ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 21 : ออกเดินทาง

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 21 : ออกเดินทาง

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 21 –

 

ราชินีเนริซาก้าวพระบาทลงเรือใหญ่ด้วยลักษณาการนิ่งสงบ ดวงเนตรสีฟ้าอ่อนยังแข็งเย็นสมกับเป็นราชินีแดนน้ำแข็งเช่นเคย ไอเย็นยะเยือกที่คุ้นชินเริ่มเบาบางลงทีละน้อยตามระยะทางบนผืนสมุทรบาราอันอันไพศาล มองไปทางใดก็เห็นผืนน้ำเวิ้งว้าง ช่างเป็นความรู้สึกอันแสนประหลาด

เนริซาไม่เคยย่างบาทออกจากแดนน้ำแข็ง เคยไปไกลที่สุดก็เพียงหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในเอียโล กระนั้นพระนางกลับไม่กลัวสักนิด มั่นพระทัยยิ่งยวดในกองทัพอันเกรียงไกรแลทรหดอดทนของเอียโล และในการต่อสู้เอาตัวรอดของตนเอง

‘เจ้าจะตามมาทำไม จะปล่อยบัลลังก์ให้ว่างเปล่า แล้วให้องค์ชายที่ทำอะไรไม่เป็นนอกจากแกะสลักน้ำแข็งกับนอนประชวรรักษาการไปก่อนอย่างนั้นหรือเนริ’ พระสวามีซ่อนอาการขุ่นเคืองไว้ไม่มิดเมื่อพระนางดึงดันจะตามเสด็จมาให้ได้

‘หม่อมฉันฝากขุนนางที่ไว้ใจช่วยดูแลเอติสน้องชายหม่อมฉันไว้อย่างดี’

‘เจ้าคิดว่ามีใครไว้ใจได้แท้จริงบ้าง ข้าต้องห่างอาณาจักรไปไกล หากไม่มีราชินีค้ำบัลลังก์จะเป็นช่องว่างให้แว่นแคว้นอื่นก่อกบฎหรือหาเรื่องมารุกรานเอาได้ ขุนนางพวกนั้นมันก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น เกิดอะไรขึ้นมาก็คงศิโรราบให้ถูกยึดเมืองไป เจ้าอย่าไปเลย ข้าไม่ได้ไปเที่ยวสนุกเข้าใจไหม ข้าไปสงคราม’

พระราชาอลันตรัสมีเหตุผลทุกประการ หากเป็นพระนางที่น้ำท่วมโอษฐ์ จะทูลสวามีได้อย่างไรว่านางต้องการตามล่าเจ้าหญิงซีมายน์…

เนริซาเริ่มเฉลียวพระทัยตั้งแต่เห็นจันทราสว่างไสวเรืองรองขึ้นเรื่อย ๆ หากที่ทำให้มั่นพระทัยคือความฝันประหลาดติดกันหลายคืน ฝันเห็นพระน้องนางผู้เป็นดังหนามยอกอกอยู่บนอาชาตัวพ่วงพี ย่างเหยียบกุบกับอยู่บนผืนดินสีดำ กลืนไปกับฉากหลังเป็นเนินเขาสูงต่ำสีมืดทะมึน มีลูกไฟสว่างเรืองกระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ

เป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากฟูโอโค ดินแดนแห่งไฟ ที่ราชาอลันกำลังเตรียมทัพบุก

เทพีไฟรกาคงดลใจให้พระนางรู้กระมัง จะได้กำจัดเสี้ยนหนามความรักไปให้สิ้นซาก

‘หม่อมฉันไม่ได้คิดจะไปเที่ยวเล่น’ เนริซาสวนสวามี ‘หม่อมฉันจะไปช่วยพระองค์ตามหาผลึกมายาอย่างไรเล่า ลำพังพระองค์เตรียมรับศึกจะตามหาผลึกมายาได้เมื่อไรกัน’

