ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 22 : หักห้าม

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 22 : หักห้าม

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 22 –

 

ไคโลคัสเป็นเมืองชายฝั่งด้านตะวันตกแลอยู่ด้านหน้าสุดของปีกผีเสื้อบาราไนอัส จึงกลายเป็นเมืองหน้าด่านเมื่อต้องพบการโจมตีทางทะเล ตลอดหลายร้อยปีกองทัพไพร่พลต้องพร้อมรับศึกเสมอ ทว่ามาในยุคพระราชาไคโลมอนผู้เก่งกาจแต่ในทางการค้า เป็นยุคที่บ้านเมืองค่อนข้างสงบสุข ไม่มีการรบพุ่งโจมตีมายาวนานนับแต่ครองราชย์ กองทัพทะเลอันระบือนามในอดีตจึงกลายเป็นตำนาน แลถูกตีพ่ายในเวลาอันสั้นจากกองทัพชาวน้ำแข็ง

พระราชาแห่งเอียโลทอดพระเนตรผลงานกองทัพน้ำแข็งของพระองค์ด้วยความภาคภูมิใจ สรวลกังวานกับชัยชนะที่ได้มาโดยง่าย รำพึงอย่างเปรมปรีดิ์ว่าไม่เสียแรงที่รอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสนไกล แค่กวาดริบราชสมบัติในปราสาทไคโลคัสก็แสนจะคุ้มค่าแล้ว มินับรวมพวกข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ในนครแห่งนี้ที่จะใช้ต่อเป็นเสบียงได้อีกหลายเดือน

ถ้าเช่นนี้แล้วฟูโอโคแดนไฟก็คงมิใช่เรื่องยาก

“เป้าหมายของพระองค์อยู่ที่หุบเขาวาการ์มิใช่หรือพระเจ้าข้า เหตุใดจึงต้องบุกผ่านฟูโอโคให้เปลืองชีวิตไพร่พล แดนไฟอันตรายนัก เต็มไปด้วยหลุมไฟและลาวาร้อน สู้ยอมอ้อมไกลสักหน่อย ผ่านทะเลทรายอาเกลียไปถึงคิชลินแล้วค่อยวกเข้าทางดันสแตนจะปลอดภัยกว่าพระเจ้าค่ะ” แม่ทัพไมรัสทูลแย้งหลายครั้ง หากราชันอลันจะทรงฟังก็หาไม่ มีพระดำริแต่ว่ากองทัพนอร์เดนยิ่งใหญ่เกรียงไกร อาณาจักรน้อยใหญ่ล้วนครั่นคร้าม เพียงพวกมันเห็นคนแดนเหนือตัวสูงใหญ่ เปี่ยมพละกำลังเข้าก็พากันกลัวจนตัวสั่นแล้ว

“ข้าต้องการต้นไกลีน… พืชไฟของฟูโอโค” พระราชาเอียโลรับสั่งอย่างหมายมาด ขณะที่หัตถ์ข้างหนึ่งคว้าหมับที่เอวอ่อนบางของนางระบำในราชสำนักไคโลคัสแล้วกระชากมานั่งบนพระเพลา นางระบำหวีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะร่ำไห้กล้ำกลืนเมื่อรู้ว่าไม่มีทางเลือก ต้องปล่อยให้พระหัตถ์หยาบหนาใหญ่โตลูบคลำเคล้นคลึงร่างกายตามใจชอบ ขณะที่หัตถ์อีกข้างยกจอกน้ำจัณฑ์เข้าพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี

“ต้นไกลีนจะทำให้เรามีชีวิตรอดในเมืองไฟได้และยังรักษาได้สารพัดโรค หากเรานำกลับเอียโลได้จะมีมูลค่ามหาศาล”

“แต่มันจะคุ้มกันหรือพระเจ้าข้า กับชีวิตไพร่พลที่อาจสูญเสียระหว่างทาง ฟูโอโคก็เป็นชนชาตินักรบ กองทัพพวกมันยิ่งใหญ่เกรียงไกรและที่สำคัญคือเจนพื้นที่กว่าเรามากนัก”

