ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 27 : เมืองศิลา แดนคนป่า

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 27 : เมืองศิลา แดนคนป่า

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 27 –

“พวกเรามาถึงดันคลอชแล้ว”

ซีมายน์เอ่ยอย่างมั่นใจเมื่อมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งแล้วเห็นกองหินทรงเรียวสูงชะลูดปลายแหลมเรียงรายติดกันเป็นพรืดสีเทาทะมึนประหนึ่งกำแพงเมืองยักษ์ในหุบเขาด้านล่าง ด้านในก็เป็นแนวหินแหลมชะลูดสูงต่ำลดหลั่นกันดูซับซ้อน หลายคนส่งเสียงฮือฮาตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ ขณะที่อีกหลายคนกลืนน้ำลายลงคอยากเย็นเมื่อเห็นภูมิประเทศน่ากลัวข่มขวัญเช่นนั้น เมื่อชาวคณะเคลื่อนลงไปพินิจดูใกล้ ๆ จึงเห็นว่าเกิดจากภูเขาหินปูนหลายลูกถูกกัดเซาะตามธรรมชาติจนเกิดเป็นรูปทรงแหลมสูงดุจยอดวิหารหรือหอคอยปราสาท มีต้นไม้รูปทรงประหลาดสีเขียวแก่ สีน้ำตาล สีเหลืองสูงชะลูดเทียมกันขึ้นแทรกแซมประปราย

“น่ากลัวแท้ ๆ เชียว สมแล้วที่เขาเล่ากันว่ามีพวกกินคนที่นี่” เจ้าหญิงเลวิน่ารับสั่งพลางเหลียวไปรอบ ๆ อย่างหวั่นหวาด

“เผ่ากินคนไม่ได้อยู่ในดันคลอชเพคะ” มาติเน่แย้งเสียงอ่อย “อย่ารับสั่งเช่นนั้นให้พวกเราขวัญกระเจิงเลยเพคะ ลำพังสัตว์ประหลาดที่ผ่านมาก็แทบจะเสียสติกันไปอยู่แล้ว”

เจ้าหญิงเลวิน่าไม่ยักทรงเอ็ดกลับอย่างเคย ความหวาดกลัวจู่โจมหทัยจนปิดโอษฐ์เงียบ ขณะที่ทาวีญพยายามปลอบขวัญชาวคณะไม่ให้แตกตื่นเกินไป

“ปราสาทศิลาของหัวหน้าเผ่าอยู่ไม่ไกลนัก ว่ากันว่าผ่านแนวหินแรกเข้าไปสี่โค้งที่มีต้นสีน้ำตาลกับดอกสีขาวก็จะถึง”

“ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าหัวหน้าเผ่าจะต้อนรับเรา” ทหารนายหนึ่งถามน่าคิด “เกิดมันคิดรำคาญหรือต้องการกำจัดคนที่มาตามหาผลึกมายา พวกเราไม่ต้องตายกันหมดหรือ”

“ข้าไม่แน่ใจหรอก” ขุนพลหนุ่มตอบตามตรง “ได้แต่ฟังมาว่าหัวหน้าเผ่าเป็นคนดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ได้แต่หวังว่าข่าวลือนั้นจะเป็นความจริง”

หากไม่ทันไรทั้งขบวนก็นิ่งงันราวถูกสาปเป็นหินเมื่อได้ยินเสียงแกรกกรากแผ่วเบาทว่าพร้อมเพรียงจากรอบทิศ และมีการเคลื่อนไหวจากหลืบหิน ตระหนักได้ว่าพวกเขาถูกคนป่าล้อมเข้าเสียแล้ว พวกมันเยื้องย่างออกมาอย่างหมายมาด แต่ละคนตัวไม่สูงนัก ค่อนไปทางป้อมเตี้ยทว่าหนาล่ำกำยำ สวมเพียงแผงคอจากใบไม้แห้งร้อยด้วยหินย้อมสีกับผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นนุ่งพันเป็นกางเกงสั้นกระชับเลยโคนขามาเล็กน้อย เผยผิวสีเหมือนชาใส่นมอูฐดูแปลกตา เมื่อตัวหัวหน้าที่ดูประดับเครื่องหัวมากกว่าเพื่อนแสยะยิ้มออกมาจึงเห็นฟันแผงบนขาวสะอาดตัดกับสีผิวเข้ม หากซี่ล่างทั้งหมดกลับเหลืองปนเขียวน่าขนลุก