เหตุผลนี้พอมีน้ำหนักขึ้นมาจนทำให้เนริซาได้ลงเรือลำนี้มาพร้อมจอมทัพแห่งเอียโล

ล่วงมาอีกหลายเดือน ลมอุ่นเริ่มย่างกราย เป็นสัญญาณบอกว่ากองทัพเมืองน้ำแข็งได้พ้นจากเขตอากาศหนาวเหน็บอย่างนอร์เดนมาสู่น่านน้ำแห่งดินแดนอันอบอุ่นแล้ว

ว่ากันว่าบาราไนอัส-มัซซานั้นร้อนแผดเผายิ่งนัก ราชินีเมืองน้ำแข็งทรงนึกสงสัย… ความร้อนเช่นว่านั้นเป็นอย่างไร มันเทียบเท่าความร้อนในหทัยพระนางได้หรือไม่หนอ

 

ขุนพลหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อพบว่าในช่วงแรก ขบวนสำรวจหุบเขาวาการ์และตามหาผลึกมายาของเจ้าชายราฟาเอลเคลื่อนออกจากนครเฟออิสอย่างเชื่องช้าเนื่องจากมี ‘สตรีสูงศักดิ์’ ร่วมขบวนมาด้วย เขาไม่คิดว่าจะมีสตรีที่ไม่ใช่นักรบหรือผู้ชำนาญไพรติดตามมาด้วยเกินความจำเป็นอันทำให้ไม่คล่องตัวนัก

เริ่มตั้งแต่มาติเน่ แม้ว่านางเป็นข้าหลวงผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลรักษา แต่นางก็เป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ต้องการการคุ้มครองปกป้อง คงจะดีกว่าหากส่งหมอชายที่พอป้องกันตัวเองได้มาแทน

ถัดมาก็เป็นเจ้าหญิงเลวิน่าที่เอาแต่เกาะติดเขาแจ พระนางทำสิ่งใดไม่เป็นนอกจากทรงม้า ไม่มีประโยชน์อันใดกับขบวนแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังจัดนางกำนัลมามากมายเพื่อคอยอำนวยความสะดวก ทว่ากลับทำให้ขบวนยิ่งวุ่นวาย

เขาเห็นเจ้าหญิงเลวิน่ามาตั้งแต่เล็ก ๆ นึกเอ็นดูแบบน้องสาวเท่านั้น ไม่ได้คิดเป็นอื่นเหมือนที่อีกฝ่ายคิด อุตส่าห์หวังว่าสามปีที่จากไป พระนางจะลืมเลือนความรักปักใจนั้น ทว่า ตรงกันข้าม เจ้าหญิงน้อยกลับยิ่งทรงทวีความรัก ความสนใจเขาอย่างเปิดเผยชัดเจนกว่าเดิมเสียอีก

คนสุดท้ายที่พออนุโลมว่าอาจมีประโยชน์คือท่านหญิงไลแลค พระคู่หมั้นเจ้าชายราฟาเอลที่ทาวีญยังไม่เคยเห็นหน้า เขารู้เพียงว่านางงามเฉิดโฉมและฉลาดเฉลียว เป็นที่ปรึกษาให้เจ้าชายได้ดี

ทาวีญได้รับบัญชาจากราชินีเฮเลียให้คุ้มกันรถม้าท่านหญิงไลแลค แม้จะเป็นคำสั่งที่ประหลาดสักหน่อยหากเขาคิดว่าดีกว่าให้ไปคุมกันเจ้าหญิงเลวิน่า มิเช่นนั้นคงหูชาและไม่เป็นอันเดินทางเป็นแน่ ดังนั้น ได้คุมขบวนรถม้าท่านหญิงพระคู่หมั้นก็สบายใจกว่าเพราะผ่านมาหลายชั่วยามจนออกนอกเฟออิสเขายังไม่ได้ยินเสียงนางสักนิด เดาว่านางคงเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยเอามาก ๆ บางคราก็อยากแหวกม่านแอบยลโฉมให้เป็นบุญตาสักครั้ง แต่ก็ได้เพียงคิดเท่านั้น เขาจะทำจาบจ้วงกับพระคู่หมั้นด้อย่างไร

