมีภูเขาไฟระเบิด จนภายหลังเมื่อราวเกือบสองร้อยปีที่ผ่านมา พระราชามาราคัสได้รวบรวมกลวิธีการใช้ประโยชน์จากลาวาและดินภูเขาไฟในการทำศึกสงคราม รวมไปถึงการเพาะปลูก ทำให้อาณาจักรแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ หลังจากนั้นก็ย้ายเมืองหลวงอีกสามครั้งจนมาถึงนครเฟออิสในปัจจุบัน

ชาวเมืองไฟนับถือทวยเทพแตกต่างจากเมืองน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง เทพบิดรผู้สร้างของพวกเขาคือโอไรกอนผู้โปร่งใส ไร้สี แต่เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราล้อมเต็มหน้า สวมชุดนุ่งพันถึงหัวเข่า ในมือถือคฑาทองคำ ทั้งยังเป็นผู้ทำลายล้างโลกที่สร้างเมื่อถึงเวลา

เทพีจันทราของพวกเขาชื่ออาร์เมเดียและไม่ได้เป็นธิดาของเทพบิดร หากแต่เป็นพระชายาเอกที่ไม่ปรารถนาในการวิวาห์กับจ้าวแห่งสรวงสวรรค์จึงมักหลบเร้นกลับไปอยู่กับพระบิดาผู้เป็นจ้าวรัตติกาล ให้พระเชษฐาไอร์ฟา เทพแห่งเถ้าควันภูเขาไฟกำบังพระนางไว้มิให้หาพบได้โดยง่าย เทพีแห่งความอบอุ่นเวสต้า ธิดาแห่งเทพีแสงสว่างซีนาจึงกลายเป็นชายาเอกแห่งโอไรกอนแทน

นอกจากเทพบิดรแล้ว คนเมืองไฟนับถือบูชาเทพสุริยันอาพัล เทพอัคคีไฟอา และเทพสงครามมารัสอย่างยิ่งยวด เพราะทั้งชีวิตของพวกเขาตั้งแต่โบราณกาลล้วนข้องเกี่ยวกับแสงสูรย์ เปลวเพลิง และการศึกแทบทั้งสิ้น

เมื่อรู้จักฟูโอโค ‘รอบด้าน’ ดังพระประสงค์ จึงทรงแต่งตั้งนางเป็นข้าหลวงบรรณสาร ทำงานในหน่วยอาลักษณ์ประจำฝ่ายเจ้าชายรัชทายาท หญิงสาวจึงเข้าใจว่าทรงกวดขันนางเพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ หาได้นึกไปถึงเจตนาแท้จริงอันล้ำลึกไม่

“หากใครรู้เข้าว่าหม่อมฉันได้อ่านหนังสือพวกนี้” นางชี้ไปยังราชสาส์นจากเมืองไคโลคัส “จะไม่เหมาะสมนะเพคะ”

“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวลหรอกไลแลค” เจ้าชายรัชทายาทรับสั่งเสียงขรึม “เจ้าควรจะกังวลกับเนื้อความในสาส์นมากกว่า”

หญิงสาวชะงัก เนื้อความในสาส์นจากไคโลคัสอันเป็นเมืองท่าหน้าด่านของบาราไนอัสแจ้งข่าวจากหน่วยลาดตระเวนทางทะเลว่ากองทัพนอร์เดนกำลังเตรียมบุกบาราไนอัส เชื่อกันว่ามีเป้าหมายตามหา ‘วาการัต’ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน ที่เล่าขานกันว่าอยู่ในหุบเขาวาการ์ที่กั้นระหว่างบาราไนอัสกับมัซซา

หรือมิเช่นนั้นก็คงหมายตาขุมทองในมัซซา

หากไม่ว่าอย่างไรจะต้องผ่านไคโลคัส และฟูโอโคก่อนจึงจะเข้าถึงหุบเขาวาการ์ได้

“พระราชาอลันกระหายสงครามยิ่งนัก นี่ตีราบคาบทั้งนอร์เดนแล้วคิดจะข้ามมาถึงบาราไนอัสเชียวหรือ”

