ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 30 : ลับลวง

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 30 : ลับลวง

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 30 –

ดันคีนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นอาคันตุกะทั้งสองกลับมาอย่างปลอดภัย ฝ่ายชายยังดูแข็งแรงดี แต่ฝ่ายหญิงดูอ่อนเพลียเหมือนมีไข้สูงและขาดน้ำ จึงรีบส่งตัวนางให้แพทย์ของพวกเขาดูแล ชายหนุ่มตั้งใจจะให้คาลียาที่พอรู้วิชาพยาบาลอยู่บ้างไปคอยช่วยเหลือ หากนางรับใช้กลับมารายงานว่านางล้มป่วยอยู่ในห้องเนื่องจากตากแดดตากฝนช่วยตามหาอาคันตุกะทั้งวันทั้งคืน ดันคีนจึงส่งทาสีและข้าทาสจำนวนหนึ่งไปคอยอำนวยความสะดวกให้มาติเน่ในการพยาบาลรักษาแทน

“พวกท่านโชคดีที่กลับมาได้ ใจกลางป่าอย่างนั้นเป็นวงซ้อนกันหลายชั้นราวเขาวงกต พวกเราเป็นห่วงมากตั้งแต่เห็นท่านควบม้าออกไปทางนั้น”

“มีคนพยายามทำร้ายท่านไลแลค” ชายหนุ่มฟูโอโคอธิบายพลางจับสังเกตท่าทีอีกฝ่าย “ท่านพบเห็นมันบ้างหรือไม่ ข้าทำร้ายมันที่ต้นขา ไม่น่าหนีไปได้ไกลนัก”

น้องชายหัวหน้าเผ่าส่ายหน้า

“ไม่พบเลย พบแต่รอยเลือดเท่านั้น คนร้ายหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นชาวดันคลอชหรือไม่”

“มันปิดหน้า สวมถุงมือถุงเท้ามิดชิด เห็นแต่ดวงตาสีเทาเงินอมฟ้าเท่านั้น”

“แปลก…” ดันคีนเอามือจับคาง ก้มหน้าอย่างครุ่นคิด “พวกเราไม่ค่อยพบคนตาสีเช่นนี้ในดันคลอช นอกจากเป็นพวกต่างชาติที่เข้ามาชั่วคราว อย่างค้าขายเช่นพวกท่านนี่ละ…” เขามองสีหน้าสงสัยของชายชาวฟูโอโคก็ตกใจ โบกมือพัลวัน

“ไม่ใช่คาลียาแน่ ๆ หรอกท่าน ถึงนางจะมีดวงตาสีฟ้าอมเทาก็จริง แต่นางก็เป็นเพียงสตรี ไม่รู้วิชาต่อสู้หรือมีจิตคิดร้ายกับผู้ใดหรอก”

“ข้าไม่ได้นึกถึงนางในแง่นั้นสักนิดท่านดันคีน” อีกฝ่ายหรี่ตาลงอย่างสงสัย “ระหว่างที่ข้าตามเสียงร้องม้าของท่านหญิงไป คาลียายังสนทนากับข้าอยู่เลย ไม่มีทางที่นางจะเป็นคนร้ายไปได้ อีกทั้งพวกท่านเก็บนางมาเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่ใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นนางจะมีความแค้นเคืองใด ๆ ถึงต้องคิดฆ่าท่านหญิงเล่า”

ดันคีนชะงักเมื่อรู้สึกว่าตนพูดมากไปเสียแล้ว หากโชคดีที่ดันนาไคลน์เข้ามาแทรกบทสนทนาพอดิบพอดี ทำให้เขาไม่ต้องตอบอะไรอีก

 

“มีนักฆ่าผู้หนึ่งจ้องสังหารนาง กระหม่อมต่อสู้กับมันแล้วรีบพาท่านหญิงหนีไป” ทาวีญอธิบาย “แต่หลงทางไปไกล ป่าที่นี่ซ้อนเป็นวงกลม กว่าจะหาทางกลับมาได้จึงล่วงเลยมาถึงเพลานี้พระเจ้าค่ะ”