“เจ้าก็อย่าคิดว่าเราจะต้องเสียไพร่พล เราต้องทำให้มันเป็นฝ่ายพ่ายไปเสีย… ไมรัส ไม่ใช่แค่ต้นไกลีนเท่านั้นที่ข้าปรารถนา แต่ยังมีแหล่งแร่ชั้นดีมหาศาลแลอาวุธชั้นเลิศที่ข้าต้องการจากฟูโอโค จงมองอะไรให้กว้างบ้างเถิด เสียทีเป็นแม่ทัพใหญ่… เอาเถิด เจ้าไปได้แล้ว ไม่ต้องคิดให้ข้าเปลี่ยนใจอีก… ข้าจะพักผ่อนให้สำราญสักหน่อย” ราชาเมืองน้ำแข็งโบกหัตถ์ไล่แม่ทัพหนุ่มแล้วหันไปฟอนเฟ้นเนื้อตัวนางระบำอย่างกระหาย สลับกับสวาปามกระยาหารเลิศรสราวกับอดอยากแรมปี

ไมรัสเบือนหน้าหนีอย่างอดสู เอียโลไม่ควรมีราชาที่ปฏิบัติตัวเยี่ยงอนารยชนคนเถื่อนเช่นนี้

แต่ทำอย่างไรได้ พระราชาอลันทรงได้อำนาจอย่างชอบธรรมจากราชินีเนริซา อีกทั้งยังทรงเก่งฉกาจการศึกยิ่งนัก ไม่ว่าดินแดนน้อยใหญ่ในคาบสมุทรนอร์เดนล้วนพิชิตได้มาอยู่ในอุ้งหัตถ์ทั้งสิ้น สมแล้วที่ทรงลำพองนัก หากความลำพองมักนำไปสู่ความชะล่าใจมิใช่หรือ แลความชะล่าใจก็อาจกลายเป็นความอวดดี ที่นำหายนะมาสู่ชาวเอียโลก็เป็นได้

นอร์เดนเป็นดินแดนแห่งความหนาวเหน็บอันคุ้นชิน… มิใช่ดินแดนอันร้อนแล้งแห่งบาราไนอัส-มัซซา ต่อให้กองทัพชำนาญศึกเพียงใดก็อาจเพลี่ยงพล้ำได้ง่าย

แค่ยังไม่ถึงฟูโอโค เขาก็ร้อนจนคิดว่าต้องละลายตายอยู่ต่างแดนเสียแล้ว น้ำแข็งมากมายที่ตัดมาจากธารน้ำแข็งเอียลาน่าและเก็บรักษาอย่างดีด้วยฟางกับแกลบหลายชั้นเริ่มละลายทีละน้อย มิอยากคิดว่าหากถึงเมืองไฟ น้ำแข็งอาจละลายท่วมกองทัพเสียก็เป็นได้

แม่ทัพหนุ่มเดินเลี่ยงออกจากห้องประทับอันโอ่อ่างดงามที่ราชาอลันยึดครองแล้วถอนใจยาว สลัดความเห็นใจนางรำทั้งหลายที่ถูกเรียกผัดเปลี่ยนกันไปปรนเปรอสวาท ‘พระราชาโทรลล์’ เขามิได้ปรารถนาจะเพิกเฉยต่อการกระทำอันน่ารังเกียจของพระราชาเลย หากก็ไม่อยู่ในสถานะจะออกคำสั่งห้ามปรามแลปกป้องนางระบำเหล่านั้นได้

อีกครั้งที่ไมรัสคิดถึงพระราชาเฒ่าเวอร์มอนนิคัสจับใจ ทรงเป็นราชาผู้เที่ยงธรรม แม้ยามออกศึกก็ทรงกระทำเยี่ยงชายชาญจนเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญ

หากเขาได้เป็นราชา ก็อยากเป็นราชาที่คนรักนับถือจากหัวใจเช่นนั้นบ้าง

 