“โอ๊ะ โอ… หมู่นี้มีแขกมาเยือนดันคลอชบ่อยเสียจริง แต่ก็ดี พวกข้าจะได้มีกินมีใช้ เอ้า… ส่งเสบียงอาหารแลเงินทองที่มีทั้งหมดมาบัดเดี๋ยวนี้หากไม่อยากตายในป่าหินนี่”

“พวกข้าเป็นอาคันตุกะของหัวหน้าเผ่าดันคลอช” เจ้าชายราฟาเอลตรัสเสียงกร้าว

“ข้านี่ละ ดันนาไคลน์ หัวหน้าเผ่าดันคลอช”

“ไม่จริงกระมัง” ดวงเนตรสีอำพันตวัดใส่อีกฝ่ายอย่างเย็นชาแกมเยาะหยัน “หัวหน้าเผ่าย่อมไม่ทำตัวเป็นโจรป่าปล้นสะดมเช่นนี้หรอก”

“ปากดีเหลือเกิน ถึงอย่างไรเจ้าก็จะไม่มีชีวิตไปพบท่านดันนาไคลน์ตัวจริงอยู่ดี อย่ามัวเล่นลิ้น รีบส่งเสบียงแลของมีค่ามาบัดเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นได้ตายหมู่ แน่”

“ข้าเกรงว่าผู้ที่จะตายหมู่อาจเป็นพวกเจ้า… ที่บังอาจแอบอ้างตนเป็นท่านดันนาไคลน์ คอยขู่กรรโชก ปล้นสะดมผู้คนที่สัญจรผ่านมา แล้วยังกลุ่มอาคันตุกะท่านดันนาไคลน์อีก” เสียงหนึ่งดังตวาดขึ้นอย่างทรงอำนาจ เมื่อหันไปจึงพบชายร่างกำยำ แต่งกายคล้ายพวกโจรป่ากลุ่มนี้ หากต่างที่มีเครื่องคาดศีรษะหินสลักลวดลายใบไม้ ฝังด้วยทองคำอร่าม ท่อนล่างมีสายหนังคาดผ้านุ่งสามเส้นปักเลื่อมระยับแพรวพราว ด้านหลังมีบริวารติดตามที่แต่งกายคล้ายกันหากวิจิตรน้อยกว่า

“ท่านดันคีน!” หัวหน้าโจรร้องลั่น “ข้าขออภัย ข้านึกว่ามันเพียงแต่แอบอ้างเป็นอาคันตุกะเลยจะขู่ให้กลัวเท่านั้น”

“คงเป็นพวกเจ้าที่คอยดักปล้นขบวนผู้สัญจรจนนำความเสื่อมเสียมาถึงเผ่าดันคลอชแลท่านดันนาไคลน์ จงไปให้พ้นแล้วอย่าคิดอุกอาจเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นครั้งหน้าข้าเห็นพวกเจ้าอีกจะสั่งลงโทษให้ถึงตายเลยทีเดียว”

พวกโจรรีบรับคำแล้วเคลื่อนตัวหายลับไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับยามปรากฏตัว บุรุษผู้มาใหม่หันมาส่งยิ้มให้อย่างอัธยาศัยดี

“ต้องขออภัยที่พวกท่านได้รับความเดือดร้อนจากคนเลวทรามพวกนั้น ข้าชื่อดันคีน เป็นน้องชายของท่านดันนาไคลน์ เมื่อสักครู่ได้ยินว่าพวกท่านเป็นอาคันตุกะของท่านพี่ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเถิด”

“ขอบน้ำใจท่านนักท่านดันคีน” เจ้าชายราฟาเอลรับสั่งอย่างสุภาพอ่อนน้อมกลับไป “ข้าชื่อราฟ เป็นกลุ่มพ่อค้ารับจ้างมาจากเฟออิสนู่น อันที่จริงพวกข้าไม่ได้เป็นอาคันตุกะท่านดันนาไคลน์หรอกท่าน เพียงแต่มีความประสงค์อยากพบท่านหัวหน้าเผ่าเท่านั้น มีเรื่องจะหารือ”

“ถ้าอย่างนั้นก็มาเป็นอาคันตุกะจริง ๆ เสียเถิด” ชายชื่อดันคีนยิ้มกว้าง “เป็นเกียรติของเผ่าดันคลอชที่ได้ต้อนรับขบวนท่านราฟ”

