ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 29 : มายาแห่งป่าศิลา

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 29 : มายาแห่งป่าศิลา

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 29 –

 

ฝนเริ่มขาดเม็ดลงช้า ๆ เมื่อใกล้รุ่งสาง แสงแรกสีส้มอ่อนจางทอดจับผืนฟ้าทีละน้อยพอให้เกิดแสงสลัวในถ้ำ ขุนพลเมืองไฟก้มมองร่างนุ่มนิ่มที่หลับใหลอยู่ในอ้อมกอด ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้กอดรักนางอีกแล้วนับจากราตรีบนดาดฟ้าครั้งนั้น… ชายหนุ่มจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากเนียนด้วยความรักล้นใจ ตระหนักแล้วว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธหัวใจตนเองได้เลย ความมุ่งมั่นตัดใจจากนางเพื่อรักษาพระเกียรติเจ้าชายราฟาเอลแตกสลายไปพร้อมกับจุมพิตหวานแห่งความคะนึงหาและพายุรักที่พัดโหม

เขาควรจะหยุดเมื่อคลื่นลมสงบลง ทว่า ทาวีญกลับพบว่ายิ่งเป็นการขุดความปรารถนาที่เพียรกดเก็บไว้ให้ลอยขึ้นมาแล้วเติมเชื้อไฟให้ลุกโพลง

“ข้ารักท่าน ซีมายน์”

เนตรงามค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ เมื่อได้ยินถ้อยกระซิบหวานหู นางคลี่ยิ้มอ่อนหวาน

“ข้าดีใจเหลือเกินที่ไม่ได้ฝันไป”

“หากเป็นฝันข้าก็ไม่อยากตื่น” เขาจุมพิตบนแก้มนวลอีกครา ได้กลิ่นหอมดอกไลแลคอยู่บางเบา อาจเป็นเพราะนางได้อาบแสงเดือนอยู่เป็นระยะจึงไม่มีกลิ่นหอมแรงสะดุดใจผู้พบเห็น แต่เขาใกล้ชิดคุ้นเคยต่อกลิ่นนี้เป็นอย่างดีแม้อ่อนจางเพียงใดก็ได้กลิ่นเสมอ

“แต่ในเมื่อตื่นแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงสักที ท่านพร้อมไหมซีมายน์”

เจ้าหญิงพลัดถิ่นพยักหน้าหนักแน่น

“ข้าพร้อมทูลความจริงต่อองค์ชาย… และพร้อมยอมรับผลที่จะตามมาเสมอ ตราบใดที่มีท่าน”

“ป่านนี้พวกเขาคงร้อนใจตามหาเรากันให้วุ่น เราควรรีบหาทางกลับเสียตอนนี้” ขุนพลหนุ่มรู้สึกว่าออกจะผิดปกติอยู่สักหน่อยที่ชาวคณะกับพวกดันคลอชตามหาเขาและซีมายน์ไม่เจอทั้งที่ไม่ได้ออกมาไกลเกินวิสัยจะติดตามนัก

สองหนุ่มสาวพิจารณาอาการเจ้าเนโรแล้วก็เห็นว่าพอควบเหยาะ ๆ ได้จึงค่อยออกเดินทาง ทว่า ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าเนื่องจากต้นหินธรรมชาติเรียงรายเต็มพรืดไปทั้งป่า มองไปทางใดก็เหมือนกันไปหมด แม้ทำเครื่องหมายไว้แต่สุดท้ายก็หลงทิศวนกลับมาจุดเดิม เขาถึงเพิ่งเข้าใจ

“ไม่แปลกใจว่าที่ผ่านมาทั้งคืนพวกเขาถึงตามเราไม่เจอ ทางชวนซับซ้อนวกไปวนมาเช่นนี้เอง”

เมื่อตะวันเคลื่อนตรงกึ่งกลางศีรษะ ทั้งคู่เพิ่งมาถึงทางราบอันเชื่อมระหว่างป่าสนกับป่าหินที่ผ่านมาเมื่อวานอันเป็นสัญญาณบอกว่ามาถูกทางแล้ว แต่เมื่อข้ามกลับไปก็พบว่าป่าสนดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“เมื่อวานเราไม่ได้ผ่านที่นี่…” ชายหนุ่มคราง “ทั้งป่าสนและป่าหินเหมือนวงกลมซ้อนกัน ทุ่งราบนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุ่งเดิมที่เราเคยผ่าน” ทั้งคู่จึงใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายในการกลับไปยังทิศที่ผ่านมาเมื่อวานให้ได้ มีเพียงผลหมากรากไม้และน้ำจากแอ่งพอแก้กระหายเท่านั้น