“ข้าไม่แปลกใจอีกแล้วที่เจ้าดูจะรู้จักการเมืองเอียโลเกินหญิงสามัญชน”

“เรื่องพวกนี้แม้แต่สตรีเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านก็ทราบเพคะ” ซีมายน์ตอบทันควัน “ทุกครัวเรือนล้วนได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งสิ้น”

เจ้าชายราฟาเอลเลิกพระขนง ซ่อนรอยสรวลเมื่อคิดทดสอบภูมิรู้

“แล้วข้าควรต้องเตรียมรับมือเช่นไรดี ไลแลค เจ้ารู้จักเมืองน้ำแข็ง รู้จักพระราชาของเจ้าดีนี่นะ”

“โธ่ หม่อมฉันก็เป็นเพียงหญิงสามัญชน” นางยืมถ้อยรับสั่งเจ้าชายแห่งฟูโอโคมาย้ำอีกครั้ง “จะให้ช่วยพระองค์วางแผนรบราวกับขุนศึกได้อย่างไร สิ่งที่หม่อมฉันพอจะบอกได้คือกองทัพเอียโลนั้นเข้มแข็งเกรียงไกรก็จริง หากไม่คุ้นชินกับอากาศร้อนแห้งแล้งอย่างบาราไนอัซและมัซซา การเดินทางไกลและอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วจะทำให้ไพร่พลอ่อนกำลังได้” พูดจบซีมายน์ก็นึกสะเทือนใจวูบขึ้นมา นางกำลังบอกจุดอ่อนของกองทัพมาตุภูมิให้อีกฝ่ายรู้ ถ้าต้องเห็นไพร่พลเอียโลล้มตายลงไปต่อหน้าจริง ๆ นางจะทำเช่นไร

“พูดถึงขุนศึก ข้าคิดถึงทาวีญยิ่งนัก”

“ทาวีญ…” หญิงสาววางมือจากแผ่นหนังและม้วนกระดาษตรงหน้า “หม่อมฉันได้ยินนามนี้หลายครั้ง”

“เขาเป็นขุนพลมือดีของฟูโอโค เสด็จพ่อส่งเขาไปราชการลับหลายครั้งหลายครา แต่ครั้งล่าสุดส่งเขาไปไกลแสนไกล ป่านนี้ยังไม่กลับมา”

“ไกลถึงไหนหรือเพคะ”

“เอียโล” เจ้าของเนตรสีอำพันหันมามองนางยิ้ม ๆ ทรงคลายความเคร่งขรึมเย็นชาไปมาก

“เราได้ข่าวกันว่าพระราชาองค์ใหม่นั้นดุร้าย กระหายสงครามอย่างที่เจ้าว่า อาณาจักรใหญ่น้อยล้วนเกรงกลัวทั้งสิ้น พวกเราจึงส่งทาวีญไปแฝงตัวสอดแนมอยู่ที่นั่นเพื่อสืบข่าว แต่ผ่านมาเนิ่นนานนัก ไม่ได้ข่าวคราวเขาอีกเลยข้าเป็นห่วงนัก ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร”

เรื่องของขุนพลหนุ่มทำให้ซีมายน์อดคิดถึงโรอันไม่ได้… เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่หนอ หรือเขาอาจจะตายไปแล้วจริง ๆ

จันทร์เพ็ญถูกบดบังด้วยเมฆหมอกและเถ้าควันจนนางมิอาจขอพรจากเทพีจันทราได้ดังใจ แล้วเช่นนี้เมื่อไรจะได้พบโรอันกันหนอ…

“แต่นอกจากเรื่องเตรียมรับทัพจากนอร์เดนแล้ว เจ้าก็รู้ว่ายังมีเรื่องอื่นน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน” เจ้าชายราฟาเอลทอดพระเนตรผ่านม่านหญ้าออกไปสู่เงื้อมเขาดำทะมึนลิบ ๆ

“แผ่นดินนี้เริ่มไม่ปลอดภัยกับประชาชนเสียแล้ว” รับสั่งแล้วก็หันมาทางข้าหลวงบรรณสาร “พอเรื่องเอกสารเท่านี้เถิด เราคงต้องไปปากปล่องภูเขาไฟกันอีกครั้ง ข้าอยากดูให้แน่ใจว่าอันตรายมาจากสิ่งใดแน่”

หญิงสาวเหลือบมองเจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโค ท่าทางเคร่งเครียดเย็นชายามเสด็จภูเขาไฟค่อย ๆ หายไปทีละน้อย จากที่แทบไม่ยอมเสด็จเลย ระยะหลังกลับเป็นฝ่ายออกปากชวนนางอยู่หลายหน

‘พระชายาทาเทียน่าตกลงไปในภูเขาไฟไอร์ฟาน่ะซี องค์ชายเลยทำพระทัยไม่ได้สักครั้ง เจ้าไปพูดอย่างไรเข้าล่ะถึงยอมเสด็จได้’ นางข้าหลวงและพวกมหาดเล็กร้องกันเซ็งแซ่เมื่อรู้ว่านางชวนเจ้าชายให้ไปเยือนภูเขาไฟอันเป็นต้นเหตุเข้า

‘ตายจริง ข้าก็ปากพล่อยนัก ไม่รู้มาก่อนว่าเคยเกิดเรื่องแบบนั้นที่นั่น’ นางตกใจ ‘ข้าเพียงได้ยินองค์ชายรับสั่งอยู่หลายหนว่าระยะหลังมีคนงานตรงภูเขากับเนินไฟแถวนั้นเจ็บป่วยล้มตายบ่อยเกินไปหน่อย เป็นไปได้ว่าอาจมีพิษใดปนเปื้อนก็เป็นได้ ข้าเห็นแต่รับสั่งอยู่อย่างนั้น สั่งการพวกขุนนางไปก็ไม่ได้ความคืบหน้า เลยทูลว่าให้ไปดูด้วยองค์เองมิดีกว่าหรือ เท่านั้นเอง โธ่… องค์ชายคงกริ้วข้าแน่ ๆ’

‘ก็ไม่เห็นกริ้วอะไรเจ้าสักหน่อย’ นางข้าหลวงคนหนึ่งมองอย่างพินิจ ‘ดูท่าว่าจะโปรดเจ้าไม่น้อย นอกจากจะขอเจ้ามาทำงานด้วย ยกเป็นข้าหลวง แล้วยังไม่ดุด่าเจ้าที่เหิมเกริมไปทูลแนะเช่นนั้น’

‘ยามทรงงานก็ดุนักละ พวกท่านไม่เห็นสักหน่อย ข้าโดนตำหนิประจำ’

มหาดเล็กและข้าหลวงทั้งหลายมีสีหน้าไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใดนัก ต่างมอง ‘ไลแลค’ ด้วยสายตาประหลาด บางคนเริ่มทำท่าพินอบพิเทาเอาใจจนซีมายน์ไม่สบายใจ เริ่มปะติดปะต่อท่าทางเหล่านั้นได้… พวกเขาคงคิดว่าอีกไม่นานนางก็ไม่พ้นการเป็นบาทบริจาริกาของเจ้าชายราฟาเอลเป็นแน่

เจ้าหญิงตกยากยักไหล่… เจ้าชายราฟาเอลผู้เคร่งขรึมเย็นชาทรงเมตตานางเป็นพิเศษอยู่สักหน่อยก็จริง หากไม่ได้มีทีท่าพิศวาสเสน่หาใดให้เห็นสักน้อย และหากต้องการนางเป็นสนมเข้าจริง ๆ ก็คงแจ้งความปรารถนานั้นไปเสียนานแล้ว ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาจนบัดนี้

 

ควันสีเทาจาง ๆ พวยพุ่งออกจากปากปล่องน้อย ๆ ก่อนเข้าคลี่คลุมผืนนภาสีส้มอมแดงให้มัวซัว หากมิอาจบดบังตะวันแดงฉายฉานมหึมากลางเหลี่ยมเขาได้ และทุกครั้งจะเห็นคนงานเป็นจุดเล็ก ๆ สีดำกระจายตามเชิงเขากับปากปล่องตัดกับแสงแดงฉานแห่งสุริยเทพ เป็นภาพที่คุ้นตามาหลายปี หากมิใช่วันนี้ที่มีขบวนอาชายิ่งใหญ่ประดับธงสีทองขาวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำองค์เจ้าชายราฟาเอล