คณะเจ้าชายราฟาเอลจึงมุ่งหน้าสู่ปราสาทศิลาได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของคนในขบวน ขณะที่ทาวีญกลับนึกระแวงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูเป็นมิตรง่ายดายเกินไป ผิดวิสัยคนป่าในดินแดนหินกันดารที่มักไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เขาจึงคอยระวังหลังขบวนคอยดูความปลอดภัย หากจนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นพิรุธใดจากดันคีนและบริวาร

ปราสาทศิลาสร้างในโพรงภูเขาหินปูนลูกมหึมา มีปากทางเข้ากว้างราวห้าเส้นก่อนจะค่อยแคบเข้าไปทีละน้อยประหนึ่งอุโมงค์ถ้ำแล้วแผ่ขยายเป็นโถงกว้างเพดานสูงลิ่ว ผนังด้านข้างเป็นซอกเล็กหลืบน้อยหลั่นเรียงกันไป แต่ละหลืบแยกออกเป็นทางขึ้นไปชั้นต่าง ๆ

หากที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือลานกว้าง มีแท่นหินมหึมาเชื่อมแผ่นหินสลักสลวดลายวิจิตรประดับขนนกยูงแซมกลีบดอกไม้ยักษ์สีแดงสดตั้งอยู่ตรงกลาง มีเขาแรดและเขากระทิงตั้งขนาบอยู่สองข้างดูราวกับท้องพระโรงและบัลลังก์ย่อม ๆ ของกษัตริย์ก็ไม่ปาน ส่วนผู้ที่นั่งบนแท่นหินเป็นชายร่างป้อมสันทัด ผิวสีชาแก่ใส่นมอูฐแต่ดูสะอาดสะอ้านกว่าพวกโจรป่าหลายเท่านัก แต่งกายคล้ายดันคีนหากประดับประดาวิจิตรอลังการยิ่งกว่าด้วยสร้อยร้อยแผ่นทองคำแผ่เต็มอกหนาทับพวงหินสลับใบไม้ เครื่องคาดศีรษะฝังทั้งทองแลงาช้างสลับพลอยแดงปลั่ง ข้อมือสวมกำไลหินวงใหญ่ซ้อนกันหลายวง ผ้านุ่งท่อนล่างเป็นผ้าเนื้อดีสีมะกอกล้วน คาดด้วยสายหนังปักเลื่อมคล้ายลายภูเขาหิน

“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ดันคลอช ข้ามีนามว่าดันนาไคลน์”

หัวหน้าเผ่าดันคลอชเป็นผู้มีอัธยาศัยดีไม่แพ้น้องชาย ถามสารทุกข์สุขดิบการเดินทางของอาคันตุกะอย่างเป็นธรรมชาติและหัวเราะอย่างอารมณ์ดีอยู่เสมอ อีกทั้งให้บริวารคอยเติมน้ำจากผลหม่อนแลรากไม้คลายความกระหายแก่เหล่าผู้มาเยือนอยู่เสมอมิให้พร่อง และต้อนรับด้วยเนื้อกวางแล่บางตากแห้งม้วนด้วยใบสมุนไพรเป็นที่ถูกใจแก่ชาวคณะยิ่งนัก

“ที่ท่านเล่ามานั้น นครเฟออิสช่างน่าอัศจรรย์นัก เต็มไปด้วยภูเขาไฟแลเถ้าควัน หากก็ยังมีคนแต่งขบวนค้าขายผ่านไปมาอยู่เรื่อย ไม่เกรงกลัวต่อความร้อนใต้พิภพเอาเสียเลย”

“เฟออิสเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้นหรอกท่าน ไม่คึกคักอย่างฮาลี หรือชุมทางในดันสแตน แต่เพราะอย่างนี้พวกพ่อค้าวาณิชในเฟออิสจึงต้องออกไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าต่างแดนบ้าง”

“ไกลถึงที่นี่เลยน่ะหรือ” หัวหน้าเผ่าผิวปากหวือ “หรือมีผู้ว่าจ้างมาล่ะ ได้ยินว่าท่านเป็นพ่อค้ารับจ้าง”

“ข้าต้องการหารือกับท่านด้วยเรื่องนี้ละ”