“หากเราหาแม่น้ำกีรันได้ก็จะกลับสู่ปราสาทศิลาได้” นางตื่นเต้น “ท่านเห็นธารน้ำสายน้อย ๆ นั่นไหม บางทีอาจจะแตกสาขามาจากกีรันก็ได้”

เมื่อสองคนกับหนึ่งม้าค่อย ๆ เดินเลียบตามละหานน้ำน้อยไปก็เริ่มเห็นทิวทัศน์คุ้นตา

“ข้าเห็นปลายยอดปราสาทศิลาแล้ว” ทาวีญว่า

“ท่านทราบได้อย่างไร หินทุกก้อน เสาทุกต้นดูเหมือนกันไปหมดอย่างนี้”

“ข้าจำตัวค่างสีขาวกับดอกไคลเวียสีแดงที่เกาะบนยอดแหลมได้ ดันคีนเป็นผู้ชี้ให้ดูในวันแรก”

แม้ระยะทางยังห่างไกลหากสองหนุ่มสาวเริ่มใจชื้นขึ้น… ดวงตะวันค่อยคล้อยต่ำลับเหลี่ยมเขาทีละน้อย ท้องนภาเริ่มแปรเป็นสีส้มอมแดงก่ำ ก่อนจะถูกความมืดสีน้ำหมึกคืบคลานกลืนกินทีละน้อย

“อดทนไว้เถิดซีมายน์ อีกไม่นานก็ถึงแล้ว” เขาให้กำลังใจนาง แล้วหันไปลูบม้าคู่ใจอย่างอ่อนโยน “แข็งใจไว้เนโร เจ้าทำดีมากวันนี้” เขากับซีมายน์ไม่ได้ขี่เจ้าเนโรตลอด หากแต่ลงเดินสลับบ้างเพื่อไม่ให้มันรับน้ำหนักมากเกิน ทาวีญเห็นหน้าหญิงคนรักซีดเผือดเหนื่อยอ่อนก็เป็นห่วง

“ขี่หลังข้าไหม”

“โธ่ จะแบกข้าทำไมให้เหนื่อยแรงเปล่า ๆ ข้าไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเสียหน่อย เห็นอย่างนี้ ข้าก็เคยรอนแรมกลางทะเลทรายมาแล้วนะ” นางแสร้งพูดขำขันคลี่คลายบรรยากาศ ไม่อยากบอกเขาว่าเท้านางระบมไม่แพ้เจ้าเนโรสักนิด อีกทั้งยังรู้สึกตัวหนัก ๆ เหมือนเป็นไข้ด้วยซ้ำ ยิ่งสบตาสีเขียวล้ำลึกที่มองมาอย่างรู้ทันระคนเห็นใจก็ยิ่งฝืนยิ้มให้เห็นว่าสบายดี

“วันนี้พระจันทร์เต็มดวง…” ทาวีญตัดสินใจถาม “หรือจะใช้มนตร์จันทร์เพ็ญขอพรให้กลับถึงปราสาทศิลาอย่างปลอดภัย… ข้าทนเห็นท่านลำบากต่อไปไม่ไหวแล้ว”

หญิงสาวชาวเอียโลนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยอย่างแน่วแน่

“พวกเราใกล้จะถึงแล้วมิใช่หรือ สู้เก็บพรไว้ใช้สำหรับสิ่งสำคัญดีกว่า”

“ท่านหมายถึง…”

“ใช่… ผลึกมายา” ซีมายน์พยักหน้า “ข้ามัวเขลาอยู่ตั้งนาน ลืมไปได้อย่างไรว่าเพียงใช้มนตร์จันทร์เพ็ญก็อาจทราบที่อยู่ผลึกมายาได้แล้ว มิต้องเดินทางตรากตรำแบบไม่รู้ทิศทางเช่นนี้” เนตรม่วงวาววับเมื่อแหงนมองศศิธรสุกสว่างที่เคลื่อนพ้นม่านเมฆทีละน้อย ปากเปล่งวาจาขอพรต่อเทพีจันทราชัดถ้อยชัดคำ…

