ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 31 : คนทรยศ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 31 : คนทรยศ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 31 –

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์คือภาพชาย-หญิงที่ทรงรักแลเชื่อพระทัยที่สุดกำลังนอนหนุนตักกันอย่างสนิทสนม สนทนาบางอย่างที่คงทั้งเคร่งเครียดหากก็มีความสุขเพราะแม้ในชั่วแวบที่ทอดพระเนตรก็ยังเห็นแสงแห่งความรักฉายชัดจากดวงตาและท่าทางของคนทั้งคู่

พวกเขาสะดุ้งโหยง ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว แววตาตื่นตระหนก รีบลนลานคุกเข่าลงแทบพระบาท ปากไลแลคเผยอออกเตรียมพูดหากก็กลับหุบฉับลง ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ หลุดลอดจากปากทั้งคู่ ราวกับเตรียมตัวเตรียมใจรับผลนั้นมาแล้ว อันยิ่งทำให้พระทัยเจ้าชายหนุ่มยิ่งโทมนัสเจ็บปวดอีกเท่าทวี ทรงปรารถนาได้ยินข้อแก้ต่างใดก็ได้ที่จะบอกว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความจริง หากทั้งสองกลับนิ่ง

“ไลแลค เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ในที่สุดก็ทรงหาสุรเสียงตนเองเจอ สบตาสีอาเมทิสต์แล้วยิ่งพระทัยหาย

“ข้ามาหารือเรื่องแผนการตามหาผลึกมายาวันรุ่งขึ้นเพคะ”

“ในห้อง สองต่อสองกับบุรุษที่ไม่ใช่คนรักอย่างนั้นน่ะหรือ” สุรเสียงต่ำลงจนผู้ที่ใกล้ชิดทราบดีว่าภูเขาไฟไอร์ฟาจวนปะทุเต็มที

“มิได้เพคะ ทาวีญเป็นคนรักของหม่อมฉัน”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่แม้กลีบดอกไม้ร่วงลงบนพื้นก็อาจเกิดเสียง แม้แต่เจ้าหญิงเลวิน่าที่มักทรงเอะอะโวยวายไว้ก่อนก็พลอยรับสั่งอันใดไม่ออก

“แล้วข้าล่ะ” ราฟาเอลรู้สึกพระศอแห้งผาก เพียรสะกดกลั้นพระอารมณ์ที่สั่นสะเทือนเจียนระเบิดไว้สุดความสามารถ หากยิ่งทรงมองตาสีม่วงของนางลึกลงไปเท่าไรก็รู้ว่าความพยายามนั้นไร้ความหมาย ทรงกระชากแขนนางแล้วแผดสุรเสียงกัมปนาท

“ข้าถามว่าแล้วข้าล่ะเป็นใคร ไม่ใช่คนรักของเจ้าหรือไง”

ทาวีญขยับเข้าปกป้องนางตามสัญชาตญาณ ราฟาเอลหันไปทอดพระเนตรขุนพลที่เปรียบเสมือนมิตรแลพี่เรียงน้องแล้วยิ่งกริ้ว

“พวกเจ้ามันคนทรยศ” สูดอัสสาสะลึกยาว หลับเนตรช้า ๆ ก่อนเบิกโพลงอีกครั้งอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

“รู้ใช่ไหมว่าหมิ่นเกียรติเจ้าชายรัชทายาทเช่นนี้จะเป็นเช่นไร มิต้องถึงเจ้าชายหรอก แค่ในฐานะบุรุษธรรมดาคนหนึ่งโดนหยามเกียรติ ทรยศหักหลักเช่นนี้… พวกเจ้าจะถูกตัดหัวเสียบัดนี้ด้วยซ้ำ”

“เจ้าพี่…” เจ้าหญิงเลวิน่าทรงร้องขึ้นทันที “ตัดหัวนางไลแลคจอมมารยาก็พอแล้วเพคะ มันยั่วยวนท่านทาวีญให้หลงผิดไปเท่านั้น”

“แต่ข้ามิใช่คนป่าเถื่อนหรือขี้แพ้เช่นนั้น…” พระเนตรคมจ้องนิ่ง “ข้าขอเนรเทศพวกเจ้าจากความเป็นพลเมืองฟูโอโค ต่อจากนี้พวกเจ้าไม่ใช่คนของเราอีกแล้ว จงออกไปให้พ้นหน้าข้า พ้นจากปราสาทศิลาเสียบัดนี้”

“ขอพวกเราได้อธิบายความจริงสักหน่อยเถิดพระเจ้าค่ะ” ทาวีญเอ่ยขึ้นเป็นคำแรก “หากจะกริ้วจะเกลียดอย่างไรก็สุดแล้วแต่น้ำพระทัย”

