ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 19 : หักเห

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 19 : หักเห

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 19 –

 

มาติเน่ชะงัก เมื่อเห็นผู้ที่ก้าวเข้ามาในเรือนพยาบาล หัวใจเต้นแรงเมื่อสบเนตรดุจอำพันคู่นั้น หากยังคงอาการสงบเป็นปกติยามยอบกายถวายความเคารพ

“อาการเมเนสเป็นอย่างไรบ้าง”

“ดีขึ้นแล้วเพคะ ไข้เริ่มลดลงแล้ว เมื่อสักครู่ทานยาเพิ่งหลับไปก่อนพระองค์เสด็จมาเพคะ”

“เกิดอะไรขึ้น ได้ยินว่าตกม้ารึ”

“เพคะ เจ้าเปซัสของท่านพ่อพลาดเหยียบไปในหลุมไฟเข้า ก็เลยสลัดท่านพ่อตกเพคะ ขนาดเจ็บลุกไม่ไหวท่านพ่อยังเป็นห่วงเปซัส พยายามจะช่วยมันให้ได้ โชคดีที่ทหารไปช่วยไว้ทันทั้งท่านพ่อกับเปซัสเลยปลอดภัย” หญิงสาวอธิบายยืดยาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองตรงมาอย่างตั้งใจฟัง

“แผลเจ้าเปซัสอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เราใช้ยาจากต้นไกลีนรักษา อย่างไรก็หายดีเพคะ ส่วนท่านพ่อนั้นนับว่ายังดีที่สะโพกกับแขนไม่ร้าว ตอนนี้อาจจะปวดระบมมากหน่อย”

เนตรเจ้าชายราฟาเอลอ่อนแสงลงเล็กน้อย และคล้ายมีรอยยิ้มจุดขึ้นบางเบา

“ไม่พบกันนาน เจ้าพูดยาวกว่าเดิมมากนักมาติเน่”

“หม่อมฉันพูดมากไปใช่ไหมเพคะ ขอประทานอภัยเพคะ” นางพยายามควบคุมไม่ให้ออกอาการประหม่า หากไม่เป็นผลนักเมื่อรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบ

“เมื่อก่อนเจ้าพูดน้อยไปต่างหาก ข้าแทบไม่ได้ยินเสียงเจ้าเลย…” เจ้าชายรัชทายาทชะโงกหน้ามองแม่ทัพเมเนสที่นอนหลับใหลแล้วจึงหันมามองผู้เป็นธิดาอีกครั้ง

“ข้ายังรู้สึกเหมือนเจ้าเพิ่งแอบตามดูข้าเรียนขี่ม้ากับพ่อเจ้าอยู่เลย ตอนนั้นเจ้าตัวเล็กเท่าเอวข้ากระมัง”

มาติเน่ก้มหน้างุดด้วยความอาย ในใจนึกขอบคุณอาการป่วยของบิดาที่ทำให้ได้พบเจ้าชายราฟาเอลลำพังโดยมิคาดฝัน

“ข้ามักคิดว่าเจ้าเป็นเด็กน้อยอยู่เสมอ เพิ่งรู้ว่าเจ้าหัดวิชารักษาพยาบาลจนชำนาญขนาดนี้… ลืมนึกไปว่าเจ้าเป็นถึงข้าหลวงกลาง ดูแลหอยาร่วมกับกลุ่มหมอหลวงแล้ว”

ในที่สุดก็ทรงมองเห็นนางอยู่ในสายพระเนตรเสียที หัวใจพองฟูเมื่อรู้ว่าเจ้าชายที่หมายปองรู้ความเป็นไปของนางว่าเติบโตก้าวหน้าขึ้นเพียงใด… ทอดพระเนตรมองนางอยู่ครู่ใหญ่จนหญิงสาวเริ่มเก้อเขิน นางมิใช่คนช่างสนทนาจึงวางหน้าไม่ถูก หากกระนั้นในใจคิดสารพันว่าทรงอาจนึกสนพระทัยนางอยู่ก็เป็นได้

