ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 18 : การตัดสินใจครั้งสำคัญ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 18 : การตัดสินใจครั้งสำคัญ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 18 –

 

“ข้าดีใจเหลือเกินที่จะได้เจ้ามาเป็นลูกเขย” ตาเฒ่าไดตาอุสหัวเราะเสียงดังเห็นฟันขาวตัดกับผิวมืดสนิท เขาเป็นชายร่างหนา กล้ามเนื้อแน่นไปทั้งตัวแม้ล่วงเข้าสู่วัยสนธยา ผมดำเข้มหยิกหนามีสีเทาเงินแซมประปรายเท่านั้น ท่าทางเปี่ยมกำลังวังชาจน ‘ผู้ที่จะมาเป็นลูกเขย’ ประเมินในใจว่า ‘ล้มยาก’ อีกทั้งดวงตาเจ้าเล่ห์นั้นบอกให้รู้ว่าไม่วางใจผู้ใดโดยง่าย หากยามนี้อ่อนแสงลงเป็นพิเศษ ท่าทางพออกพอใจบุรุษต่างแดน

“ดูแลดาเลให้ดี อย่าให้เจ็บช้ำน้ำใจ นางรักเจ้ามากนัก ข้าไม่เคยเห็นนางพึงพอใจบุรุษใดเท่าเจ้ามาก่อน”

ดาเลช้อนตาขึ้นสบ คลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างเขินอาย นางจัดเป็นหญิงงามผู้หนึ่งของเวลต้า และเป็นลูกรักของตาเฒ่าหัวหน้าเผ่า นางมิใช่คนช่างฉอเลาะแต่ขยันดูแลเอาใจใส่ชายหนุ่มเป็นอย่างดี ทาวีญไม่ได้รังเกียจอะไรดาเล เพียงแค่ไม่ได้นึกรักนางแม้สักนิด และไม่คิดจะอยู่เป็นคนเวลต้าตลอดไป

“จริง ๆ ข้าก็อยากจะยกลูกให้เจ้าเสียตั้งแต่เดือนแรกแล้ว” ไดตาอุสกระดกจอกเมรัยเข้าปากอย่างอารมณ์ดี “แต่ข้าต้องดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าเจ้ารักภักดีกับพวกเราเพียงใดแลไม่ได้เห็นเวลต้าเป็นทางผ่านเท่านั้น

ทาวีญกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น จุดจบของพวกที่คิดหนีเป็นอย่างไรเขาได้เห็นประจักษ์แก่ตาตนเองมาแล้ว เมื่อมีคนคิดนำเรือหนีก็ถูกพวกมันกลุ้มรุมเข้ามาทันที มันมีหูตามากมายเหมือนผีพรายที่โผล่มาตามสายน้ำและแก่งหิน แทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดรอดหูรอดตาคนเวลต้าไปได้เลย

เห็นทีเมืองเวิ้งอ่าวอันเงียบงันนี้คงไม่ได้มี ‘ผี’ สิงอยู่จริง ๆ หากคนเป็นกลุ่มชาวเผ่าเหล่านี้มากกว่าที่ทำตัวเหมือนปีศาจสิงสถิตอยู่ในเมืองท่าและคอยดูดดึงคนให้ติดอยู่ด้วยกันตลอดไป

เขาเพิ่งเข้าใจว่านอกจากกลัวเรืออับปางแล้ว นักเดินเรือแลพ่อค้าวาณิชล้วนเกรงกลัวการกักขังจากกลุ่มคนเถื่อนเหล่านี้จึงไม่มีใครอยากแวะทำการค้าที่นี่นาน มีเพียงการค้าทาสและสัตว์เท่านั้น เวลต้าจึงไม่เจริญทั้งที่อยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม

“ท่านพี่โรอันขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ท่านพ่อก็เห็นแล้ว” ดาเลว่า คลี่ยิ้มกว้างเมื่อคล้องสร้อยเปลือกหอยหลากสีเข้ากับคอชายหนุ่ม

“บัดนี้ท่านก็เป็นสามีข้าแล้ว โปรดคล้องเข้ากับตัวข้าซีท่านพี่ ข้าจะได้เป็นภรรยาท่านอย่างสมบูรณ์”

