ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 25 : คำรักบนศิลา

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 25 : คำรักบนศิลา

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 25 –

 

บรรยากาศในปราสาทอัคคีค่อนข้างเงียบเหงาและตึงเครียดเมื่อเจ้าชายสองพระองค์กับเจ้าหญิงองค์เล็กไม่อยู่ สงครามนอกเมืองทำให้คนในราชสำนักอยู่ไม่เป็นสุขนัก ไม่มีเสียงหัวเราะแลงานมหรสพรื่นเริงใด ๆ อีก พระราชาอาร์มอนก็ทรงคร่ำเคร่งกับการแก้ปัญหาดินภูเขาไฟเป็นพิษ ทรงออกสำรวจพื้นที่ ประชุมขุนนาง แพทย์ นักบวช ช่างเหล็ก และช่างแร่เกือบทุกวันเพื่อวิเคราะห์สาเหตุแลหาทางแก้ไข เผื่อไว้หากไม่สามารถหาผลึกมายาสู่ดินแดนใหม่ได้ ประชาชนในเฟออิสที่ใช้ชีวิตผูกพันกับภูเขาไอร์ฟาจะยังดำรงชีพต่อไปได้ พระราชินีเฮเลียก็เก็บองค์อยู่แต่ในวิหารน้อย ส่วนพวกเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ก็มองเจ้าหญิงจากปุรณาปุระเป็นคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ ไม่มาสุงสิงสมาคมด้วย ยิ่งคนสนิทอย่างไลแลคไม่อยู่อีกคน เจ้าหญิงลักษวิณีจึงทรงเหงาอีกเท่าทวีและมักเสด็จไปหาเจ้าหญิงลวัญญาผู้มีศักดิ์เป็นทั้งพระมาตุจฉาแลพระสัสสุ (1) อยู่บ่อย ๆ

ตำหนักเจ้าหญิงลวัญญาอยู่ในปีกตะวันออกหากอยู่ชั้นสูงกว่าพระสุณิสา ตกแต่งด้วยบรรยากาศแบบการณะทั้งผนังตลอดจนฉากกั้นทรงโค้งที่มียอดแหลมน้อย ๆ ฉลุลายดอกไม้เกี่ยวกันหนาแน่น รับกับม่านสีสดใสแลพรมแขวนผนังลวดลายวิจิตรละเอียด มีโคมไฟห้อยลงมาจากเพดานนับสิบจุด แต่ละโคมแตกเป็นเชิงเทียนอีกห้าแฉกคล้ายบุปผา เมื่อจุดเทียนพร้อมกันหมดจึงดูราวกับผกาสีทอง และเมื่อกอปรกับกลิ่นกำยานตลบอบอวลจึงดูราวกับจำลองปุรณาปุระมาไว้ที่นี่กระนั้น ลักษวิณีจึงโปรดมาเยี่ยมเจ้าหญิงลวัญญาบ่อย ๆ เพราะช่วยให้คลายความคะนึงหาบ้านเกิดเมืองนอนไปได้บ้าง

เจ้าหญิงลักษวิณียกหัตถ์ประนมอย่างชาวการณะต่อพระสัสสุ ก่อนจะดำเนินไปถึงคูหาในอันเป็นที่สถิตรูปสลักทวยเทพการณะหลายองค์ แต่ละองค์ล้วนทรงภูษาสีสดใสเลื่อมทอง คล้องพระศอแลข้อพระกรด้วยพวงดอกไม้หอมฟุ้ง ทรงสวดมนต์บูชาสงบนิ่งอยู่ครู่ใหญ่จึงลืมเนตรขึ้น รับสั่งกับพระสัสสุที่ประทับนั่งข้าง ๆ

“ได้มาคุยกับเจ้าน้าแลไหว้สาบูชาเหล่าเทวาเช่นนี้ หม่อมฉันค่อยคลายเหงาคิดถึงบ้านไปได้บ้าง ดีเหลือเกินที่อย่างน้อยก็มีวิหารให้เทพเทวาของพวกเราที่นี่”

“ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราที่ค่อย ๆ เติมแต่งจนเป็นวิหารย่อม ๆ ให้พวกเราปุรณาปุระได้มีที่พึ่งทางใจ”