แล้วต่อให้นางจักงามแสนงามเพียงไร ดวงใจและดวงตาของเขาก็ไม่ได้มีไว้ชื่นชมหญิงอื่นเสียแล้ว

 

สายลมอุ่นจัดพัดแรงเมื่อพ้นเขตภูเขา เมื่อนั้นทาวีญจึงขนลุกซู่เมื่อได้กลิ่นหอมแรงของดอกไลแลค อวลกลิ่นน้ำผึ้งหวาน… กลิ่นที่แสนจะคุ้นเคย

ขุนพลเมืองไฟใจเต้นแรงราวจะโลดออกมานอกอก บอกตนเองให้ตั้งสติให้ดี… เขาคงจะเพ้อไปมากกว่า คงเพราะนามของท่านหญิงสะกิดใจให้นึกถึง ‘ไลแลค’ ใต้ท้องเรือของเขา

ทว่า ยิ่งเมื่อรัตติกาลคืบคลานเข้ามาจนผืนนภามืดสนิท กลิ่นหอมนั้นกลับแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือท่านหญิงจะหอบไลแลคมากับขบวนด้วย… แต่จะหาดอกไลแลคมากมายจากไหนในฟูโอโคกันเล่า

ใจสายลับเมืองไฟปั่นป่วนขึ้นมาจนไม่มีสมาธิ นานเพียงใดที่เขาไม่รู้สึกวอกแวก ไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้   ถ้าไม่คิดถึงซีมายน์จนเพ้อ นางไม้นางพรายทั้งหลายก็คงล้อเขาเล่นกระมัง

จันทราเริ่มเยี่ยมเยือนโพยมอากาศทีละน้อย ขบวนเริ่มชะลอเมื่อเข้าเขตที่ราบ ทุ่งหญ้าสีเหลืองอ่อนเข้ามาแทนที่ดินดำภูเขาไฟอันเป็นสัญญาณว่าเริ่มออกนอกเขตฟูโอโคทีละน้อย แล้วก็หยุดลง ณ ธารน้ำน้อย ๆ แห่งหนึ่ง กระโจมประทับของเจ้าชายราฟาเอลและเจ้าหญิงเลวิน่าถูกกางตั้งก่อนอย่างรวดเร็วราวเนรมิต ตามด้วยกระโจมท่านหญิงพระคู่หมั้นและคนอื่น ๆ ตามลำดับ

มาถึงยามนี้กลิ่นหอมดอกไลแลคบรรเทาลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ตลอดทางมีแต่ยิ่งอวลแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ทำให้ทาวีญค่อยหายใจหายคอเป็นปกติ

“ท่านทาวีญเจ้าคะ ช่วยข้าตามหาท่านหญิงไลแลคหน่อยเถิด” นางรับใช้แอบมากระซิบหน้าตาตื่น

“นางมิได้อยู่ในกระโจมหรอกหรือ” เขาประหลาดใจ

“ไม่อยู่เจ้าค่ะ ข้าเตรียมน้ำให้อาบในกระโจมก็ไม่ยอม บอกว่าเหนียวเนื้อตัวนักและไม่อยากอุดอู้ แต่เมื่อครู่ข้ากับนีร์ซาออกไปตามที่ลำธารก็ไม่พบเจ้าค่ะ”

“นายเจ้าอาจจะทำธุระส่วนตัวของสตรีกระมัง”

“พวกเรารอสักพักแล้วนะเจ้าคะ” นูร์ชากระสับกระส่ายร้อนรน ส่งสายตาวิงวอน

“ช่วยข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้ายังไม่อยากให้องค์ชายทราบ ประเดี๋ยวจะโดนลงอาญา”

ขุนพลหนุ่มพยักหน้า เดินตามไปจนถึงลำธารฝั่งที่ใกล้กับกระโจมพระคู่หมั้น หากก็ไร้วี่แววท่านหญิง

“เจ้าไปรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกันเผื่อท่านหญิงจะกลับมา เดี๋ยวข้าจะลองไปหาตรงชายป่าโน้น”

