ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 28 : ซ่อนรัก

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 28 : ซ่อนรัก

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 28 –

 

หัวหน้าเผ่าดันคลอชแลธิดายังต้อนรับดูแลอาคันตุกะจำเป็นจากเฟออิสให้ได้รับความสะดวกสบายอีกหลายวัน ยามกลางวันพาชมปราสาทศิลาอันซับซ้อน ชมสวนศิลาอันรังสรรค์ด้วยฝีมือประณีตผสานกับการเสกสรรจากธรรมชาติ ยามราตรีก็เลี้ยงรับรองอย่างยิ่งใหญ่เหมือนวันแรกจนชาวคณะสุขสำราญและผ่อนคลายมากขึ้น หากกระนั้นทั้งเจ้าชายราฟาเอล พระคู่หมั้น และทาวีญกลับไม่สบายใจนักเพราะรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปโดยไร้ความคืบหน้า คล้ายกับว่าชาวดันคลอชต้องการให้พวกเขาสุขสบายจนไม่อยากคิดเรื่องอื่น คืนนั้น ‘ราฟ’ จึงบอกดันนาไคลน์กับบุตรีว่า

“มาอยู่ดันคลอชก็นานแล้ว ได้รับความสุขสำราญอย่างมาก แต่ยังไม่มีโอกาสไปเยือนกองหินริมแม่น้ำกีรัน หรือหมู่บ้านริมทะเลสาบกาอีดังที่ท่านว่า เลยอยากจะชมให้เป็นบุญตาสักครั้ง”

“ถึงพวกเราจะรับรองดูแลพวกท่านอย่างดี ก็ยังคลายความร้อนใจเรื่องผลึกมายาไม่ได้เลยใช่ไหม” ดันนาไคลน์หัวเราะหึ ๆ แล้วหันไปสบตากับบุตรี

“เอาเถิด พรุ่งนี้ข้าจะให้ลูกกับดันคีนพาพวกท่านไป ไม่ต้องห่วง คืนนี้เชิญสำราญให้เต็มที่เสียก่อน”

เช้าวันรุ่งขึ้นนางคาลียาออกมาต้อนรับด้วยอาการร่าเริงแจ่มใส ไม่มีท่าทางอิดโรย ทว่ายังปิดบังดวงหน้าไว้ครึ่งหนึ่งเช่นเดิม ซีมายน์นึกเสียดายว่าอยากยลโฉมนางสักนิด เดาว่าคงโสภาไม่น้อยเนื่องจากดูเป็นที่รักใคร่หวงแหนของบิดาอย่างยิ่ง อีกทั้งรูปร่างท่าทางบ่งบอกว่านางคงมีหน้าตางดงาม

“คงให้นำม้าไปได้เพียงสองตัวเท่านั้น มีแต่โขดหินและทางขรุขระไม่น่าเดิน ทั้งยังมีหล่มตมมากมาย เกรงม้าของท่านจะได้รับความลำบากเปล่า ๆ อีกทั้งหากเดินเป็นขบวนเอิกเกริกจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่น” นางว่าเช่นนั้น คณะจากฟูโอโคจึงใช้ม้าเพียงสองตัวเป็นม้าทรงของเจ้าชายราฟาเอลกับม้าของทาวีญ

“ไลแลคมานั่งกับข้าเถิด ส่วนเลวิน่า ข้าขอฝากไปกับเจ้านะทาวีญ” นัยน์เนตรสีอำพันแห่งเจ้าชายรัชทายาทมีแววประหลาดยามมีรับสั่ง ซีมายน์อดรู้สึกไม่ได้ว่าเจ้าชายจงใจยัดเยียดพระขนิษฐาให้ขุนพลหนุ่ม ภาพเจ้าหญิงเลวิน่าเข้าไปฉอเลาะออเซาะอยู่บนหลังม้ากับชายหนุ่มทำให้ความหึงหวงและน้อยเนื้อต่ำใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ จนต้องเมินหน้าไปเสีย