“เจ้าว่ามีนักฆ่าอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นที่ข้าคิดว่ามีคนหมายชีวิตนางก็เป็นเรื่องจริง”

“นางคิดว่าอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด หากกระหม่อมคิดเช่นเดียวกับพระองค์ว่าไม่น่าใช่”

เจ้าชายราฟาเอลจับพระเนตรมองท่าทีของขุนพลหนุ่ม ทรงสังเกตเห็นความสนิทสนมแน่นแฟ้นบางอย่างระหว่างเขาและไลแลคในคำพูดและท่าทางที่ดูราวไม่ซับซ้อนใด ๆ ออกจะตรงไปตรงมาเสียด้วยซ้ำ ทรงหวนนึกถึงถ้อยกราบทูลหนักแน่นที่ทาวีญเอ่ยเมื่อหลายราตรีก่อน

‘กระหม่อมไม่เคยรู้จักหรือพบเจอท่านหญิงไลแลคมาก่อน พบครั้งแรกเมื่อออกขบวนพระเจ้าข้า’

ทว่าความรู้สึกประหลาดยังรบกวนพระทัยอยู่ดี… อีกทั้งอยู่ในป่าด้วยกันลำพังทั้งวันทั้งคืน คนหนึ่งเป็นหนุ่มฉกรรจ์ อีกคนเป็นสตรีเลอโฉมงามสะพรั่ง จะให้ไม่คิดอะไรเลยก็ยากเหลือเกิน

“นางมาอยู่บาราไนอัสได้ราวปีกว่า ไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใคร ไม่รู้จักใครนอกเหนือจากคนในปราสาทอัคคี ข้าว่าชักจะแปลกเสียแล้ว อันที่จริงข้าก็เคยสงสัยว่านางเป็นใครมาก่อนเรือเอียโลแตก แต่ในเมื่อนางไม่ปรารถนาจะเล่าข้าก็เลยไม่ถามอีก เห็นทีคราวนี้ข้าควรต้องให้นางพูดแล้วละ”

“นางเล่าให้พระองค์ฟังเรื่องเรือเอียโลแตกด้วยหรือพระเจ้าค่ะ”

เจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโคหรี่พระเนตรลง

“ข้าต่างหากที่ต้องถามว่านางเล่าให้เจ้าฟังด้วยหรือว่านางมาจากเรือแตก… นางบอกข้าว่าไม่ได้เล่าให้ใครฟังสักคนเดียวนอกจากข้ากับลักษวิณี พวกนางกำนัล นางข้าหลวงจากปุรณาปุระล้วนถูกสั่งไม่ให้พูดเรื่องนี้”

“อันที่จริงกระหม่อมมีเรื่องต้องกราบทูล”

ราฟาเอลโบกพระหัตถ์

“ช่างก่อนเถิด มาติเน่ส่งคนมาแจ้งว่าอาการไลแลคดีขึ้นแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมนางก่อน ไปด้วยกันสิ”

เจ้าหญิงเลวิน่ากระทืบบาทอย่างขุ่นเคืองพระทัยตั้งแต่เห็นทาวีญอุ้มไลแลคขึ้นหลังกลับมาปราสาทดันคลอช แม้ดีพระทัยที่บุรุษที่รักรอดชีวิตปลอดภัยมาได้ หากความสุขนั้นก็ระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความหึงหวงรุนแรง… เหตุใดนางไลแลคไม่ตาย ๆ ไปเสีย แล้วดูเถิด นอกจากมันจะไม่ไปพ้นทาง ยังทำเจ็บป่วยออดอ้อนออเซาะทาวีญ ขณะเดียวกันก็จับเจ้าพี่ราฟาเอลเอาไว้เหนียวแน่น