เมื่อเข้าใกล้ชายแดนดันสแตน ทิวทัศน์ข้างทางก็ค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อย จากทุ่งหญ้าโล่งบนเนินเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ  เริ่มกลายเป็นภูเขาหินทรายสีแดงอมเหลือง มีต้นไม้สูงพุ่มใบหนาแซมอยู่ประปราย แต่มิค่อยเห็นมวลบุปผาสีสันสดสวยอีก

ซีมายน์มองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ ภูเขาหินบางลูกเป็นรูตรงกลาง บางแห่งซ้อนเป็นชั้นเรียงราย บางลูกเป็นวงริ้วกระจายเหมือนคลื่นคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นแกะสลักเส้นโค้งเอาไว้

มิน่าเล่า ถึงเรียกดันสแตนว่าเมืองศิลา…

“แถบชายแดนจะเป็นหินทราย ใกล้ชายฝั่งจะมีหินปูนบ้าง ถ้าเข้าตอนในขึ้นมาหน่อยจะเป็นหินเนื้อแข็ง” ได้ยินเสียงทาวีญอธิบายลอย ๆ อยู่หน้ารถม้า คิดว่าเขาจงใจอธิบายให้นางฟังมากกว่าเจ้าหญิงเลวิน่า เพราะอีกฝ่ายประทับอยู่ขบวนหน้าไปอีกชั้น ซีมายน์มองผ่านม่านไปยังแผ่นหลังผึ่งผายของชายบนอาชาเบื้องหน้า นึกถึงว่าเคยกอดรัดเคล้าคลอร่างนั้นด้วยความรักล้นใจเพียงใด น้ำตาก็พาลเอ่อขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมแท้ ๆ แต่กลับยิ่งห่างไกลสุดหล้า

“ทา… วีญ” นางรำพันแผ่วเบา ต้องคุ้นชินกับนามใหม่ สถานะใหม่ของเขา เขามิใช่โรอัน หนุ่มชาวเรือที่นางคุ้นเคยและรอคอยทุกลมหายใจอีกแล้ว

“นอกจากผลึกมายาจะใช้เข้าหุบเขาวาการ์ได้แล้ว ทำอะไรได้อีกไหม”

“ได้มากมายอย่างที่ท่านคาดไม่ถึงเลยทีเดียว” เสียงขุนพลหนุ่มแทรกปนฝีเท้าม้า “เชื่อกันว่าผลึกมายาใช้ชุบชีวิตได้ ป้องกันภยันตรายต่าง ๆ รวมถึงรักษาโรคได้”

“ชุบชีวิตได้!” ซีมายน์ร้อง “เท่านั้นก็เพียงพอให้คนตามล่าแล้วละ แล้วเขาเล่าว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไรหรือ” นางยังส่งเสียงผ่านฝีเท้าม้ากุบกับบนพื้นหิน แม้เคยสดับเรื่องราวและรูปพรรณสัณฐานของผลึกมายามาแล้วหลายคราก็ตาม หากปรารถนาจะสนทนาพาทีกับเขาให้มากที่สุดเพราะทุกฝีก้าวของ ‘ท่านหญิงไลแลค’ ล้วนอยู่ในสายตาข้าราชบริพาร รวมถึงเจ้าชายราฟาเอลและเจ้าหญิงเลวิน่า

ดังนั้นแล้วแม้การพูดขณะอาชาเหยาะย่างจักมิถึงกับเป็นส่วนตัวนัก หากยังดีกว่าการไม่ได้พูดจากันเลยมิใช่หรือ

“เป็นอัญมณีสีเขียวใส ขนาดเท่าฝ่ามือ มีรอยหยักโค้งคล้ายริ้วคลื่น ตรงกลางมีเปลวไฟสีฟ้าลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา” ชายหนุ่มเว้นระยะครู่หนึ่งจึงขยายความต่อ

