ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 20 : ใกล้ตา ไกลใจ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 20 : ใกล้ตา ไกลใจ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคกลาง : ดินแดนแห่งความร้อนระอุ

– 20 –

 

ทางไปถึงวิหารน้อยเทพีเวสต้าในหอคอยยอดหลังสุดของปราสาทอัคคีต้องใช้ระเบียงทางเดินชั้นนอกอันทอดยาวจากกึ่งกลางปราสาทอ้อมโค้งเป็นครึ่งวงกลม และจะต้องผ่านห้องเก็บแผนที่ซึ่งสร้างด้วยหินสีเงินอันซ้อนเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงชั้นใน ห้องนี้ใช้เป็นห้องเก็บแผนที่ มีแผนที่เก่าแก่ตั้งแต่โบราณกาลจากหลากหลายดินแดนเก็บไว้เป็นหมวดหมู่

เมื่อมองผ่านหน้าต่างรูปครึ่งวงกลมเข้าไปจึงได้เห็นว่าบัดนี้แผนที่เกาะรูปผีเสื้อยักษ์อันเรียกรวมว่ามัซซาถูกกางกับแผ่นหินใหญ่ มีร่างสูงชะลูดดุจสนไซปรัสของเจ้าชายรัชทายาทเพ่งมองอย่างครุ่นคิด นาน ๆ จึงเงยพักตร์ขึ้นมองร่างบางระหงที่ยืนอยู่อีกฝั่งของแผ่นหิน และเนตรเหลืองงามจึงอ่อนแสงลง

ราชินีเฮเลียทรงชะงักอยู่ตรงช่องหน้าต่างนั้น ไม่ชอบเลยที่พระโอรสให้ความสำคัญกับสตรีต่างเผ่าถึงขั้นนำมาเป็นที่ปรึกษาข้อราชการต่าง ๆ แม้แต่เข้ามาช่วยวางแผนเส้นทางสำรวจดินแดนวาการัตก็เรียกนางมาหารือ หญิงไร้การศึกษาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นนั้นจะช่วยอันใดได้ นางไม่คุ้นเคยกับเกาะมัซซาหรือบาราไนอัสสักนิด

อันที่จริงเฮเลียก็ไม่พอพระทัยตั้งแต่ราฟาเอลขอตัวไลแลคมาช่วยงานหนังสือ แต่ขัดพระโอรสไม่ได้ด้วยข้ออ้างว่านางมีความรู้ดีและพูดได้หลายภาษา

หากนั่นยังดีกว่าให้ทรงคิดอภิเษกยกนางเป็นพระชายา!

ราฟาเอลนี่หนอ… จะให้เป็นบาทบริจาริกาไปก็ยังได้ อุตริจะยกขึ้นหิ้งสูงส่ง!

นางไลแลคผู้นั้นก็ทรงโฉมโสภาอยู่หรอก แต่อย่างไรก็เป็นคนต่างชาติ มิใช่คนฟูโอโคหรือมีเชื้อสายบาราไนอัส ราชินีเฮเลียไม่โปรดคนต่างเผ่าพันธุ์มาแต่ไหนแต่ไร พระนางทรงภาคภูมิใจกับเชื้อสายฟูโอโคและเลือดสีน้ำเงินบริสุทธิ์แห่งกษัตริย์ ยกย่องคนผิวขาว ดวงตาสีอำพันหรือฟ้าสด ผมสีทองสว่างเจิดจ้าว่าสูงส่งกว่าคนเผ่าอื่นตามความเชื่อที่ยึดถือกันมาแต่โบราณกาลว่าเผ่าพันธุ์ของพระนางสืบเชื้อสายจากเทพีเวสต้าผู้สูงส่งเพราะเป็นถึงชายาของโอไรกอน ทั้งยังเป็นธิดาแห่งซีนาผู้ก่อกำเนิดแสงสว่างแก่โลกหล้า และทรงมองว่าคนหน้าตาผิวพรรณแตกต่างต่ำต้อยกว่า รังเกียจกระทั่งคนเลือดผสม… ด้วยเหตุนี้พระนางจึงไม่โปรดใครทั้งนั้นตั้งแต่เจ้าหญิงลวัญญา เจ้าชายฟารุค เจ้าหญิงลักษวิณี ไปจนถึงไลแลค