แล้วชายหนุ่มกลับชะงัก

“ว่าแต่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าท่านหญิงของเจ้าเลย แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางใดเล่า”

“โธ่ ท่านขุนพลเจ้าคะ หากเจอท่านก็รู้เอง ท่านหญิงออกจะเฉิดโฉมโสภาจนไม่ว่าบุรุษหรือสตรีก็ล้วนตะลึงทั้งสิ้น นางสวมเครื่องแต่งกายสีลูกพลัม”

ชายหนุ่มออกเดิน เริ่มกังวลหน่อย ๆ เมื่อคิดว่าท่านหญิงอาจเดินเล่นในป่าเพลินจนหลงทาง แม้เป็นป่าโปร่ง ไม่มีซอกมุมซ่อนแอบบังตาใด ๆ ตาม แต่เมื่อเข้าต่างถิ่นก็ไม่ควรประมาท

“และต่อให้มีผ้าคลุมปิดครึ่งหน้าท่านก็รู้อยู่ดีเจ้าค่ะ ท่านหญิงมีดวงตาสีม่วงเช่นเดียวกับนาม”

แว่วเสียงถ้อยอธิบายไล่หลังของนูร์ชาอยู่ไกล ๆ จับใจความไม่ค่อยได้นัก

…เอาเป็นว่าท่านหญิงเป็นสตรีเลอโฉมก็แล้วกัน…

เมื่อเดินเข้าป่าไปสักหน่อยเขาจึงเห็นว่าหลังพุ่มไม้มีเนินหินใหญ่จนเหมือนลานขนาดย่อม เมื่อนั้นเขาจึงพบร่างของคนที่กำลังตามหา… นางผู้สวมชุดสีลูกพลัม

ร่างอรชรยืนสงบนิ่งกลางแสงจันทร์ ท่าทางเปี่ยมสุขจนไม่ทันสังเกตผู้มาเยือนที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ทีละน้อย จังหวะที่กระโดดขึ้นเนินหินนั้นเองหญิงสาวถึงเพิ่งรู้สึกตัว หันขวับมาประจันหน้ากับเขาพอดิบพอดี ดวงตาสีม่วงเหนือผ้าคลุมหน้าชะงักค้างอยู่เช่นนั้น ชายหนุ่มก็ผงะไปเช่นกัน เพราะดวงตาสีไลแลคคู่นี้ช่างเหมือนนัยน์ตาที่เขาถวิลหาทุกค่ำคืน

“โรอัน… โอ เป็นท่านจริง ๆ ด้วย”

เสียงร้องเรียกนามแฝงพร้อมกับการปลดผ้าคลุมหน้าลงทำให้หัวใจทาวีญหยุดเต้น โผนเข้าคว้าร่างที่ตะลึงลานตรงหน้าเข้ามากอดแน่นราวจะให้แน่ใจว่ามิใช่ภาพลวงตา

“ซีมายน์ ซีมายน์ยอดรัก

นานเท่านานกว่าสองร่างจะคล้ายอ้อมกอดแห่งความคะนึงหา ต่างต้องการซึมซับทุกอณูของอีกฝ่ายให้สมความคิดถึงและให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป จุมพิตอ่อนหวานเจือด้วยความโหยหาถูกประทับทาบครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะผละออกเพื่อมองกันและกันให้เต็มตาอีกครั้ง

เทพีจันทราไม่ได้ทอดทิ้งนางจริง ๆ หลังจากไม่ได้สัมผัสแสงจันทร์โดยตรงมาแรมปี พอออกนอกฟูโอโคนางจึงรีบคว้าโอกาสทองยืนอาบแสงจันทร์เพ็ญให้กลิ่นหอมบรรเทา และขอพรจากดวงศศิธรสุกสว่าง… ขอให้โรอันยอดรักยังมีชีวิตอยู่และได้พบเขาสักที

