ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 23 : เส้นขนาน

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 23 : เส้นขนาน

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 23 –

 

“พวกนอร์เดนตัวใหญ่โตดั่งยักษ์ภูเขา ข้านึกว่าพวกมัซซาร่างสูงหนาแล้วยังเทียบความมหึมาของพวกน้ำแข็งมิได้เลย”

“อยากรู้ว่าเทียบกับพวกเวลต้าที่ว่าเป็นยักษ์ไซคลอฟจำแลงจะเทียบกันได้หรือไม่”

คนพูดนึกถึงยักษ์ร้อยตาตัวดำเมื่อมสูงหนามหึมาในเรื่องเล่าเก่าแก่แล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก

“ต้องไปถามท่านทาวีญดูซี เขาเคยเห็นคนเวลต้าตัวเป็น ๆ มิได้ฟังแต่คำร่ำลืออย่างพวกเรา แต่เวลานี้ไม่ควรสนใจพวกเวลต้าหรือพวกมัซซาสักหน่อย ควรจักหวั่นกับกองทัพคนเมืองน้ำแข็งมากกว่า”

เจ้าชายฟารุคสดับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าทหารในกองทัพแล้วก็ทรงครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ กองทัพของพระองค์เคลื่อนประชิดชายแดนฟูโอโคแล้วแลได้เป็นประจักษ์พยานความยิ่งใหญ่ของกองทัพพวกนอร์เดนด้วยพระองค์เอง ทั้งไพร่พลมหาศาลแลเครื่องเกราะอาวุธพรักพร้อม ทั้งร่างกายมหึมาข่มขวัญศัตรูตั้งแต่ยังไม่เริ่มศึก ไม่ทันไรทหารของพระองค์ก็พรั่นพรึงกับกองกำลังดินแดนน้ำแข็งเสียแล้ว

“เราต้องโจมตีจุดอ่อนพวกยักษ์น้ำแข็ง” เจ้าชายแม่ทัพรับสั่งกับหัวหน้าขุนทหารทั้งหลาย “จะได้มิต้องเปลืองแรงเปลืองไพร่พลไปโดยไม่จำเป็น จุดอ่อนสำคัญของพวกมันคือความร้อน”

“พวกมันมาจากดินแดนหนาวเย็น คงทนอากาศร้อนได้ไม่นาน น่าจะเกิดอาการเจ็บไข้ขึ้นได้ง่ายพระเจ้าข้า” แม่ทัพผู้หนึ่งทูลขึ้น หากก็นิ่งไปราวไม่แน่ใจ “หากก็น่าแปลก หน่วยลาดตระเวนของเราแจ้งมาว่ามันทนความร้อนได้มากกว่าที่คิดไว้”

“น้ำแข็งอย่างไรเล่า” สิ่งที่ทาวีญเคยเล่าผุดขึ้นทันใด “พวกมันใช้น้ำแข็งบรรเทาความร้อน”

“น้ำแข็งหรือพระเจ้าข้า มันเป็นเช่นไรกัน เกิดมาไม่เคยพบเห็นมาก่อน”

“น้ำเหลวใสแข็งตัวจนจับเป็นก้อนด้วยความเย็นน่ะสิ เมืองไฟเราไม่เคยสัมผัสอากาศหนาวเหน็บอย่างนั้นสักครั้ง ให้จินตนาการก็คงนึกไม่ออก” เจ้าชายฟารุคสรวลน้อย ๆ ในพระศอ หวนนึกถึงเมื่อได้ยินเรื่องแปลกประหลาดจากทาวีญและนำไปเล่าให้พระมารดาฟัง เจ้าหญิงลวัญญาจึงเล่าประทานว่าที่ปุรณาปุระมีทั้งน้ำแข็งแลหิมะในธรรมชาติเป็นของสามัญ เนื่องจากปุรณาปุระอยู่ในเขตเขาสูงชัน สูงเสียยิ่งกว่าเขาไอร์ฟาหลายสิบเท่า อากาศเย็นเยียบอยู่หลายเดือน หากก็มีฤดูฝนและฤดูร้อนให้ความอบอุ่น จัดเป็นนครอันสมบูรณ์น่าอยู่กว่าฟูโอโคที่มีแต่ความร้อนระอุแลแห้งแล้งอยู่ชั่วนาตาปี