แม้กระทั่งทาวีญที่พระราชาอาร์มอนชุบเลี้ยง เฮเลียก็ไม่โปรดนัก เพราะทาวีญมีเลือดชาวมัซซาอยู่ครึ่งหนึ่ง

“เหตุใดจึงไม่มีองค์ชายฟารุค ทาวีญ และแม่ทัพคนอื่น ๆ ร่วมประชุมด้วยเล่า” ราชินีหันไปถามมหาดเล็กที่เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องแผนที่

“หามิได้ พวกเขาประชุมกันไปเมื่อเช้าแล้วพระเจ้าค่ะ แต่องค์ชายราฟาเอลต้องการความเห็นจากท่านหญิงไลแลค จึงรับสั่งให้ท่านหญิงมาเฝ้าส่วนพระองค์พระเจ้าค่ะ”

“ท่านหญิงไลแลค! เข้าเฝ้าส่วนพระองค์! เหอะ” ราชินีตวัดเนตรไปยัง ‘ท่านหญิงไลแลค’ ในห้องชั้นในอย่างขุ่นเคือง นึกขวางพระเนตรพระกรรณเป็นกำลัง รอยยิ้มอ่อนหวานแต่ดวงตาพราวระยับเช่นนั้นละหนอ พระโอรสถึงได้ทรงหลงใหลมากมายถึงเพียงนี้… มากถึงขั้นลืมเจ้าหญิงทาเทียน่าผู้เป็นรักฝังใจได้

ทาเทียน่าผู้งดงามอ่อนหวาน สมบูรณ์ด้วยเลือดฟูโอโคบริสุทธิ์… พระสุณิสาที่เฮเลียเลือกเฟ้นมาอย่างพิถีพิถัน…

แล้วเหตุใดยามนี้ราชสำนักจึงมีแต่พวกเลือดผสมเต็มไปหมดเยี่ยงนี้ เป็นเพราะประเพณีบ้า ๆ นั่นแท้ ๆ ที่ให้เจ้าหญิงจากปุรณาปุระมาอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรี ลามไปถึงเจ้าหญิงจากฟูโอโคไปอภิเษกกับแว่นแคว้นอื่นข้างเคียง… คนฟูโอโคควรจะรักษาสายเลือดกันไว้ไม่ใช่หรือ

แล้วเจ้าหญิงเลวิน่าผู้เป็นธิดา จะหาราชบุรุษเมืองไฟคนใดอภิเษกเพื่อรักษาเลือดกษัตริย์ฟูโอโคได้กันเล่า มิแคล้วต้องส่งไปอภิเษกต่างแดนเหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

ความคิดถึงราชธิดายังวนเวียนจนกระทั่งเสด็จถึงวิหารน้อยที่เฮเลียมักเข้ามาสวดมนต์บูชาเทพีเวสต้ามารดาแห่งความอบอุ่นทั้งปวง แลเป็นผู้ปกปักรักษาปราสาทอัคคี อีกทั้งยังเป็นผู้ที่พระนางยึดถือเป็นเทพีประจำองค์มาแต่ไหนแต่ไร และราวกับเทพีแห่งความอบอุ่นจะทรงรับรู้กระแสกังวลนั้น เพราะไม่ทันไร นางกำนัลก็รีบเข้ามาทูล

“องค์หญิงเลวิน่าเสด็จเพคะ”

เจ้าหญิงแห่งฟูโอโคทรงพระดำเนินตรงมารวดเร็วราวพายุหมุน

“เสด็จแม่อยู่ที่นี่เอง หม่อมฉันตามหาเสียแทบแย่” เจ้าหญิงเลวิน่าถวายบังคมอย่างรีบร้อน