“อย่าเพิ่งรีบร้อนเลยท่าน เชิญไปพักผ่อนให้สำราญก่อนเถิด ค่อยเจรจาหารือกันในงานเลี้ยงคืนนี้ก็ยังได้” ดันนาไคลน์ตัดบท ก่อนเคาะหินเป็นจังหวะสองที ก็มีข้าทาสกลุ่มหนึ่งมานำชาวคณะไปห้องพักรับรองซึ่งต้องผ่านหนึ่งในหลายสิบหลืบไปตามทางเดินแคบชันกว่าจะถึงห้องพัก ภายในห้องเล็กห้องน้อยเหล่านั้นจุดตะเกียงผสมหญ้าหอมลดกลิ่นอับชื้นและส่งกลิ่นสดชื่น มีเตียงหินสีฟ้าคลุมทับด้วยหนังกวางตั้งอยู่กลางห้อง

เมื่อบริวารเหล่านั้นออกไป เจ้าหญิงเลวิน่าก็ทรงรำพันออกมา

“ไม่นึกว่ากลางแดนคนป่าจะมีการต้อนรับอาคันตุกะแปลกหน้าดีเช่นนี้ แล้วดูทีจะมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย”

“ต้องระวังอย่าแสดงองค์ว่าเป็นเจ้านายนะพระเจ้าค่ะ” ทาวีญทูลเตือนเพราะรู้ว่าเป็นคนเดียวที่เลวิน่าเชื่อฟัง “ยามนี้เราเป็นขบวนพ่อค้ารับจ้าง พระองค์มิใช่เจ้าหญิง หากแต่เป็นนางแม่ค้าชื่อเลฟ กระหม่อมเกรงองค์หญิงจะเผลอเรียกใช้นางกำนัลด้วยความเคยชิน”

“รู้แล้วทาวีญ… ข้าดีใจที่ท่านเป็นห่วงข้า” เลวิน่าช้อนเนตรสีฟ้าสดขึ้นมองวิบวับ นึกหมายมาดในพระทัยว่าจักต้องใช้เสน่ห์สตรีเพศยวนยั่วให้เขาหลงใหลให้จงได้ จะมิยอมแพ้เล่ห์มารยาของนางไลแลคเป็นอันขาด ยามนี้พระเชษฐาเริ่มเป็นใจให้ทาวีญห่างจากการคุ้มกันไลแลคแล้ว เห็นทีนางมาติเน่คงทำการไว้ดี

เกลียดนักพวกหญิงงามที่คอยใช้แต่รูปโฉมหลอกล่อบุรุษ… เจ้าหญิงเลวิน่าทรงนึกเข่นเขี้ยวในพระทัย จะมีหญิงใดชื่นชอบยินดีที่เห็นนารีอื่นเฉิดโฉมกว่าตนกัน โดยเฉพาะนางผู้มีความสามารถหลากหลาย ยิ่งแสดงการปราบสัตว์ร้ายให้เชื่องได้ยิ่งได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ

คอยดูเถิด พระนางจะแสดงภูมิรู้ต่อหัวหน้าเผ่าในงานเลี้ยงคืนนี้ เผื่อพระเชษฐาแลทาวีญจะหันมาชมเชยบ้าง

งานเลี้ยงเริ่มขึ้นเมื่อย่ำค่ำ ชาวคณะถูกพามายังโถงอีกแห่งที่กว้างขวางไม่ยิ่งหย่อนกว่าโถงแรก จุดเทียนเรียงรายเต็มผนังไปจนถึงเพดานจนสว่างไสวราวกลางวัน ได้กลิ่นน้ำมันสกัดจากดอกกุหลาบแลสนแดงอวลกระจายทั่วโพรงเขา พื้นหินปูลาดด้วยพรมอย่างดีจากเมืองมัซซารา มีเก้าอี้และโต๊ะหินอ่อนสีขาวยาวจากผนังด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง ข้างบนวางจานเปล อ่าง และถ้วยโมราสีฟ้าบรรจุเหล้ายาแลอาหารเลิศรสพรักพร้อม มีนางระบำยักเยื้องกลางดนตรีจังหวะสนุกสนาน ชวนให้นึกว่าหัวหน้าเผ่าดันคลอชมีความเป็นอยู่คล้ายราชาย่อม ๆ ก็มิปาน

ดันนาไคลน์ยิ้มน้อย ๆ พลางอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าและสายตาตื่นตะลึงของอาคันตุกะ