ทาวีญฉีกยิ้ม จำใจคล้องพวงเปลือกหอยมหึมาเข้ากับร่างดาเลแล้วยื่นจอกน้ำชาให้ตามธรรมเนียม จับตามองแน่วนิ่งเพื่อให้มั่นใจว่าหญิงสาวกลืนลงไปหมดทั้งจอก ตัวเขาก็ต้องรับจอกจากนางแล้วดื่มให้หมดเช่นกัน

งานเลี้ยงฉลองพิธีสยุมพรของหนุ่มต่างถิ่นกับลูกสาวหัวหน้าเผ่าดำเนินไปอีกค่อนคืน ขุนพลเมืองไฟจับตามองทุกความเคลื่อนไหวอย่างใจเย็นจนมั่นใจว่าทุกคนในที่นั้น ‘ดื่ม’ อะไรบางอย่างในจอกจนหมด

จอกที่เขาบรรจงทายาพิษจากหอยจาอีนา…

ยกเว้นจอกของตนเอง

ไม่มีใครสอนเรื่องพิษโดยตรง หากเขาใช้วิธีสังเกตจดจำ เก็บเล็กผสมน้อยจนพอรู้ว่าจะใช้พิษจากหอยจาอีนาอย่างไร หากก็ต้องรอเวลาเหมาะสมจึงจะนำมาใช้ได้ จนเมื่อตาเฒ่าไดตาอุสประกาศจะจับเขาแต่งงานกับดาเลนั่นละจึงได้โอกาสอาสาร่วมปั้นหม้อ ถ้วยชาม จอก เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในพิธีสยุมพร

เป็นข้ออ้างที่จะคลุกคลีกับภาชนะใส่อาหาร

พิษนั้นจะทำให้ทุกคนเคลื่อนไหวได้ช้าลง ก่อนจะตัวแข็งค้างขยับไม่ได้ และหมดสติไปสองวันเต็ม ๆ อันน่าจะเพียงพอให้เขาหนีไปได้ไกล

ชายหนุ่มมองดาเลที่คล้องแขนเขาขณะร่ายรำอยู่รอบกองไฟ ดวงตาหญิงสาวฉ่ำเยิ้มอย่างคนตกอยู่ในห้วงรัก… วูบนั้นทาวีญรู้สึกผิด อะไรบางอย่างในตัวดาเลเตือนให้เขานึกถึงอาญญ่า คงเป็นดวงตาอันเต็มไปด้วยไฟฝันในความรักกระมัง กับคำพูดอันตราตรึงถึงความรัก

ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์จะฝันถึงความรักอันบริสุทธิ์งดงาม

แขนลูกสาวหัวหน้าเผ่าค่อย ๆ เลื่อนตกลง ก่อนที่ร่างอวบหนาจะทรุดร่วงลงกับพื้นทรายสีดำและโขดหินปุ่มป่ำแหลมคม แววตาสุดท้ายที่จ้องจับเขาเป็นแววตาร้าวรานแห่งความผิดหวัง

ทว่า ทาวีญไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว… ร่างหนั่นหนาดุจยักษาของชาวเวลต้าค่อย ๆ ร่วงลงกับพื้นจนเกลื่อนกลาดทั่วหาด ชายหนุ่มเมืองไฟจึงออกวิ่ง เขาจะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว

เขาจะต้องไปจากที่นี่ภายในราตรีนี้

หมับ!

มือคู่หนึ่งเลื่อนมาจับข้อเท้าเขา ทาวีญใจหายวาบเมื่อก้มลงมองปลายเท้าและพบว่าเป็นมือสีดำกับเล็บมืองุ้มโง้งของตาเฒ่าไดตาอุส

เมื่อลมรำเพยผ่านอุโมงค์เข้ามาในคูหาน้อย กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกดาห์เลียจึงอวลแรงขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิในห้องที่ทวีความเร่าร้อนขึ้นทุกขณะ เสียงหอบหายใจสลับกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสะท้อนก้องไปมาก่อนที่ดรุณีน้อยจะรีบผละออกมาหน้าตาตื่นแล้วมีดรุณีอีกนางเข้าไปแทน วนเวียนเช่นนี้อีกหลายครั้งจนสุดท้ายนางสนมคนโปรดต้องเข้าไปแทน