ขอพระองค์นำทางไปสู่ผลึกมายาด้วยเถิด

พริบตานั้น ขุนพลฟูโอโคก็ได้เป็นประจักษ์พยานต่ออิทธิฤทธิ์ของมนตร์จันทร์เพ็ญเป็นครั้งแรก เมื่อบังเกิดลำแสงสีทองอมเหลืองนวลทอดเป็นทางยาวตัดผ่านรัตติกาลมืดมิดเบื้องหน้า หากก็คล้ายจะโอบอุ้มร่างมนุษย์ทั้งสองแลม้าอีกหนึ่งให้ลอยไปตามทางนั้นด้วยเช่นกัน… ทั้งร่างเบาหวิวดุจปุยนุ่นควะคว้างอยู่กลางลำแสง ไหลไปตามทางยาว

เขาเห็นยอดปราสาทศิลาอยู่ไม่ไกล ชวนให้ใจเต้นแรงว่าเห็นทีผลึกมายามิแคล้วจะอยู่กับหัวหน้าเผ่าดันนาไคลน์เสียแล้ว ทว่า อุโมงค์แสงกลับหยุดลงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง… ถ้ำอันห่อหุ้มด้วยรังสีสีเขียวอมฟ้าเปล่งประกายบางเบา เลือดในกายทั้งคู่เย็นเฉียบ… ผลึกมายาอยู่ในถ้ำแห่งนี้น่ะหรือ

แสงเดือนผสานแสงสีเทอร์ควอยซ์ทำให้หนุ่มสาวทั้งคู่พอมองเห็นภายในถ้ำได้ไม่ยาก จึงค่อย ๆ ก้าวผ่านปากถ้ำที่กว้างราวสามศอกไปอย่างระมัดระวัง ลมพัดกรูเกรียวมาวูบหนึ่งส่งให้กลิ่นชื้นในถ้ำตลบขึ้นมา ทาวีญขนลุกขึ้นมาดื้อ ๆ

“นั่นมันต้นมอสกับตะไคร่น้ำทั้งนั้นนี่นะ” ซีมายน์กวาดตาไปรอบผนังด้วยความผิดหวังหน่อย ๆ หากครู่หนึ่งก็ขมวดคิ้วเมื่อมือสัมผัสเหลี่ยมคมบนนั้น “ผนังถ้ำเป็นผลึกแก้วใส ๆ แล้วคลุมด้วยพืชน้ำอีกที… น่าแปลก เพราะแถวนี้มีแต่หินหนา ๆ หนัก ๆ ทั้งนั้น”

“ที่แปลกกว่าคือประกายสีเขียวฟ้าสว่างเรืองทั้งถ้ำนี้ไม่ใช่สีของพืชน้ำผ่านเกล็ดแก้ว…” ทาวีญว่า

“แสงนำทางมาหยุดลงที่นี่… แสดงว่าผลึกมายาอยู่ในถ้ำนี้” ซีมายน์กัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด “อีกทั้งถ้ำยังมีแสงเหมือนสีผลึกมายา ข้าว่าผลึกมายาคงทำให้เกิดประกายแสงเหล่านั้น และทำให้เกิดเกล็ดใส”

ทว่า ทั้งคู่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเดินสำรวจจนทั่วแล้วพบว่าเป็นถ้ำตัน ไม่ได้ลึกหรือมีซอกหลืบให้หลบเร้นอันใดมากนัก… ไร้ร่องรอยผลึกมายา

“มาดูนี่เถิด… มีทั้งเชิงเทียนและคราบขี้ผึ้งอยู่ตรงนี้ และท่านเห็นไหม ที่พื้นนี้มีเศษเนื้อเล็ก ๆ กับผักและเครื่องเทศตกอยู่…” ทาวีญกวักมือเรียกนาง สีหน้าเคร่งเครียด “ดูเป็นเศษจากอาหารที่ปรุงแล้ว ไม่ใช่เนื้อสัตว์ดิบ ๆ ที่ชำแหละแล้วย่างกินประทังชั่วคราว”

