ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 24 : สองคาราวาน

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 24 : สองคาราวาน

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 24 –

 

คาราวานขบวนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองคิชลิน เป็นคาราวานขนาดย่อม มีเพียงม้าแลอูฐราวสิบห้าตัวกับคนเดินทางอีกสิบชีวิต ทุกคนล้วนสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม เก็บคลุมผมสีส้มสว่างไว้เรียบร้อยใต้ผ้าโพก คลุมหน้ามิดชิดจนเหลือเพียงดวงตาสีฟ้าอันพอกลมกลืนกับคนบาราไนอัส

เมื่อมาถึงโรงพักคนเดินทางก็ยังไม่ยอมถอดชุดคลุมหรือปลดผ้าคลุมหน้าลง คนร่างบางหากสูงโปร่งผู้คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลับเรียกเจ้าของโรงพักคนเดินทางมาซักถามหาแหล่งชุมนุมชนแลคนรับจ้างฝีมือดี เชี่ยวชาญป่าเขาทึบแลดินแดนหินทรายแทน เมื่อชายเจ้าของตอบคำถามเสร็จก็อดซักถามความเป็นมาของคาราวานลึกลับนี้มิได้ หากกลับได้รับถุงเงินมาถุงหนึ่งเป็นการปิดปากแทนจึงหุบปากไม่กล้าซักถามอีก

“พอพูดออกมาถึงรู้ว่าเป็นสตรี… สตรีต่างเผ่าเสียด้วย” เขาแอบพูดกับบุตรี “พูดภาษาบาราไนอิคแปร่ง ๆ และพูดภาษาคิชลินไม่ได้ เห็นทีจะมาจากอนาโตเลียหรือโบเรติสนู่นเลยกระมัง”

“ท่าทางไม่เหมือนมาค้าขายเลยนะท่านพ่อ ถามอะไรก็ไม่ยอมบอก” บุตรีว่า “ข้าว่าน่ากลัวชอบกล ไม่อยากให้อยู่นานเลย กลัวจะเป็นพวกโจรผู้ร้ายเอาน่ะซี”

สองพ่อลูกยังคงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป ขณะที่ผู้ถูกกล่าวถึงนำผู้ติดตามไปย่านร้านตลาดที่เจ้าของอ้างไว้ สอบถามชาวบ้านก็อ้างต่ออีกสองสามทอดจึงเจอคนรับจ้างชำนาญไพรที่ต้องการ

“ไปดันสแตนหรือ… ท่านจะไปตามหาผลึกมายาใช่ไหม” พรานหนุ่มพื้นเมืองยิ้มเจ้าเล่ห์ “ดินแดนน้อยใหญ่ล้วนตามหาผลึกมายาทั้งสิ้น แต่มิใช่งานง่ายเลย มีเพียงข่าวลือว่าอยู่ในดันสแตนเท่านั้น แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจริงหรือหลอก หรือต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนอยู่ดี”

“ข้ามิได้โง่เง่าถึงจะให้เจ้าไปงมแบบไม่รู้ทิศทาง” ผู้ว่าจ้างเอ่ยเสียงเย็น ตาสีฟ้าวาววับ “เจ้าเพียงแกะรอยขบวนผู้ตามหาผลึกมายาตามขบวนต่าง ๆ สืบให้รู้ว่าพวกเขาได้ความคืบหน้าอย่างไรบ้างและมารายงานให้ข้าฟัง อีกสองราตรีข้าจะย้ายเข้าไปยังโรงนักเดินทางตรงชายแดนดันสแตน น่าจะใช้เวลาเดินทางอีกไม่เกินสามราตรี เจ้ามารายงานข้าที่นั่นก็แล้วกัน… ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าตอบแทน” นางยกถุงผ้าขึ้นมาอวด ภายในมีแก้วแหวนเงินทองสารพัด หยิบทับทิมเม็ดโตสองเม็ดส่งให้

“สมบัติในถุงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น พวกเจ้าจะได้อีกหลายหีบเมื่อทำงานสำเร็จ”