เล่ห์มารยาหญิงต่างแดนช่างร้ายกาจนัก

พระนางจึงถือวิสาสะตวัดม่านเข้าไปในคูหาหินของไลแลคเมื่อเห็นว่าพระเชษฐาและขุนพลหนุ่มชักจะเข้าไปนานเกินควร

“ยังไม่ตายก็ดีแล้ว แต่ทำให้คนอื่นเขาเสี่ยงชีวิตไปกันหมด เจ้านี่เป็นตัวซวยแท้ ๆ” ทรงบริภาษอย่างไม่ไว้หน้า ส่วน ‘ตัวซวย’ กลับไม่ถือสา ทูลกลับอย่างนอบน้อม

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันจะระวังให้มากกว่านี้”

“ไม่ใช่ความผิดเจ้าสักหน่อยไลแลค… เลวิน่า เจ้าลืมไปหรืออย่างไรว่าไลแลคช่วยชีวิตพวกเราทั้งขบวนมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เจ้าเองทำประโยชน์ใดไม่ได้ก็อย่าค่อนแคะผู้อื่นให้เสียน้ำใจเลย” พระเชษฐาตรัสดุอย่างไม่ไว้พระพักตร์เช่นกันยิ่งทำให้เจ้าหญิงเลวิน่ายิ่งกริ้วและน้อยพระทัยยิ่งขึ้น พระพักตร์แดงก่ำ

“เจ้าพี่ยิ่งทำให้ข้าเกลียดมัน” ถลึงเนตรใส่พระคู่หมั้นพระเชษฐาอย่างจงชัง “เจ้าอย่าเผลอพลาดก็แล้วกัน ข้าเอาเจ้าถึงตายแน่” รับสั่งจบก็สะบัดพักตร์ออกจากห้องไปทันที สมาชิกที่เหลือได้แต่ถอนใจยาว

“ข้าขอโทษแทนเลวิน่าด้วย นางโง่เขลา เจ้าอารมณ์และไร้มารยาทที่สุด”

“หม่อมฉันไม่ถือสาหรอกเพคะ องค์หญิงยังมีนิสัยเป็นเด็กอยู่มาก พระองค์ทรงเข้าข้างหม่อมฉันบ่อย ๆ องค์หญิงก็เลยเขม่นหน้าหม่อมฉันเป็นธรรมดา”

“อย่าไปสนใจน้องข้าเลย… ว่าแต่เจ้าเถอะ ได้ยินมาติเน่ว่าไข้ลดลงแล้วข้าก็โล่งใจ เล่าให้ข้าฟังทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่ถึงได้มีคนจ้องเอาชีวิต”

“ช่างเรื่องหม่อมฉันก่อนเถิดเพคะ มีเรื่องสำคัญกว่าที่พระองค์ต้องทราบ” นางว่า “คือ…หม่อมฉันกับทาวีญ…”

ทาวีญเลิกคิ้ว สบตาซีมายน์ราวกับจะถาม… จะสารภาพคืนนี้ ตอนนี้อย่างนั้นหรือ…

ชายหนุ่มไม่เคยรู้สึกว่าเลือดในกายเย็นเฉียบเท่านี้มาก่อน แม้เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับตาเฒ่าไดตาอุสที่เวลต้าก็ตาม… นึกคาดเดาปฏิกิริยาของเจ้าชายราฟาเอลหลังจากได้ยินประโยคต่อจากนี้ไปสารพัด

ทว่า สิ่งที่ได้ยินกลับไม่ใช่สิ่งที่คาดไว้

“…คิดว่าพอจะรู้แล้วละเพคะว่าผลึกมายาอยู่ที่ใด แต่ต้องไปหาให้แน่ใจอีกครั้ง”

ราฟาเอลไม่ได้รับสั่งอันใด เพียงแต่เลิกขนงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงดวงเนตรที่บอกความตื่นเต้น

“อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งเพคะ หม่อมฉันกับทาวีญบังเอิญพบเข้าระหว่างทางกลับมาที่นี่ แม้ยังไม่เห็นผลึกมายากับตา แต่ก็เห็นสิ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่าผลึกมายาอยู่ที่นั่นเพคะ”

