ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 26 : สัตว์ประหลาด

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 26 : สัตว์ประหลาด

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 26 –

โจรร้ายในคราบนายพรานพาร่างสะบักสะบอมกลับมาถึงโรงพักนักเดินทางในดันสแตนพร้อมเหยี่ยวขาวริ้วน้ำตาลตัวมหึมาคุมเชิงอยู่ห่าง ๆ ตามตัวพวกมันมีรอยฟกช้ำบาดแผล เสื้อผ้าขาดเป็นรูดูราวชายเข็ญใจ พวกมันเล่าให้ ‘ผู้จ้าง’ ฟังอย่างลนลานว่าพบเจอกับอะไรมาบ้าง อันทำให้คิ้วเหนือผ้าคลุมหน้าเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความพิศวง

“หมียักษ์มีเขาอย่างนั้นหรือ… แล้วเจ้าว่ามีหญิงในขบวนปราบหมีให้เชื่องจนหันมาเล่นงานพวกเจ้าแทนอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน”

“เป็นไปแล้วนายท่าน ไม่เชื่อถามเจ้าเหยี่ยวของท่านดูเถิด ไอ้นกขี้ขลาดมันเห็นหมีประหลาดนั้นแต่ไกลเลยซุ่มอยู่บนหลืบหินหลังคาถ้ำไม่ยอมมาช่วยพวกข้าแม้แต่น้อย… นางผู้นั้นมันลูบหมีเบา ๆ เท่านั้น หมีก็หยุดคลั่งและหันมากระโจนใส่พวกข้าทันทีจนเกือบไม่รอดเสียแล้ว แต่นึกแล้วก็น่าแปลกนัก ตอนแรกนางผู้นั้นก็ดูตกใจหวาดกลัวเหมือนคนอื่น แต่อยู่ดี ๆ ก็กลับนิ่ง แหงนมองท้องฟ้า จากนั้นก็กลายเป็นนายของหมีนั่นทันที”

ผู้จ้างหันไปพูดกับเหยี่ยวขาวด้วยภาษาที่ชายทั้งสองไม่เข้าใจ เจ้าปีกยักษ์จิกปากกับท่อนไม้เล็กที่นางยื่นให้เป็นชุดจังหวะ ครู่หนึ่งนางจึงหันมาพยักหน้าให้ทั้งคู่ให้เล่าต่อ

“พวกข้าหนีหมีมาได้ก็ยังไม่คลายใจ จึงตัดสินใจแอบตามขบวนนี้ต่อ ได้ความมาว่าพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปยังเผ่าดันคลอชเพราะเชื่อว่าผลึกมายาอยู่ที่นั่น”

“แล้วนางผู้หญิงนั้นเล่า มีความผิดปกติใดอีกบ้าง” คนฟังสนใจเรื่องสตรีมีพลังพิเศษมากกว่าผลึกมายา

“มันมีวิชาพูดกับสัตว์ป่าและทำให้มันเชื่องเชื่อฟังคำสั่ง ข้าตามดูมันต่ออีกหลายวัน เห็นงูเก้าหัวโผล่มาทำทั้งขบวนแตกกระเจิง ข้าเองแทบหัวใจวายตายตรงนั้น แต่พริบตานั้นนางก็ยื่นมือไปลูบลำตัวแล้วกระซิบอะไรบางอย่างมันจึงหุบหัวลงไปเหลือสามหัว และมันคงบอกนางว่าพวกข้าซ่อนตัวซุ่มดูอยู่ นางจึงสั่งมันให้ไล่ตามมา” ขณะที่ชายอีกคนแย้งว่า

“ข้าว่าพลังอาจอยู่ที่ดวงตาสีม่วงของนางก็เป็นได้ นอกจากสัมผัสแล้ว ทั้งหมีและงูก็ล้วนจ้องตานางทั้งสิ้น”