“ท่านกำลังจะบอกข้าว่า… เคยมีคนอยู่ในถ้ำนี้ ไม่นานมานี้น่ะหรือ”

“ข้าว่าเป็นไปได้” ทาวีญลดเสียงลง กุมมือเจ้าหญิงโฉมงามแน่น เหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างระวังภัย “และมิใช่แค่เคย แต่อาจอาศัยอยู่ในถ้ำนี้ ตอนนี้เราไม่เห็นเขา แต่เขาอาจจะกำลังมาหรือจับตาดูเราอยู่ก็ได้”

เสียงหายใจฟืดฟาดของเนโรที่เฝ้าอยู่นอกถ้ำทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจได้

“ข้าว่าเรารีบกลับกันก่อนเถิด ไว้ค่อยมากันอีกครั้งก็ได้ คราวนี้ข้าจะจำเส้นทางไม่ให้พลาดเลย”

สองหนุ่มสาวรีบผลุนผลันออกจากถ้ำและพบว่ารัศมีสีเขียวประกายน้ำเงินได้หรี่แสงลงเล็กน้อย หากทั้งคู่ไม่มีเวลาคิดนานเนื่องจากเกรงอันตราย… ยอดปราสาทศิลาเด่นหราอยู่กลางแสงแขเบื้องหน้า พวกเขาควรรีบกลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด

สังหรณ์ของทาวีญไม่ผิดนัก เพราะมีสายตาลึกลับสองคู่จับจ้องพวกเขาอยู่จนลับสายตา… พร้อมข้อสงสัย… พวกมันมาที่นี่ได้อย่างไร

 

ชาวคณะตามหาผลึกมายาจากฟูโอโคเหลือบมองเจ้าชายรัชทายาทของตนอย่างหวาด ๆ เดิมทีท่าทางเงียบขรึมเย็นชาของพระองค์คลายลงไปมากแล้วตั้งแต่มีพระคู่หมั้นอยู่เคียงข้าง พระเนตรอ่อนแสงลง แย้มสรวลมากขึ้น หรือรู้จักรับสั่งผ่อนคลายต่อข้าราชบริพาร หากมาบัดนี้ที่ท่านหญิงกับขุนพลทาวีญหายตัวไปเกือบสองวันทำให้พระเนตรสีอำพันกลับมาเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิมจนไม่มีผู้ใดเข้าพระพักตร์ได้ทั้งนั้น

เคยมีผู้เปรียบเปรยไว้ว่าเจ้าชายราฟาเอลเปรียบเสมือนภูเขาไฟไอร์ฟา ยิ่งใหญ่ มั่นคง อบอุ่น หากขณะเดียวกันก็มีลาวาร้อนเดือดปุดอยู่ข้างใต้ ปะทุออกมาเมื่อใดก็พร้อมทำลายล้าง… นายทหารที่ติดตามมากำลังคิดเช่นนั้นเมื่อเห็นพระพักตร์เคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ตามโมงยามที่ผันผ่าน ความเงียบบอกให้รู้ว่าเปลวอัคคีใกล้พวยพุ่งขึ้นมาเต็มที

“แม้แต่พวกดันคลอชชำนาญพื้นที่ช่วยองค์ชายตามหาท่านหญิงกับท่านทาวีญก็ยังไม่เจอ… แล้วเราจะมีหวังเจอกันหรือ” นายทหารคนหนึ่งกระซิบ

“ป่าหินซับซ้อนอย่างกับเขาวงกต อีกทั้งไม่รู้ว่าสองคนนั้นหนีไปทางใด จะตามร่องรอยอะไรก็ลำบาก”

“น่ากลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้นน่ะซี ข้าว่าท่านหญิงคงเจอคนร้ายไม่ใช่สัตว์ป่า เพราะถ้าเช่นนั้นก็คงใช้วิชาปราบสัตว์ได้ ท่านทาวีญรีบตามไปทันทีที่ได้ยินเสียงก็พลอยหายตัวไปด้วย เกิดอะไรขึ้นกันละนี่”

ทันทีที่ได้ยินเสียงอาชาทรงแห่งเจ้าชายราฟาเอลร้อง ทาวีญก็รีบกระโจนขึ้นอาชาตนแล้วโผนไปตามทิศที่ได้ยินเสียงจนแม้แต่เจ้าชายราฟาเอลก็ยังช้ากว่าขุนพลหนุ่ม