“เจ้ามีอะไรหรือเลวิน่า”

เฮเลียทอดพระเนตรพระธิดาอย่างครุ่นคิด ดวงเนตรเลวิน่าเป็นประกายเจิดจ้าราวตกอยู่ในห้วงรัก… ราชินีทรงรู้สึกพระศอแห้งผากเมื่อนึกรู้ว่าชายในห้วงรักของเลวิน่าคือผู้ใด

“เรื่องอภิเษกของหม่อมฉันล่ะเพคะ ให้หม่อมฉันรอตั้งแต่อายุสิบสี่ จนป่านนี้จวนเต็มสิบแปดแล้ว”

“เจ้ารีบร้อนมาด้วยเรื่องนี้เองหรือ จะรีบออกเรือนไปไยเลวิน่า” พระมารดาตรัสเสียงเย็น

“โธ่ ก็พอหม่อมฉันอายุย่างสิบห้า เสด็จพ่อก็ส่งทาวีญไปเอียโล ตอนนี้เขากลับมาแล้ว หม่อมฉันก็ไม่อยากเสียเวลารออีกเพราะรอมานานเกินไปแล้ว อีกไม่นานสงครามก็ต้องเกิด หากไม่ได้แต่งตอนนี้จะต้องรอไปอีกจนแก่”

“เหลวไหล เจ้าจะแต่งงานกับคนต่ำต้อยเช่นนั้นได้อย่างไร เช่นนั้นข้าสู้ตัดใจส่งเจ้าเป็นชายาเจ้าเมืองคิชลิน อับฮาอีน หรือไปเป็นราชินีมัซซาเสียยังดีกว่า ต่อให้มิใช่เลือดฟูโอโคแต่ก็ยังเป็นเลือดขัตติยะ สมเกียรติเจ้า”

“ต่ำต้อยที่ไหนกัน ทาวีญก็โตมาในปราสาทอัคคี เสด็จพ่อยกย่องเขาเป็นขุนพลชั้นสูง แต่งกับเขาท่านจะวางพระทัยได้ว่าข้าจะได้สวามีที่ดี ดีกว่าส่งข้าไปให้บุรุษที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักนิสัยใจคอมาก่อน อย่างกษัตริย์ไซกรันนั้นก็ทรงขึ้นชื่อนักว่าดุร้ายเหี้ยมโหด หนำซ้ำยังเป็นม่าย มีข่าวลือว่าทรงบั่นพระศอราชินีด้วยองค์เองเสียด้วยซ้ำ อย่างนี้น่ะหรือเพคะที่จะให้หม่อมฉันอภิเษกด้วย ไม่เอาหรอก ทาวีญเท่านั้นที่หม่อมฉันต้องการ”

เฮเลียสดับดังนั้นแล้วอยากจับพระธิดามาเขย่าเสียให้หายโง่… เลวิน่าก็เอาแต่เฝ้าหลงรักทาวีญหัวปักหัวปำไม่ยอมถอดใจมาตั้งแต่แรกรุ่นสาว

หรือบางที… ราชินีเฮเลียหรี่เนตรลงเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรูปวงรี เห็นร่างขุนพลทาวีญควบอาชาสีดำอยู่ลิบ ๆ … คนต่างเผ่าก็ควรคู่กับคนต่างเผ่า ไม่ควรมาแตะต้องข้องเกี่ยวกับสายเลือดบริสุทธิ์

รอยแย้มสรวลอย่างหมายมาดผุดขึ้นบนดวงพักตร์ขาวจัดแห่งพระราชินีฟูโอโคเมื่อเบนสายพระเนตรกลับสู่รูปสลักเทพีเวสต้าเบื้องหน้า หากพระทัยพุ่งตรงไปถึงสตรีในห้องแผนที่