พริบตานั้นเขาก็มาปรากฏกายต่อหน้าราวจันทราเนรมิตวางไว้สมดังพร

“เหตุใดข้าถึงไม่เฉลียวใจสักนิดหนอ ว่าทาวีญก็คือโรอันของข้า” ซีมายน์น้ำตาซึม มือยังประคองดวงหน้าคมสัน ตามองลึกลงไปในลูกแก้วสีเขียวที่ถวิลหาทุกโมงยามคู่นั้น

“คงเพราะสายลับคนนั้นหนีตายมาจากเวลต้ากระมัง ข้าจึงไม่คิดว่าเป็นท่าน จุดที่เรือล่มน่าจะห่างจากเวลต้าพอสมควร ข้าถึงไปโผล่ที่ฮาลีซึ่งใกล้ที่สุด”

“ข้าถูกน้ำพาไปไกล และฉวยได้เรือคัลฮอเปล่า ๆ ลำหนึ่ง คนที่อยู่บนเรือนั้นคงพลัดจมไปไกล ข้าลอยคออยู่กลางทะเลนานแทบไม่รู้วันคืน จนกระทั่งเข้าเขตน้ำวนของน่านน้ำเวลต้า ท่านเคยได้ยินหรือไม่” ทาวีญซับน้ำตานางด้วยริมฝีปากแผ่วเบา

“ว่ากันว่าแถวเวลต้าไปจนถึงโมลและเกาะคนคุกเดนตายมีน้ำวนอยู่หลายจุด มันดูดเข้าไปรวดเร็วราวอสุรกายใต้น้ำ ข้านึกว่าไม่รอดเสียแล้ว แต่รู้ตัวอีกทีก็ฟื้นอยู่บนหาดสีดำของเวลต้า ได้คนที่นั่นช่วยไว้”

“ข้าได้ยินแต่วีรกรรมผจญภัยของทาวีญมาตลอด ยังนึกว่าเขาช่างเก่งกาจนักที่เอาตัวรอดจากดินแดนแห่งความตายนั้นมาได้ สมแล้วที่เป็นขุนพลเอกแห่งฟูโอโค… ไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าจะเป็นท่าน” นางสะอื้น

“ข้ามารอท่านที่เมืองไฟ มีความหวังเสมอว่าท่านยังไม่ตาย แต่มันช่างยาวนานนัก นานจนข้าเริ่มคิดว่าท่านอาจตายไปแล้วจริง ๆ”

“ข้าอยู่ตรงนี้แล้วซีมายน์… ข้าจะไม่จากท่านไปไหนอีก”

ก่อนที่สองร่างจะโผเข้าหากันอีกครั้ง แสงจากคบเพลิงด้านล่างก็ทำให้ห้วงเวลาต้องมนตร์สลายวับ ร่างสูงชะลูดดุจสนในภูษาสีขาวทองสว่างเรืองใต้แสงไฟทำให้ความจริงแล่นขึ้นจุกถึงอกสาวชาวเอียโล…

ความจริงที่ว่านางมิได้อยู่ในสถานะที่จะทำตามหัวใจได้อีก ในเมื่อนางตกปากรับรักเจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโคและอยู่ในฐานะคู่อภิเษก นางจะกลับไปหาคนรักได้อย่างไร

“ทาวีญ เจอไลแลคแล้วใช่ไหม โล่งใจไปที” รับสั่งพลางสาวพระบาทรวดเร็วมาที่เนินหิน และกระโดดพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แววเนตรร้อนใจ

“นางพวกนี้น่ะซีมาสารภาพว่าไลแลคหายตัวไป ให้เจ้าออกมาตามก็หายไปนาน เกรงจะเกิดอันตรายขึ้น” เจ้าชายปรายเนตรคมกริบไปยังนางรับใช้ ก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้ขุนพลและพระคู่หมั้น

“เจ้าคงออกมาชมจันทร์ใช่ไหมไลแลค เห็นเจ้าปรารภอยู่บ่อย ๆ ว่าที่ฟูโอโคมองแทบไม่เห็นดวงจันทร์ ตรงนี้โล่งกว้างเห็นจันทร์ชัดมากจริง ๆ นั่นละ”