เจ้าหญิงเลวิน่าทรงเพ่งให้แน่พระทัยว่าเป็นขบวนของพระเชษฐาจริง ๆ ตั้งแต่เจ้าหญิงทาเทียน่าจากไป เจ้าชายราฟาเอลแทบมิเสด็จไปแถบภูเขาไฟไอร์ฟาเลย กลับเลี่ยงไปลงพื้นที่พัฒนาเขตอื่นแทน แล้วเหตุใดวันนี้จึงยอมเสด็จไปง่าย ๆ

เจ้าหญิงองค์เล็กแห่งฟูโอโคมองหาธงขาวดำอันเป็นตราประจำองค์เจ้าชายฟารุคก็ไม่พบ… ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ เจ้าชายราฟาเอลไม่น่าเสด็จไปแถวนั้นเองถ้าพระอนุชาไม่ชักชวน หรือหากไม่มีกิจสำคัญจริง ๆ

“ให้คนเตรียมม้าให้ข้าเดี๋ยวนี้” เลวิน่าหันไปสั่งการนางกำนัล จังหวะเดียวกับที่สตรีอีกนางเดินสวนเข้ามา มองตามสายพระเนตรเจ้าหญิงไปยังขบวนสีขาวทองลิบ ๆ เบื้องหน้าแล้วทูลอย่างสงบเสงี่ยม

“อย่าเพิ่งเสด็จเลยเพคะ แถวนั้นอากาศไม่ดี มีลูกไฟร้อนปะทุขึ้นมาหลายแห่งด้วย”

“อย่างนั้นรึ” เลวิน่าลังเล “ถ้าอย่างนั้น เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าพี่ราฟาเอลเสด็จภูเขาไฟไอร์ฟาทำไม มาติเน่”

หญิงสาวผู้มีนามมาติเน่ยังรักษาอาการนิ่งสงบยามตอบ

“มีคนตายเพคะ เข้าไปใกล้ปล่องมากเกินไป”

“โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร แล้วเหตุใดเจ้าพี่ต้องเสด็จไปเองด้วยเล่า”

“ทรงห่วงใยประชาชน มากกว่าความรู้สึกส่วนพระองค์อย่างไรเล่าเพคะ”

“ข้อนั้นข้ารู้… แต่ร้อยวันพันปีเจ้าพี่ไม่เคยทำใจเรื่องเจ้าหญิงทาเทียน่าได้เลย ข้าก็เลยคิดว่ามันแปลกอยู่สักหน่อย เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือมาติเน่ เจ้าก็เห็นความโศกเศร้าของเจ้าพี่มาตั้งแต่ต้น”

มาติเน่หลุบตาลงต่ำ… เหตุใดนางจะไม่แปลกใจเล่า ในเมื่อเฝ้ามองเจ้าชายองค์โตตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเป็นรัชทายาท ยังไม่อภิเษกกับเจ้าหญิงทาเทียน่าเสียด้วยซ้ำ… มองตั้งแต่ตัวนางยังเป็นเด็กน้อยติดตามแม่ทัพเมเนสผู้เป็นบิดาเข้ามาในปราสาทยามมีงานพิธีต่าง ๆ จนบัดนี้เติบใหญ่เข้ามาเป็นนางข้าหลวงกลางแห่งปราสาทอัคคี

เฝ้ามองห่าง ๆ จนรู้ว่าทรงรักเจ้าหญิงพระชายาเพียงใดและโศกศัลย์อาลัยถึงพระนางมิคลาย การเข้าใกล้ปากปล่องมรณะนั้นจึงเป็นของแสลงพระทัยเจ้าชายราฟาเอลยิ่งนัก

“เอาเถอะ ข้ายังไม่ไปก็ได้ อย่างไรเจ้าก็ช่วยข้าจับตาดูไว้ให้ดีก็แล้วกัน ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรบอกไม่ถูกตั้งแต่ผู้หญิงต่างชาติพวกนั้นเข้ามา”