นางกำนัลน้อยใหญ่ต่างจับกลุ่มชี้ชวนกันดูร่างองอาจแห่งชายชาญทั้งสามที่ควบขี่อาชาเคียงกันไปในทุ่งโล่งไกลออกไปจนเกือบถึงแอ่งไฟ ทำเอาเจ้าหญิงพระชายาที่เปลี่ยนบรรยากาศปักผ้ามาที่บึงแก้วทั้งขันทั้งฉุน

“เป็นสตรีแต่ส่งเสียงระริกระรี้ชี้ชมบุรุษ น่าขายหน้านัก ใครมาเห็นเข้าจะตำหนิได้ว่าข้ามิกวดขันมารยาท”

“โธ่ องค์หญิง ก็โอกาสเช่นนี้หาได้บ่อยที่ไหนกัน เจ้าชายรูปงามกับขุนพลรูปหล่อ เป็นบุญตาของพวกเราโดยแท้” นางกำนัลคนหนึ่งหัวเราะคิกคัก “องค์หญิงว่าใครรูปงามที่สุดเพคะ เจ้าชายราฟาเอล เจ้าชายฟารุค หรือขุนพลทาวีญ… อย่าทรงลำเอียงตอบพระสวามีนะเพคะ”

ลักษวิณีทรงค้อนนางกำนัลช่างพูดเข้าทีหนึ่ง รำพันออกมาแผ่วเบา

“นั่นน่ะหรือทาวีญ…” พระนางเพิ่งเคยทอดพระเนตรสายลับหนุ่มใกล้ ๆ หน้าตาคมสันกับท่วงท่าสง่างามดูกลมกลืนจนทีแรกเข้าพระทัยไปว่าเขาเป็นเจ้าชายอีกพระองค์เสียด้วยซ้ำ

ทรงมองตามสายตานางกำนัล สองเจ้าชายและหนึ่งขุนพลช่างเหมือนธาตุอันแตกต่างหากเสริมกันลงตัว

เจ้าชายรัชทายาททำให้พระนางนึกถึงภูเขาไอร์ฟาตระหง่านง้ำอย่างยิ่งใหญ่มั่นคง ควันที่พวยพุ่งอยู่เนือง ๆ บอกให้รู้ว่าในความเงียบสงบคือความฉลาดเฉลียวเท่าทันคน ขณะที่ขุนพลหนุ่มเหมือนต้นไกลีนอันพลิ้วไหว ปรับตัวเข้าได้กับทุกสถานการณ์ หากรากใหญ่ยึดแผ่นดินไว้เหนียวแน่น ความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการรับใช้มาตุภูมิโชนแสงชัดเจนในดวงตาสีเขียวคู่นั้น ส่วนเจ้าชายฟารุค พระสวามีของนางคือไฟที่ทั้งอบอุ่นหากก็ร้อนแผดเผาได้ทุกเมื่อ และยามนี้ก็ทรงพร้อมจะพร่าผลาญข้าศึกที่เตรียมเข้าโจมตีในไม่ช้า

“ฟารุค” พระนางครางเมื่อนึกถึงว่าพระสวามีจะต้องออกรบในอีกไม่ช้า แม้ใครต่อใครจะบอกว่าพระองค์เก่งกาจชาญศึกเพียงไรก็ตาม แต่ในฐานะ ‘เมีย’ พระนางมีสิทธิ์หวาดกลัวที่จะสูญเสียสวามีไปในสนามรบ

“ทรงลำเอียงจริง ๆ” นางกำนัลทั้งหลายหัวเราะร่วน แต่ลักษวิณีไม่ใส่พระทัย เหม่อมองไปไกลถึงจุดที่เจ้าชายฟารุคทรงอาชาอยู่อย่างคะนอง… หากต้องสูญเสียพระองค์ไปจริง ๆ พระนางจะทำใจได้หรือไม่หนอ

 

 