“ทุกทีโปรดนางเด็กแรกรุ่นนักมิใช่หรือเพคะ มีสิ่งใดไม่ถูกพระทัยหรือ”

หญิงสาวหยดน้ำมันหอมจากดอกดาห์เลียเข้าไปในเตาแล้วเข้าไปเคลียคลออย่างรู้ใจ ดวงพักตร์เจ้าชายฟารุคยังบึ้งตึงหากดวงเนตรมีแววว้าวุ่นสับสน

“ข้าคงเบื่อกระมัง”

ฟารุคทรงตอบไม่ได้เช่นกัน รู้เพียงว่าไม่มีความสุขเอาเสียเลยเมื่อร่างเต็มตึงที่บดเบียดเคล้าคลึงอยู่มิใช่เจ้าหญิงพระชายา พระองค์ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ชั่วชีวิตเจ้าชายฟารุคไม่เคยขาดแคลนหรือเบื่อหน่ายสตรีเพศ พอพระทัยจะเสพสมอยู่ได้ทุกโมงยามมิรู้เบื่อ การได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดสร้างความสุขให้พระองค์มายาวนานจนเป็นเนื้อแท้หนึ่งเดียวกับตัวตนไปเสียแล้ว

หากทุกอย่างก็กลับเปลี่ยนไปเมื่อเกิดขึ้นกับลักษวิณี

การได้เห็นร่างน้อย ๆ แทบแหลกคาหัตถ์ทำให้ฟารุคพระทัยแทบขาด ทั้งที่ทรงยั้งกำลังไว้สุดความสามารถแล้ว พระนางก็ยังดูราวแก้วที่เปราะร้าวพร้อมจะแตกสลายลงได้ทุกเมื่อ และแม้พระนางจะทูลว่าเต็มใจ หากพระองค์เองกลับทำพระทัยไม่ได้ที่ต้องลงมือทำร้ายผู้หญิงที่ทรงรัก

ใช่ ทรงรักลักษวิณีเหลือเกิน รักจนไม่อยากเห็นพระนางเจ็บปวด

จนเมื่อวันที่เจ้าชายราฟาเอลตรัสขอร้องแกมสั่งมิให้พระอนุชาทารุณร่างกายพระชายานั้นเองที่ฟารุคมีพระดำริว่าจะต้องยุติปีศาจร้ายในกายสักที

‘หากนางตายไปเล่าจะเป็นเช่นไร ตรองให้ดีเถิดฟารุค’

ตาย… เจ้าหญิงลักษวิณีบอบบางเหมือนตุ๊กตาแก้วเช่นนั้น อาจจะสิ้นใจเข้าสักวัน

แค่ดำริเท่านั้นเจ้าชายองค์รองแห่งฟูโอโคก็สั่นสะท้าน ระงับหทัยไว้ให้เพียงแต่จุมพิตอย่างอ่อนหวาน ทะนุถนอมพระนางอย่างละมุนละไมเช่นที่เคยตั้งพระทัยไว้ ไม่ยอมให้อสูรร้ายสำแดงกายต่อพระนางอีก

อันทำให้กลับสู่วิถีเดิมอีกครั้ง… ในฮาเร็มสวนลอยแห่งนี้ ที่ที่สตรีทุกนางจำนนต่อปีศาจของเจ้าชาย

“เบื่อข้าด้วยหรือเพคะ” ฟารีนาสบเนตรคมของร่างที่คร่อมนางอยู่อย่างประหลาดใจ มารยาสตรีทุกกระบวนล้วนไม่เป็นผล และการลงไม้ลงมือที่นางคุ้นชินก็พลอยแปลกไป

“ข้ากลับก่อนก็แล้วกัน” เจ้าของฮาเร็มผุดลุกขึ้นทันควัน ไม่รอให้ฟารีนาช่วยแต่งองค์ให้เหมือนทุกครา รีบสวมเองอย่างร้อนรนแล้วผลุนผลันจากไปทันที