“เจ้าดูแลให้เมเนสหายไว ๆ ก็แล้วกัน เรายังมีงานต้องทำกันอีกมาก ทั้งสงคราม ทั้งการค้นหาวาการัต”

แต่แล้วนางก็เหมือนคนที่ลอยสูงอยู่ในความฝันแล้วดิ่งตกลงสู่พสุธาแห่งความเป็นจริงโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่ออีกฝ่ายรับสั่งเรียบ ๆ โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งสนทนากันสักนิด

“หากเมเนสฟื้นแล้วฝากบอกเขาด้วยก็แล้วกัน… ว่าข้ากำลังจะอภิเษกใหม่กับไลแลค แต่คงให้เสร็จศึกเสียก่อน ข้าต้องบอกให้เขารู้ก่อนเพราะจะขอให้เมเนสเป็นบิดาส่งตัวเจ้าสาวในวันงาน”

 

จากเวิ้งอ่าวเวลต้าข้ามน้ำทะเลสีนิลกลางรัตติกาลอันมืดมิดไปยังบาราไนอัสไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ระยะทางจะใกล้ประหนึ่งช่องแคบ หากเป็นเขตน้ำลึกและคลื่นลมรุนแรง การที่เรือลำเล็กอันมีเพียงแสงจากตะเกียงน้อย ๆ ไม่กี่ดวงนำทางจึงเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้

แต่หากมีคนเคยหนีไปได้ เขาก็ต้องทำได้เช่นกัน… ทาวีญพร่ำบอกกับตัวเองเช่นนั้น ตาจับจ้องแน่วแน่สู่ความอนธการเบื้องหน้า เขาเคยรอดจากมหานทีอันบ้าคลั่งมาได้ ลอยคออยู่กลางทะเลแทบไม่รู้วันคืนมาแล้ว ครั้งนี้เขาก็ต้องรอดให้ได้

ชายหนุ่มมีแต่ความมืดและเสียงคลื่นเป็นเพื่อน ค่อยเบาใจลงเมื่อไม่เห็นแสงไฟจากเรือลำใดตามมา ชาวเมืองเวลต้าคนอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ห่างกระจัดกระจายออกไปและไม่ได้มาร่วมงานสยุมพรลูกสาวตาเฒ่าไดตาอุสคงไม่เฉลียวใจว่าหนุ่มต่างถิ่นที่กำลังเป็นเจ้าบ่าวจะคิดหนีและวางยาคนทั้งงานให้สลบไป

ทว่า จากเดิมที่คิดว่ามีเวลาถึงสองวันที่จะหนีคนพวกนั้น บางทีอาจจะไม่ถึงแล้วก็เป็นได้ หากมีใครเอะใจไปดูในงานแล้วเห็นคนนอนหมดสติกันเต็มหาดก็คงจะรีบถอนพิษให้ได้ หลังจากนั้นพวกมันก็จะโกรธแค้นจนถึงขั้นล่องเรือตามล่าเขาก็เป็นได้

หากวันคืนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาก็ยังลอยล่องอยู่กลางสมุทรเพียงลำพัง ไร้วี่แววเรือใด ๆ ติดตามมา ทาวีญอดทนอย่างใจเย็นจนกระทั่งเริ่มเห็นแผ่นดินอยู่ลิบ ๆ เรือสินค้าเริ่มวิ่งกันขวักไขว่

และภูเขาหินทรายสีเทาน้ำตาลที่ตั้งตระหง่านเป็นพยานว่าเขามาถูกทิศแล้ว… เขาหินทรายแห่งเมืองคิชลิน ติดชายแดนเมืองดันสแตน…

เขาเข้าเขตบาราไนอัสแล้ว!