“เราไม่ได้มายิงธนูบนหลังม้าแข่งกันพร้อมหน้าเช่นนี้นานเท่าไรแล้วนี่” เจ้าชายราฟาเอลแย้มสรวลกว้างอย่างพึงใจชนิดที่ไม่มีผู้ใดได้เห็นบ่อยนัก

“ตอนเด็ก ๆ เรามักแพ้ให้เจ้ากับฟารุคเสมอ… แต่โตมาข้าไม่พลาดอีกแล้ว”

ทาวีญและเจ้าชายฟารุคหัวเราะเบา ๆ และปรบมือเมื่อลูกธนูของเจ้าชายราฟาเอลพุ่งเข้ากลางเป้า

“เจ้าพี่เป็นนักคิด นักวางแผน ร่ำเรียนอะไรข้ากับทาวีญก็สู้ท่านไม่ได้หรอก”

“เราถึงต้องช่วยกัน” เจ้าชายร่างสูงมองพระอนุชาและขุนพลคู่พระทัยอย่างชื่นชม ก่อนจะหยุดที่ฝ่ายหลัง “นี่แน่ะทาวีญ ข้าดีใจนักที่เจ้ากลับมาได้ ฟูโอโคขาดเจ้าไม่ได้จริง ๆ หลายปีมานี่เจ้าคงลำบากมาก”

“กระหม่อมยินดีและเต็มใจทำเพื่อฟูโอโคเสมอ” ทาวีญตอบด้วยใจจริง

“เจ้าเอาตัวรอดมาจากเรือแตกและจากเวลต้าได้ก็ไม่มีอะไรโค่นเจ้าได้อีกแล้ว ทาวีญ” เจ้าชายองค์รองเอื้อมไปตบบ่าขุนพลเบา ๆ ขณะที่ทาวีญนึกถึงพวกคนตัวใหญ่หนา ผิวสีดำมืดที่เคยร่วมชีวิตด้วยเป็นปี

“พวกเวลต้าแข็งแกร่งและทรหดมากพระเจ้าค่ะ ดีที่พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของเรา”

“แล้วพวกนอร์เดนศัตรูของเราแข็งแกร่งเพียงใด ทาวีญ… เจ้าไปอยู่เอียโลมานาน”

เรื่องราวสองปีที่เคยบันทึกลงสมุดหนาแต่สูญหายไปกับสายธาราจึงถูกถ่ายทอดให้เจ้าชายแห่งฟูโอโคทั้งสอง เว้นไว้เพียงเรื่องที่พบรักกับเจ้าหญิงซีมายน์แห่งเมืองน้ำแข็งด้วยเขาอยากเก็บความรักไว้เป็นเรื่องส่วนตัว

“การเสียสละไปเอียโลครั้งนี้ของเจ้าเป็นประโยชน์ต่อฟูโอโคอย่างมาก” ราฟาเอลรับสั่งเรียบ ๆ หากดวงเนตรบอกความจริงใจเต็มเปี่ยม

“หากได้เจ้าร่วมต้านศึกนอร์เดน เราจะต้องมีชัยอย่างแน่นอน” เจ้าชายองค์รองมั่นพระทัย หากผู้เป็นเชษฐากลับกังวล

“แต่เสด็จแม่มีพระดำรัสสั่งให้ทาวีญร่วมขบวนสำรวจหุบเขาวาการ์กับข้าน่ะสิ ตรัสว่าทักษะของทาวีญจะมีประโยชน์ต่อการตามหาผลึกมายาอย่างมากด้วย”

“พระราชินี! พระราชินีมาข้องเกี่ยวกับเรื่องกองทัพตั้งแต่เมื่อไรกัน” เจ้าชายฟารุคทรงประหลาดใจ

“ก็… ไม่เชิงเป็นพระบัญชาจากเสด็จแม่หรอก” เจ้าชายราฟาเอลมีสีพระพักตร์ยุ่งยากใจ “รับสั่งว่าได้รับโองการจากเทพีเวสต้าน่ะสิ”