ผู้อ่อนวัยกว่าแย้มสรวลน้อย ๆ ก่อนตรัสถามอย่างใคร่รู้

“เจ้าน้าจากบ้านมาไกลยาวนานหลายสิบปีเช่นนี้ยังคิดถึงปุรณาปุระอยู่ไหมเพคะ”

“ไม่มีวันใดที่ข้าไม่คิดถึงเลย” เจ้าหญิงลวัญญาตรัสตอบทันควัน “ตอนมาถึงใหม่ ๆ ร้องไห้อยู่นาน ยิ่งพอคิดถึงว่าจะไม่มีโอกาสกลับไปอีกแล้วก็ใจหาย แต่สุดท้ายก็ต้องทำใจ ในเมื่อต้องมาอยู่เป็นชาวฟูโอโคก็ต้องปรับใจ ปรับตัว”

“หม่อมฉันสงสัยมานานแล้วว่าธรรมเนียมส่งเจ้าหญิงมาอภิเษกที่ฟูโอโคนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรเพคะ ไกลแสนไกลออกเพียงนี้ จะผูกมิตรแว่นแคว้นใหญ่ใกล้เคียงยังพอเข้าใจว่าเพื่อสร้างพันธมิตรและเสริมความแข็งแกร่ง แต่นี่ข้ากลับมองไม่เห็นเหตุผลใด”

พระมาตุจฉาสรวลเบา ๆ

“นานแต่โบราณแล้ว เล่ากันว่าพระราชาฟูโอโคคนหนึ่งเคยแต่งเรือไปค้าขายไกลถึงการณะ ปลอมองค์เป็นวาณิชสามัญแล้วไปพบกับบุรุษเข็ญใจเข้า ถูกอัธยาศัยกันจึงรับมาช่วยรับใช้ ชายผู้นี้ทำงานดี ฉลาดเฉลียว ขยันขันแข็งมากจนได้รับความไว้วางใจสูง ภายหลังจึงเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเป็นกษัตริย์ปุรณาปุระที่ถูกน้องชายตนเองชิงบัลลังก์ไป นายวาณิชที่เป็นพระราชาจึงช่วยกู้ราชบัลลังก์คืนมาให้ ปุรณาปุระก็เลยสัญญาจะส่งราชธิดาที่งามที่สุด ฉลาดที่สุดเป็นคู่อภิเษกเจ้าชายแลพระราชาแห่งฟูโอโคเรื่อยมา เท็จจริงแล้วเป็นประการใดข้าไม่ทราบชัด”

“แล้วเจ้าน้าทรงรักพระสวามีไหมเพคะ” ผู้เป็นพระนัดดาแลพระสุณิสาใคร่รู้ สตรีที่ถูกจับแต่งงานกับบุรุษที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนจักเกิดความรักต่อกันได้ด้วยหรือ

“รักหรือ… ความรักไม่สำคัญต่อเจ้านายสตรีในการณะ เพราะเราไม่มีสิทธิ์เลือกคู่ครองเอง เจ้าเองก็ถูกสั่งสอนให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของเจ้าหญิงย่อมรู้ดีว่าพวกเรามีไว้เพื่อเสริมบัลลังก์ให้เข้มแข็งแลปรนเปรอให้บุรุษมีความสุขกายสุขใจ ต่อให้รักใครไปก็เท่านั้น… ข้าเคยมีคนรักอยู่คนหนึ่ง เป็นเพียงชายเลี้ยงม้าเท่านั้น ข้าอาจไม่ได้รักเขามากพอที่จะหนีตามไป หรือไม่เช่นนั้นก็ภาคภูมิในเกียรติศักดิ์ของตนเกินกว่าจะทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนั้นได้” เจ้าหญิงลวัญญาทรงนิ่งไปครู่ราวใคร่ครวญ

“ส่วนที่ว่าข้ารักพระราชาอาร์มอนหรือไม่ ข้าก็ตอบได้ไม่เต็มปากนัก หากเป็นความผูกพันดูจะตอบได้ง่ายกว่า แต่พระราชาจะทรงรักข้าหรือไม่นั้นข้าก็ไม่แน่ใจ” พระมารดาเจ้าชายฟารุคมองตรงไปยังรูปปั้นเหล่าทวยเทพเบื้องหน้าแน่วนิ่งก่อนจะหันกลับมาสบเนตรพระสุณิสา