ซีมายน์รู้สึกราวทั้งร่างได้กลายเป็นหิน สบตาบุรุษในดวงใจก็พบความรวดร้าวในแววตา สบเนตรราชบุรุษก็พบแต่ความรักและห่วงใย

“ขอบใจเจ้านะทาวีญ อุตส่าห์อยู่เฝ้าท่านหญิงชมจันทร์ คงจะเกรงอันตรายใช่ไหม… เสด็จแม่ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้เจ้าดูแลคู่หมั้นข้า เห็นไหมไลแลค ทาวีญทั้งรอบคอบและมีน้ำใจ”

ซีมายน์แหงนหน้ามองจันทราบนนภากาศอีกครา…

ข้าได้ชีวิตเขากลับมาแล้ว แต่ข้ากลับอยู่ในสถานะที่ไม่อาจครองคู่กับเขาได้น่ะหรือ

 

เจ้าชายราฟาเอลทรงสังเกตว่าตลอดระยะเวลาร่วมสิบกว่าวันที่ออกเดินทางมา ขุนพลคู่ใจและพระคู่หมั้นเงียบกว่าที่เคย ปกติคนทั้งคู่ไม่ใช่คนพูดมาก ค่อนข้างเก็บปากเก็บคำเสียด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้ออกจะเงียบผิดปกติ ทรงเดาว่าไลแลคอาจไม่ชินกับอากาศจนไม่สบายตัวก็เป็นได้ แต่กับทาวีญที่ทรหดอดทน ปรับตัวกับทุกสภาพอากาศได้ดี น่าจะกังวลเรื่องเส้นทางสู่หุบเขาวาการ์อันขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบากและอันตราย

ฝนหยุดตกได้สักพักเมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึงเนินเขาสูงอันปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าโล่งกว้างไกลสีเขียวอมเหลือง เจ้าชายแห่งฟูโอโคพยักพักตร์อย่างพอใจเมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มโปร่งเห็นเมฆขาวลอยฟ่อง แสงอาทิตย์อุ่นอ่อน ลมรำเพยแผ่วเบาหอบกลิ่นหญ้าหลังฝนตกชวนให้รื่นรมย์ผ่อนคลาย จึงส่งสัญญาณให้หยุดพักขบวน

“ตอนนี้เราอยู่กึ่งกลางระหว่างอับฮาอีนกับดันสแตน หากมุ่งหน้าทางตะวันออกต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงหุบเขาวาการ์โดยตรง ไม่ต้องผ่านทั้งสองเมือง แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะทางเป็นหุบเหวและผาสูง เดินทางลำบาก” ทาวีญมองแผนที่อย่างใช้ความคิด นิ้วลากไปทางช่องแคบระหว่างสองอาณาจักรที่เป็นปราการกั้นหุบเขาวาการ์

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลือกว่าจะผ่านอับฮาอีนหรือดันสแตน แต่ดูเหมือนเราจะอยู่ใกล้อับฮาอีนมากกว่า” นายทหารคนหนึ่งวิเคราะห์

“ชาวอับฮาอีนก็เป็นมิตรที่ดีของเรามาตลอด แต่หากรู้ว่าเราจ้องเข้าหุบเขาวาการ์และตามหาผลึกมายา ก็ไม่แน่ว่าอาจขัดขวางก็เป็นได้” เจ้าชายราฟาเอลลากดัชนีวงที่นครอับฮาอีน พระทัยเอนเอียงไปทางอาณาจักรแห่งสายน้ำ หากก็เกรงว่าจะถูกตลบหลัง วาการัตเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่ไม่ว่าแว่นแคว้นใดก็ล้วนอยากครอบครอง

“ข้าคิดว่าเราควรเข้าทางดันสแตน” ทาวีญเสนอ

“แต่ดันสแตนมีพรมแดนส่วนหนึ่งอยู่ในฝั่งมัซซามิใช่หรือ เราไม่ควรเสี่ยงเจอกับคนทะเลทรายผู้โหดเหี้ยม” เสนาบดีอีกคนแย้ง ขณะที่ชายผู้มีเลือด ‘คนทะเลทรายผู้โหดเหี้ยม’ ครึ่งหนึ่งชะงักไปเล็กน้อย หากยังอธิบายต่อด้วยอาการเป็นปกติ