“มีข่าวลือการพบผลึกมายาหลายที่ ทั้งกลางเขาสูงเสียดฟ้าในโบเรติสบ้าง ภูเขาไฟไอร์ฟาในฟูโอโคบ้าง หรือแม้แต่กลางทะเลทรายมัซซา และหาดสีดำอย่างเวลต้า เมื่อข้าอยู่ที่นั่น ชาวเมืองยังพูดเรื่องนี้กันเรื่อยมา เขาว่ามันจมอยู่ใต้ทะเล ทว่าวันหนึ่งกลับมีพ่อค้าแลชาวเรือหลายคนเห็นมันปรากฏขึ้นบนหาด แต่ระหว่างที่ข้าหนีกลับฟูโอโค ได้ยินจากชุมนุมพ่อค้าแลคนเดินทางจากทั่วสารทิศว่าอยู่แถวดันสแตน”

ซีมายน์ดีใจที่เขาตอบกลับมายาว ๆ ปรารถนาจะได้ยินเสียงนุ่มทุ้มที่คิดถึงไปตลอดทาง

“ท่านคิดว่าเราจะเริ่มตามหาผลึกมายาจากที่ใดก่อนหรือ”

“เผ่าดันคลอช…” เสียงชายหนุ่มยังราบเรียบ “มีคนเห็นผลึกมายาครั้งล่าสุดแถบนั้น”

“แล้วเป็นไปได้ไหมว่าผลึกมายาอาจจะไม่ได้อยู่ในป่าเผ่าดันคลอช หรือแม้แต่ในดันสแตนแล้ว คนที่ครอบครองอาจจะมุ่งตรงสู่หุบเขาวาการ์แล้วก็เป็นได้”

“ก็อาจเป็นไปได้” ทาวีญหยุดไปนิดหนึ่งอย่างใคร่ครวญ “แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าจะได้ข่าวคราวการมุ่งหน้าสู่วาการ์บ้าง เรื่องเช่นนี้มิได้ปิดกันง่าย ๆ”

“ถ้าเช่นนั้นก็อาจเป็นได้ว่ายังไม่มีอาณาจักรไหนได้ผลึกมายาไป มิเช่นนั้นก็คงเข้าวาการัตได้ไปแล้ว”

“ถูกต้อง ข้าจึงคิดว่าตอนนี้ผลึกมายาน่าจะอยู่ในมือสามัญชนธรรมดา ๆ มากกว่า”

ครั้งนี้ทาวีญหันมามองผู้ที่อยู่หลังม่านรถม้าแวบหนึ่ง สายตาคมกล้าทำให้ใจซีมายน์วูบวาบ อยากโผเข้าไปกอดเขาเสียเดี๋ยวนั้น หากทำได้เพียงข่มใจ เฉไฉตอบทำนองขำขันไปว่า

“ข้าไม่มีผลึกมายาหรอกนะ เผื่อท่านหมายถึงข้า”

ทาวีญโคลงศีรษะ เขาหันหลังให้ นางจึงไม่เห็นรอยยิ้มจาง ๆ จุดขึ้นบนดวงหน้าคมสัน ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงเสียงหัวเราะชื่นบานของนางเพียงใด… ไม่รู้ว่ายากเหลือเกินที่ต้องปั้นหน้าเคร่งเย็นชาดุจคนไร้หัวใจทั้งที่ไฟรักกำลังแผดเผาใจจนมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีอยู่แล้ว

ตลอดการเดินทางอันยาวนานหลายทิวาราตรีเขาต้องหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปกอดแลจุมพิตซีมายน์ หรือดูแลปกป้องดังที่ตั้งใจอยู่ทุกขณะจิต ปล่อยให้เจ้าชายผู้ทรงศักดิ์และทรงสิทธิ์ในตัวนางเป็นผู้มอบสายตาแห่งความรัก ความหวงแหนแลจับจูงมือน้อย ๆ ของนางแทน

หากซีมายน์เป็นคู่หมั้นบุรุษอื่น เขาคงไม่ลังเลสักเสี้ยวใจที่จะชิงนางกลับมา ชั่วชีวิตเขาเป็นนักสู้ ทรหดอดทนไม่เคยยอมแพ้ เรื่องเท่านี้ไม่ยากเย็นอันใด…