พรานหนุ่มสองนายตาลุกวาวด้วยความโลภ ลนลานฉวยทับทิมเก็บใส่เสื้ออย่างรวดเร็ว ตกปากรับคำอย่างมั่นเหมาะ นึกในใจว่างานง่าย ๆ กำไรงามอย่างนี้ไม่รับก็โง่แล้ว แค่รายงานธรรมดาจะผิดหรือถูกคนจ้างก็ไม่มีวันรู้อยู่แล้ว ทว่าสตรีในชุดคลุมสีน้ำตาลกลับสำทับมาอย่างรู้เท่าทัน

“ข้าจะส่งเจ้าเฮรัสพญาเหยี่ยวของข้าไปกับพวกเจ้าด้วย เหยี่ยวน้ำแข็งของข้าฉลาดนัก มันฟังภาษามนุษย์เข้าใจแลรู้จักอาการท่าทางต่าง ๆ อย่างดี หากพวกเจ้าแต่งเรื่องมาหลอกข้ามันจะแสดงอาการให้ข้ารู้ และหากพวกเจ้าคิดตระบัดสัตย์หนีไป มันจะตามไปจิกควักนัยน์ตาเจ้าออกมา”

ดวงตาสีฟ้าเยียบเย็นที่มองกับคำพูดเหี้ยมเกรียมชวนให้พรานทั้งสองขุมขนลุกชัน

ขณะเดียวกันคาราวานจากฟูโอโคที่เข้ามาทางตะวันตกของเมืองดันสแตนก็เริ่มปะปนไปกับชาวบ้านในย่านชุมชน ร้านตลาดในชุมทางการค้าของดันสแตนตั้งอยู่บนที่ราบระหว่างเขาหินทรายสองลูกอย่างไม่มีแบบแผนนัก ดันสแตนยังไม่ค่อยเจริญมากเพราะอยู่ในภูมิประเทศกันดารแห้งแล้งสักหน่อย แม้มีชายฝั่งทะเลเล็กน้อยก็ถูกเขาบังปิดทางลมทำให้คึกคักสู้นครชายหาดละแวกใกล้เคียงอย่างอย่างคิชลิน มานาร์และฮาลีไม่ได้

หากกระนั้นย่านชุมชนก็ยังถือเป็นแหล่งข่าวชั้นดี มีทั้งคนพื้นเมืองแลคนต่างถิ่นเล่าเรื่องนั้นนี้ให้ฟังไม่ขาด มีทั้งเรื่องใหม่ ๆ เรื่องแปลก ๆ รวมไปถึงข่าวลือต่าง ๆ นานา คณะเจ้าชายราฟาเอลจึงกระจายกันเดินเพื่อสืบข่าวผลึกมายาและเผ่าดันคลอช

“พี่ชาย ท่านคงไม่เคยได้ยินเรื่องป่าหินเผ่าดันคลอชแน่ ๆ ถึงคิดจะไปค้าขายที่นั่น” พ่อค้าธัญพืชนายหนึ่งมองเจ้าชายราฟาเอลที่ปลอมองค์อย่างเห็นใจ “หนทางไม่ถึงกับทุรกันดารมากหรอก เต็มไปด้วยหิน น้ำตก และถ้ำ หากที่ไม่น่าไปเพราะมันอยู่ใจกลางป่าลึก เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดน่ากลัว เอาชีวิตรอดจากสัตว์ให้ได้ก็ลำบากเหลือเกินแล้ว ยังต้องเอาชีวิตให้รอดจากพวกคนป่าด้วยน่ะซี”

ขณะที่เจ้าหญิงซีมายน์ได้ความเรื่องคาราวานต่างถิ่นน่าสงสัยในคิชลินอันเป็นเมืองขอบชายแดนดันสแตนทางทิศเหนือ ว่ากันว่าน่าแปลกที่เป็นขบวนเล็ก ๆ เก็บตัวเงียบ แต่กลับมีทรัพย์สมบัติมหาศาล ที่รู้ก็เพราะมีเสียงร่ำลือว่านางที่เป็นหัวหน้าจ้างพวกโจรไพรที่มีฉากบังหน้าเป็นพรานให้ออกตามหาผลึกมายาโดยมีทรัพย์สมบัติหลายหีบเป็นเครื่องล่อใจ มิแคล้วขบวนของนางคงเป็นโจรทะเลทรายเป็นแน่แท้ เพชรนิลจินดาหรือทองที่ว่าก็คงได้มาจากการปล้นสะดม หากบางเสียงก็ว่านางอาจมาจากแดนหนาวเพราะมีเหยี่ยวน้ำแข็งดุร้ายตัวหนึ่งมาด้วย