“ของบางอย่างพวกเราได้มาจากขบวนพ่อค้า แต่ส่วนมากจะเข้ามาจากทางมัซซา เพราะหนทางไม่อันตรายเหมือนมาจากฝั่งฟูโอโคหรือดันสแตน… บางครั้งเราก็แต่งขบวนออกไปค้าขายบ้างสลับกันไป” หัวหน้าเผ่าหรี่ตาลงคล้ายพอใจที่ได้แสดงความโอ่อ่าของตนให้ผู้มาเยือนตาโต

“เชิญพวกท่านรับประทานต่อให้สำราญเถิด ระหว่างนี้คาลียาเป็นผู้ดูแลต้อนรับพวกท่านเอง” กล่าวจบก็มีหญิงนางหนึ่งโผล่ออกมาจากหลืบด้านหลังหัวหน้าเผ่า เป็นสตรีอ้อนแอ้น องค์เอวอ่อนบางดังต้นอ้อ สวมชุดยาวผ้าลินินสีชมพูอ่อนคลุมแขนขามิดชิด ทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์แขนสั้นปักหินแลพลอยเม็ดโตสลับเลื่อมระยิบระยับ หากเว้าช่วงอกลึกเห็นเนินเนื้ออวบอิ่มวับแวม คลุมศีรษะและใบหน้าด้วยผ้าสีกุหลาบ แม้เห็นเพียงดวงตาสีฟ้าอมเทาก็พอบอกได้ว่าเป็นสตรีงาม

“คาลียาเป็นบุตรีที่รักของข้าเอง” ดันนาไคลน์โอบไหล่สตรีที่ชื่อคาลียาอย่างรักใคร่ “นางชื่นชอบการต้อนรับสังสรรค์ ประเดี๋ยวจะกล่อมพวกท่านด้วยเสียงพิณเป็นเลิศ”

คาลียาโค้งคำนับแขกเหรื่ออย่างอ่อนช้อยงดงาม ก่อนเริ่มบรรเลงพิณหวานเสนาะ หลายคนมัวแต่เคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองและรูปร่างยวนใจของธิดาหัวหน้าเผ่า หากบางคนสังเกตเห็นผิวที่มือนางขาวจัดกับดวงตาสีฟ้าอมเทาต่างจากผิวพรรณของพวกดันคลอชก็นึกสงสัย ทันใดนั้นนางผู้ตกเป็นเป้าสายตาก็เหมือนกับจะรู้ตัว เมื่อบรรเลงเพลงจบจึงหันมาตอบอย่างอ่อนหวาน

“ข้าเป็นธิดาบุญธรรมของท่านดันนาไคลน์ บิดาเก็บข้ามาจากกองคาราวานต่างชาติที่ถูกปล้น”

เจ้าหญิงเลวิน่ามองบุตรีหัวหน้าเผ่าอย่างไม่ชอบใจ ลำพังเพียงไลแลค ก็คับแค้นพระทัยมากพอแล้ว มินึกว่ากลางป่าเขากันดารเช่นนี้จะยังมีสตรีโฉมงามอีกนางปรากฏให้เป็นอุปสรรคอีก ทั้งทาวีญ ทั้งเจ้าพี่ราฟาเอลล้วนมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม

โดยเฉพาะร่องอกงาม ๆ ที่เลวิน่าไม่มีนั่นอย่างไรเล่า!

“ได้ยินว่าพวกท่านต้องการหารือธุระมิใช่หรือ อิ่มหนำสำราญแลได้รับความเพลิดเพลินใจแล้วก็ได้โปรดเล่าให้พวกเราฟังเถิด” น้ำเสียงนางหวานรื่นหู “ท่านพ่อ ท่านอาดันคีนและข้าพร้อมรับฟังแลช่วยเหลือ”

“พวกเรามาตามหาผลึกมายา” เจ้าหญิงแห่งฟูโอโคโพล่งออกไปทันทีด้วยต้องการแสดงผลงานให้พระเชษฐาและทาวีญชื่นชม หากกลับทำให้ทั้งโถงกว้างตกอยู่ในความเงียบ เจ้าชายราฟาเอลตวัดเนตรขุ่นวาบให้พระขนิษฐาและขึงเนตรห้ามปรามไม่ให้เอ่ยอันใดอีก