“ป่าหินนี้ดูงามอย่างประหลาดนะเพคะ สวยประณีตราวกับเทพมารังสรรค์เป็นรูปทรงต่าง ๆ หากก็ดูวังเวงเหลือเกิน” ซีมายน์ทูลเจ้าชายราฟาเอลขณะที่อาชาทรงเคลื่อนพ้นแนวหินสูงมาสู่ดงไม้เขียวชอุ่ม เห็นแม่น้ำกีรันยาวคดเคี้ยวอยู่ลิบ ๆ เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นหินกลมบ้าง แบนบ้างสลับวางซ้อนทับกันหลายกองที่นางคาลียาอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์บูชาเทพดันสแตนไนต์ของชาวดันสแตนและเป็นบริเวณที่มีคนแจ้งว่าเคยเห็นผลึกมายา

“เห็นพวกท่านใคร่รู้นัก จะพาไปทะเลสาบกาอีก็ได้ ตรงนั้นทิวทัศน์งดงาม มีป่าสนหอมแลพรรณไม้งามนานาชนิด เราจะแวะพักรับประทานอาหารกันตรงนั้นก็ดีไม่น้อย” ธิดาหัวหน้าเผ่าจัดการเสร็จสรรพ เมื่อถึงทะเลสาบกาอีก็ได้ชี้จุดที่มีคนพบผลึกมายาและให้ชาวบ้านมาเล่าให้ฟังต่างๆ นานา ซีมายน์อดกระซิบกับพระคู่หมั้นไม่ได้

“หม่อมฉันรู้สึกว่ามันอย่างไรชอบกลนะเพคะ อย่างกับนางแต่งเรื่องจัดฉากขึ้นมาเองอย่างนั้น”

“ข้อนั้นข้าก็สงสัยอยู่ แต่ดูชาวบ้านพวกนั้นไม่น่าโกหก คงต้องสังเกตกันต่อไป”

จังหวะนั้นนางคาลียาก็หันไปทางเจ้าหญิงเลวิน่าผู้อิงแอบกับทาวีญอยู่บนหลังม้า ซีมายน์เห็นเห็นดวงตานางเป็นประกายวูบหนึ่งคล้ายพึงใจแกมขำขัน จากนั้นนางจึงเข้าไปแทรกด้วยท่วงท่างดงามน่าชม

“ดูทีท่านทั้งสองคงเป็นคู่รักกัน”

“มิใช่เช่นนั้นหรอก นางเลฟเป็นน้องสาวของนายข้า ไม่ใช่คนรัก” ชายหนุ่มสวนตอบทันควันจนเจ้าหญิงเลวิน่าพระพักตร์ง้ำ

“ดีจริง อย่างนี้ท่านก็ไม่มีพันธะล่ะซี ข้าเห็นท่วงท่าท่านงามสง่า พูดจาก็ดูมีความรู้ ไม่เหมือนพ่อค้าธรรมดาสักนิด ขอข้ามีโอกาสได้สนทนาทำความรู้จักมากขึ้นกว่านี้เถิด”

อาการยวนยั่วหยอกเย้าของธิดาหัวหน้าเผ่าทำให้เจ้าหญิงแห่งฟูโอโคพักตร์ร้อน พระทัยเดือดปุดด้วยอารมณ์กริ้วจัด ทรงแหวออกไปตามความเคยชิน

“เอ๊ะ นางแพศยา มาเชิญชวนบุรุษอย่างนี้น่าไม่อาย คนป่าเขาทำกันเช่นนี้หรือ”

ทั้งขบวนใจหายวูบ แข็งค้างไปชั่วอึดใจ เกรงจะสร้างความขุ่นเคืองให้นางคาลียาอันจะทำให้ความสุขสวัสดิ์ทั้งปวงในดันคลอชมลายสิ้น หากหญิงสาวนางนั้นกลับหัวเราะนัยน์ตาพราว

“คนที่นี่เขาก็ถามไถ่กันอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ท่านเลฟเดือดร้อนอันใดหรือ ท่านไม่ได้เป็นคู่รักเขาสักหน่อย”