“อย่ารับสั่งเช่นนั้นสิเพคะ อย่าลืมว่าเจ้าหญิงลวัญญาก็เป็นสตรีต่างแดน ใครมาได้ยินเข้าจะไม่ดีต่อองค์หญิงเองนะเพคะ”

“ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้าน้าลวัญญานี่ แต่ข้าไม่ถูกชะตาเอาเสียเลยทั้งเจ้าหญิงลักษวิณี ทั้งนางกำนัลคนนั้น เจ้าไม่เห็นหรือว่าท่าทางมันโอหังเพียงใด ตั้งแต่มาถึงเจ้าพี่ฟารุคก็ดูจะทุ่มเทสนใจพวกมันหมด แม้แต่เจ้าพี่ราฟาเอลก็พลอยเป็นไปด้วย”

เจ้าหญิงเลวิน่าตรัสจบก็พลันฉุกพระทัยขึ้นมา เนตรสีฟ้าสดหรี่ลง

“หวังว่าคงจะไม่เกี่ยวกับนางไลแลคผู้นั้นหรอกนะ… ข้าเห็นเจ้าพี่กับมันสบตากันในงานเต้นรำและงานอภิเษกอยู่หลายหน”

มาติเน่ใจดิ่งวูบ… นางเองก็เห็นสายตานั้นเช่นกัน เห็นความลึกล้ำประหลาดในดวงเนตรสีอำพันเมื่อทอดมองไปยังนางกำนัลโฉมงาม

นางผู้นั้นก็ช่างงดงามจับตาเหลือเกิน ทั้งผิวสีน้ำนมและดวงตาสีม่วงระยับ และรูปร่างอิ่มงามได้สัดส่วน ดูสง่าผึ่งผายเกินกว่าจะเป็นหญิงรับใช้ธรรมดา มิแปลกที่จะสะดุดเนตรเจ้าชายราฟาเอล

ไม่เหมือนมาติเน่… ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ทรงเห็นเป็นเพียงเด็กน้อยลูกสาวแม่ทัพเมเนสที่เรียบร้อย พูดน้อยอยู่วันยังค่ำ

 

ซีมายน์มองตามวรองค์สูงชะลูดในภูษาขาวขอบทองที่ทรงพระดำเนินขึ้นลาดเขาสีดำแดงอย่างระมัดระวัง เกศาสีทองเจิดจ้าใต้ผ้าโพกปลิวไปตามแรงลม กลุ่มเขม่าสีเทาปลิวตกต้องสีทองเป็นหย่อม ๆ และนางก็เรียนรู้หน้าที่นางกำนัลของเจ้าหญิงลักษวิณีมาดีพอที่จะนำผ้าชุบน้ำคั้นจากใบอ่อนต้นไกลีนเช็ดคราบควันให้ ไม่สนสีหน้ากระอักกระอ่วนของมหาดเล็กแต่อย่างใด… ไม่รู้ว่าพวกเขายิ่งเอากลับไปซุบซิบ

‘ปกติองค์ชายราฟาเอลยอมให้ใครเช็ดเกศากับพระพักตร์เสียที่ไหนกันนอกจากเจ้าหญิงทาเทียน่า ไม่ว่าผู้หญิงนางกำนัลหรือมหาดเล็กชายก็ทรงไล่ตะเพิดหมด’

‘นางไลแลคนี่ก็ช่างกล้าเหลือเกิน แล้วดูองค์ชายซี ไม่ว่าอะไรสักคำ’

เสียงเล่าลือของเหล่าข้าหลวงและมหาดเล็กแพร่สะพัดทีละเล็กละน้อยแต่ไม่นานก็รู้กันแทบทั่วถ้วน ไม่ช้าก็เข้าหูนางข้าหลวงส่วนกลางแห่งปราสาทอัคคี

มาติเน่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ กลืนน้ำตาอยู่เงียบ ๆ สายพระเนตรเจ้าชายราฟาเอลมีแต่นางจากต่างแดนเท่านั้น แม้นางลองตามขบวนข้าหลวงที่ตามเสด็จไปบ้าง ก็กลับกลืนหายไปกับเหล่าบริวาร เจ้าชายไม่มีทีท่าจะมองเห็นลูกสาวแม่ทัพเมเนสเลยสักนิด