“แต่ข้าว่าไม่น่าใช่ดวงตา เพราะต่อมาอีกสองราตรีก็เจอเข้ากับแมงมุมยักษ์ขาสีทอง ไม่มีดวงตาให้เห็นสักหน่อย มีแต่ขาสีทองปลายดำเคลื่อนยุบยับ นางคนนั้นก็ลูบและเจรจาภาษาประหลาด สักครู่นางก็หันมาเห็นที่ซ่อนพวกเราอีก ครั้งนี้พวกเรารีบเผ่นไปก่อนที่จะถูกแมงมุมเอาขาตะปบเข้า แต่ก็แทบแย่ ขนแหลมของมันเฉี่ยวแขนขาไปก็หลายแผล” โจรหนุ่มอีกคนค้าน

“เมื่อครู่เจ้าว่านางผู้นั้นมีดวงตาสีม่วงอย่างนั้นหรือ เล่าให้ละเอียดทีว่านางรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”

“นางเป็นสตรีรูปร่างงาม คลุมกายและหน้าตามิดชิดเห็นเพียงดวงตาสีม่วงงดงามยิ่งนัก ข้าจึงมั่นใจว่านางต้องเป็นหญิงงาม มีปอยผมบางส่วนร่วงลงมาปรกหน้าตาถึงได้เห็นว่ามีผมสีน้ำตาลอ่อน”

“แล้ววันที่เจ้าเจอหมียักษ์นั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงหรือไม่”

“ใช่นายท่าน ท่านทราบได้อย่างไร”

หญิงปริศนาไม่ตอบ หากกลับหยิบถุงอันบรรจุทองและอัญมณีมีค่าส่งให้ชายรับจ้างคนละถุง

“ต้องเป็นหีบสินายท่าน หรือพวกข้าต้องติดตามขบวนอื่น ๆ อีกเล่า”

ดวงตาสีฟ้าเหมือนน้ำเย็นจัดมีแววเยาะหยันพาดผ่าน จากนั้นก็ส่งเสียงบางอย่างในลำคอ พริบตานั้นเหยี่ยวเฮรัสก็โผเข้าจิกตาชายคนแรกอย่างรวดเร็วแม่นยำ เขาร้องโหยหวนเจ็บปวด โลหิตสดพุ่งกระเด็นเปรอะผ้าคลุมสตรีผู้นั้นหากเจ้าตัวยังนิ่ง ชายอีกคนเห็นชะตากรรมสหายก็ร้องลั่น

“พวกข้าทำตามที่รับจ้าง มิได้ตระบัดสัตย์ใด เหตุใดจึงทรยศกันอย่างนี้”

หญิงใจทมิฬที่คนร่ำลือว่าเป็นนางโจรทะเลทรายหัวเราะหึ ๆ

“พวกเจ้ามิได้ทรยศอันใด แต่นี่คือผลของการดูหมิ่นเฮรัสของข้าอย่างไรล่ะ” กล่าวจบเหยี่ยวน้ำแข็งดุร้ายก็โผเข้าจิกนัยน์ตาของชายอีกคนโดยไม่ให้ตั้งตัว เสียงกรีดร้องดังก้องสะท้อนไปมาด้วยความเจ็บปวดคั่งแค้น แต่หญิงนางนั้นยังคงลักษณาการเป็นปกติเมื่อยืดตัวขึ้น เดินออกจากห้องนั้นไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“ข้าว่าอย่างไรก็เป็นซีมายน์ ไม่ผิดแน่” เมื่อปลอดคน ผ้าโพกและผ้าคลุมจึงถูกปลดออก เผยให้เห็นดวงพักตร์ขาวซีด เกศาสีส้มสว่างยาวถึงกลางหลัง

“อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้นี่เพคะ หญิงผู้มีดวงตาสีม่วงใช่จะมีคนเดียวในโลกเสียเมื่อไร” ซิกริดค้าน

“แต่เจ้าก็ได้ยินพวกมันพูดนี่ นางผู้นั้นยืนกลางแสงจันทร์จึงปราบหมีได้ จะเป็นคนอื่นไปได้อย่างไร”