ซีมายน์จึงได้เห็นสตรีสองนางยื้อแย่งบุรุษเมืองไฟด้วยลักษณาการต่างกัน คนหนึ่งเกาะแขนชายหนุ่มแน่นเหนียวพร้อมพ่นคำผรุสวาทใส่หญิงอีกนางที่ตอบกลับอย่างใจเย็นพลางส่งยิ้มยวนยั่วให้ทาวีญอย่างมีชั้นเชิง เมื่อนั้นนางก็ทนดูไม่ได้ หันไปเอ่ยกับเจ้าชายราฟาเอลให้ได้ยินกันสองคน

“หม่อมฉันขอเจ้านีอันไปทางโน้นนะเพคะ อยากสำรวจดูเสียหน่อย พระองค์อยู่สนทนากับชาวบ้านตรงนี้ไปก่อนดีกว่าเพคะ หม่อมฉันไปไม่ไกล ไม่ต้องเป็นห่วง” ท่าทางเอาจริงเอาจังของนางทำให้เจ้าชายราฟาเอลไม่กล้าทัดทาน ได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง

เมฆฝนเริ่มตั้งเค้าเมื่อหญิงสาวพาอาชาสีขาวเหยาะย่างไปตามเนินหินขรุขระอันปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำประปราย แวดล้อมด้วยดงสนสูงชะลูดยาวแผ่กิ่งใบเขียวขจี ดูสงบร่มรื่นแตกต่างจากดงหินที่ผ่านมาราวคนละโลก หากกระนั้นก็ยังเห็นถ้ำเล็กถ้ำน้อยและเนินหินผุดแทรกแซมทิวไม้อยู่เป็นระยะ มองกลับไปยังเห็นแนวขบวนอยู่ลิบ ๆ ก็พอวางใจว่าไม่ได้ออกมาไกลเกิน อย่างน้อยก็ขอแค่พ้นตาสงครามชิงทาวีญก็พอ…

หากขณะที่กำลังดื่มด่ำกับความเงียบสงบนั้นเองที่นางรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองผ่านแนวสนด้านหน้า ขุมขนลุกชันขึ้นมาเมื่อสายตาปรับให้ชินกับภาพตรงหน้าและเห็นว่ามีบุรุษร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีดำรัดกุม ปิดหน้ามิดชิดเหลือเพียงดวงตาสีเทาย่างสามขุมเข้ามาพร้อมคำราม

“ถึงเวลาตายของท่านแล้ว”

“เจ้าเป็นใครกัน จะฆ่าข้าด้วยเหตุใด”

“ท่านเป็นเสี้ยนหนามผู้ใดเล่า”

เลือดในกายซีมายน์เย็นเฉียบเมื่อเห็นฝ่ายนั้นชักดาบสั้นขึ้นมาแล้วเงื้อง่าเตรียมจ้วงแทง เจ้าหญิงแห่งเอียโลรีบรั้งอาชาถอยห่าง ขณะที่เจ้านีอันตกใจกรีดร้องวิ่งเตลิดไปลึกกว่าเดิม ชายผู้นั้นสบถเบา ๆ ขณะวิ่งตาม ฝีเท้ามันรวดเร็วดุจพายุ ไล่กวดนางมาติด ๆ ผ่านเขตป่าสน ก่อนจะขว้างหินก้อนหนึ่งตรงเข้าศีรษะเจ้านีอันอย่างแรงจนเซล้ม ส่งผลให้ร่างซีมายน์ตกแอ้กลงบนพื้น ดวงตาสีเทาของชายปริศนาฉายแววเหี้ยมเกรียมขณะเตรียมจ้วงมีดลงมา นางหลับตาแน่น เข้าใจว่าวาระสุดท้ายคงมาถึงเสียแล้ว

“หยุดเดี๋ยวนี้” เสียงห้วนห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้น ลืมตามาจึงเห็นทาวีญเตะมีดออกจากมือชายผู้นั้น ก่อนจะชักมีดสั้นแทงมันที่ต้นขาสองแผลอย่างรวดเร็ว