อีกทั้งแววเนตรยามเสด็จเยือนเนินภูเขาไฟก็อ่อนลง ไม่มีอาการเศร้าเสียใจ… หรือนางไลแลคผู้นี้จะทำให้เจ้าชายคลายอาลัยจากพระชายาผู้ล่วงลับได้จริง ๆ

 

ตามเนินน้อยใหญ่ไล่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงภูเขาไอร์ฟา หนึ่งในภูเขาไฟสำคัญแห่งฟูโอโคยังเห็นต้นหญ้าสีเขียว เหลือง และดอกไกลีนสีแดงสดขึ้นกระจัดกระจาย บนดินดำรอบแอ่งน้ำร้อนมีขี้เถ้าโรยปะปนไปทั่ว เมื่อขึ้นไปใกล้ปากปล่องต้นไม้ใบหญ้าจึงค่อยหายไป เหลือแต่ผืนดินดำขรุขระ ความร้อนเหมือนจะซึมผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาได้อย่างไรอย่างนั้น

หากเป็นเมื่อก่อนก็คงจะถอดพระทัยตั้งแต่เชิงเขา การเห็นแค่ปากปล่องอยู่ลิบ ๆ เป็นของแสลงพระทัย ทอดพระเนตรทีไรก็เห็นภาพทาเทียน่าอยู่ตรงนั้นทุกครา แม้มิทรงเห็นตอนพระนางพลัดตกลงไป หากยังทันได้ยินเสียงเจ้าหญิงทาเทียน่ากรีดร้องโหยหวนเมื่อพระเพลิงได้กอดกลืนร่างพระนางทั้งเป็น

เท่านั้นวรองค์ราฟาเอลก็สั่นเทา… ไม่คิดเข้าใกล้อีก

จนวันที่ไลแลคมาถามประสาซื่อ… ดวงตางามระยับสีเดียวกับนามนางเต็มไปด้วยความสงสัยหากก็มุ่งมั่นและปรารถนาดี

‘ตลอดเวลาที่ทำงานกับพระองค์ หม่อมฉันทราบดีว่าทรงเป็นห่วงและวิตกเรื่องคนเจ็บป่วยล้มตายแถบภูเขาไอร์ฟามาก แต่จะไม่ดีกว่าหรือเพคะหากเสด็จไปดูด้วยองค์เอง ทรงเลี่ยงอยู่ทุกครั้งดูไม่งามเลยสำหรับองค์รัชทายาทนะเพคะ’

กริ้วนางไม่ลงแม้คำพูดนั้นจะอวดดีไปสักหน่อย แต่การได้เห็นนางอยู่ใกล้ ๆ คอยส่งเสียงเล่านั้นเล่านี้ รวมถึงให้กำลังใจแบบ ‘อ้อม ๆ’ ก็ทำให้ราฟาเอลทรงเกิดแรงฮึดขึ้นมา…

จึเสด็จเยือนปากปล่องภูเขาไฟไอร์ฟาได้อีกหลายครั้งเมื่อมีไลแลคมาด้วย

“ดูทีสิ่งที่ข้ากลัวคงจะเกิดขึ้นแล้ว…” เจ้าชายแห่งฟูโอโคตรัสคราง ชะโงกลงไปในปากหลุมกว้างอันลึกประมาณไม่ได้ มองของเหลวข้นคลั่กสีแดงอมส้มเดือดปุดร้อนระอุเบื้องล่าง สลับกับเพ่งมองพื้นดินรอบ ๆ อย่างครุ่นคิด

“มีพิษปนเปื้อนในดินแถบนี้”

“มาจากลาวาข้างล่างหรือเปล่าเพคะ”

“อาจเป็นได้…” ราฟาเอลส่ายพระพักตร์ “แต่ก็น่าแปลกนัก พวกเราอยู่กับไอร์ฟามาหลายชั่วคน ไม่เคยเจอว่ามีพิษเลย ตอนแรกข้านึกว่าเพราะพวกเขาเข้าใกล้ปล่องมากเกินไปเท่านั้น”