“สิ่งนั้นคืออะไรเล่า”

“เอ้อ…” นางนิ่งไปอึดใจ ทาวีญจึงเป็นฝ่ายตอบเสียเอง

“ภาพนิมิตพระเจ้าค่ะ ท่านหญิงเห็นจากนิมิต”

ทั้งสามชีวิตยังสนทนากันต่อไปพักใหญ่ ไม่ทันสังเกตหรือรู้ตัวสักนิดว่าผนังด้านหลังตะเกียงดวงใหญ่มุมห้องมีรอยแยกน้อย ๆ อีกทั้งภายในยังกลวงจนคล้ายคูหาย่อม ๆ มิใช่หินตันดังภาพที่เห็น และมีแขกไม่ได้รับเชิญเงี่ยหูฟังการสนทนาอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วยิ้มอย่างมีชัย…

ไม่ผิดหวังที่เลี้ยงดูปูเสื่อพวกมันอย่างดี… ในที่สุดก็พาข้าไปพบผลึกมายาจนได้ จะเสียแรงตามหาเองให้เหนื่อยเปล่าทำไมกันเล่า…

ร่างในเงามืดหัวเราะหึ ๆ

 

ราชินีเนริซากระชับผ้าคลุมพระพักตร์แน่นขึ้น ในดินแดนแปลกประหลาด รูปโฉมอันแตกต่างของพระนางไม่ควรเปิดเผยให้สะดุดตานัก โดยเฉพาะในดันสแตนที่ผู้คนดูมีลับลมคมใน หน้าตาเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ ดันสแตนไม่มีกษัตริย์หรือเจ้าครองนครแบบเมืองอื่น ๆ ในบาราไนอัซหรือมัซซา แต่มีชนเผ่าต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตภูมิประเทศแบบภูเขาหินนับสิบเผ่า แลว่ากันว่าพวกที่อยู่ลึกเข้าไปตอนในล้วนดุร้าย ดังนั้น แม้ยามนี้พระนางประทับอยู่แถบเขาหินทรายอันเป็นชายแดนรอบนอก ก็ยังไม่วางพระทัยอยู่ดี ต้องคอยระแวดระวังเสมอ

เนริซากวาดเนตรมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ในตลาดแล้วเบ้พระโอษฐ์อยู่ใต้ผ้าคลุม ทรงเบื่อหน่ายอากาศร้อนอบอ้าวกับชีวิตลำบากต่างแดนเช่นนี้เต็มทน ต้องทรงพระดำเนินปะปนไปกับไพร่ชั้นต่ำบนถนนสกปรกอันมีแต่ฝุ่นควันตลบฟุ้ง เสวยแต่แผ่นแป้งแข็ง ๆ กับผักและเนื้อตากแห้งวนเวียนไปมา ทรงคิดถึงกระยาหารเลิศรส พร้อมข้าทาสบริวารแวดล้อมที่ปราสาทน้ำแข็งจับพระทัย…

พระนางจึงดีพระทัยเมื่อสดับข่าวว่าพระสวามีจะเสด็จลี้ภัยมาอยู่ด้วยกันชั่วคราว หากเป็นเช่นนั้นจะได้สร้างพลับพลาหรือกระโจมประทับชั่วคราวได้ มิต้องอุดอู้อยู่ในห้องแคบ ๆ ของโรงพักนักเดินทางอีกต่อไป

ราชินีเอียโลมิได้ใส่พระทัยว่ากองทัพนอร์เดนจะได้รับชัยชนะหรือปราชัย แค่เพียงได้ยินว่าราชาอลันยังมีพระชนม์รอดก็พอพระทัยแล้ว

“ถ้าพระราชามาถึง เราจะแจ้งความคืบหน้าเรื่องผลึกมายาอย่างไรดีเพคะ ยังไม่คืบหน้าสักนิด” ซิกริดกลัดกลุ้มแทนเจ้านาย