“รีบขึ้นมา” ทาวีญสั่ง พร้อมเหวี่ยงร่างนางขึ้นบนหลังอาชาตนก่อนพาตัวเองขึ้นตาม “มันรู้วิธีป้องกันตัวเองอย่างดี ข้าแทงมันได้ไม่ถนัด นี่มันทำท่าจะลุกขึ้นมาอีกแล้ว”

เจ้าเนโรม้าสีดำของทาวีญโผนวิ่งทะยานออกไปอย่างไม่คิดชีวิต หากก็เป็นไปอย่างยากลำบากเมื่อฝนเริ่มลงเม็ด ส่งผลให้ทางขรุขระอันลื่นจากพืชน้ำปกคลุมยิ่งลื่นอีกเท่าตัว วิ่งออกมาพักใหญ่ทางจึงแคบลง เป็นทางราบไปสู่ชายป่าอีกฝั่งที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบกับปราการหินสูงต่ำเรียงแน่นกว่าแถวปราสาทศิลา รอบข้างดูเงียบร้างวังเวงจนน่าขนลุก เมื่อรอจนแน่ใจว่าคนร้ายติดตามมาไม่ได้แล้ว ทาวีญจึงชะลอม้าลง เหลียวมองผ่านม่านฝนไปรอบด้านให้แน่ใจแล้วจึงค่อยหยุด

“ทำไมถึงมีคนคิดจะฆ่าท่านได้”

“ข้าก็ไม่เข้าใจ” อดีตเจ้าหญิงขมวดคิ้ว “มันกล่าวหาว่าข้าเป็นเสี้ยนหนามใครสักคน แต่ข้าว่ามันคงเข้าใจผิดมากกว่า ข้าจะไปเป็นเสี้ยนหนามใครได้ แล้วนั่น ม้าท่านเป็นอะไรไปหรือ”

“เจ้าเนโรบาดเจ็บ ดูเหมือนจะขาแพลงเล็กน้อยสองข้าง เราต้องหาที่ปฐมพยาบาลมันเสียก่อน” ทาวีญมองม้าคู่ใจอย่างกังวลแล้วแหงนหน้ามองฟ้า สายพิรุณโปรยปรายหนักขึ้นกว่าเดิม ทว่า ‘ต้นหิน’ หนาทึบเรียงรายแน่นขนัดเบื้องหน้านั้นเรียวแหลมสูงจึงไร้หลังคากำบัง ทาวีญจึงนำเดินนำทั้งคนและม้าที่บาดเจ็บต่อไปอีกหน่อยจนถึงเนินหินที่ดูจะกว้างขวางกว่าที่อื่น มีโพรงเล็ก ๆ ลึกเข้าไปคล้ายถ้ำพอให้อาศัยคุ้มฝนได้ชั่วคราว

ซีมายน์มองทาวีญเอาใจใส่ม้าคู่ใจแล้วนึกชื่นชมชายหนุ่มขึ้นอีกหลายเท่า เขาเดินตากฝนไปหาใบไม้กับต้นหญ้ามาให้เจ้าเนโรและไม่ลืมที่จะหาใบไม้แผ่นใหญ่หนารองน้ำฝนไว้ให้เจ้าม้าดำกับนางดื่มแก้กระหาย จากนั้นก็ปลดผ้าคาดศีรษะและผ้าคาดเอวดามเท้าให้ม้าเนโร

“เจ้าเนโรต้องมาเจ็บตัวและท่านต้องมาพลอยลำบากเพราะข้า”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย ข้าจะทนเห็นท่านเดือดร้อนได้อย่างไร”

“ท่านมาได้ทันเวลาพอดีไม่อย่างนั้นข้าคงตายไปแล้ว ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ตรงไหน”

“เสียงเจ้านีอันร้องลั่นป่าน่ะซี ข้าก็รีบตามมา” เขาเงยหน้าจากขาเนโร สบตาสีม่วงประกายหวานดื่มด่ำราวล่วงรู้ความในใจแล้วพลันหวามไหว ใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จึงรีบหันกลับไปพยาบาลม้าคู่ใจ