“แล้วพวกมันมีน้ำแข็งมากมายเพียงใดกันถึงจะพอหล่อเลี้ยงทั้งกองทัพได้นานแรมเดือน” อีกคนสงสัย

“ตัดมาจากธารน้ำแข็ง” ฟารุคตรัสอธิบายตามที่ทาวีญเคยเล่าถวาย “อากาศเย็นเยือกทั้งปีจนทะเลสาบ ลำน้ำ แลท้องทะเลบางส่วนแข็งเป็นผืนเดียวกัน พวกมันก็ตัดแบ่งเอาขึ้นเรือมา คงขนมามากมายหลายลำเรือ”

“แล้วมาเจออากาศร้อนที่ไคโลคัสจักไม่ละลายหรือพระเจ้าข้า” แม่ทัพอีกคนถามได้น่าคิด ฟารุคพยักพักตร์ช้า ๆ อย่างตรึกตรอง

“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน… เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจมีวิธีเก็บรักษาความเย็นบางอย่าง และอากาศในไคโลคัสเพียงแค่อุ่นจนอบอ้าวเท่านั้น อาจไม่เพียงพอละลายน้ำแข็ง… เจ้าพูดถูก ทำให้ข้าได้คิดว่าน้ำแข็งอย่างไรหากเจอความร้อนถึงขนาดหนึ่งก็ต้องมีวันละลายจนได้… และความร้อนจัดอย่างนั้นคงไม่พ้นแผ่นดินฟูโอโคของเรา” มีรับสั่งดังนั้นพระโอษฐ์ก็เหยียดออกเมื่อนึกว่าจะเผด็จศึกกองทัพยักษ์น้ำแข็งได้อย่างไร

“เราต้องต้อนพวกมันเข้าฟูโอโค ความร้อนระอุจากไอภูเขาไฟจะทำให้น้ำแข็งละลาย ลาวาร้อน ๆ จะผลาญร่างมันตั้งแต่ยังไม่เงื้อหอกดาบสู้… สำคัญที่ต้องล่อพวกมันลงไปในแอ่งลาวาใหญ่และหลุมไฟทั้งหลาย… เมื่อนั้นความปราชัยก็จักมาเยือนพวกมันทันตา”

 

 

โรงพักนักเดินทางอยู่ไม่ไกลจากชุมทางการค้าใหญ่ในดันสแตน สร้างจากการเจาะสลักภูเขาหินทรายลูกเล็ก ๆ ออกเป็นห้องหับมากมายหลายชั้น เชื่อมกันด้วยบันไดและอุโมงค์อันเกลาจากหินภูเขาในธรรมชาติ มีน้ำพุสะอาดอยู่โถงกลางชั้นล่าง ประดับประดาด้วยพรมแขวนผนังทอลายหยาบ ๆ และตะเกียงดินเผาวางอยู่ชั้นละสองสามดวง นับว่าพออยู่อาศัยค้างคืนได้ไม่เลวนัก จึงมีพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศหมุนเวียนเปลี่ยนเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ อันทำให้คณะเจ้าชายราฟาเอลซึ่งดูเหมือนพ่อค้าบาราไนอัสทั่วไปกลมกลืนไปกับแขกคาราวานอื่น

เจ้าชายราฟาเอลประทับอยู่ในห้องชั้นกลาง เยื้องต่ำลงมาเป็นคูหาประทับของเจ้าหญิงเลวิน่า อันติดกับคูหาท่านหญิงไลแลค พวกนางข้าหลวงบริวารหญิงนอนรวมกันในห้องรวมใกล้ ๆ ส่วนขุนทหาร นายพรานชายพักรวมกันในห้องชั้นล่าง… รวมทั้งทาวีญ