การได้เห็นคนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เดินปนเปขวักไขว่อีกครั้งหลังจากถูกขังกลาย ๆ อยู่ในเมืองอันเปลี่ยวร้างวังเวง มีแต่ชาวพื้นเมืองผิวดำตัวใหญ่ราวกับยักษ์ร่วมปีทำให้ขุนพลเมืองไฟรู้สึกประหนึ่งตายแล้วเกิดใหม่ รู้สึกเช่นนั้นเสียยิ่งกว่าตอนฟื้นขึ้นมาบนหาดเวลต้าเสียอีก

“เบี้ยแบบพวกเวลต้า” พ่อค้าม้ามองทาวีญอย่างหวาด ๆ “พี่ชาย ท่านมาจากเวลต้าหรือ”

ทาวีญพยักหน้า

“ท่านเป็นพ่อค้าหรืออย่างไรมันถึงปล่อยท่านมาได้”

ชายหนุ่มไม่ตอบ ปล่อยให้คนค้าม้าเข้าใจเช่นนั้น เพิ่มทองคำถุงเล็กให้อีกถุงเมื่อเห็นฝ่ายนั้นทำท่าลังเล

“ข้าขอม้ากับเสบียงสำหรับเจ็ดวัน”

สายลับเมืองไฟยังได้รับสายตาหวาดหวั่นเช่นเดียวกันกับในร้านม้าเมื่อเข้าไปในโรงดาบแล้วขอซื้อดาบที่แข็งแกร่งทนทานที่สุดกับกริชอันคมกริบ

หากควบตะบึงไปโดยไม่เสียเวลาหยุดพักนานนัก เขาจะถึงชายแดนฟูโอโคในไม่เกินหกราตรี และเข้าถึงเฟออิสได้ในไม่ถึงสองวัน

ลมแรงแห่งเมืองชายฝั่งค่อยบางเบาลง เปลี่ยนเป็นลมร้อนระอุแห่งผืนทราย แสงอาทิตย์แผดกล้ายิ่งทวีความร้อนขึ้นแต่ละย่างก้าวที่อาชาดำควบผ่าน กระทั่งเมื่อเห็นตะวันดวงโตราวจับต้องได้บนผืนฟ้า และพสุธาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ เต็มไปด้วยแอ่งน้ำอุ่นเฉอะแฉะ และเปลวไฟคุกรุ่นกระจัดกระจาย ดวงตาสีเขียวจัดเจือน้ำตาลของสายลับเมืองไฟก็โชนกล้า…

ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงแผ่นดินมาตุภูมิเสียที

เจ้าหญิงเลวิน่ารีบเสด็จลงจากอาชาแทบไม่ทันเมื่อเห็นผู้มาใหม่ปรากฏชัดในคลองจักษุ ร่างสูงล่ำสันเจ้าของนัยน์ตาเขียวสะกดใจที่พระนางถวิลหาอยู่หลายปีปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์นี้แล้ว…

“ท่านทาวีญ ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ ด้วย” อัสสุชลเจ้าหญิงองค์เล็กแห่งฟูโอโคหลั่งริน รอยแย้มสรวลฉีกกว้างด้วยความปราโมทย์

“ข้าได้ยินเขาร่ำลือกันทั้งเฟออิส รีบควบม้ากลับมาจากไวกีร์แทบไม่ทัน”

ทาวีญยิ้มให้ราชนารีที่ร่ำไห้อยู่ตรงหน้าด้วยความเอื้อเอ็นดู เจ้าหญิงเลวิน่าผู้เปรียบดังน้องสาวติดเขาแจมาแต่ไหนแต่ไร หากไม่ติดว่าพระนางโตเป็นสาวและเขาเป็นบุรุษฉกรรจ์ ฝ่ายนั้นก็คงเข้ามาสวมกอดเขาเป็นแน่