“ข้าอยู่กับเนโรพอดี ถ้าองค์ชายมีเจ้านีอันอยู่ใกล้องค์ ก็คงรีบมาช่วยท่านเช่นกัน”

“ท่านมิต้องกลบเกลื่อนหรอก” นางว่าตรงไปตรงมา “เวลานี้มีเพียงเราสองคน รู้สึกอย่างไรก็พูดมาเถิด ท่านมองข้าอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ”

ชายหนุ่มไม่ตอบ ก้มหน้าง่วนกับเจ้าเนโรที่บัดนี้เริ่มตาปรือลงอย่างเหนื่อยอ่อน หากเมื่อเงยหน้าอีกทีก็เห็นหญิงสาวกระเถิบเข้ามาใกล้ มือเรียวยึดข้อมือเขาไว้ข้างหนึ่ง ดวงหน้างามหวานลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ตาสีสีไลแลคมองมาอย่างคาดคั้นและเว้าวอน

“ทาวีญ เราต่างหนีกันและกันไม่พ้นหรอก ไม่อย่างนั้นเทพเทวาจะดลบันดาลให้ท่านช่วยข้าไว้หลายครั้งหลายคราเช่นนี้หรือ ข้าถือว่าฟ้าต้องการส่งสัญญาณว่าข้ากับท่านไม่ควรปฏิเสธหัวใจตนเองอีกแล้ว”

“ข้าว่าฟ้ากำลังทดสอบความแข่งแกร่งของหัวใจมากกว่าว่าจะทานทนต่อความยั่วเย้าท้าทายได้หรือไม่ เทพีเอลญากำลังยื่นน้ำผึ้งอาบยาพิษให้ข้า ให้ท่าน… ให้เรา”

“ท่านว่าข้าเป็นเพียงความยั่วเย้าและเป็นยาพิษน่ะหรือ” นางร้องอย่างตกใจ “เสียแรงที่ข้ามองท่านเป็นพรที่ดีที่สุดที่ข้าได้รับในชีวิต… ข้าสู้อุตส่าห์ตั้งใจไว้ตั้งแต่เห็นท่านโผล่เข้ามาช่วยข้าราวปาฏิหาริย์ว่าต่อไปนี้ข้าจะไม่กลัวอีกแล้ว ข้าจะกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าชายราฟาเอลว่าข้ารักท่าน ดีกว่าต้องอยู่อย่างหลอกลวงทั้งต่อตนเองและพระองค์  แต่เอาเถิด ดูเหมือนใจเราจะไม่ตรงกัน ถ้าเช่นนั้นก็คงสุดแล้วแต่ใจท่านเถิด ต่อจากนี้ข้าจะตัดใจให้ขาด อยู่ให้ห่างท่านยิ่งกว่าเดิมร้อยพันเท่า” ซีมายน์ปล่อยมือและผละออกอย่างน้อยใจ

หากฉับพลันนั้นเองที่กลับถูกตวัดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง เรียวปากบางถูกประทับจุมพิตหวานแห่งความโหยหาอันแทนคำตอบทั้งปวงในใจเขาเป็นอย่างดี

“หากท่านเป็นยาพิษ ข้าก็พร้อมยอมตาย”

ม่านพิรุณก่อตัวหนาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ชวนให้สองร่างนึกถึงราตรีอันแสนหวานใต้ท้องเรือ แม้แคบแสนแคบ มืดแสนมืด หากความอิ่มเอมเปี่ยมล้นด้วยความสิเน่หาและความรักกลับทำให้พื้นที่น้อย ๆ สว่างไสวอบอุ่นอีกเท่าทวี

เช่นเดียวกับในโพรงถ้ำแคบ ๆ แห่งนี้ ที่บัดนี้ความรักได้หลอมรวมสองร่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้อีก