ราชินีเนริซาหวนนึกถึงครั้งแรกที่พระนางค้นพบพรจันทร์เพ็ญของเจ้าหญิงซีมายน์ คืนนั้นเป็นวันแห่งเทพีจันทรา เดือนเต็มดวงกระจ่างสุกสว่างหากพระนางกลับเบื่อหน่ายยิ่งนักที่ข้าราชบริพารแลประชาชนเอาแต่บูชาเทพีเดเนียอันทำให้ยิ่งสรรเสริญเจ้าหญิงซีมายน์ผู้เป็นดังตัวแทน พระนางจึงเสด็จมานั่งเล่นลำพังริมทะเลสาบที่น้ำแข็งเพิ่งละลายแล้วพลาดท่าตกลงไป ทว่ายังโชคดีอยู่มากที่พระขนิษฐาออกมาตามหาเพราะเห็นพระนางหายตัวไป แต่เจ้าหญิงซีมายน์ไม่ผลีผลามกระโจนลงน้ำอันเยียบเย็นอีกเพราะทรงมีบทเรียนมาครั้งหนึ่งแล้ว เนริซาสดับเสียงพระน้องนางสวดขอพรชัดเจนกลางแสงจันทร์

ขอช่วยพี่หญิงเนริซาให้รอดชีวิตกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัยด้วยเถิด

ทันใดนั้นก็คล้ายมีลมเย็นหอบร่างพระนางจากน้ำเย็นเฉียบเหวี่ยงขึ้นไปบนบก… เจ้าหญิงซีมายน์จึงสารภาพกับพระนางว่าทรงมีมนตร์จันทร์เพ็ญ

ดังนั้น สตรีตาสีม่วงที่ชายทั้งสองอ้างว่าเอ่ยวาจากลางแสงจันทร์ผู้นั้นต้องเป็นซีมายน์แน่ ๆ

“ซิกริด เจ้าไปตามโคลินมาพบข้าที”

ไม่ทันที่นางจะก้าวพ้นห้อง ขุนนางหนุ่มที่เป็นทั้งสายลับกับนักฆ่ามือฉกาจก็ก้าวเข้ามาอย่างรู้พระทัย

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าต้องการให้เจ้าทำอะไร…”

โคลินพยักหน้ารับคำอย่างสงบ

“ตามหาซีมายน์ให้เจอแล้ว… ฆ่ามันซะ” สุรเสียงแลแววเนตรเย็นชา “แต่เจ้าไม่ต้องเอาเฮรัสไป ถ้าซีมายน์สั่งสัตว์ป่าได้ข้าก็ไม่ควรเสี่ยงให้มันเจอเฮรัส…”

“เฮรัสอยู่ที่นี่จะได้คุ้มครองพระองค์เวลาที่ข้าไม่อยู่” นักฆ่าทูลอย่างให้เห็นความดี

“ข้าไว้ใจเจ้า โคลิน ไม่จำเป็นต้องมีเฮรัสสอดส่อง… งานสำคัญอย่างนี้มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ข้าวางใจ”

ตลอดเส้นทางสู่ดันคลอชเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดแลดอกไม้กินคน สมกับที่คนในตลาดเตือนว่าอันตรายยิ่งนัก นับว่าโชคดีที่ไลแลค ‘ปราบ’ ตัวประหลาดเหล่านั้นได้จึงทำให้ทุกชีวิตในขบวนยังอยู่รอดปลอดภัย… แม้แต่พระองค์เองที่เกือบต้องตายในอุ้งมือหมียักษ์ ก็ยังรอดชีวิตราวปาฏิหาริย์ด้วยฝีมือพระคู่หมั้น

“ขอบใจเจ้าเหลือเกินไลแลค ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้า” แม้พร่ำย้ำกี่ร้อยพันครั้งก็ทรงรู้สึกไม่เพียงพอต่อความสำนึกรู้คุณ ขณะเดียวกันความรักก็พูนเพิ่มแน่นอุระจนปรารถนาจะอภิเษกนางเสียเดี๋ยวนั้น