“น้องหญิง” นางกำนัลที่นอนเฝ้าอยู่หน้าห้องแตกกระเจิงเมื่อเจ้าชายฟารุคเสด็จมารวดเร็วดั่งพายุหมุน ทรงห่างหายทิ้งให้พระชายาบรรทมเดียวดายหลายราตรีนัก แล้วอยู่ดี ๆ ก็ทรงโผล่พรวดพราดเข้ามาร้องเพ้อหา

ลักษวิณีปรือเนตรมอง ทั้งง่วงงุนและประหลาดใจ ภาพและคำเยาะหยันของนางฟารีนาคล้ายลอยมาจากที่ไกล หากก็พลันเลือนหายไปกับอ้อมกอดอุ่นจัดและคำรักที่พระนางต้องพ่ายแพ้ทุกคราไป

“พี่รักเจ้า ลักษวิณี”

 

พระราชาอาร์มอนทรงพระดำเนินกลับไปมาในห้องดินดำเขียนทองลายบุปผาอันเป็นเสมือนห้องประชุมเล็กสำหรับหารือเป็นการภายใน สาส์นจากไคโลคัสเรื่องกองทัพนอร์เดนเริ่มแพร่ในกลุ่มแม่ทัพแลเสนาบดี แต่ละคนรอดูท่าทีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองไฟว่าจะตัดสินพระทัยเช่นไร

ตั้งแต่ครองบัลลังก์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์จนบัดนี้พระชนม์ล่วงเข้าห้าสิบสี่ปี ราชันอาร์มอนทรงจำได้ว่าเคยบัญชาการรบเพียงครั้งสองครั้งในดินแดนตอนใต้ นอกเหนือจากนั้น การศึกทั้งหลายได้เจ้าชายฟารุคเป็นผู้นำกองทัพทั้งสิ้นซึ่งมิได้เป็นสงครามใหญ่ เป็นเพียงศึกตามเมืองเล็กเมืองน้อยที่กระจายอยู่ในบาราไนอัส

ในยุคสมัยของพระองค์บ้านเมืองสงบสุข ว่างเว้นจากสงครามด้วยทรงเน้นพัฒนาและทำนุบำรุงดินแดนแห่งไฟให้เป็นนครที่ไม่เพียงแค่ ‘อยู่ได้’ หากต้อง ‘อยู่ได้ดี’ และเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ใด ๆ

ทางฝั่งมัซซาที่ห้ำหั่นกันในสมัยโบราณก็กลายเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในรัชสมัยของพระองค์ ราชาอาร์มอนจึงคิดว่าฟูโอโคปลอดภัยในระดับหนึ่ง หากก็มิได้นิ่งนอนใจ สายลับฝีมือดีหลายนายถูกส่งไปสอดแนมตามอาณาจักรไกลโพ้นต่าง ๆ ทั้งในมัซซา ซาร์กอน โบน่า เอียโล ไปจนถึงปุรณาปุระ

กระนั้นก็ไม่คิดว่าจะต้องเตรียมรับศึกใหญ่จากกองทัพในดินแดนห่างไกลอย่างเอียโล

ราชันหนุ่มใหญ่ซ่อนความกังวลไว้ใต้พักตร์ขรึม แม่ทัพนายพลรายงานแลแสดงความเห็นเรื่องการเตรียมไพร่พลและเส้นทางเดินทัพต่อมาอีกครู่ใหญ่ พระราชาจึงหันมาทางเจ้าชายองค์โตแล้วรับสั่งให้ได้ยินโดยทั่ว

“ข้าจะให้ราฟาเอลคุมกำลังส่วนหนึ่งสำรวจหุบเขาวาการ์ เรื่องความเป็นอยู่ชาวเมืองก็สำคัญไม่แพ้เรื่องการศึกเช่นกัน”

ตัดสินพระทัยเช่นนี้เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเจ้าชายองค์รองเชี่ยวชาญสนามรบมากกว่าเจ้าชายรัชทายาท ราฟาเอลนั้นทรงเป็นนักคิด นักวางแผน ถนัดเรื่องการปกครองและพัฒนาบ้านเมือง อีกทั้งสุขุมพระทัยเย็น จึงเหมาะสมให้ไปตามหาผลึกมายาและสำรวจดินแดนมากกว่า