“ทรงดีกับข้าทุกอย่าง ให้เกียรติสูงส่งไม่มีขาดตกใด ๆ แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมอันใดมาก ธรรมชาติชายฟูโอโคเป็นอย่างนี้ พวกเขาไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกอันใด เจ้าสังเกตเจ้าชายรัชทายาทก็คงทราบดีเพราะทรงถอดแบบมาจากพระบิดาไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่ดวงเนตรสีอำพัน ยามกริ้วแล้วตวัดเนตรแข็ง ๆ อย่างนั้นยิ่งเหมือนกัน… ข้าเลยไม่รู้ว่าทรงเป็นเช่นนั้นด้วยตัวองค์เองหรือเป็นเพราะว่าไม่รัก แต่ข้าเลิกสนใจเสียแล้วละ เพราะพอข้ามีโอรส ความรักและเป้าหมายในชีวิตข้าก็คือฟารุค”

“เจ้าพี่ฟารุคเลยไม่เหมือนชาวฟูโอโคผู้เคร่งขรึมเย็นชา เพราะเจ้าน้าทรงเลี้ยงเจ้าพี่มาอย่างดี”

“ข้าอยากเห็นฟารุคเติบโตอย่างรื่นรมย์มากกว่าเป็นบุรุษเย็นชาแบบคนที่นี่ เจ้าอาจเห็นสวามีเจ้าเป็นบุรุษเจ้าสำราญ แลดูไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องใดทั้งสิ้น แต่แท้จริงฟารุคเผชิญความยากลำบากมามาก”

“เจ้าพี่น่ะหรือเพคะลำบาก” เนตรดำดุจนิลเบิกกว้าง

“ไม่ใช่ความลำบากทางกายหากเป็นทางใจเสียมากกว่า แม้ราชสำนักจะคุ้นชินกับคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะจากปุรณาปุระอย่างเรา ๆ แต่ลึก ๆ พวกเขาถือดีในชาติกำเนิดตนนัก เจ้าคงพอสังเกตได้ว่าพวกเจ้านาย ขุนนางฟูโอโคแท้ ๆ จะไม่ค่อยอยากสุงสิงสมาคมกับพวกเลือดผสม เจ้านายจากปุรณาปุระหลายองค์เคยเล่าประทานว่าพวกเขาถือเราเป็นผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่พวกพ้องเดียวกัน และแบ่งพรรคพวกชัดเจน มาถึงรุ่นนี้ถือว่าเบาลงมากแล้ว แต่ที่เรียกว่าเบาข้าก็ว่ายากเย็นอยู่ดี ไม่มีใครศรัทธาเจ้าชายเลือดผสม ยามเยาว์ฟารุคถูกกีดกันจากการร่ำเรียนเขียนอ่านแบบราชกุมาร เข้ากลุ่มกับเจ้านายองค์อื่น ๆ ก็ถูกหัวเราะกลั่นแกล้งเพราะหน้าตาไม่เหมือนคนอื่น”

“แต่หม่อมฉันเห็นทุกคนยกย่องให้เกียรติเคารพเจ้าพี่ฟารุคอย่างดีเลยนะเพคะ”

“เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาฟารุคก็ได้พิสูจน์ความสามารถและความตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่รับใช้ฟูโอโคจนได้รับการยอมรับเรื่อยมา ทรงงานหนักไม่แพ้พระเชษฐาแลออกจะมากกว่าเจ้านายหลายองค์เสียอีก แต่เป็นในทางรบทัพจับศึกเสียมากว่า ทรงกำราบหัวเมืองใหญ่น้อยในบาราไนอัสไว้ได้หลายเมืองเชียวละ มาบัดนี้เราจึงไม่เห็นทีท่ากระด้างกระเดื่องจากเจ้านายแลข้าราชบริพารอีก มีแต่เกรงพระราชอำนาจทั้งสิ้น”

เจ้าหญิงลักษวิณีทรงนิ่งไปอึดใจแล้วรับสั่งสุรเสียงเศร้าสร้อย

“หม่อมฉันเป็นชายาแท้ ๆ กลับไม่เคยรู้จักสวามีเลย…”

เจ้าหญิงลวัญญาหรี่เนตรมองพระสุณิสาผู้ดูว้าวุ่นเศร้าหมองอย่างครุ่นคิด

“ข้าก็พูดพล่ามไปเสียไกล… เหตุใดเจ้าถึงถามเรื่องความรักเล่า เจ้าไม่รักฟารุคอย่างนั้นหรือ”