หญิงสาวได้ฟังเรื่องเหยี่ยวน้ำแข็งก็ฉุกใจ นึกไปถึงเจ้าเฮรัสของพระพี่นาง… เจ้าเหยี่ยวยักษ์ที่ทรงได้มาหลังอภิเษกไม่นานนัก เนริซาทรงเฝ้าฝึกเลี้ยงดูมันอย่างดี สั่งสอนให้ทำเรื่องอันตรายต่อผู้อื่น ถึงขั้นว่าเคยเกือบจิกตานางสนมผู้หนึ่งมาแล้ว พระราชาอลันจึงมีพระบัญชาให้ทำตาข่ายกักเฮรัสไว้แต่ในอุทยาน ไม่ให้บินเพ่นพ่านไปทำความเดือดร้อน

หากก็คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เหยี่ยวน้ำแข็งมีอยู่ทั่วไปในแดนหนาว ดังนั้นเหยี่ยวที่ว่าอาจจะมาจากโบเรติสอันหนาวเย็นก็เป็นได้ อีกทั้งพระราชินีเนริซาคงไม่เสด็จมาไกลถึงบาราไนอัสเป็นแน่

ข้างฝ่ายทาวีญได้รายชื่ออาณาจักรน้อยใหญ่ที่เข้าร่วมชิงชัยครอบครองหุบเขาวาการ์โดยออกตามหาผลึกมายาอยู่ในขณะนี้ ทั้งในบาราไนอัสอย่างมานาร์ อับฮาอีน คิชลิน คัคนาร์ และในมัซซาอย่างมัซซารา เชบาร์ ไอยาวัค

“อาณาจักรอื่นใดข้าก็ว่าไม่น่ากลัวเท่าพวกมัซซา… พระราชาไซกรันนั้นดุร้ายแลเก่งกาจ กองทัพพรักพร้อมใหญ่โต ทหาร ขุนพลแลสายลับล้วนทรหดอดทนฝีมือดีทั้งนั้น เราต้องเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพมัซซา” เจ้าชายราฟาเอลรับสั่งกังวลเมื่อได้ยินถ้อยกราบทูลของทาวีญ

“เหตุใดจึงว่าเชบาร์ ไอยาวัคแห่งมัซซาร่วมออกตามหาด้วยล่ะทาวีญ เมืองเหล่านั้นมิได้ถูกผนวกรวมเป็นของมัซซา ปกครองโดยพระราชาไซกรันแต่ผู้เดียวหรอกหรือ” เจ้าหญิงเลวิน่าตรัสถามขุนพลหนุ่มอันทำให้เจ้าชายราฟาเอลพระพักตร์แดงด้วยความอายที่พระขนิษฐาแสดงความขลาดเขลาออกมา

“เจ้ามัวแต่เล่นสนุกไปวัน ๆ สิหนอเลวิน่า ถึงได้ไม่รู้ว่าปีกขวาของผีเสื้ออย่างมัซซาเกิดอันใดขึ้นบ้าง”

“สมัยโบราณในมัซซาก็มีแว่นแคว้น มีเผ่าต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่ว แต่ได้ถูกรวมเป็นปึกแผ่นมั่นคงเป็นอาณาจักรเดียวคือมัซซาในรัชสมัยพระราชาซาราวากรันจนมาถึงราชันไซกรันที่ปกครองมัซซาอันใหญ่โตได้อย่างสงบมาช้านาน กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ พวกเมืองเล็กเมืองน้อยเริ่มคิดกระด้างกระเดื่อง แข็งข้อขึ้นมา คาดว่าส่วนหนึ่งน่าจะได้ยินเรื่องผลึกมายาปรากฏอีกครั้ง ก็เลยมีความหวังจะปลดแอกเป็นไท” อดีตเจ้าหญิงจากเอียโลอธิบายอย่างคล่องแคล่วฉะฉานเพราะได้รับการสั่งสอนจากเจ้าหญิงลักษวิณีมาอย่างเจนจบ กอปรกับการอ่านหนังสือคุยข้อราชการกับเจ้าชายราฟาเอลเป็นประจำ