“แต่จะเข้าวาการัตได้ต้องมีผลึกมายามิใช่หรือพระเจ้าค่ะ ไม่ว่าราชันแคว้นใด เผ่าใดก็ไม่เคยเจาะเข้าไปได้เลยสักราย แต่ไม่รู้บัดนี้ผลึกมายาอยู่ที่ใด อาจจะไกลถึงอนาโตเลียเสียด้วยซ้ำ” เสนาบดีคนหนึ่งแย้ง เกิดเสียงฮือฮาสนับสนุนตามมามากมายกระทั่งเงียบกริบลงทันใดเมื่อปุโรหิตเฒ่าที่นั่งเงียบอยู่นานตลอดการประชุมหัวเราะเสียงเย็น กังวานเยือกทั้งห้องดินทอง

“ผลึกมายาอยู่ไม่ไกลอีกแล้ว… อยู่ในบาราไนอัส-มัซซานี้เอง”

“โอ… เทพโอไรกอนชี้ทางสว่างมาแล้วเช่นนั้นหรือ” ขุนนางคนหนึ่งตาโต

“เปล่า” ปุโรหิตเฒ่าตอบเสียงเย็น “พวกท่านช่างไม่เปิดหูเปิดตาเอาเสียเลย ถึงไม่ได้ยินข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วคาบสมุทรว่าบัดนี้มีผู้เห็นผลึกมายาอยู่ไม่ไกลจากเวลต้า ไม่แน่ว่าลึกเข้าไปทางมัซซาหรือบาราไนอัส”

“โธ่ ที่แท้ก็คำลือ” ขุนนางอีกคนว่า “แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นผลึกมายาจริง ๆ”

“ก็จักมีอัญมณีเขียวสุกใสอันใดเล่าที่จะมีเปลวไฟสีฟ้าวูบวาบอยู่ได้หากมิใช่ผลึกมายา มีคนเดินเรือคนหนึ่งยืนยันว่าเห็นกับตาจริง ๆ”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดเขาผู้นั้นจึงไม่ชิงมาเป็นของตนเสียล่ะ” เสนาบดีเฒ่าอีกคนเยาะ

“พวกท่านจะไม่เชื่อข้าเพราะคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือก็ตามใจเถิด แต่จงเปิดหูเปิดตาให้กว้างเข้าไว้ ท่านจะเห็นว่าดินแดนน้อยใหญ่แถบนี้เริ่มตื่นตัวค้นหาผลึกมายากันแล้ว และหากเมืองใดเจอเข้าก่อน… ท่านก็คงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เสียงฮือฮาในที่ประชุมดังขึ้นอีกครั้ง พระราชาอาร์มอนสบตากับโอรสทั้งสองราวต้องการบอก… ปุโรหิตเฒ่าพูดมีเหตุผล…

การตามหาผลึกมายาเพื่อเข้าครอบครองวาการัตให้ได้ก่อนอาณาจักรอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน…

ให้ตายเถิด… เนตรสีอำพันแก่ก่ำกวาดตามองเหล่าขุนนางทั้งหลายแล้วถอนใจยาว เวลาอย่างนี้ทรงคิดถึงทาวีญนัก… มิรู้ป่านนี้เขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทาวีญเป็นขุนพลมือดี ฉลาดเฉลียว และกล้าหาญ เป็นกำลังสำคัญของฟูโอโค

ขออย่าให้เขาตายเลย…

 

เจ้าคิดว่าจะตบตาคนอย่างข้าได้หรือ ผู้เฒ่าไดตาอุสเอ่ยเสียงกระท่อนกระแท่นอันทำให้ทาวีญเบาใจขึ้นมาหน่อยว่าชายชราคงได้รับพิษอยู่บ้าง หากเหตุใดเขาจึงไม่ล้มลงหมดสติเหมือนคนอื่น ๆ เล่า