“เราไม่ได้เข้าลึกไปถึงเพียงนั้นหรอก พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่ของดันสแตนเป็นที่ราบ อย่างน้อยเดินทางสะดวกขึ้น”

“แต่พวกดันสแตนก็โหดร้ายมิใช่หรือ ยังอยู่กันเป็นชนเผ่า ใช้ชีวิตเยี่ยงคนป่า ไม่ได้มีพระราชา หรือแม้แต่เจ้าเมืองด้วยซ้ำ เราจะเข้าไปอยู่ในแดนเถื่อนเสียเปล่า ๆ” ขุนพลหนุ่มอีกคนแย้งตามที่เคยได้ยิน “ท่านทาวีญคงมีเหตุผลที่จูงใจพอใช้ไหม”

“เพราะผลึกมายาน่าจะอยู่ที่ดันสแตนใช่ไหม” สตรีนางเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมประชุมวางแผนเส้นทางสวนขึ้น สบตาสีเขียวของเจ้าของแผนนานสักหน่อยในความรู้สึกของผู้เฝ้ามองอยู่ หากราฟาเอลเข้าพระทัยไปว่าไลแลคต้องการความหนักแน่นเป็นที่ยอมรับของขุนพลในที่ประชุม

“ท่านเป็นสายลับมือฉกาจ ข้อมูลข่าวกรองจากท่านคงชี้ว่าเป็นเช่นนั้นกระมัง”

“ท่านหญิงเดาเก่ง” คำเรียก ‘ท่านหญิง’ หนักราวเยาะ ตาเขียวคมกล้าจ้องกลับอย่างลึกล้ำเช่นกัน ราฟาเอลเลิกขนง…เขม้นมองอย่างจะให้แน่ใจ หากครู่เดียวแววตาเช่นนั้นก็อันตรธานไปเสียแล้ว มีเพียงความเคร่งขรึมเป็นปกติ “ข้าสดับข่าวลือมาตั้งแต่อยู่เวลต้าแล้ว พอข้ามมาคิชลินเสียงร่ำลือก็ยิ่งหนาหู ข้าเชื่อว่าเป็นไปได้สูงที่ผลึกมายาจะอยู่ในดันสแตน”

เหล่าขุนพลพยักหน้าคล้อยตาม เห็นพ้องกันว่าจะใช้เส้นทางผ่านเข้าชายแดนดันสแตน และอาจต้องเตรียมตัวให้พร้อมเนื่องจากดันสแตนเป็นดินแดน ‘คนป่า’

เจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโคแตะหลังมือพระคู่หมั้นแผ่วเบา

“ยังพอมีเวลาก่อนจะออกเดินทางต่อ เจ้าอยากชมทุ่งอาซาเลียไหมล่ะ ข้ามเนินนั้นไปหน่อยเท่านั้น อยู่ฟูโอโคมีแต่ภูเขาไฟแห้ง ๆ ร้อน ๆ ได้มาชมพรรณไม้สวย ๆ กลางอากาศสดชื่นเช่นนี้คงดี” หากราฟาเอลทรงเหลียวกลับไปมองสักนิด คงทันเห็นสายตาปวดร้าวของขุนพลคู่พระทัยเมื่อพระองค์จูงมือน้อย ๆ ของไลแลคออกจากกระโจม ทว่าราฟาเอลทรงกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ชื่นบานที่ได้ดื่มด่ำธรรมชาติงดงามกับหญิงคนรักจนมองข้ามท่าทีประหลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ปกติแล้วทรงมักแหลมคมว่องไวเสมอ

เพราะฉะนั้นจึงไม่สังเกตเช่นกันว่าดวงตาสีม่วงของไลแลคสลดลงเมื่อเห็นเจ้าหญิงเลวิน่าวิ่งโผเข้าหาทาวีญที่กำลังเดินออกจากกระโจม 

 

Don`t copy text!