“ก็ทูลไปว่าอยู่ในดันสแตนนี่ละ” ทรงยักอังสาอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เนื้อแท้ในพระทัยไม่ได้ยินดียินร้ายกับการตามหาผลึกมายาตั้งแต่แรก สิ่งเดียวที่มุ่งมาดปรารถนาคือการกำจัดพระน้องนางซีมายน์เท่านั้น

พระโอษฐ์คลี่ยิ้มสมพระทัย นึกถึงข้อความจากโคลินที่ส่งผ่านพิราบสื่อสารมาเมื่อวันก่อน… ว่าสตรีที่โจรรับจ้างสองนายอ้างถึงคือเจ้าหญิงซีมายน์จริง ๆ และยามนี้นางอาจเป็นคนรักหัวหน้ากองคาราวานจากฟูโอโค ท่าทางมีความสำคัญไม่น้อย

แต่เขายังฆ่านางไม่สำเร็จ… โคลินไม่ได้บอกเหตุผลว่าเพราะเหตุใด แต่ย้ำว่าเขาจะลงมืออีกในไม่ช้านี้ อย่างไรเจ้าหญิงซีมายน์ก็ต้องตาย

“เจ้าหญิงน้อยอยู่ไกลจากราชบัลลังก์เอียโลสุดหล้าฟ้าเขียว มีชีวิตใหม่และคงมิหวนกลับเอียโลให้เป็นเสี้ยนหนามตำพระทัยอีกแล้ว เหตุใดจึงต้องทรงลำบากตามนางอีกเล่าเพคะ” ซิกริดถามอย่างอัดอั้นตันใจ

เนริซาทอดพระเนตรมองสีหน้าอึดอัดว้าวุ่นของข้าหลวงคนสนิทก็ได้แต่สรวลแผ่วเบาในพระศอ

“เพราะข้าเกลียดมันไงเล่า ข้าไม่อยากให้มันมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข”

เมื่ออาการดีขึ้น ซีมายน์ก็ตั้งใจจะพาชาวคณะไปตามหาผลึกมายาที่ถ้ำเขียวในวันรุ่งขึ้น ติดที่พระคู่หมั้นยืนกรานให้นางพักให้แข็งแรงต่ออีกสักวัน และแม้นางจะร้อนใจเพียงใดก็ต้องยอมจำนนกับความห่วงใยนั้น

“องค์ชายเพคะ…” นางยึดข้อพระกรเจ้าชายไว้ “ทรงดีกับหม่อมฉันนัก หม่อมฉันไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร”

“พูดอะไรเช่นนั้นเล่า ข้ารักเจ้าไม่ได้ต้องการให้ตอบแทนอันใด” ราฟาเอลแย้มสรวลน้อย ๆ ยิ่งทำให้เจ้าหญิงน้อยจากเอียโลยิ่งขมขื่นหทัยที่ปิดบังความจริงจากบุรุษที่รักนางอย่างสุดดวงใจ ขอเวลาอีกนิดเถิด อย่างน้อยก็ขอทำภารกิจตามหาผลึกมายาให้สำเร็จเสียก่อนแล้วจะทูลความจริงเมื่อนั้น จากนั้นจะทรงลงโทษทัณฑ์ประการใดก็สุดแล้วแต่

ราฟาเอลก้มลงจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากมน

“พักผ่อนเสียเถิด ถนอมแรงเจ้าไว้ พรุ่งนี้จะพาข้าไปหาผลึกมายานี่นะ”

คืนนั้นซีมายน์นอนไม่หลับ คิดกลับไปกลับมาอยู่ค่อนคืน ทั้งเรื่องว่าจะเจอผลึกมายาหรือไม่ ถ้ำนั้นมีคนอยู่อาศัยหรือแค่พักพิงชั่วคราว แล้วหากคนผู้นั้นนำผลึกมายาหนีไปแล้วจักทำเช่นไร… หรือที่จริงนางกับทาวีญควรจะกลับไปสำรวจกันเองอีกครั้งให้มั่นใจเสียก่อนจึงค่อยพาสมาชิกขบวนไปด้วย