“หามิได้เพคะ…” ทรงปฏิเสธทันควัน ก่อนลดสุรเสียงแผ่ว “หม่อมฉันเคยคิดว่าตนเองโชคดีที่มีความรักให้กับบุรุษที่เพิ่งพบหน้ากันได้ แต่…”

“เจ้าคิดว่าฟารุคไม่รักเจ้างั้นซี” ผู้สูงวัยกว่ากวาดเนตรมองร่างอรชรบอบบางอันไร้ร่องรอยบอบช้ำทารุณแล้วอมยิ้มน้อย ๆ อย่างเอื้อเอ็นดู “เจ้านี่ไม่รู้จักสวามีเจ้าจริง ๆ นั่นละ ลักษวิณีเอ๋ย”

เจ้าหญิงลักษวิณีเก็บคำพระสัสสุมาคิดวิตกอีกหลายวัน มีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับพระสวามีที่พระนางไม่รู้แล้วด่วนตัดสินเอาจากความคิดของตนเองฝ่ายเดียว ดำริดังนั้นก็ไม่สบายพระทัย จึงเสด็จเยือนฮาเร็มอีกหน ตำหนักสวนลอยยามนี้ไม่ได้เงียบเหงาเหมือนราชสำนัก เสียงเหล่านารีหัวเราะคิกคักรื่นเริงประสานแทรกไปกับเสียงนกเล็กสีฟ้า สีเหลืองอันโผไปเกาะต้นนั้นที ดอกนี้ที ไม่นานก็มีเสียงดีดพิณแลคนร้องคลอเสียงไพเราะน่าฟัง เมื่อกอปรกับพุ่มพฤกษาผกาหลากสีงามสะพรั่งจึงยิ่งดูราวกับอุทยานเฮเพอร์ดา เมื่อเห็นพระชายาเสด็จมา เสียงหัวเราะชื่นบานและเสียงดนตรีจึงหยุดลงพลัน แต่ละนางกระเถิบเข้าไปรวมกลุ่มอย่างหวาดเกรง

“สนุกกันอย่างไรก็ทำต่อไปเถิด ข้าเพียงแวะมาเท่านั้น ไม่เคยเห็นพวกเจ้ารื่นเริงสำราญอย่างนี้มาก่อน ได้เห็นเช่นนี้ก็สบายใจ” เมื่อเจ้าของฮาเร็มไม่อยู่ นารีทั้งหลายก็ถูกว่างเว้นจากการร่วมรักและทุบตีจึงมีอาการปลอดโปร่งบันเทิงใจ เมื่อลักษวิณีได้เป็นประจักษ์พยานด้วยเนตรตนเองก็นึกเห็นใจนางห้ามเหล่านี้ขึ้นมาเท่าทวี ใครจักยินดีต่อการทารุณร่างกายกันเล่า ต่อให้เต็มใจถวายตัว ไม่ได้ถูกขายทอดมาก็ตาม

พระนางพลันนึกถึงตนเองว่าทรงยินดีกับความรุนแรงนั้นหรือไม่ แลตอบได้ทันทีว่ามิได้ทรมานเจ็บปวดอย่างที่ทรงนึกกลัว แต่อาจเพราะพระสวามียั้งพระทัยเอาไว้ มิเช่นนั้นพระนางก็อาจจะทานทนไม่ได้

ขณะเดียวกันก็นึกสงสารเจ้าชายฟารุคที่บาทบริจาริกาที่ทรงเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์พูนสุขดีใจที่พระองค์ไปออกศึก ไม่นึกด้วยซ้ำว่าต้องทรงเผชิญกับอันตราย มีความเป็นแลความตายโบกมืออยู่ตรงหน้า

“พระชายา มีเรื่องใดถึงเสด็จมาถึงนี่… หรือองค์ชายฟารุคเป็นอะไรไปเพคะ” ผู้ที่ดูจะเห็นใจรักใคร่พระสวามีที่สุดในฮาเร็มก็คงเป็นนางฟารีนาผู้นี้กระมัง นางโผล่จากหลังต้นส้มและพุ่งโผมาหาอย่างร้อนรน

“ไม่มีอันใดหรอก ข้าได้ยินว่าองค์ชายสบายดี เจ้าไม่ต้องห่วง ฟารีนา”