“เป็นไปได้ไหมเพคะว่าพิษอาจสะสมมานานแล้วแต่ไม่ได้มีปริมาณมากพอ แต่ระยะหลังมีคนจากที่อื่นเข้ามามากที่พยายามไปขุดแร่ใหม่เพิ่มเติมเพราะกำลังเฟื่องฟู ทีนี้ก็อาจจะเกิดปฏิกิริยาอะไรเข้ากระมัง เพราะคนตั้งมาก ทำอะไรหรือนำอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ควบคุมได้ไม่หมด”

เจ้าชายหนุ่มทรงนิ่งครุ่นคิด… ฟูโอโคปลูกต้นไกลีนไว้กรองไอร้อนกับควันไฟ และยังช่วยกรองพิษต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง ข้อสันนิษฐานของนางข้าหลวงพิเศษจึงฟังดูพิกลหากก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

ไม่ว่าความคิดของนางจะถูกหรือผิด หากก็นับว่าหญิงสาวฉลาดเฉลียวช่างคิดอยู่ไม่น้อย หากเป็นสตรีอื่นคงได้แต่อ้างว่าเทพอัคคี และเทพแห่งภูเขาไฟพิโรธต้องหาวิธีบวงสรวงกันใหญ่โต

นางยังแสดงความเห็นต่อ สีหน้าวิตก

“ถ้าเช่นนั้นเรื่องน้ำก็น่าเป็นห่วงเพคะ”

“คนในฟูโอโคใช้น้ำจากแม่น้ำไวกีร์ที่ไหลมาจากภูเขาวาการ์เป็นหลัก มีแค่ชาวบ้านที่อาศัยแถบไอร์ฟาเท่านั้นที่ใช้น้ำจากใต้ดิน ถ้ามีพิษปนเปื้อนจากน้ำไวกีร์ก็น่าเป็นห่วงเพราะหมายถึงทั้งเมืองกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่หากเป็นเฉพาะแถบไอร์ฟาเรายังพอควบคุมกันได้”

เจ้าชายหนุ่มถอนพระทัย เนตรสีอำพันมีแววกังวล

“ข้าเคยหารือกับเสด็จพ่อและเหล่าเสนาบดีในที่ประชุมมาบ้างแล้วละ ว่าบางทีเราอาจจะต้องมองหาดินแดนใหม่ หรือแหล่งทรัพยากรใหม่ไว้บ้าง”

“หมายถึงอาจต้องทำสงครามขยายดินแดนหรือเพคะ” หญิงสาวร้อง

“ก็ไม่เชิงเสียทีเดียวหรอก ชาวฟูโอโคเป็นชนชาตินักรบก็จริง หากเนื้อแท้เรารักสันติ… อาจมีวิธีที่ง่ายและไม่ต้องเสียเลือดเนื้อมากนัก” เจ้าชายแห่งฟูโอโคนิ่งไปอึดใจ “ก็คือการตามหาดินแดนวาการัต ในหุบเขาวาการ์”

ข้าหลวงสาวขมวดคิ้ว นึกถึงถ้อยความในสาส์นจากไคโลคัส

“ดินแดนที่อาจเป็นจุดหมายของกองทัพนอร์เดน! ดินแดนนั้นอยู่ในปกครองของผู้ใดกันเพคะ”

“ไม่มี… จึงได้เป็นที่หมายปองนัก แต่ไม่มีใครเข้าถึงได้เลยเพราะไม่มีผลึกมายา เพราะเหตุนี้อาณาจักรทั้งหลายถึงตามหากันแทบพลิกแผ่นดิน”

“ผลึกมายาหรือเพคะ” หญิงสาวชะงัก “ชาวเอียโลก็เคยได้ยินเรื่องผลึกมายาเหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ หม่อมฉันยังถูกพี่สาวหลอกอำว่ามีผลึกมายาอยู่ในป่ากลางทะเลสาบน้ำแข็ง”