แม้ต้องออมแรงสำหรับวันรุ่งขึ้นหากขุนพลหนุ่มนอนไม่หลับ กังวลถึงการตามหาผลึกมายาก็เรื่องหนึ่ง เรื่องหัวใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เสียด้วย

ชายหนุ่มเดินลงมายังอ่างน้ำพุหิน เจ้าของโรงพักนักเดินทางเห็นก็เข้าใจว่าแปลกที่จึงหยิบน้ำมันหอมระเหยให้หยดใส่เตาเผาก่อนนอน พร้อมแนะอย่างใจดีว่าสามารถขึ้นไปดูดาวด้านบนได้โดยต้องออกทางประตูหลัง จะมีเนินหินที่ทำเป็นขั้นบันไดหยาบ ๆ อยู่ด้านข้างให้ขึ้นไปนั่งเล่นข้างบนได้ บางคราพวกพ่อค้าวาณิชทั้งหลายก็มาจิบเมรัยสังสรรค์ทำความรู้จักกันบ่อย ๆ

คืนนี้เงียบสงบไม่มีผู้ค้างแรมมาสังสรรค์ ทว่า เขากลับพบผู้ที่ไม่คาดว่าจะได้พบในยามวิกาลนั่งห้อยขา หน้าหันไปทางรัตติกาลอันไพศาลประดับประดาด้วยหมู่ดาริกาแพรวพราย… ร่างงามนั้นยังดูน่าทะนุถนอมแม้อยู่ในพัสตราภรณ์หยาบหนาเทอะทะ ทาวีญยืนจ้องด้วยความตะลึงลาน และราวอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง เจ้าหญิงพลัดถิ่นหันขวับกลับมาทันที ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย

“มาชมดาวด้วยกันเถิดทาวีญ… ฟ้าโล่งเช่นนี้เห็นดาวงามนัก”

“นึกว่าท่านหญิงอยู่ดูพระอาการองค์ชายอยู่เสียอีก” ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าเหตุใดจึงต้องเอ่ยประชดประชันออกไป หากก็ยอมทรุดกายลงนั่งบนแผ่นศิลาเย็นชื้นในระยะห่างพอควร

“ข้าไม่ใช่หมอสักหน่อย ข้าหลวงพยาบาลได้เข้าไปดูอาการแล้ว ว่าแต่ท่านเถิด เจ้าหญิงเลวิน่าทรงร้องหาอยู่ตลอด คงเกรงคู่หมายจะหายกระมัง”

“ข้าไม่มีคู่หมาย” ทาวีญละสายตาจากผืนฟ้าสีนิลเบื้องหน้ามายังวงหน้านวล “ข้าจะมีคู่หมายหรือมีใจให้สตรีอื่นได้อย่างไรในเมื่อเคยให้สัญญารักกับนางผู้หนึ่งไปแล้ว ข้ามิใช่คนอ่อนไหวโลเล”

“ท่านหมายถึงข้าก็พูดมาให้ชัดเถิด” ดวงเนตรสีม่วงเศร้าสร้อยหากกร้าวในที “ข้านึกว่าท่านตายไปแล้วนี่โรอัน… ไม่ใช่สิ ทาวีญ”

“จึงรับรักบุรุษอื่นได้” เขาว่าเสียงขื่น “ข้านึกว่าท่านตายไปแล้วแต่ก็กลับไม่คิดจะมีหญิงอื่น เมื่อต้องถูกจับแต่งงานกับนางดาเลเผ่าเวลต้าก็หนีออกมาก่อนจะได้ชื่อว่าทรยศต่อคนรัก”

“ท่านชักจะพาลแล้วนะทาวีญ เรื่องของข้ากับท่านไม่เหมือนกันสักหน่อย ตัวข้าดั้นด้นมารอท่านถึงเมืองไฟตามสัญญา ส่วนท่านจำเป็นต้องหนีจากเผ่าคนเถื่อนนั้นอยู่แล้วไม่ว่าจะถูกจับแต่งงานหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับความรักภักดีนั้นหรอก ท่านกำลังโกรธเลยพูดจาไร้เหตุผลไม่เหมือนโรอันที่ข้ารู้จัก… ข้าถามหน่อยเถิด หากไม่เจอข้าที่เมืองไฟเสียก่อนแล้วคิดว่าข้าตายไปแล้ว และพระราชาพระราชทานหญิงงามให้ท่านแต่งงานด้วยสักนางหนึ่ง ท่านจะกล้าปฏิเสธไหม… แล้วดูเถิด ข้าใคร่รู้นักว่าท่านจะหลบเลี่ยงการเป็นคู่อภิเษกองค์หญิงเลวิน่าไปได้นานสักเท่าไรกัน”