ทาวีญขมวดคิ้ว… พระราชินีเฮเลียทรงเป็นผู้เคร่งครัดต่อการบูชาบำบวงเทพเจ้าอยู่เสมอ หากก็มิเคยปรากฏว่าเหล่าเทพจะมีโองการผ่านราชินีเลยสักครั้ง

ทั้งยังเป็นโองการเรื่องสงครามเสียด้วย ไม่น่าจะผ่านเทพีแห่งความอบอุ่นผู้อ่อนโยนอย่างเวสต้า ถ้าเป็นเทพอัคคีไฟอาหรือเทพสงครามมารัสก็ว่าไปอย่าง ยังพอเป็นไปได้บ้าง

แต่ถึงกระนั้น ไม่ต้องจับดาบฆ่าคนนอร์เดนก็ดีเหมือนกัน… เขาไม่อยากฆ่าชาวน้ำแข็ง

นี่เขากลายเป็นคนใจอ่อนตั้งแต่เมื่อไรกันหนอ… คงตั้งแต่มีความรักกับสตรีจากเอียโลนั่นละกระมัง

 

เจ้าหญิงเมืองน้ำแข็งที่บัดนี้กลายเป็นท่านหญิงไลแลคตาโตเมื่อนางกำนัลมาทูลว่าเจ้าหญิงลักษวิณีขอมาประทับด้วยชั่วคราว ซีมายน์รีบสำรวจตามเนื้อตัวเจ้าหญิง เมื่อไม่พบร่องรอยทารุณก็ค่อยเบาใจ หากก็ไม่สบายใจอยู่ดีที่เห็นอีกฝ่ายซูบผอมลง แววเนตรแห้งแล้งไม่มีความสุข

“ทรงงอนเจ้าชายฟารุคหรือเพคะ” นางถามเจ้าหญิงพระชายาตรง ๆ “เล่นเสด็จหนีมาเช่นนี้เกิดองค์ชายมาถล่มตำหนักหม่อมฉันทำอย่างไรเพคะ”

“ไม่ได้งอนเสียหน่อย” ลักษวิณีทรงค้อนใส่ “ข้ามีเหตุผลของข้าก็แล้วกัน”

“โธ่ พระสวามีจะออกสงครามอยู่เร็ววันนี้ อย่ามัวทิฐิอยู่เลยเพคะ” เมื่อเจ้าชายฟารุคไม่รังแกทารุณเจ้าหญิงลักษวิณีอีก ซีมายน์ก็เลยนับถือน้ำใจและเห็นใจพระองค์ไม่น้อย

“ข้าสับสนนี่นะ” เจ้าหญิงจากตะวันออกไกลค่อย ๆ เผยความในพระทัย พระนางมิใช่คนซับซ้อนหรือมีเหลี่ยมเล่ห์อะไร ซีมายน์ไม่ต้องตะล่อมอะไรมาก พระนางก็พร้อมจะคายออกมาเองอยู่ดี

“ว่าทรงคิดเช่นไรกับข้ากันแน่ ประเดี๋ยวก็เหมือนรักข้าแทบขาดใจ แต่บางทีก็หายไปเสียดื้อ ๆ”

“ทรงหึงที่องค์ชายเสด็จฮาเร็มหรือเพคะ”

“ข้าก็รู้ว่ามันยากเหลือเกินที่จะให้บุรุษอย่างฟารุคมีข้าเพียงคนเดียว” ลักษวิณีถอนหฤทัยยาว “ข้าอาจจะไม่ชอบใจสักหน่อยที่เสด็จไปที่นั่น… แต่สิ่งที่รบกวนใจข้าคือความรู้สึกของพระองค์มากกว่า”

โธ่เอ๋ย… ทรงรักพระสวามีเอามาก ๆ แต่ไม่อยากจะยอมรับเพราะกลัวต้องเสียพระทัย

หารู้ไม่ว่าบัดนี้ก็เสียไปเกินครึ่งพระทัยแล้ว…

“ข้าไม่อยากใจอ่อนเวลาได้ยินคำรักจากพระองค์อีก บุรุษก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือซีมายน์ เอ่ยคำว่ารักไว้ย้อมใจสตรีโดยไม่ต้องรู้สึกเช่นนั้นเลยก็ได้”