“องค์หญิงยังโปรดการเที่ยวเล่นที่แม่น้ำไวกีร์ไม่เปลี่ยน” เขาทูลยิ้ม ๆ

“ท่านจำได้” เลวิน่าน้ำพระเนตรคลอ “ข้าคิดถึงท่านเหลือเกินทาวีญ ภาวนาต่อเทพโอไรกอน และอาพัลทุกค่ำเช้าขอให้ท่านปลอดภัยและกลับมาไว ๆ เสียทีเถิด ท่านไปอยู่เอียโลสุขสบายดีไหม เหตุใดจึงผ่ายผอมแลผิวไหม้เกรียมอย่างนี้”

“เห็นทีคงต้องเล่าถวายเป็นวัน…” ทาวีญหัวเราะ “กระหม่อมยังมีเวลาเล่าให้องค์หญิงฟังอีกนาน”

“ท่านกลับมาก็วิเศษที่สุดแล้ว” ขนิษฐาในเจ้าชายฟูโอโคละล่ำละลัก ก่อนแววเนตรจะหมองลง “แต่อีกไม่นานก็คงต้องออกศึกอีกครา… ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด ท่านเข้าเฝ้าพระราชาแล้วใช่หรือไม่ คงทราบดีว่ากองทัพนอร์เดนกำลังมุ่งหน้าบุกบาราไนอัส”

ชายหนุ่มพยักหน้า สังหรณ์ใจประหลาดตั้งแต่เลียบชายแดนฟูโอโอเข้ามาแล้วเห็นการเกณฑ์ไพร่พลมากมาย เมื่อเข้าเขตเฟออิสก็เห็นการฝึกทหารอย่างเข้มข้น จนมากระจ่างแจ้งต่อเมื่อเข้าเฝ้าพระราชาอาร์มอนอย่างเป็นทางการและได้ทราบสงครามที่กำลังจะเกิด

“ชีวิตกระหม่อมมีเพื่อรับใช้ฟูโอโคเสมอ แต่อย่าทรงวิตกไปเลยพระนาง กระหม่อมยังไม่ไปไหนง่าย ๆ ตอนนี้หรอก” ขุนพลหนุ่มหันไปรอบ ๆ “จากที่นี่ไปนาน หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก”

“มากอย่างที่ท่านนึกไม่ถึงเลยละ ตั้งแต่เจ้าพี่ฟารุคอภิเษกกับเจ้าหญิงจากปุรณาปุระ แล้วเจ้าหญิงองค์นี้ก็คงผลักดันนางกำนัลตนให้เจ้าพี่ราฟาเอล เหอะ… ราชสำนักเรากำลังจะเต็มไปด้วยคนต่างเผ่า” เนตรสีฟ้าสดของเลวิน่าขุ่นจัดเมื่อตรัสถึงสตรีต่างเผ่าสองนาง

ชายหนุ่มยิ้ม ส่ายหน้าน้อย ๆ… เขาจากไปนานจริง ๆ นั่นละ กลับมาอีกทีเจ้าชายราฟาเอลผู้เย็นชาจนเหมือนมิสามารถรักหญิงใดได้อีกนอกจากเจ้าหญิงทาเทียน่าก็กลับมีพระคู่หมั้นขึ้นมา

“กระหม่อมชักอยากเห็นนางผู้กุมพระทัยองค์รัชทายาทได้เสียแล้ว เมื่อตอนเข้าเฝ้าก็ไม่ได้พบ”

“ข้าไม่อยากให้ท่านพบนางหรอก” เจ้าหญิงแห่งฟูโอโคสะบัดพระพักตร์อย่างแสนงอน “ประเดี๋ยวนางจะหว่านเสน่ห์มารยาใส่ท่านเอาน่ะซี ข้าไม่ยอมหรอกนะ”

“ข้าคงรักผู้หญิงที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วราวคล้ายรำพึง ปล่อยให้เจ้าหญิงเลวิน่าแย้มสรวลอย่างขวยอายเมื่อนึกว่าอีกฝ่ายหมายถึงตน

 