ควันหนาจากทุกสารทิศลอยสูงจนคลี่คลุมบรรยากาศให้มีแต่ความมัวซัว มองเห็นเปลวเพลิงแลของเหลวสีส้มอมน้ำตาลข้นคลั่กอยู่วับแวมใต้ละอองเถ้า ไอร้อนแผ่อวลไปทั่วผืนพิภพจนพวก ‘ยักษ์น้ำแข็ง’ ที่ไม่เคยสัมผัสความร้อนจากใต้พสุธามาก่อนส่งเสียงร้องโหยหวนยามสังเวยร่างให้กับพระเพลิง กลิ่นเนื้อไหม้ผสานกลิ่นควันอันเป็นกลิ่นแห่งความตายตลบอบอวลจนข้าศึกสำลักขลุกขลัก พวกที่ตั้งตัวได้ก็ถอยร่นออกไปไม่เป็นท่า

เจ้าชายฟารุคทอดพระเนตรภาพตรงหน้าอย่างพอพระทัย การโจมตีทั้งสองครั้งผ่านไปด้วยดีดังที่ทรงคาดไว้ ทหารจากนอร์เดนล้มตายเกลื่อนกลาดง่ายดายด้วยเปลวเพลิง เสียรี้พลไปมหาศาลขณะที่ฝั่งฟูโอโคมีผู้บาดเจ็บกับสิ้นใจไปเพียงเล็กน้อย…

หึ พวกน้ำแข็งไม่เจียมตน ริจะยกทัพมาตีเมืองไฟโดยที่ไม่ทำความรู้จักให้ดีเสียก่อน ผลก็ต้องเป็นเช่นนี้แล

หากกระนั้นพวกมันก็แข็งแกร่งกว่าที่ทรงคาดไว้ แลเพราะพวกมันมีกำลังพลจำนวนมาก แม้สูญเสียไปมหาศาลก็ยังพอเหลือเป็นกองทัพใหญ่ ยังวางพระทัยไม่ได้อยู่ดี

“พวกลาดตระเวนรายงานว่าราชาอลันนำกำลังพลจำนวนหนึ่งเคลื่อนไปทางนครคิชลินแล้วพระเจ้าข้า”

“คิชลิน?” ฟารุคขมวดขนง “นี่มันคิดวางแผนอันใดกันถึงจะลงไปถึงคิชลิน หรือมันคิดจะตีกระหนาบเราจากทางตะวันออกเพราะมีหลุมไฟน้อยกว่า… ก็ไม่น่าเป็นไปได้”

“มีรายงานมาอีกเช่นกันว่าบัดนี้ราชินีของพวกมันเข้าสู่ดันสแตนแล้ว เป็นไปได้มากที่กษัตริย์นอร์เดนจะไปสมทบกับพระมเหสี”

“เหตุใดนางต้องไปไกลถึงดันสแตน… หรือจะไปตามหาผลึกมายากันเล่า” เจ้าชายฟารุคผุดลุกขึ้น ทอดพระเนตรผ่านภูเขาไฟสีดำทะมึนลิบ ๆ “เห็นทีต้องจับตามองไว้ให้ดีว่าทางนั้นได้ผลึกมายาไปหรือไม่ หากตกไปอยู่ในมือพวกนอร์เดนพวกเราคงลำบากแน่ พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนเข้าไปสืบข่าวในค่ายมันที่ชายแดนไคโลคัส และแบ่งอีกส่วนติดตามพวกที่ไปคิชลิน”

เมื่อขุนทหารและเหล่าแม่ทัพออกจากกระโจมไปแล้ว เจ้าชายองค์รองแห่งฟูโอโคก็ถอนปัสสาสะยาว การศึกยังไม่จบสิ้นง่ายดายอย่างที่ทรงหวังไว้ ยิ่งยืดเยื้อออกไปเท่าไรยิ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อพระชนม์และไพร่พลเท่านั้น แม้มั่นพระทัยว่าเอาชนะกองทัพศัตรูได้ไม่ยากก็ตาม…