ซีมายน์นิ่ง… โรอันจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่หนอ

พลันก็นึกตำหนิตนเองที่เผลอคิดถึงเขาอีกคราทั้งที่ตกปากรับคำจะวิวาห์กับบุรุษอื่นไปแล้ว…

“บุรุษจะเป็นเช่นไรก็ช่างเขาเถิด แต่พวกเราสตรีมิควรทรยศตนเองด้วยการเอ่ยคำรักกับผู้ที่ไม่รัก หรือเอ่ยคำว่าไม่รักทั้งที่รักเหลือเกิน” สอนอีกฝ่ายและเตือนตนเองเช่นกัน…

นางจึงไม่เคยเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ให้เจ้าชายราฟาเอลได้ยินสักครั้งแม้ตอบตกลงอภิเษกไปแล้วก็ตาม อยากสงวนคำศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ในใจไว้นานเท่านาน นานจนกว่านางจะหมดรักโรอัน

ถึงกระนั้นซีมายน์ก็ตั้งใจจะเป็นคู่หมั้นที่ดี และเป็นพระชายาที่ซื่อสัตย์ภักดีในอนาคต จึงตกปากรับคำด้วยความยินดีเมื่อพระราชินีเฮเลียอ้างบัญชาจากเทพีเวสต้าให้นางร่วมขบวนตามหาผลึกมายาของเจ้าชายราฟาเอล นางพร้อมเผชิญทุกข์สุขกับผู้ที่จะกลายเป็นพระสวามีในอนาคต

“เจ้าช่างผลักไสข้ากลับไปหาองค์ชายนัก เจ้ารังเกียจข้าแล้วหรือ” เสียงเจ้าหญิงลักษวิณีตัดพ้อปลุกหญิงสาวจากภวังค์

“หามิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงเท่านั้น เวลาแบบนี้องค์ชายคงต้องการกำลังใจจากพระชายา”

“อาจมิได้ต้องการหรอกไลแลค ข้ามิได้มีความหมายต่อพระองค์ถึงเพียงนั้นหรอก ไม่เหมือนเจ้าที่มีความหมายต่อเจ้าพี่ราฟาเอลนัก เจ้าพี่คงดีใจมากที่มีเจ้าร่วมทางไปหุบเขาวาการ์” ลักษวิณีทรงนิ่งไปนิดราวกับนึกบางอย่างออก

“แต่เจ้าต้องระวังไว้หน่อย เจ้าหญิงเลวิน่าตัวแสบดื้อดึงขอติดตามขบวนไปด้วยไม่รู้จะมีแผนร้ายอะไรต่อเจ้าหรือเปล่า”

“เจ้าหญิงเลวิน่าจะมีแผนร้ายต่อหม่อมฉันไปทำไมกันเพคะ” ซีมายน์เคยเห็นฤทธิ์เดชหวงพระเชษฐาของเจ้าหญิงเลวิน่าอยู่เนือง ๆ หากก็คิดว่าเป็นเพียงอาการแบบเด็กสาวเอาแต่ใจเท่านั้น อีกทั้งเจ้าชายราฟาเอลก็ประกาศชัดต่อหน้าพระขนิษฐาแล้วว่า

‘ข้ารักไลแลค ไม่ว่าเจ้าจะคิดเห็นอย่างไรข้าก็จะอภิเษกกับนางอยู่ดี และโปรดให้เกียรติพี่สะใภ้ของเจ้าด้วยเลวิน่า’

นางจึงไม่คิดว่าเจ้าหญิงร่างผอมแห้งองค์นั้นจะกล้าคิดทำอะไรอีก

“ก็ไม่แน่หรอก เด็กดื้อเอาแต่ใจอย่างนั้น อาจคิดอยากหาโอกาสกำจัดเจ้าทิ้งก็ได้” ลักษวิณีทำท่าหวาดเสียว ก่อนจะเอียงพระศออย่างไม่แน่ใจ