เจ้าหญิงตกยากจากเอียโลมองตัวเองในกระจกกลมยาวบานใหญ่อย่างไม่เชื่อสายตาตนเองนัก ผู้ที่มองตอบกลับมาเป็นสตรีร่างบางระหงอิ่มงามในพัสตราภรณ์ยาวเยี่ยงสตรีสูงศักดิ์ในฟูโอโค สีม่วงเข้มเข้ากับสีดวงตาขับผิวสีน้ำนมให้ยิ่งผุดผาด ส่วนคอแหลมลึกจนเห็นเนินเนื้อขาวอวบอิ่มวับแวมทับด้วยสร้อยหยกดำรูปหยดน้ำ ส่วนเอวเข้ารูปแนบกับสะโพกกลมกลึงยาวจรดข้อเท้า ผมสีน้ำตาลหยิกเป็นคลื่นน้อย ๆ ถูกปล่อยยาวเคลียหลัง มีผ้าสีเงินคลุมช่วงบนศีรษะและคาดทับด้วยเส้นไหมเงินสลับทอง

ไม่คิดว่าจากนักโทษเนื้อตัวสกปรก สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ทานอาหารเหลือเดน อดมื้อกินมื้ออยู่ใต้ท้องเรือคนนั้นจะกลับเข้าใกล้จุดสูงสุดที่เคยอยู่เต็มที

เจ้าหญิง…

นางขยับจากนางกำนัล มาสู่นางข้าหลวงบรรณสาร แล้วไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งท่านหญิงพระคู่หมั้นแห่งเจ้าชายรัชทายาท…

อีกไม่นานนางจะกลายเป็นเจ้าหญิงพระชายา

บางทีเทพโอดินาร์ก็ช่างเล่นตลก… นำพานางร่วงจากบัลลังก์สู่ความตกต่ำ ระหกระเหินรอนแรมกลางทะเลทรายมาสู่ดินแดนแห่งภูเขาไฟ แล้วค่อย ๆ ประคองนางไต่ขึ้นสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง

หากใจเจ้ากรรมหาไยดีกับยศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ มันกลับถวิลหาแต่คนรักที่อาจลาโลกนี้ไปแล้ว

“ตอนเจ้าพี่ราฟาเอลมาขอเจ้าไปช่วยงานเป็นข้าหลวงหนังสือข้าก็แทบไม่ได้พบหน้าเจ้าอยู่แล้ว ยามนี้เจ้าเป็นท่านหญิง มิยิ่งห่างไกลข้าไปอีกหรือ” เจ้าหญิงลักษวิณีพระพักตร์ง้ำลงเล็กน้อย กอดแขนอดีตนางกำนัลอย่างสนิทสนมไม่ถือองค์

“โธ่ ไกลที่ไหนกันเพคะ หม่อมฉันย้ายไปอยู่อีกปีกหนึ่งเท่านั้นเอง และไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็คือนางกำนัลขององค์หญิงเสมอ เมื่อไรที่ต้องการหม่อมฉันขอเพียงเอ่ยปากเท่านั้น”

เนตรดำดังนิลงามหมองลง

“หากข้าจะบอกว่าต้องการเจ้าตลอดก็คงจะเห็นแก่ตัวเกินไป เจ้าได้ดีมีความสุขข้าควรจะดีใจ ข้าก็แค่เสียดายน่ะ เจ้าเหมือนเป็นพี่สาวอีกคนของข้าไปแล้ว มีอะไรก็เล่าให้กันฟังได้ทุกเรื่อง ข้าแค่กลัวตัวเองจะเหงาเมื่อเจ้าไม่อยู่…” ปลายเสียงสั่นเครือ ก่อนจะฝืนแย้มสรวลร่าเริง “แต่ไม่เป็นไร เปลี่ยนจากพี่สาวเป็นพี่สะใภ้ก็คงได้ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ อยู่ดี