ทว่า ทาวีญกลับหายไปนานอย่างน่าแปลกใจ พวกดันคลอชช่วยกันออกตามหาก็ยังไม่พบ

“มันเจาะจงทำร้ายท่านหญิงทำไมกัน แต่จะว่าไปเราก็ไม่เห็นร่องรอยว่ามีคนร้าย” ข้าหลวงคนหนึ่งว่า

“รอยเลือดตั้งมาก จะว่าไม่มีคนร้ายได้อย่างไร ที่ไม่เห็นก็เพราะมันหนีไปแล้วน่ะซี” ทหารอีกนายแย้ง

“หรืออาจจะไล่ล่าทั้งสองคนอยู่อย่างไรล่ะ” นางข้าหลวงสาวแสดงความคิดเห็นบ้าง “ข้าว่าดีไม่ดีอาจเป็นฝีมือพวกดันคลอชที่ต้องการเล่นตลกกับพวกเราก็เป็นได้”

“ข้าว่าตอนที่ท่านหญิงแยกพาเจ้านีอันไป อาจจะทำซุกซนล่วงเกินชาวเผ่าเข้าหรือเปล่า พวกมันอาจจะจับกิน ท่านทาวีญมาช่วยก็พลอยถูกมันจับไปด้วย ไม่ใช่คนร้ายที่ไหนหรอก”

“เจ้ากำลังพูดถึงเผ่ากินคนอีกแล้วนะอยู่ในปราสาทพวกดันคลอชก็ระวังปากไว้หน่อยเถิด อย่าพูดอะไรผิดหู เดี๋ยวพวกเราจะเดือดร้อน” มาติเน่ปรามเมื่อเห็นว่าคำสนทนาชักจะเลยเถิดไปเสียแล้ว หากในใจก็อดคล้อยตามหน่อย ๆ ไม่ได้ แม้คนในปราสาทศิลาจะเป็นมิตรและต้อนรับเลี้ยงดูอย่างดี แต่คนข้างนอกอาจมีนิสัยดุดันก้าวร้าวก็เป็นได้ ดูอย่างพวกโจรที่คิดปล้นสะดมในวันแรกนั้นอย่างไรเล่า ในใจอดคิดไม่ได้ว่าไลแลคกับทาวีญอาจพบโจรป่าเข้าจึงหนีเตลิดไปไกล หรือไม่เช่นนั้นก็ถูกมันจับฆ่าแกงไปเสียแล้วก็ไม่รู้

ส่วนเจ้าชายราฟาเอลร้อนพระทัยออกตามหาจนมืดค่ำก็ยังไม่พบ แม้คาลียากับดันคีนจะนำกำลังออกช่วยก็ไร้วี่แวว… จึงต้องกลับปราสาทศิลามาตั้งหลักก่อน

ข้างฝ่ายเจ้าหญิงเลวิน่าก็ดูแต่จะไม่พอพระทัยที่ทาวีญกับไลแลคจะได้อยู่กันลำพังสองคนมากกว่าห่วงความปลอดภัย ทรงเอาแต่บ่นนู่นบ่นนี่ไม่หยุดจนมาติเน่นึกรำคาญ

มาติเน่เป็นห่วงก็แต่เจ้าชายราฟาเอลที่เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ยอมเสวยอะไรทั้งนั้น นางเห็นรอยหม่นเศร้าแฝงเร้นอยู่ในดวงเนตรเย็นชา…

ทว่า ในราตรีที่สองนั้นเองที่ทาวีญและไลแลคกลับมาถึงปราสาทศิลาอย่างกะปลกกะเปลี้ย เนื้อตัวมีรอยขีดข่วนจากหนามแหลม ส่วนไลแลคไข้ขึ้นสูงจนมาติเน่ต้องเข้าไปพยาบาล

“ดูแลนางให้ดีที่สุด มาติเน่” ถ้อยบัญชาจากเจ้าชายฟูโอโคทำให้หัวใจมาติเน่แปลบปลาบขึ้นมา ทุกลมหาพระทัยช่างมีแต่นางต่างแดนผู้นี้เหลือเกิน…

Don`t copy text!