“หรือไม่ก็คงจะหวงคนรักกระมัง ขุนพลที่เพิ่งรอดกลับมาคนนั้นไง รูปงามจนพวกสาว ๆ เพ้อคลั่งไคล้กันเป็นแถว ๆ นางคงอยากไปกันท่าไว้”

“ทาวีญน่ะหรือเพคะ” เจ้าหญิงเอียโลผู้พลัดถิ่นครางอย่างประหลาดใจ “เขาเป็นคู่หมายของเจ้าหญิงเลวิน่าหรือเพคะ… เขากลับมาตั้งหลายเดือนแล้วข้ายังไม่เคยได้พบสักครั้ง เห็นทีจะรูปงามจริง ๆ องค์หญิงของหม่อมฉันถึงขั้นออกปากชม”

เจ้าหญิงลักษวิณีหรี่เนตรดำคมมองอดีตนางกำนัลอย่างใคร่ครวญ ความงามสะพรั่งของไลแลคเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจผู้พบเห็นเสมอ นางเริ่มเดาเจตนาเจ้าหญิงเลวิน่าออกราง ๆ

“นางคงกลัวทาวีญหลงเสน่ห์เจ้าเข้ากระมังไลแลค… ข้าว่าเจ้ายิ่งต้องระวังตัว”

 

เจ้าชายฟารุคสูดอัสสาสะลึกยาว… จากหางพระเนตรเขาเห็นพระชายาจากปุรณาปุระยืนมองอยู่เงียบ ๆ จากหน้าต่างหอคอย แม้ในวันออกศึก พระนางก็มิยอมมอบอ้อมกอด คำรัก หรือแม้แต่คำอวยพรใด ๆ ลักษวิณีคงหมดรักพระองค์แล้ว หรืออาจถึงขั้นเกลียดไปแล้วก็ได้กระมัง

ฟารุคทรงคิดถึงวันคืนอันชื่นหวานที่ผันผ่านไปรวดเร็วอย่างน่าใจหาย ความเย็นชาย่างกรายเข้ามาแทนที่พร้อมกับความเคลือบแคลงในเนตรงามคู่นั้น จุมพิตสนองตอบของนางยังอ่อนหวาน หากเมื่อพ้นจากห้วงเวลาต้องมนตร์ พระนางก็ทรงมองสวามีอย่างกังขา

‘อย่าเรียกหม่อมฉันว่าดวงใจของเจ้าพี่เลย… เพราะดวงใจย่อมมีเพียงหนึ่ง ขาดไม่ได้ หม่อมฉันไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น หม่อมฉันทราบดี’

ขึ้นชื่อว่านารีนั้นช่างซับซ้อนนัก คล้ายพระนางทรงหึงหวงที่พระองค์ยังแสวงหาความสุขสำราญจากฮาเร็ม… หากก็ไม่เชิงนัก สายพระเนตรแลพระกิริยาพระชายาดูตัดพ้อและเย็นชา ตรัสราวกับว่าพระองค์หมดรักพระนางไปแล้ว

แล้วก็ทรง ‘หนี’ ไปอยู่กับอดีตนางกำนัลเสียดื้อ ๆ

ฟารุคผู้นี้น่ะหรือหมดรักนาง… ทรงไม่อยากให้นางเจ็บปวดต่างหาก

เจ้าชายนักรบหันขึ้นไปมองพระชายายอดรักให้เต็มจักษุอีกครั้ง ประทับดวงเนตรดั่งนิลงามไว้หล่อเลี้ยงหทัยก่อนที่เสียงธงรบโบกสะบัดและเสียงฝีเท้าม้าอื้ออึงจะครอบครองทุกความคำนึงไปอีกยาวนาน

Don`t copy text!