“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ อย่าได้ถือเป็นหนี้บุญคุณใด ๆ เลย”

ไลแลคยังคงเรียบร้อย พูดน้อยเช่นเคย ทรงแทบไม่เคยเห็นนางหัวเราะดัง ๆ หรือยิ้มชื่นบานอย่างมีความสุขสักครั้งจนบางคราทรงอดสงสัยมิได้ว่านางมีใจให้พระองค์บ้างหรือไม่…

หากก็ทรงสลัดความคิดเคลือบแคลงนั้นออกไปเสียเมื่อเห็นอีกฝ่ายคลี่ยิ้มให้ ความเสน่หาต่อนางบดบังความแหลมคมในการพิจารณาคนของพระองค์ไปสิ้น เจ้าชายราฟาเอลจึงคอยเอาอกเอาใจแลเกาะติดพระคู่หมั้นยิ่งขึ้น การมีนางอยู่ข้าง ๆ ช่วยให้อุ่นพระทัย ความวิโยคโศกเศร้าต่อเจ้าหญิงทาเทียน่าที่เคยเกาะกุมหทัยค่อยคลายออกอย่างน่าอัศจรรย์

ทรงหวนนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบเจ้าหญิงทาเทียน่า ครั้งนั้นเจ้าเมืองเฟคุสอันเป็นเมืองประเทศราชทางตอนใต้ของฟูโอโคได้แต่งราชทูตมาถวายบรรณาการเป็นพระแท่นจากงาช้างและหีบเพลงจากหอยมุกทะเลใต้เช่นทุกปี ทว่าปีนั้นมีเจ้าหญิงทาเทียน่าที่เพิ่งแรกรุ่นดรุณีมาด้วย เพียงได้สบเนตรงามซึ้งกับรอยแย้มสรวลหวานละมุน พระทัยก็ตกเป็นของเจ้าหญิงจากเมืองประเทศราชในขณะนั้นเอง

ชาวเฟคุสดั้งเดิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาวฟูโอโค ทาเทียน่าจึงมีผิวขาวผ่องและพระเนตรสีอำพันดุจเดียวกับเจ้าชายราฟาเอล หากต่างกันที่เนตรนั้นสุกใส อ่อนโยน แลหวานซึ้งอย่างนางผู้มีจิตใจดี ไม่มีราคีชั่วร้ายใด ๆ ซ่อนแฝง ประหนึ่งเทพีเวเนร์ผู้เป็นตัวแทนแห่งความรักและความบริสุทธิ์ดีงามทั้งปวง พระราชินีเฮเลียจึงโปรดเจ้าหญิงแห่งเฟคุสมาก การอภิเษกก็เลยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วง่ายดาย

ขณะที่เจ้าหญิงทาเทียน่าทรงโฉมงามแบบอ่อนหวาน นิ่มนวล อยู่ด้วยแล้วเย็นกายเย็นใจเหมือนสายน้ำเย็นชุ่มฉ่ำ จิตใจบริสุทธิ์งดงามดังเวเนร์ ไลแลคกลับงามแบบแข็งแกร่ง ความมั่นใจทำให้นางโดดเด่นจากกลุ่มนางกำนัลแต่แรก ความสุขุมส่งให้ดูเย้ายวนท้าทาย หากที่เขย่าพระทัยที่สุดคือความเข้มแข็งองอาจอย่างที่ได้ประจักษ์ตั้งแต่ออกเดินทางจนกระทั่งเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด

ทาเทียน่า… โปรดอำนวยให้ความรักครั้งนี้ของข้าสมหวังด้วยเถิด เหตุใดข้าจึงรู้สึกปั่นป่วนเช่นนี้ ราวกับว่าส่วนลึกของข้าหวั่นกลัวบางสิ่ง บางสิ่งที่ข้าไม่กล้าแม้แต่เผชิญหน้ากับมัน…

เจ้าชายราฟาเอลมักรำพึงถึงเจ้าหญิงทาเทียน่ากับองค์เองบ่อย ๆ มั่นพระทัยว่าอดีตพระชายาอาจกลายเป็นเทพีสักองค์คอยอำนวยพรให้พระองค์อยู่ห่าง ๆ