“ใครขอความเห็นเจ้ากัน นางคนชั้นต่ำ” เจ้าหญิงเลวิน่าตรัสบริภาษสวนจนอีกฝ่ายหน้าเสีย

“เลวิน่า! หากเจ้ายังพูดจาไม่ให้เกียรติคู่หมั้นของข้า ข้าจะต้องลงโทษเจ้า” เจ้าชายทรงเอ็ดทันควัน

“ทำอย่างไรข้าก็ทำใจให้เกียรติเคารพนางบริวารไม่ได้หรอก เจ้าพี่จะลงโทษข้าอย่างไรก็ตามพระทัย” รับสั่งจบก็สะบัดพักตร์ ดำเนินกลับไปคูหาประทับในโรงพักนักเดินทางอย่างรวดเร็ว เจ้าชายทรงแตะหลังมือพระคู่หมั้นเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยนและขออภัยแทนพระน้องนาง อันทำให้ทาวีญต้องเมินหน้าจากภาพบาดตา หากแล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินถ้อยรับสั่งแปลกประหลาด

“ทาวีญ รบกวนเจ้าไปดูเลวิน่าที เด็กอะไรดื้อดึงเอาแต่ใจนัก เห็นจะมีแต่เจ้าที่ปราบนางได้”

ซีมายน์มองตามร่างชายคนรักที่กำลังไปปลอบใจหญิงอื่นด้วยความเจ็บปวดระคนหึงหวง หากก็ทำได้เพียงยิ้มอ่อน ๆ ให้เจ้าชายพระคู่หมั้นเท่านั้น

หลังจากนั้น วันรุ่งขึ้นนางก็เห็นเจ้าหญิงเลวิน่าเกาะติดทาวีญแจยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่ออกจากเขตชุมทาง เข้าเขตบ้านเรือน แลทุ่งเกษตรตลอดแปดวันก็คอยแต่ทรงม้าข้างขุนพลหนุ่ม ทำเพิกเฉยต่อคำสั่งพระราชินีเฮเลียที่ให้ทาวีญคุ้มกันพระคู่หมั้น ทั้งหัวร่อต่อกระซิกจนซีมายน์นึกรำคาญขึ้นมา เมื่อมองขุนพลหนุ่มก็เห็นเขายิ้มแย้มเออออไปกับพระนางด้วยยิ่งชวนให้หงุดหงิด

กระทั่งล่วงเข้าเขตป่าทึบ มีพืชไม้เลื้อยหลายชนิดแผ่คลุมพื้นดินจนไปถึงชะง่อนหินแลถ้ำน้อยใหญ่ ต้นไม้ลำต้นอวบหนาบางต้นฝังรากชอนไชจนดันถ้ำหินขึ้นมาให้บิดเบี้ยวผิดรูป ดูราวอยู่คนละโลกกับดินแดนภูเขาหินทรายที่ผ่านมา หากก็เป็นสัญญาณว่าขบวนนั้นมุ่งหน้ามาถูกทางแล้ว เมื่อนั้นเจ้าหญิงเลวิน่าจึงเงียบเสียงลง

ทุกอย่างเงียบสงบวังเวง… เงียบผิดปกติเกินไป เจ้าชายราฟาเอลเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง สบตาทาวีญและขุนพลที่เหลือเป็นเชิงเห็นพ้องต้องกันว่าความเงียบเช่นนี้ไม่น่าไว้ใจ

หากยังไม่ทันคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไป ก็มีเสียงใบไม้แกรกกรากมาจากต้นใบพุ่มแหลมด้านหน้าเจ้าชายแห่งฟูโอโค อาชาทรงของเจ้าชายผงะถอยไปสองก้าวตามสัญชาตญาณ และทันใดนั้นม่านใบไม้หนาทึบก็ถูกแหวกออกช้า ๆ พร้อมกับร่างดำใหญ่มหึมาย่างเท้าออกมาเสียงดังตึงตึง