“ข้าละกลัวนัก องค์ชายเคยแต่ออกศึกในบาราไนอัส ไม่เคยรบกับพวกต่างชาติต่างเผ่า เห็นทีคงไม่ง่ายนัก” นางฟารีนาดูกลัดกลุ้มจนลืมความหยิ่งผยองท้าทายพระชายา และเป็นอีกครั้งที่ลักษวิณีเลิกขนงประหลาดพระทัย… แม้แต่นางสนมคนโปรดก็ดูจะรู้จักเจ้าชายฟารุคมากกว่าพระนางเสียอีก

“พวกเราคงทำได้เพียงเชื่อมั่นในตัวองค์ชาย… ของเรา” รับสั่งพลางมองตาอีกฝ่าย “และรวมกันสวดภาวนาบูชาเทพเจ้าให้อำนวยชัยองค์ชายฟารุค ข้าจักบูชาทั้งเทพการณะแลเทพฟูโอโค”

ฟารีนาพยักหน้าช้า ๆ

“หม่อมฉันสวดอยู่ทุกทิวาราตรีเพคะ แล้วพระชายาเสด็จมามีเหตุอันใดหรือเพคะ”

“ข้าเพียงอยากมาเยี่ยมเยียนดูความเป็นอยู่ของพวกเจ้าเท่านั้น หากมีปัญหาขาดเหลือใดก็บอกข้าได้ ข้าไม่ได้จะมาแย่งหน้าที่ดูแลนางในฮาเร็มของเจ้าหรอก” รับสั่งเมื่อเห็นร่องรอยกริ่งเกรงในแววตาฟารีนา

“ข้าเพียงอยากทำหน้าที่แทนสวามีในการดูแลความเป็นอยู่คนของพระองค์เท่านั้น”

“ขอบพระทัยเพคะ ทรงมีน้ำพระทัยงามเช่นนี้นี่เอง องค์ชายถึงได้ทรงรักยิ่งนัก หม่อมฉันต้องขออภัยที่เคยล่วงเกินและคิดไม่งามต่อพระชายา คงเพราะหม่อมฉันหึงหวงนัก กลัวองค์ชายจะทอดทิ้งหม่อมฉันกับนางพวกนี้ไป แต่ยามนี้หม่อมฉันได้ประจักษ์แล้วว่าอย่างน้อยก็มีพระชายาอีกองค์ที่จะดูแลพวกเรา”

ถ้อยกราบทูลทั้งหมดทำให้เจ้าหญิงพระชายาตระหนักว่ากิริยาทั้งหมดที่ผ่านมาของฟารีนาเป็นไปด้วยความรักเจ้าชายฟารุคจากใจและความกลัวต่อความไม่มั่นคงในอนาคต พระนางจึงยิ่งรู้สึกผิดที่ทรงเอาแต่น้อยพระทัยที่เจ้าชายฟารุคเสด็จฮาเร็มแทนที่จะอยู่กับพระนางผู้เดียว คิดแง่งอนแต่ว่าเจ้าชายไม่รักหรือรักน้อยลง

แต่รักที่แท้จริงไม่ควรมีเงื่อนไข… และพระนางก็ควรจะยินดีที่บุรุษที่รักเป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของผู้อื่น มิได้เป็นเป้าหมายที่คนเกลียดชัง

คิดได้ดังนั้นจึงนำดินเหนียวภูเขาไฟที่ยังอ่อนอยู่มาปั้นเป็นก้อนขนาดฝ่ามือ ใช้ไม้เหล็กแหลมสลักข้อความลงไปแล้วจึงนำไปผึ่งแดดจนแห้ง จากนั้นนำผ้าแพรชั้นดีจากปุรณาปุระอบร่ำน้ำปรุงที่เป็นกลิ่นเฉพาะของพระนางห่อแผ่นศิลาไว้ แล้วเรียกม้าเร็วนายหนึ่งให้นำไปถวายเจ้าชายฟารุค ณ ป้อมชายแดน

ให้กลิ่นพระนางนำคำรักบนแผ่นหินไปฝากเป็นขวัญกำลังใจไม่ว่าจักมีความหมายหรือไม่ในสายตาสวามีก็ตาม…

หากรักก็คือรัก รักของพระนางมั่นคงดุจศิลาจากดินภูเขาไฟนั้นแล

 

เชิงอรรถ :

(1) พระมาตุจฉา = น้า / พระสัสสุ = แม่สามี,แม่ภรรยา

Don`t copy text!