ทว่าบุรุษผู้นั้นต้องไม่ใช่เจ้าชายราฟาเอลที่เขาเทิดทูนบูชา เติบโตวิ่งเล่นมาด้วยกันประหนึ่งลูกเรียงพี่เรียงน้อง… ผู้ที่เขาสาบานกับตนเองว่าจะซื่อสัตย์ภักดีด้วยชีวิต

เมื่อเข้าใกล้เขตชุมชนเมืองศิลา สมาชิกในขบวนสำรวจหุบเขาวาการ์แห่งเจ้าชายราฟาเอลต้องปรับขบวนให้เล็กลงไม่ให้เป็นที่สะดุดตา ไม่ใช้รถม้าประดับประดาเพชรพลอยมีค่าอีก ทุกคนต้องขี่ม้าเหมือนกันหมด สิ่งใดที่แสดงลำดับชั้นฐานะทรงศักดิ์ถูกนำเก็บทั้งสิ้น อีกทั้งต้องสวมเสื้อคลุมและผ้าคลุมผมอีกชั้นหนึ่งให้รัดกุมขึ้น ชุดคลุมอันทอจากต้นป่านผสมใยต้นไกลีนช่วยกันความเย็นและความร้อน กระทั่งฝุ่นหินฝุ่นทรายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสีดุจเปลือกไม้ยังช่วยให้ดูทะมัดทะแมงกลมกลืนไปกับชาวคาราวาน ยามนี้ทุกชีวิตในกองแลคล้ายขบวนพ่อค้าต่างแดน พัสตราภรณ์อันแพรวพรายด้วยเพชรนิลจินดาล้วนถูกเก็บซ่อนอย่างดี มีเพียงสีผ้าแลสายคาดศีรษะที่บ่งบอกลำดับฐานะ หากมิได้แสดงว่าเป็นเจ้านายสูงศักดิ์ให้สะดุดตาในต่างแดน

เจ้าหญิงเลวิน่าทอดพระเนตรร่างอ้อนแอ้นของท่านหญิงไลแลคที่ยังดูงดงามแม้อยู่ในชุดยาวรุ่มร่ามไร้ทรงด้วยความริษยา นึกเขม่นในพระทัยว่าเหตุใดนางต่างเผ่าไร้สกุลยังดูสดชื่นและเฉิดโฉมทั้งที่ผ่านการเดินทางรอนแรมยาวนาน เผชิญอากาศแปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง ต่างจากพระนางที่เริ่มอ่อนล้าลงเรื่อย ๆ ฉวีเริ่มเผือดและหมองคล้ำ เมื่อกอปรกับร่างผ่ายผอมจึงยิ่งไม่น่าชมเอาเสียเลย จนทรงอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าขุนพลหนุ่มจะแหนงหน่ายจากรูปโฉมไม่เจริญตาหรือไม่ แลยิ่งเมื่อทรงเปรียบเทียบกับไลแลคอยู่บ่อยครั้งพระทัยเจ้าหญิงเลวิน่าจึงยิ่งรุมร้อน

นางผู้นั้นรับถุงหนังบรรจุน้ำจากเจ้าชายราฟาเอลมาดื่ม หากเพียงเจ้าชายรัชทายาทละสายพระเนตรไปครู่เดียว นางไลแลคก็เหลือบมองทาวีญ ตาสีม่วงหมองลง เจ้าหญิงเลวิน่ายิ่งประหลาดพระทัยเมื่อเห็นขุนพลหนุ่มมองตอบด้วยสายตาดุจเดียวกัน พระทัยเจ้าหญิงแห่งฟูโอโคยิ่งสั่นไหว นี่มิใช่ความบังเอิญหรือทรงคิดไปเองด้วยความหึงหวงเสียแล้ว ทรงสังเกตมาหลายครั้งตั้งแต่คนทั้งคู่กลับจากลานหิน ต่างมองกันด้วยสายตามีนัยยะซ่อนเร้น ราวกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน

หากใคร่ครวญเพียงใดเจ้าหญิงเลวิน่าก็คิดว่ามิน่าเป็นไปได้ อดีตนางกำนัลเจ้าหญิงลักษวิณีมาจากปุรณาปุระ คงมีเลือดผสมพวกอนาโตเลียหรือโบเรติสถึงได้มีผิวพรรณนวลเนียน มีผมสีน้ำตาลแลดวงตาสีม่วงดูผิดประหลาดจากคนการณะทวีป นางไม่น่าเคยเดินทางออกจากปุรณาปุระมาก่อนจนกระทั่งติดตามเจ้าหญิงมากับขบวนอภิเษก จึงไม่น่าจะเคยรู้จักสายลับหนุ่มที่ผจญภัยไปหลากหลายทวีป

ถ้าเช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คงรู้จักกันในฟูโอโค หรืออาจเพิ่งมาพบกันเมื่อออกขบวนนี้ด้วยซ้ำ… แล้วชะรอยจะติดตาต้องใจกันเข้ากระมัง ไม่เช่นนั้นสายตาอย่างนั้นจักเกิดได้อย่างไร

ยิ่งเมื่อพระนางเข้าใกล้ทาวีญ ไลแลคก็จะเลี่ยงออกไปไกลเกินจำเป็นและพยายามไม่มองชายหนุ่มจนเกินไป จึงยิ่งผิดสังเกตเจ้าหญิงเลวิน่านัก

บัดนี้เมื่อไม่ต้องประทับบนรถม้าแล้ว เจ้าหญิงร่างเล็กจึงบังคับอาชาทรงให้เข้าใกล้นางข้าหลวงพยาบาลมากขึ้น ไม่ได้นึกถูกอัธยาศัยอันใดอีกฝ่ายนักนอกจากว่านางพูดน้อย เก็บปากเก็บคำแลไม่ช่างขัดช่างแทรก เหมาะเป็นที่ระบายความอัดอั้นกับเป็นที่ปรึกษาชั้นดี

“นี่แน่ะ มาติเน่ เจ้าเป็นคนช่างสังเกต บอกทีว่าเจ้าก็เห็นท่านทาวีญกับนางไลแลคมีทีท่าพึงใจกันเหมือนที่ข้าเห็น”

นางผู้ถูกถามชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีฟ้าสดเพ่งมองไปยังอาชานางไลแลคอยู่อึดใจจึงทูลตอบ

“ข้าอยู่แต่ในกองแพทย์รั้งท้ายอยู่หลังขบวน ไม่ค่อยสังเกตอันใดหรอกเพคะ”

“ไม่จริงหรอก ข้ารู้ว่าหูตาเจ้าว่องไวนัก เพียงแต่เจ้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นต้นคิดเรื่องน่าอดสูใช่ไหมเล่า” เลวิน่าทรงรู้ทัน ชะโงกข้ามอาชาไปกระซิบข้างหูมาติเน่ “เจ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ช่วยข้าจับตาดูไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

“หากเป็นเช่นนั้น องค์หญิงคิดจะทำอย่างไรเพคะ” นางข้าหลวงลูกสาวแม่ทัพใหญ่ทูลเสียงแผ่วดุจกระซิบเช่นเดียวกัน

“ข้าก็ต้องกันนางออกจากท่านทาวีญน่ะซี ข้ายอมให้นางเป็นพี่สะใภ้ข้ามากกว่าให้มาแย่งคนรักไป”

“กันอย่างไรเพคะ”

“เจ้านี่โง่จริง วัน ๆ อยู่กับหยูกยาและคนเจ็บจนเล่ห์กลไหวพริบบอดสิ้นกระมัง” เลวิน่าตรัสบริภาษอย่างไม่นึกเห็นใจผู้ฟัง ความเป็นเจ้าหญิงที่ถูกให้ท้ายตามพระทัยแต่เล็กทำให้ทรงเคยชินกับการวางอำนาจข่มบริวาร