“หมายถึงพวกเราได้รับการว่าจ้างจากเจ้านครผู้หนึ่ง ให้แต่งขบวนค้าขายเข้ามาติดตามกลุ่มที่ต้องการตามหาผลึกมายาเพื่อจะได้ทราบข่าวคราว” เจ้าชายราฟาเอลในคราบหัวหน้าราฟรีบแก้

“ถ้าเช่นนั้นเจ้านครผู้นั้นก็ต้องการผลึกมายาน่ะซี” ดันคีนว่า

“จะว่าเช่นนั้นก็ได้”

“เหตุใดไม่ตั้งขบวนตามหาเสียเองเล่า จะต้องใช้พวกค้าขายมาทำไมให้ยุ่งยาก เกิดพลาดพลั้งเสียท่าให้เจ้าโจรป่าแบบเมื่อเช้ามิลำบากเอาหรือ”

“คงมิอยากให้เอิกเกริกน่ะซี” คาลียาหันไปสบตา ‘ราฟ’ “อีกทั้งการแต่งขบวนค้าขายจะทำให้ไม่เป็นเป้านัก แล้วยังได้ทำการค้ามีข้าวของเงินทองกลับไปไม่เสียเปล่า นับว่าเจ้าเมืองของท่านฉลาดหลักแหลมไม่น้อย”

เจ้าชายราฟาเอลโค้งวรองค์น้อย ๆ เป็นเชิงตอบรับและขอบคุณบุตรีดันนาไคลน์

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านต้องการหารือเรื่องใดกันแน่” หัวหน้าเผ่าถาม รอยยิ้มละไมอย่างคนใจดียังระบายอยู่ทั่วดวงหน้า “หรือต้องการถามว่าพวกเรามีผลึกมายาหรือไม่… อย่างนั้นหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นข้ายืนยันกับพวกท่านได้ด้วยเกียรติหัวหน้าเผ่าดันคลอชว่าข้าไม่มีผลึกมายา”

“อย่างนั้นก่อนอื่นข้าขอทราบก่อนว่า ท่านกำลังตามหาผลึกมายาอยู่หรือไม่” ทาวีญสวนขึ้นพร้อมจับสังเกตอากัปกิริยาของทั้งสามซึ่งมีแววไหววูบให้เห็นอยู่แวบเดียวก่อนจะกลับเป็นปกติ

“ข้าก็เพียงแต่ใคร่รู้ว่ามันจะงดงามแลทรงพลานุภาพเพียงใด อยากชมให้เป็นบุญตาเท่านั้น มิได้ดิ้นรนใฝ่ครอบครองสิ่งที่ไม่ใช่ของตนหรอก” ประโยคท้ายคล้ายกระทบกระเทียบหากยังมีรอยยิ้มไมตรี

“ข้าจะอยากได้ไปทำไม ถึงจะอยู่ในป่าหินอันแลดูกันดารเช่นนี้หากพวกเราก็มีความสุขกันดี มิได้อดอยากยากแค้น ถัดจากดงหินมากมายที่ท่านเห็นยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีน้ำกินใช้ไม่ขัดสน ผลหมากรากไม้ แลอาหารการกินบริบูรณ์พรักพร้อม แล้วอย่างนี้ข้าจะอยากเข้าวาการัตไปด้วยเหตุใดให้เหนื่อยแรงเปล่า”

พิจารณาจากความสมบูรณ์ประหนึ่งราชาของดันนาไคลน์แล้วก็ชวนให้คล้อยตามเหตุผลได้ แต่ตามประสาขุนพลผู้ปฏิบัติหน้าที่สายลับมายาวนาน เขารู้สึกว่ายังไม่น่าวางใจเต็มร้อย

“พวกท่านไม่ใช่กลุ่มแรกที่ต้องการมันหรอก ข้าเห็นคนออกตามหาผลึกมายามานักต่อนักแล้ว ล้มหายตายจากไปนับไม่ถ้วน ได้ยินข่าวลือมากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นกับตาสักครั้ง”

“พวกข้าอยากทราบเบาะแสผลึกมายา… เพื่อไปรายงานเจ้านคร ท่านทราบความใดก็บอกพวกเราด้วยเถิด” เจ้าหญิงเลวิน่าพยายามแก้ตัว หากยิ่งทำให้ดูโง่เง่าน่าขันยิ่งกว่าเดิม ทาวีญอ่อนใจ… พระนางทำลายแผนการและความน่าเชื่อถือของชาวคณะลงพริบตาในสองประโยค เดิมทีที่พวกเขาอาจสงสัยอยู่แล้วว่าคนต่างถิ่นต้องการตามหาผลึกมายา ถ้อยรับสั่งของเจ้าหญิงยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นไปอีก มิหนำซ้ำยังจะฝืนแก้ตัวอย่างไร้วาทศิลป์