“นั่นมันตัวอะไรกันนี่” เสียงบริวารนางหนึ่งหวีดร้องทำลายความเงียบ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือสัตว์สี่เท้าร่างยักษ์ปกคลุมด้วยขนดำสนิทดูคล้ายหมีป่า หากที่ไม่ชวนให้แน่ใจเพราะมีเขาโค้งแหลมสองเขางอกออกมาข้างกะโหลก เมื่อได้ยินเสียงร้องมันจึงแยกเขี้ยวคำรามลั่นป่า สมาชิกในขบวนหันหลังวิ่งแตกกระเจิง ขณะที่เจ้าชายราฟาเอลทรงได้สติขึ้นมาก่อน ชักมีดขึ้นออกขว้างใส่หมีมีเขาตรงเข้าหัวใจอย่างแม่นยำ

ทว่าหมียักษ์กลับร้องโหยหวนอยู่สั้น ๆ ก่อนจะส่ายหัวไปมาแล้วเอาอุ้งเท้าปัดด้ามมีดกระเด็นหวือตกพื้นเหมือนปัดฝุ่นผงตามตัวก่อนจะย่างสามขุมมาอีกครั้งด้วยแววตาขุ่นจัด

“มีดไม่ระคายผิวมันเลย” ทาวีญครางอย่างตกตะลึง และยิ่งตัวเย็นดังถูกสาปเป็นหินเมื่อเห็นสัตว์ประหลาดหมีคว้าร่างเจ้าชายราฟาเอลขึ้นมาถือพร้อมคำรามลั่น ซีมายน์เห็นดังนั้นก็มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูกกระทั่งแหงนมองฟ้าและเห็นจันทรากลมโตเริ่มโคจรพ้นเหลี่ยมเขา จึงตระหนักได้ว่าคืนนี้เป็นคืนจันทร์เพ็ญ

ไวเท่าความคิด หญิงสาวแหงนเงยหน้าขึ้นจดจ้องดวงจันทรา รับแสงทองอาบร่าง พร้อมขอพรเป็นภาษาเอียโลแผ่วเบาทว่าหนักแน่นชัดเจน… จากนั้นก็โผนเข้าลูบหมียักษ์ พึมพำภาษาที่มีแต่นางที่เข้าใจ อึดใจเดียวเจ้าหมีมีเขาก็ปล่อยร่างเจ้าชายแห่งฟูโอโคร่วงลงกับพื้นทันที พร้อมส่งเสียงฮึมฮัมคล้ายบ่นพูดบางอย่าง

หญิงชาวเอียโลเงี่ยหูฟังเจ้าหมีก็ตกใจ หันขวับไปยังกองหินข้าง ๆ ที่คลุมด้วยใบไม้สีเหลืองห้าแฉก พร้อมคว้าก้อนหินเล็ก ๆ ใกล้มือขว้างตรงไปทันที

“ออกมาเดี๋ยวนี้นะไอ้พวกโจร”

ทันใดนั้น ร่างหนุ่มฉกรรจ์สองนายก็ค่อยโผล่ออกมาจากหลังกองหินอย่างหวาด ๆ พวกมันสวมชุดทะมัดทะแมงสีเขียวเข้มประหนึ่งพรานป่า

“พวกมันแอบตามขบวนพวกเรามาสักพักแล้ว ท่าทางคิดจะปล้นกองแน่ ๆ” หญิงสาวอธิบายท่ามกลางอาการตกตะลึงของทุกชีวิตในขบวน และยิ่งอ้าปากค้างพูดไม่ออกอีกคำรบเมื่อเห็น ‘ท่านหญิง’ หันไปลูบหมีมีเขาอีกที เจ้าสัตว์ประหลาดนั้นก็โผนพรวดเข้าใส่โจรป่าทันทีจนพวกมันกรีดร้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเตลิดไป

“ซี… ทะ ท่านหญิง ท่านทำได้อย่างไรนั่น” ทาวีญคราง

‘ท่านหญิง’ เพิ่งรู้ตัว ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อเห็นสายตาชายคนรักและเจ้าชายรัชทายาท อีกทั้งข้าทาสบริวารจ้องมองมาราวเห็นหิมะตกในเมืองไฟ

“ไม่ต้องตกใจไป ข้าเพียงแต่รู้วิชาคุยกับสัตว์ป่าแลทำให้เชื่องได้เท่านั้น… สัตว์ป่าเท่านั้น เจ้าม้าทั้งหลายข้าคุยด้วยไม่รู้เรื่องหรอก”

 

Don`t copy text!