คิดได้ดังนั้นจึงผุดลุกขึ้น เร้นกายผ่านห้องหับคูหาแลหลืบหินน้อยใหญ่ต่าง ๆ ไปจนถึงห้องทาวีญ เส้นทางในปราสาทศิลาค่อนข้างแคบลัดเลี้ยวซับซ้อน แต่ละห้องจึงค่อนข้างห่างและเป็นส่วนตัว จะไปไหนมาไหนก็ไม่โจ่งแจ้งนัก หากข้อเสียคือทางเดินเป็นทางเดี่ยว ดังนั้นถ้าบังเอิญสวนบนทางเดียวกัน ก็ยากจะหลบเลี่ยงซ่อนเร้นได้

หากดึกสงัดเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดออกมาเดินท่อม ๆ ยามวิกาลในปราสาทหินซับซ้อนเช่นนี้เป็นแน่

ทว่า ซีมายน์ไม่มีดวงตาด้านหลัง อีกทั้งไม่ทันระวังว่าตลอดทางเดินในปราสาทถ้ำนั้นมีหลืบเล็กหลืบน้อยซ่อนอยู่ จึงไม่เห็นนางมาติเน่เบิกตากว้างตกใจเมื่อเห็นท่านหญิงไลแลคลอบเข้าห้องขุนพลหนุ่มยามวิกาล

ข้าหลวงสาวใจเต้นรัว เพิ่งเห็นกับตาชัด ๆ ก็ครั้งนี้เอง… ย้ำบอกตนเองว่านี่คือโอกาส… โอกาสที่จะกำจัดไลแลคไปให้พ้นทางรักเสียที ฉาบเคลือบด้วยเหตุผลอันทรงเกียรติว่าท่านหญิงกำลังคบชู้ หน้าที่ของมาติเน่ก็คือปกป้องพระเกียรติของเจ้าชายราฟาเอล

“องค์ชายเพคะ เกิดเรื่องแล้วเพคะ เสด็จมากับหม่อมฉันเถิด” นางถือวิสาสะเข้าไปทูลถึงห้องประทับ แค่บอกว่าให้ไปทอดพระเนตรพระคู่หมั้นก็ทรงตามมาอย่างว่าง่าย ดวงเนตรสีอำพันฉายแสงบางอย่างที่มาติเน่ไม่เข้าใจนัก หญิงสาวไม่ลืมที่จะโฉบไปปลุกเจ้าหญิงเลวิน่าขึ้นมาอีกองค์เพื่อเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ เจ้าหญิงที่กำลังจะอ้าโอษฐ์บริภาษก็กลับหุบฉับโดยพลันเมื่อนางทูลว่ามีเรื่องทาวีญที่ควรต้องทราบ

เมื่อหยุดลงหน้าห้องขุนพลหนุ่ม เจ้าชายราฟาเอลชะงัก สุรเสียงเย็นเฉียบ

“เจ้าบอกว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับไลแลค แต่พาข้ามาห้องทาวีญ”

“ทอดพระเนตรเอาเถิดเพคะ” มาติเน่กระซิบ นึกรังเกียจตนเองที่ทำตัวช่างฟ้อง ไขความลับผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตนเอง หากมิอาจห้ามใจได้…

แลผลของการกระทำของนางกำลังจะสำแดงผลในอีกไม่กี่อึดใจนี่แล้ว… เมื่อเจ้าชายรัชทายาทแห่งฟูโอโคตวัดพรมแขวนที่ใช้ต่างประตูออกช้า ๆ ย่างบาทล่วงผ่านม่านแพรและม่านระย้าอีกชั้นไปสู่ห้องส่วนตัวของขุนพลคู่พระทัย

Don`t copy text!