รัตติกาลแผ่ขยายเต็มผืนนภา ม่านเมฆบาง ๆ คลี่คลุมดวงแขจนเห็นแสงรางเลือนมัวซัว ดวงดาราหรุบแสงริบหรี่จนต้องจุดคบเพลิงไว้รอบถ้ำให้ความสว่างแทน กลิ่นตะไคร่ชื้นอวลแทรกกลิ่นดอกไม้ป่าบางชนิดส่งกลิ่นกึ่งหอมกึ่งเอียน หากสมาชิกในขบวนกลับเข้าสู่นิทรารมย์สนิทจากความเหนื่อยอ่อนตรากตรำ เว้นแต่เจ้าชายราฟาเอล ทาวีญและทหารเฝ้าเวรยามรอบถ้ำอีกสามนายเท่านั้น

ราฟาเอลทรุดองค์นั่งข้างขุนพลหนุ่มผู้เปรียบประหนึ่งสหายรัก ฝ่ายนั้นหันมามองอย่างประหลาดใจ

“ในถ้ำชื้นไปหรือพระเจ้าข้า อดทนอีกสักสองราตรีเถิดถึงจะตั้งกระโจมได้ แถวนี้ยังไม่ปลอดภัยนัก”

เจ้าชายแห่งฟูโอโคส่ายพระพักตร์

“เรื่องนั้นมิใช่ปัญหาหรอก ข้าทนได้ เพียงแต่มีเรื่องให้คิดกังวลจนจึงนอนไม่หลับ”

“เรื่องความปลอดภัยหรือพระเจ้าข้า”

“ก็มีส่วน ข้าเริ่มไม่แน่ใจว่ากำลังนำทุกคนมาเสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็นหรือเปล่า หนทางไม่ง่ายนักและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสพบผลึกมายาหรือไม่ แล้วพบเมื่อไร… อีกทั้งยังมีพวกโจรผู้ร้ายแอบสะกดรอยขบวนเราเป็นระยะ ข้าไม่วางใจนัก เจ้าว่าไม่แปลกหรือทาวีญ เหตุใดพวกมันจึงหมายตาพวกเราที่เป็นขบวนไม่ใหญ่โต ไม่ได้แสดงตนเอิกเกริกว่าเป็นขบวนหลวง ทรัพย์สมบัติก็ติดมาไม่มาก”

“เรื่องนั้นกระหม่อมก็แปลกใจเช่นกัน”

“ยิ่งได้เห็นไลแลคมีวิชาสัตว์ป่าแล้วข้าก็อดกลัวไม่ได้ว่านางจะยิ่งได้รับอันตราย หากพวกมันนำไปแพร่งพรายเล่าต่อ เกรงจะมีคนหมายหัวสังหารนาง หรือจับนางไปใช้งาน”

“กระหม่อมขอรับรองว่าจะคุ้มกันท่านหญิงอย่างดี” ทาวีญให้คำมั่นอย่างแข็งขัน เจ้าชายเลิกขนงอย่างประหลาดพระทัย ถ้อยกราบทูลของมาติเน่ผุดขึ้นราวตอกย้ำ

“ดูเจ้าสนิทสนมคุ้นเคยกับไลแลคเป็นอย่างดี คงสนทนากันถูกคอไม่น้อย หากไม่รู้ว่าพวกเจ้าเพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกตอนออกจากเฟออิสคงคิดว่ารู้จักกันมาก่อน”

ขุนพลคู่พระทัยเงียบ ทาวีญก็มักพูดน้อยเช่นนี้เป็นปกติ ทว่าครั้งนี้เจ้าชายราฟาเอลทรงอดไม่อยู่ ความแคลงใจก่อกวนพระทัยเสียจนต้องรับสั่งถาม อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบาย…

“เจ้าเคยรู้จักนางมาก่อนหรือไม่ ทาวีญ”

 

Don`t copy text!