ซีมายน์กำลังโกรธจัด หน้าเชิดขึ้นกลายเป็นสีแดงก่ำอันทำให้ทาวีญรู้สึกตน เขาเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย

“ท่านพูดถูกแล้ว ข้าเองละที่หึงหวงจนขาดสติก็เลยพูดพาลอย่างนั้นออกไป จริง ๆ แล้วข้าก็แค่เสียใจที่ตอนนี้ท่านกลายเป็นของต้องห้ามไปเสียแล้ว ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ดูแลท่าน แม้แต่ถุงน้ำที่เคยป้อนให้ดับกระหายก็กลับกลายเป็นหน้าที่องค์ชายไป”

“โธ่… ทาวีญ” นางร้อง “ข้าก็เศร้าใจไม่ต่างไปจากท่านสักนิด แต่จะทำอย่างไรได้ เทพโอไรกอนแลเทพีเอลญาของชาวฟูโอโคช่างเล่นตลกร้ายกับชะตามนุษย์นัก แม้แต่เทพีเดเนียของข้าก็มิอาจเปลี่ยนแปลงหรือต้านทานได้”

หญิงสาวถอนใจยาว เนตรม่วงงามสลดลง

“หลายครั้งข้าก็คิดถึงช่วงเวลาเมื่อเป็นนักโทษใต้ท้องเรือ แม้จะลำบากอนาถา หากก็เป็นช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขมากเพราะข้าได้พบผู้ชายที่ข้ารักและรักข้าเหลือเกิน ท่านจำได้ไหม ท่านลอบนำถุงน้ำมาให้ข้า นำเสบียงอะไรต่อมิอะไรมากมายให้ข้า เรานั่งกันมืด ๆ คุยเรื่องนั้นนี้ไม่รู้เบื่อ ท่านทำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป”

ทาวีญสะอึก คำพูดตรงไปตรงมาของซีมายน์ดุจมีดปาเข้าตรงจุดอ่อนไหว ความเคยชินต่อการเก็บงำความรู้สึกโดยเฉพาะความอ่อนแอเจ็บปวดทำให้ชายหนุ่มข่มน้ำตาที่คลอคลองให้เหือดหายได้เร็วพลัน หันกลับไปมองหมู่ดาริกาบนฟ้า หากกระแสเสียงสั่นเครือมิอาจกลั้นได้

“ข้าใช้ความทรงจำเหล่านั้นหล่อเลี้ยงจิตใจตลอดเวลาที่ลอยคออยู่กลางทะเล หรือแม้แต่เมื่อต้องอดทนอดกลั้นเป็นทุกข์อยู่ในเวลต้า… ไม่มีวันใดเลยที่ข้าไม่คิดถึงช่วงเวลานั้น”

“ท่านยังรักข้า เหมือนที่ข้ายังรักท่านอยู่ใช่ไหม…ทาวีญ”

“รักสิ ข้ารักท่านเสมอซีมายน์ แต่รักแล้วอย่างไรต่อหรือ ในเมื่อความรักของเรากลายเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้อีกแล้ว”       ชายหนุ่มเบือนหน้าจากผืนฟ้ากลับมายังเนตรสีไลแลคที่คาดคั้นเอาคำตอบ “ยามนี้ท่านไม่ใช่นักโทษ ไม่ใช่เจ้าหญิงซีมายน์ แต่เป็นท่านหญิงคู่อภิเษกเจ้าชายรัชทายาทฟูโอโค”