“ข้าก็ต้องไปทูลเจ้าพี่ราฟาเอลให้ระวังไว้น่ะซี จะได้ทรงออกคำสั่งให้ท่านทาวีญมาคุ้มกันข้าแทน แต่ข้าจะทำเอิกเกริกให้เจ้าพี่คิดว่าทั้งสองลอบรักเล่นชู้มิได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นเท่ากับข้าผลักไสนางไลแลคไปหาท่านทาวีญง่ายขึ้นไปเปล่า ๆ ข้าต้องทูลให้เจ้าพี่เห็นความไม่เหมาะสมเสียก่อนและตัดไฟเสียแต่ต้นลม… เจ้าเองก็ต้องช่วยข้าด้วยล่ะ ยามเจ้าเข้าไปตรวจพระพลานามัย อย่าลืมใส่ความเห็นเรื่องนี้เข้าไปด้วย” ทรงกำชับนางข้าหลวงดังนั้นแล้วก็ค่อย ๆ รั้งอาชาออกห่าง มิได้ใส่พระทัยว่าใต้ผ้าคลุมหน้าของมาติเน่แสดงความรู้สึกเช่นไร

ดวงตาสีฟ้าสดของลูกสาวแม่ทัพยังมองแน่วนิ่งไปยังทางเบื้องหน้าเสมือนปกติ หากริมฝีปากน้อย ๆ กลับเม้มแน่น ความรู้สึกมากมายผุดประดังขึ้นแข่งกัน กระนั้นยังคงทำหน้าที่ของตนด้วยลักษณาการสงบนิ่งดังเคย เมื่อถึงจุดพักริมทางก็เข้าไปตรวจอาการข้อมือบวมของท่านหญิงไลแลค ให้ยาและแนะนำการดูแลเป็นปกติ มาติเน่ยึดถือหน้าที่ผู้รักษาพยาบาลว่าเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติ ไม่อาจเลือกที่รักมักที่ชังในการดูแลคนเจ็บได้ อีกทั้งท่านหญิงพระคู่หมั้นก็ปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพให้เกียรติ ไม่มีวาจาระคายหูเช่นเจ้าหญิงเลวิน่า

นางสังเกตท่าทีของท่านหญิงกับขุนพลมาได้สักระยะดังเช่นเจ้าหญิงเลวิน่าตรัส นึกสงสัยครามครันหากไม่ปักใจนัก ก็หญิงใดที่มีคนรักเป็นราชบุรุษสูงศักดิ์เช่นเจ้าชายราฟาเอลจะกล้าใฝ่ใจไปรักชายอื่นได้อย่างไร

เมื่อถึงโรงพักนักเดินทางในเวลาย่ำค่ำ ก็ดูราวเทพีเอลญาจะเป็นใจเปิดทางน้อย ๆ ทดสอบมาติเน่ เมื่อเจ้าชายราฟาเอลประชวรไข้อ่อน ๆ เป็นเหตุให้ข้าหลวงโรงแพทย์ถูกเรียกให้ไปรักษาในห้องประทับส่วนพระองค์

วรกายดุจสนสูงนอนราบอยู่บนพระแท่นอันทำจากหินแข็ง ปูด้วยผ้าหยาบ ๆ จากโรงพักแรม มาติเน่จึงสั่งหญิงรับใช้ให้นำผ้าขนแพะมาปูเพิ่มอีกสองชั้น ใช้แพรยาวบุขนกระต่ายด้านนอกสำหรับเป็นผ้าห่มเพิ่ม

“ขอบใจ มาติเน่” สายพระเนตรสีเหลืองอำพันทอดมองมาที่ลูกสาวแม่ทัพใหญ่อย่างอ่อนโยนจนหัวใจมาติเน่ไหวระทึก

“มิเป็นไรมิได้เพคะ เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้ว… อากาศในเมืองหินร้อนแล้งราวทะเลทรายตอนกลางวัน แต่เย็นจัดยามค่ำคืน พระองค์ต้องทำให้วรกายอบอุ่นเข้าไว้เพคะ” หญิงสาวคลี่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนแตะลงบนนลาฎและข้อพระกรแผ่วเบา

“เสวยยานี้แล้วประเดี๋ยวไข้ก็จะค่อย ๆ ลดลงเพคะ ตั้งแต่เดินทางอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พระองค์ก็ทรงตรากตรำแทบไม่ได้พักผ่อนวรกายเต็มที่ก็เลยจับไข้เอาเท่านั้นเพคะไม่มีอะไรน่าห่วงมาก”