“สุดท้ายเจ้าก็เป็นคนทรยศจริง ๆ ด้วย เสียแรงที่ข้าหลงไว้ใจ” มือตาเฒ่าเหนียวหนึบ อีกทั้งเล็บโค้งแหลมยังจิกแน่นลงบนข้อเท้าทาวีญจนเลือดซิบ

“ข้าไม่ได้อยากทำเช่นนี้เลยพ่อเฒ่า แต่ข้าต้องกลับมาตุภูมิ ข้าอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้จริง ๆ” ชายหนุ่มพยายามสลัดข้อเท้าจากการเกาะกุม เท้าอีกข้างออกแรงถีบชายชราให้หลุด ทั้งที่ตาเฒ่าโดนพิษแท้ ๆ ทาวีญกลับต้องออกแรงอีกหลายครั้งกว่าไดตาอุสจะกระเด็นออกไป ชวนให้นึกสยองอยู่ในใจว่าหากเป็นยามปกติแล้วเรี่ยวแรงหัวหน้าเผ่าจะมหาศาลเพียงใด

“ข้าเกือบจะวางใจอยู่แล้วเชียว” ไดตาอุสกระพยายามกระเถิบตัวมาใกล้ ยื่นมืออีกข้างไขว่คว้ามาที่ต้นขาชายหนุ่ม “ถ้าไม่เห็นเจ้ามองไปรอบหาดบ่อยเกินไป ทั้งที่ควรจะมีความสุขกับงานเลี้ยงตรงหน้า”

ขุนพลฟูโอโคสะอึก… ตาเฒ่าไดตาอุสฉลาดเฉลียวทันคน ไม่เคยวางใจคนต่างถิ่นอย่างเขาสักครั้งแม้กำลังจะเป็นลูกเขยอยู่แล้ว

“ข้าก็เลยดื่มเพียงครึ่งจอก และไม่แตะข้าวปลาอาหารใด ๆ อีก”

ทาวีญเจ็บใจ เขาพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยที่ไม่ได้สังเกตอากัปกิริยาตาเฒ่าให้ถ้วนถี่

“พ่อเฒ่า ท่านกับดาเลช่วยชีวิตข้าไว้ ดีกับข้ายิ่งนัก ข้าไม่เคยคิดร้ายอันใดต่อพวกท่านหรือต่อชาวเวลต้าสักนิด ปล่อยข้าไปเถิด ข้ามีบ้านที่ต้องกลับไป มีครอบครัวที่รออยู่”

พ่อแม่พี่น้องแท้จริงตายไปตั้งแต่เขายังแบเบาะ ทว่าโชคดีได้พระราชาอาร์มอนชุบเลี้ยงให้ได้ดิบได้ดี ดังนั้นแล้วครอบครัวที่เขาต้องการกลับไปหาก็คือคนในปราสาทอัคคี

และยังหมายถึงซีมายน์ ที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร…

อย่างไรเขาก็ต้องไปจากที่นี่ให้ได้… ขุนพลหนุ่มมองร่างหนาดั่งยักษ์ไซคลอฟ[1]ที่คืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้าแต่ดวงตาแข็งกร้าวแล้วเริ่มไม่แน่ใจ…พละกำลังตาเฒ่าไดตาอุสยังเหลือถึงเพียงใดกัน

“บ้านเจ้าคือที่นี่” เจ้าของเสียงแหบพร่าเอ่ยอย่างมาดร้าย “เจ้าคิดว่าจะรอดไปจากที่นี่ได้จริงน่ะหรือ” ไดตาอุสเอี้ยวตัวช้า ๆ ไปยังร่างธิดาที่นอนแน่นิ่ง กระชากเปลือกหอยสีดำตัวเดียวในพวงออกมาแล้วใช้เล็บแหลมโง้งคีบสิ่งมีชีวิตด้านในออกมาอย่างช้า ๆ แต่แม่นยำ

“นั่นมิใช่เปลือกหอยเปล่าหรอกหรือ” ทาวีญคราง “มันถูกร้อยไว้ด้วยเชือกเหนียว ทำไมถึง…”