ผลคือนางคาลียากับบิดาหัวเราะเบา ๆ อย่างขำขันระคนเอ็นดู แลยิ่งทำให้ขบวนฟูโอโคหน้าร้อนด้วยความอดสูอับอาย

“เอาเถิด ข้าจะให้เบาะแสก็แล้วกัน มีคนเห็นผลึกมายาครั้งล่าสุดแถวหมู่บ้านริมทะเลสาบกาอี ลึกเข้าไปจากแนวป่าหินด้านนี้อีกน่ะ ดันคลอชเป็นเผ่าใหญ่ เรามีหมู่บ้านเล็ก ๆ มากมายกระจายรอบแม่น้ำ ลำธารและทะเลสาบ อย่างปราสาทศิลาตรงนี้อยู่ใกล้แม่น้ำกีรัน เป็นแม่น้ำที่แตกสาขามาจากน้ำในหุบเขาวาการ์ รวมแล้วก็เป็นชุมชนใหญ่ประมาณหนึ่ง” คาลียาอาสาเป็นผู้อธิบาย

“หากก็มีคนอ้างว่าเคยเห็นอยู่ในซอกหินข้างแม่น้ำกีรันเช่นกัน” ธิดาหัวหน้าเผ่าเอ่ยถึงจุดที่มีคนอ้างว่าพบผลึกมายาอีกหลายแห่ง หากดูน้ำหนักแล้วชาวคณะเอนเอียงไปทางแม่น้ำกีรันแลทะเลสาบกาอี

ดันนาไคลน์แลบุตรียังบำรุงบำเรอแขกด้วยอาหารเลิศรส เครื่องดื่ม แลนาฏลีลาอยู่นานหลายชั่วยาม กว่าชาวคณะฟูโอโคจะกลับถึงห้องพักก็ล่วงเลยเที่ยงคืนไปมาก เจ้าชายราฟาเอลทรงเอ็ดพระขนิษฐาอย่างเหลืออด

“เจ้านี่ทำเสียเรื่องจริง ๆ แผนจะพังพินาศเพราะเจ้านี่ละ คราวหลังข้าขอสั่งเจ้าให้หุบปากให้สนิท ไม่ต้องเอ่ยอันใดให้อับอายอีก”

“เจ้าพี่ตรัสอย่างนี้ได้อย่างไรเพคะ มิใช่เพราะข้าหรอกหรือพวกมันถึงเปิดเผยเรื่องผลึกมายาง่าย ๆ ไม่ต้องเสียเวลางมหาติดตามอย่างไร้ทิศทาง” เลวิน่าทรงดื้อดึง

“เจ้ายังคิดไม่ได้อีกหรือเลวิน่า เรามาอยู่ต่างแดน ไกลโพ้นกลางแดนเถื่อนเช่นนี้ ไม่รู้ใครเป็นใคร จำต้องระวังตัวให้มาก การประกาศว่ามาตามหาผลึกมายาโดยตรงจะนำภัยมาสู่พวกเราโดยง่าย แล้วเจ้าคิดหรือพวกเขาพูดความจริงทั้งหมด หากพวกดันคลอชต้องการตามหาผลึกมายาก็คงไม่บอกเราง่าย ๆ หรือมิเช่นนั้นก็ลวงเรามาฆ่าจะได้กำจัดคู่แข่งไปเสีย”

“หากมันจะฆ่าพวกเราก็คงทำไปเสียนานแล้ว หึ ท่านพี่พระทัยร้ายนัก ข้าไม่อยากพูดกับท่านแล้ว” เจ้าหญิงทั้งกริ้วและอับอายที่ถูกหักพระพักตร์ต่อหน้าทาวีญและข้าราชบริพาร จึงโมโหปึงปังปัดข้าวของตกกระจาย ผลุนพลันกลับเข้าไปในห้องประทับ สมาชิกที่เหลือได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา แต่ก็ถอนหายใจที่อย่างน้อยวันนี้ก็รอดชีวิตไปอีกหนึ่งวัน

 

Don`t copy text!