นางดึงเจ้าหญิงลักษวิณีเข้ามากอดด้วยความเห็นใจและเอื้อเอ็นดู ผ่านทุกข์สุขมาด้วยกันตั้งมาก นางก็รักและผูกพัน เจ้านาย ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยิ่งเห็นท่าทางหงอยเศร้าในระยะหลังนางยิ่งเป็นห่วง

“หม่อมฉันไม่มีวันทิ้งองค์หญิงไปไหนเพคะ หม่อมฉันจะมาเฝ้าองค์หญิงทุกวัน ดีไหมเพคะ”

เจ้าหญิงพระชายาพยักหน้าทันที รอยยิ้มแจ่มกระจ่างระบายทั่วดวงพักตร์ ก่อนจะหัวเราะคิกเมื่อเอ่ยประโยคถัดมา

“ข้าต้องเรียกเจ้าว่าอย่างไรล่ะทีนี้ พี่หญิงไลแลคอย่างนั้นหรือ”

“แหม ช่างเย้าหม่อมฉันนักเชียว หม่อมฉันยังไม่ได้เป็นเจ้าหญิงเสียหน่อย กว่าจะอภิเษกก็อีกนาน”

“ทำไมต้องให้เจ้าพี่ราฟาเอลรอนานขนาดนั้นด้วยล่ะ” ลักษวิณีสงสัย “แล้วเจ้าพี่ก็ยอมตามใจเสียด้วย”

“ไหนจะมีเรื่องสงคราม ไหนจะเรื่องตามหาผลึกมายากับดินแดนวาการัต… ยามนี้ฟูโอโคไม่ควรต้องหันเหความสนใจไปเรื่องอื่นเลยเพคะ”

เจ้าหญิงจากปุรณาปุระเหลียวมองรอบด้านเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่กันลำพัง ไม่มีนางกำนัลข้าหลวงคนใดอยู่ใกล้พอจะได้ยิน

“เจ้ารักเจ้าพี่ราฟาเอลแล้วหรือ ไลแลค”

“เหตุใดรับสั่งเช่นนี้เพคะ”

“เจ้าเคยเล่าว่ามีสามีนี่นะ แล้วเจ้าก็รักเขามาก”

“รักเพคะ” นางน้ำตารื้นขึ้นมาทันใด “หม่อมฉันยังรักเขาอยู่ แต่เขาอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้เพคะ”

ลักษวิณีย่นพระศอ

“ดีที่เจ้าไม่ใช่คนจากดินแดนการณะ ที่นั่นบางแห่งยังมีพิธีสตี ภรรยาต้องกระโจนเข้ากองไฟตายตามสามีไป… แต่ข้าไม่เห็นด้วยหรอกนะ ชีวิตเราไม่ควรจบไปพร้อมกับคนตาย ตราบใดที่หัวใจยังเต้นอยู่ เราก็ควรมีชีวิตต่อเพื่อตัวเองหรือเพื่อแผ่นดิน เจ้าว่าจริงไหม”

ซีมายน์สะอื้นเบา ๆ ครั้งนี้เจ้าหญิงลักษวิณีทรงเป็นฝ่ายกอดปลอบใจนางกำนัลเสียเอง

“เจ้าคงไม่ได้รักเจ้าพี่ราฟาเอล หรือหากรักก็คงไม่เทียบเท่าที่มีต่อสามีเจ้า แต่ไม่เป็นไรหรอกไลแลค เพราะเจ้าพี่ราฟาเอลรักเจ้า เจ้าจะมีความสุข”

หญิงสาวเห็นแววสะเทือนใจไหววูบในเนตรสีนิลเมื่อทรงเอ่ยย้ำให้นางมั่นใจ…​ และราวกับจะปลอบใจตนเองไปด้วย

“เชื่อข้าเถิด อยู่กับคนที่รักเราอย่างไรก็ไม่ทุกข์ ดีกว่าต้องทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รักเราเลย”

 

Don`t copy text!