“มันหายสาบสูญไปนาน บ้างก็ว่าอยู่ที่ซาร์กอน บ้างก็ว่าที่โบน่า แต่ที่หนาหูที่สุดเห็นจะเป็นที่เวลต้า” สุรเสียงเจ้าชายหนุ่มแผ่วลงเมื่อนึกถึงความจริงอันเจ็บปวด

“แม้แต่ฟูโอโค ก็ยังมีคนลือว่ามีผลึกมายา” ทรงมองไปในปากปล่องอีกครั้ง ความเศร้าล้ำลึกผ่านวูบ

“ใต้ภูเขาไอร์ฟานี้ใช่ไหมเพคะ” น้ำเสียงไลแลคบอกว่านางเริ่มตามทัน ดวงตาสีม่วงอ่อนแสงลงอย่างเห็นใจและเข้าใจ อันทำให้ทรงกล้าเปิดเผยในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะรับสั่งถึงได้อีก

“ทาเทียน่าได้ยินเรื่องผลึกมายาซ่อนอยู่ขอบปากปล่องนี้ละ นางก็เลย…”

ความเงียบเข้าครอบครองอยู่ครู่ใหญ่ สายลมพัดรำเพยจนไอร้อนภูเขาไฟแผ่กำจาย และราวกับทำให้น้ำตาแห่งความคิดถึงที่ทรงมีต่อทาเทียน่าพลอยแห้งเหือดไปด้วย

ทาเทียน่า ข้ารักเจ้าเสมอ ยอดรัก… ทรงกระซิบแผ่วเบาไปกับสายลมร้อนและเถ้าถ่านอันปนไปด้วยกลิ่นหอมดอกไลแลคเจือน้ำผึ้งหวานที่ทำให้หทัยปั่นป่วน

ราฟาเอลทอดพระเนตรต้นตอกลิ่นอันหอมหวานรัญจวน… ทรงได้กลิ่นนี้จากกายนาง แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามปกปิดด้วยกลิ่นขี้เถ้ากับเครื่องเทศมากเพียงใดก็ตาม…

อา ทาเทียน่า อภัยให้ข้าเถิดหากสวามีของเจ้าพึงใจหญิงอื่น หากไม่ว่าข้าจะพึงพอใจนางใด เจ้าก็ยังเป็นยอดรักของข้าเสมอ ทาเทียน่า

ราฟาเอลเลื่อนพระหัตถ์ไปกุมมือสตรีจากเอียโลเป็นครั้งแรก

“แต่งงานกับข้าได้ไหม ไลแลค…” ทรงมองลึกไปในดวงตาสุกใสราวอาเมทิสต์ที่เบิกกว้างอย่างตระหนก

“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก…ข้าขอเจ้าอภิเษกเป็นชายาของข้า”

 

เชิงอรรถ :

(1) เทพีเอลญาเป็นตัวแทนแห่งกามารมณ์และความยับยั้งชั่งใจ กำเนิดจากเมเลสา เทพีประจำสวนสวรรค์เฮเพอร์ดาที่รวมพืชพรรณ ผลไม้แห่งกิเลส ราคะ ความลุ่มหลงต่าง ๆ ไว้ กับโคอุส นายทวารหน้าสวนที่อยากลิ้มลองผลไม้วิเศษจึงหลอกล่อเทพีเมเลสาและลักลอบขนผลไม้ต้องห้ามออกสู่มวลมนุษย์ เอลญาเป็นเทพีรูปงามลือลั่นและทะนงในความงามของตนที่สามารถเอาชนะใจเทพบุตรทั่วสามโลกได้ ไม่เว้นแม้บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจ นางเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งความกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา เป็นสันดานดิบ และเป็นด้านมืดของมนุษย์และทวยเทพทั้งชายหญิงที่ไม่เคยอิ่มเอมในกามารมณ์และมักยอมแพ้ให้กับความอยากอันเป็นกิเลสราคะเสมอ (มีเทพองค์เดียวที่เอลญาไม่กล้ายุ่งด้วยคือสุริยเทพอาพัล เพราะเป็นคู่รักของเพื่อนสนิท) เวลาเอลญาจะทดลองใจผู้ใดจะยื่นโถน้ำผึ้งอาบยาพิษหลอกล่อทุกครั้ง

Don`t copy text!