“เจ้าต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานถึงจะเรียนรู้เรื่องหอยจาอีนาได้หมด” ตาเฒ่าแสยะยิ้ม “ข้าต้องมีอาวุธให้ลูกข้าป้องกันตัวจากเจ้าน่ะสิ ดาเลมันรักเจ้ามากจนไม่เคยคิดว่าเจ้าจะทรยศถึงไม่เคยระวังตัวเมื่ออยู่ใกล้เจ้าเลย”

ชายชราขยับร่างดำใหญ่ของตนอย่างเชื่องช้า ในมือถือสิ่งมีชีวิตเส้นหนาอวบที่กำลังยืดหดไปมา อีกไม่กี่คืบก็จะถึงร่างชายเมืองไฟ ทาวีญคิดว่าคงกระโจนหนีไปได้ในจังหวะนั้น

หากชายหนุ่มประเมินเรี่ยวแรงชายเฒ่าผิดไป แม้จะอ่อนแรงลงทุกขณะหากไดตาอุสรวบรวมแรงอีกเฮือกโผนตะครุบขาเขาไว้ทันที

“ต่อให้เจ้าหนีไปได้ คิดหรือว่าข้าจะไม่มียาถอนพิษ เมื่อไรที่ข้าถอนพิษคนเหล่านี้ พวกมันก็จะตามล่าเจ้าเหมือนฝูงฉลามในน้ำ… แต่ข้าอาจจะไม่ต้องเหนื่อยยุ่งยากให้เปลืองแรงคนอื่นก็ได้ ประเดี๋ยวข้ารีดพิษจาอีนาให้เจ้ากิน แล้วค่อยถอนพิษคนของข้าทีหลังเสียก็ยังได้ จากนั้น… เจ้าก็เตรียมสนุกกับการถูกคุมขังชั่วนิรันดร์”

ไดตาอุสหัวเราะอย่างสะอกสะใจ ทาวีญตัดสินใจในพริบตานั้น ฉวยหอยจาอีนาที่กำลังดิ้นเร่าใต้กรงเล็บผู้เฒ่า แล้วหย่อนใส่ปากที่เปิดกว้างเปล่งเสียงหัวเราะอย่างลำพองนั้นทันที

“ไม่ว่าวิธีของท่านจะสกปรกเพียงใด ท่านก็เป็นผู้ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะไม่ฆ่าท่าน” เขาบีบปากให้ผู้เฒ่ากลืนหอยจาอีนาลงคอ ดวงตาสีดำสนิทเหลือกลาน อึกอักดิ้นรนอยู่ครู่ใหญ่จึงร่วงผล็อยลงไปกองบนผืนทราย

ทาวีญระบายลมหายใจพรูอย่างโล่งอก หันไปมองชาวเวลต้าอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าไปยังท่าเรือที่เขาหมายตาไว้ทุกค่ำเช้าจนขึ้นใจ

ขอจ้าวสมุทรอำนวยพรให้ข้าข้ามเวิ้งอ่าวกลับเข้าฝั่งยังบาราไนอัสได้โดยปลอดภัยด้วยเถิด…

 

เทพีจันทราคงไม่โปรดปรานดินแดนแห่งไฟนัก จึงมักซ่อนองค์อยู่ในม่านเมฆและหมอกควันอันระอุร้อน แม้ต้นไกลีนที่ปลูกเรียงรายทั่วนครได้กรองเถ้าละอองดำไปบ้างหากก็ยังไม่เพียงพอให้มองเห็นเสี้ยวแสงจันทร์ ช่างต่างจากเทพสุริยันอาพัลที่แผดแสงกล้าผ่านเถ้าควันได้ทั้งวัน

เทพีเดเนีย… ท่านมิได้ทอดทิ้งข้าผู้เป็นธิดาของท่านใช่หรือไม่ ข้ารอเขาที่เมืองไฟนานเหลือเกินหากยังไร้วี่แวว หรือท่านลืมคำสัญญาต่อข้า ปล่อยให้กระแสธาราพร่าผลาญชีวิตโรอันไปเสียแล้ว