“ขนาดข้าเป็นบุรุษแข็งแกร่งยังป่วยไข้เอาง่าย ๆ แล้วอย่างนี้ไลแลคจะเป็นเช่นไร เจ้าได้ไปดูอาการนางบ้างหรือยัง ข้อมือบวมของนางมิยิ่งทำให้จับไข้หรือ”

ดวงตามาติเน่มีร่องรอยสะเทือนใจผ่านวูบ ทุกลมหายพระทัยของเจ้าชายราฟาเอลมีแต่นางไลแลคพระคู่หมั้นเท่านั้น หากครู่เดียวนางก็กลับยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อทูลตอบเจ้าชาย

“ข้อมือท่านหญิงไม่บวมแล้วเพคะ หม่อมฉันจัดยาทาขนานดีให้ พระองค์ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ นอกจากหม่อมฉันแล้วคนอื่น ๆ ก็ดูแลท่านหญิงอย่างดี ท่านทาวีญก็นวดยาให้ตลอดเพราะท่านหญิงบ่นว่านางรับใช้นวดยาไม่เป็น เจ็บไปบ้าง เบาไปบ้าง ท่านทาวีญเป็นสายลับนี่เพคะ เขามีวิชาอะไรต่อมิอะไรมากมายให้ผู้หญิงทึ่งเสมอ”

ประกายบางอย่างไหวระริกในดวงเนตรราฟาเอล…

“อย่างนั้นหรือ”

“ที่บุรุษอย่างท่านทาวีญถูกเนื้อต้องตัวสตรีผู้เป็นพระคู่หมั้นนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย คงไม่มีอะไรไม่เหมาะสม พระองค์อย่าได้ทรงวิตกเลยเพคะ” มาติเน่ทูลอย่างเข้าอกเข้าใจ “อีกอย่างพระราชินีก็มีบัญชาให้ท่านทาวีญเป็นคนคุ้มกันท่านหญิงไลแลค ที่ต้องดูแลใกล้ชิดกันนั้นก็เป็นเรื่องเข้าใจได้… ไม่มีใครคิดในแง่ไม่งามหรอกเพคะ… อาจจะเว้นองค์หญิงน้อยไว้องค์” ประโยคท้ายนางยิ้มกว้างคล้ายขำขันแกมเอ็นดูผู้ที่ถูกกล่าวถึง

“องค์หญิงน้อยไม่สบายพระทัยที่ท่านหญิงกับท่านทาวีญอยู่ใกล้ชิดกัน แต่หม่อมฉันก็เข้าใจพระนางเพคะ เพราะธรรมชาติหญิงเลอโฉมก็เหมือนบุปผางามส่งกลิ่นหอมเย้ายวนให้ภมรชายเข้าใกล้ ท่านหญิงไลแลคงามพิลาสขนาดนั้น ท่านทาวีญก็เป็นบุรุษรูปงาม องค์หญิงก็ทรงต้องกลัวไว้ก่อน” มาติเน่คลี่ผ้าห่มคลุมวรองค์บนแท่นหินพลางเล่าไปเรื่อย ๆ คล้ายเล่าเรื่องทั่วไปไม่ได้สลักสำคัญอันใด ชนิดที่หากเจ้าหญิงเลวิน่ามาได้ยินก็คงนึกอัศจรรย์พระทัยว่านางข้าหลวงที่ทรงคิดว่าพูดน้อยกลับร่ายออกมาได้ยาวเหยียดเป็นเรื่องเป็นราว

“ทรงพักผ่อนพระวรกายให้เต็มที่นะเพคะ พรุ่งนี้ต้องเข้าชุมนุมตลาดแต่เช้าตรู่จะได้สดชื่น”

มาติเน่ถวายบังคมลาไปเงียบ ๆ ทิ้งให้เจ้าชายแห่งฟูโอโคเนตรสว่างครุ่นคิดไปอีกครึ่งค่อนคืน

Don`t copy text!