อีกประการหนึ่งก็ด้วยทรงถวิลหาพระชายาสุดดวงฤทัย อยากจะกลับไปกอดนางให้สมคะนึงหา ตั้งแต่รบทัพจับศึกมาไม่เคยนึกเหงาคิดถึงนารีนางใดเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยทุรนทุรายอยากกลับไปกอดใครเท่าเจ้าหญิงลักษวิณี ป่านนี้นางจะทำอะไรอยู่หนอ จะคิดถึงพระองค์บ้างไหม หรือสุขสำราญดีไม่มีเยื่อใยใด ๆ

เจ้าชายฟารุคถอนปัสสาสะอีกครั้ง ทรงเบื่อหน่ายไปหมดแม้กระทั่งนางระบำหรือบาทบริจาริการูปงามหลายนางที่ถูกคัดมามอบความสำเริงสำราญให้พระองค์ในกระโจมประทับ หากเป็นยามปกติคงมีแก่ใจเพลิดเพลินทุกราตรี หากมิใช่ยามนี้ที่มองหน้านางใดก็ไพล่คิดถึงพระชายาจนไม่มีอารมณ์เสน่หาอันใดกับนางเล็กนางน้อยเหล่านี้

“ข้าคงจะขี้ริ้วถึงที่สุด พระเนตรองค์ชายไม่แลสักน้อย” นางหนึ่งน้ำตาร่วงเผาะเมื่อบ่นกับนางข้าหลวง

“ไม่ดีหรือ เจ้าจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว เจ้าไม่กลัวฤทธิ์องค์ชายอย่างที่เขาร่ำลือหรือไง”

“ข้าก็กลัว แต่ก็มิอยากเป็นนางทาสีอย่างนี้เรื่อยไปสักหน่อย เกิดโชคดีองค์ชายโปรดขึ้นมา ข้าจะได้สบายขึ้นมาบ้าง หากนี่ทรงทำราวกับว่าข้าและนางเหล่านี้น่าเกลียดน่าชังนัก”

“นั่นซี หรือว่าพวกเราจะงามและฟ้อนรำสู้นางในปราสาทอัคคีไม่ได้กันเล่า โธ่เอ๋ย”

เจ้าชายฟารุคไม่ทรงรับรู้ว่าทำดรุณีน้อยเหล่านั้นเสียความมั่นใจเพียงใด และพวกนางต่างพากันสังเกตความเศร้าสร้อยเมื่อประทับลำพังยามค่ำคืน จนกระทั่งราตรีหนึ่งที่มีม้าเร็วนำของบางอย่างมาให้มหาดเล็ก และนายผู้นั้นนำมาถวายให้อย่างเร่งร้อน ผู้ที่พากัน ‘สังเกตการณ์’ ต่างร้อนใจนึกว่าเป็นสาส์นการศึกสำคัญ นึกว่าจะได้เห็นเจ้าชายฟารุคพระพักตร์ดำคร่ำเครียดอีกเป็นแน่

ทว่า การกลับเป็นตรงกันข้าม นางที่เข้าไปรินสุธารสชาให้ยามดึกกลับมาเล่าว่าพระพักตร์แจ่มใสสดชื่น พระเนตรเป็นประกาย บนพระศอมีผ้าแพรสีชมพูกลิ่นหอมจรุงคล้องอยู่ ส่วนพระหัตถ์กุมแผ่นหินหนึ่งไว้แนบอุระ ทรงแลดูมีชีวิตชีวาแผกไปเป็นคนละคน เหล่านางบำเรอทั้งหลายยิ่งวิพากษ์วิจารณ์

“เห็นทีจะเป็นสารรักจากพระชายากระมัง” หรือไม่ก็

“ว่าแต่คนปุรณาปุระเขาไม่เขียนใส่กระดาษกันหรือ ถึงต้องจารึกลงบนหินให้ยุ่งยาก” แต่ล้วนสรุปว่า

“แต่ดูแล้วท่าทางองค์ชายจะรักพระชายามากเหลือเกิน”

 

Don`t copy text!