ซีมายน์มองออกไปในความมืดนอกหน้าต่าง ไม่เห็นอะไรนอกจากผืนโพยมในรัตติกาลสีนิล นางควรจะเคยชินกับทิวทัศน์บรรยากาศเช่นนี้ได้แล้ว เพราะอาจต้องอยู่กับมันไปชั่วชีวิต…

หญิงสาวถอนใจยาว… นางได้ตัดสินใจสิ่งที่สำคัญที่สุดไปแล้ว ณ กลางภูเขาไฟไอร์ฟา

‘พระองค์รักหม่อมฉันหรือเพคะ’

ดวงเนตรสีอำพันไหววูบ ริมโอษฐ์ที่มักเม้มเป็นเส้นตรงคลี่อออกช้า ๆ

‘เจ้าถามได้เจ็บนัก’

‘เป็นคำถามธรรมดาที่สตรีพึงถามต่อบุรุษที่คิดจะร่วมชีวิตกันมิใช่หรือเพคะ’

‘ข้ารู้สึกว่ากำลังทรยศต่อทาเทียน่า’

เจ้าชายราฟาเอลนิ่งไปอึดใจ ก่อนที่เนตรเหลืองงามได้แปรเป็นคมกริบแน่วแน่อีกครั้ง

‘แต่ข้าก็รักเจ้า อยากให้เจ้าเป็นชายาของข้า ไม่ใช่เพียงสนมนางในเท่านั้น’

‘หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงธรรมดาไร้หัวนอนปลายเท้าเท่านั้น มิคู่ควรกับองค์รัชทายาทสักน้อย’

‘เจ้ามิใช่หญิงธรรมดา… เจ้าคงเป็นหญิงสูงศักดิ์สักคนในเอียโล ไม่มีทางที่หญิงงามทรงความรู้อย่างเจ้าจะเป็นหญิงสามัญชน ข้อนี้ข้าแน่ใจมานานนัก’

‘หม่อมฉันจะเป็นใครในอดีตมิสำคัญอีกแล้ว สำคัญแต่ว่าตอนนี้หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลเจ้าหญิงลักษวิณี เป็นนางข้าหลวงบรรณสารคนหนึ่งของปราสาทอัคคี มิใช่นารีทรงศักดิ์’

‘เจ้ากำลังปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ’

เจ้าหญิงเอียโลในคราบนางไลแลคสบเนตรที่มองมาอย่างคาดคั้น

‘หามิได้… นางใดจะกล้าปฏิเสธเพคะ’ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาว ‘หม่อมฉันตกลงเพคะ’

ซีมายน์ตกลงเพราะได้ยินคำว่ารักจากพระโอษฐ์เจ้าชายราฟาเอล ทรงขอนางแต่งงาน ยกย่องเป็นพระชายา ทั้งที่เพียงใช้ประกาศิตบังคับให้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาหรือเป็นสนมนางในเท่านั้นก็ย่อมได้ หรือแม้แต่มีประกาศิตให้อภิเษกโดยไม่ถามความสมัครใจ นางก็หามีสิทธิ์คัดค้านใด ๆ ได้

แต่เจ้าชายเลือกตรัสถามความสมัครใจเยี่ยงสุภาพบุรุษ

‘แต่รอให้หมดศึกเสียก่อนได้ไหมเพคะ’

นางยื่นเงื่อนไข… ถ่วงเวลาออกไปอีกเล็กน้อยก็ยังดี แม้ความหวังริบหรี่เลือนลางเหลือเกินว่าโรอันจะยังมีชีวิตอยู่…

แล้วก็มานั่งกลัดกลุ้มเองอยู่ทุกราตรีเช่นนี้

 

เชิงอรรถ :

(1) ไซคลอฟ เป็นยักษ์ร้อยตา ตัวมหึมา ผิวสีดำมะเมื่อม เป็นยักษ์ร้ายที่ถูกโอไรกอนและลูกหลานเทวดาจับขังอยู่ใต้พิภพ วันดีคืนดีหลุดรอดออกมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนทั่วโลกา บ้างเล่ากันว่าพวกเวลต้าสืบเชื้อสายมาจากไซคลอฟนี่เองเพราะทั้งสูงใหญ่ ดำเมื่อม และมีนิสัยดุร้าย

Don`t copy text!