“ถ้าเราหนีไปด้วยกันล่ะ” นางคว้าท่อนแขนเขา กระซิบแผ่วเบาหากดวงตาสีลูกหว้าหมายมาด “หนีไปสุดหล้า ไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา ไปเริ่มต้นใหม่เป็นแค่คู่ผัวเมียธรรมดาเท่านั้น”

“ท่านก็รู้ว่าข้ามิอาจทำลายเกียรติยศและความไว้วางใจจากเจ้าชายราฟาเอลได้ เหมือนกับที่ข้ารู้ว่าท่านคงไม่ยอมหมิ่นเกียรติตนเองด้วยการหนีไปมีความสุขส่วนตัวได้ แล้วท่านเองเถอะ ซีมายน์… จะไม่ห่วงใยเจ้าหญิงลักษวิณีที่รักกันดุจพี่น้องได้หรือ”

ซีมายน์เริ่มสะอื้น

“ท่านทำให้ข้านึกถึงเรื่องพี่เอดิน่าเมื่อครั้งได้ยินว่านางหนีตามชายชู้ไป แม้ลึก ๆ ข้าจะไม่เชื่อหากข้าก็เสียใจไม่น้อยที่นางทิ้งข้าไปได้ลงคอ ข้าคงไม่มีวันทำเช่นนั้นกับเจ้าหญิงลักษวิณีได้”

ทาวีญขยับเข้าไปใกล้ซีมายน์โดยไม่รู้ตัว ปรารถนาประโลมกอดให้หยุดร่ำไห้ เขาไม่อยากเห็นน้ำตาโดยเฉพาะน้ำตาของสตรียอดดวงใจ หากทำได้เพียงชะงักอ้อมกอดค้างไว้เท่านั้น เมื่อนางเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเอนหน้าอิงไหล่เขาแทน

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีหนอ…” เสียงหญิงสาวเศร้าสร้อย “อย่าเพิ่งผลักไสข้าเลยทาวีญ ขอข้าสัมผัสไออุ่นจากท่าน ให้เรานั่งชมดาราด้วยกันสักหน่อยเถิด ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่ พอถึงวันพรุ่งนี้เราสองคนต้องกลับไปทำหน้าที่ของตน เป็นท่านหญิงไลแลค เป็นขุนพลคู่พระทัยเจ้าชายรัชทายาท”

ขุนพลหนุ่มจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากนวล ลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนลื่นนุ่มดังกลุ่มไหมชั้นดีช้า ๆ …เขาสัมผัสนางได้เท่านี้ นางมิใช่ของเขาอีกแล้ว ได้แต่ซึมซับช่วงเวลานี้ไว้ทุกขณะจิต ก่อนที่วันพรุ่งนี้จักต้องแยกจากกันดุจเส้นขนาน ที่แม้ใกล้กันเพียงใดก็มิมีวันบรรจบได้

“ข้าจะจดจำช่วงเวลานี้จวบจนลมหายใจสุดท้าย… ซีมายน์”

ทั้งคู่นั่งมองหมู่ดาริกากลางลมเย็นรัตติกาลไปจนใกล้รุ่งจึงจากลากันด้วยอาลัยอย่างสุดแสน ไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองผ่านรูใต้ขั้นบันไดศิลาออกไปเห็น ‘ท่านหญิงไลแลค’ ลงบันไดมาจากลานด้านบนและมีขุนพลหนุ่มเดินตามในอึดใจถัดมา แม้รูจากคูหาจะแคบ หากก็ทำให้นัยน์เนตรคู่นั้นเบิกกว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มฉวยข้อมือท่านหญิงไว้ พูดบางอย่างที่แผ่วเบาและไกลเกินจะได้ยิน จากนั้นจึงเดินลงบันไดศิลาไปพ้นรัศมีการมองเห็นจากรูในห้อง

เจ้าหญิงเลวิน่าพระทัยเต้นโครมคราม แล้วสิ่งที่พระนางกลัวมาตลอดก็เกิดขึ้นจนได้ ทาวีญกับไลแลคลักลอบพบกัน!

Don`t copy text!