“สายไปเสียแล้วทาวีญ… เมื่อครู่ข้ายังหวังเหลือเกินว่าจะได้ยินพวกเจ้าอธิบาย แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวใด ๆ อีกแล้ว พวกเจ้าสองคนจงออกจากที่นี่ไปในบัดนี้ อย่าให้ข้าต้องเรียกทหารมาขับไล่หรือให้พวกดันคลอชในปราสาทแตกตื่นเอา รุ่งเช้าเมื่อไรข้าต้องไม่เห็นหน้าพวกเจ้าอีก”

 

แสงทองแห่งอรุณรุ่งเริ่มจับขอบฟ้าทีละน้อย เจ้าชายแห่งฟูโอโคยังประทับนิ่งอยู่ตรงบานหน้าต่างวงกลมอันมองไปเห็นแนวป่าและแนวหินเบียดเสียดเรียงราย ที่ที่ร่างของอดีตขุนพลฟูโอโคและอดีตพระคู่หมั้นค่อย ๆ เล็กลงทีละน้อยก่อนจะหายลับไปจากคลองจักษุ เข้าไปสู่ความมืดมิดแห่งพงไพรตั้งแต่เสี้ยวจันทร์ยังไม่ลับฟ้า

มาติเน่ชะเง้อมองอยู่ริมประตูด้วยความเป็นห่วง สะเทือนใจอย่างสุดแสนเมื่อเห็นความเจ็บช้ำหม่นเศร้าครอบงำเจ้าชายราฟาเอลอีกครา… นางเป็นผู้ทำลายความสุขของพระองค์อีกแล้วน่ะหรือ

“เจ้าจะพูดอะไรก็ว่ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนั้นนานเหลือเกินแล้วนี่นะ” รับสั่งขึ้นกลางความเงียบ นางข้าหลวงพยาบาลจึงค่อยเดินเข้ามา ปรารถนาจะกุมพระหัตถ์ปลอบประโลมยิ่งนัก หากทำได้เพียงยืนอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

“พระองค์ไม่ได้บรรทมเลย หม่อมฉันจึงจัดชาสมุนไพรมาถวายเพคะ”

“เจ้าก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน”

“หม่อมฉันชินแล้วเพคะ เป็นห่วงพระองค์มากกว่า”

“ดูเหมือนจะมีเจ้าคนเดียวที่ห่วงใยข้า…ไม่ทรยศความไว้ใจข้า…” รับสั่งหลังทำให้นางสะดุ้งในใจ

“ข้าโง่ให้พวกเขาหลอกมานานเท่าไรกันหนอ” ตรัสเสียงขื่น “เจ้าเคยเตือนให้ข้าระวังแล้ว แต่เป็นข้าที่ไม่อยากจะเชื่อเอง”

“เอ้อ หม่อมฉัน” นางอึกอัก

“เจ้าไม่ใช่คนซับซ้อนนักหรอกมาติเน่ ถึงเจ้าจะแกล้งพูดเหมือนไม่มีอะไร แต่เจ้าพูดยาวเหยียดขนาดนั้น ข้าย่อมรู้เจ้ามีเจตนาจะเตือน… ต้องขอบใจเจ้าที่หวังดี”

หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ

“คงเป็นเพราะข้ารักนางมาก… บางทีข้าอาจไม่ควรรักใครใหม่ตั้งแต่แรก รักของข้าควรจะตายจากไปพร้อมทาเทียน่า”

“โธ่ อย่ารับสั่งเช่นนั้นเลยเพคะ คิดเสียว่าเทพีเอลญากำลังมอบบททดสอบให้พระองค์ได้เข้าใจความรักอีกแง่มุม เพื่อให้ทรงเติบโตอีกขั้นหนึ่งอย่างไรเพคะ”

“เจ้าก็ช่างพูดนัก” ตรัสคล้ายจะสรวลในพระศอ หากพระพักตร์ที่มองออกไปนอกหน้าต่างยังหม่นเศร้า

“ข้าขอถามเจ้าสักข้อหนึ่งเถิด และขอให้เจ้าตอบข้ามาตามตรง” ทรงหันกลับมาเผชิญหน้ากับลูกสาวแม่ทัพเมเนส เนตรสีเหลืองแก่มองตรงมาอย่างคาดคั้น “เจ้ารู้เรื่องพวกเขามานานเพียงใดแล้ว”

“หม่อมฉันไม่แน่ใจหรอกเพคะ เพียงแต่สงสัยตั้งแต่ออกเดินทางมาสักระยะที่พระองค์ทรงพบพวกเขาที่ลานหินนอกเมืองฟูโอโคด้วยกัน หลังจากนั้นก็เห็นท่าทางแปลก ๆ แต่ก็แค่ผิดสังเกต ไม่ได้มีหลักฐานอะไร” จากนั้นนางจึงเล่าเรื่องข้อสงสัยของเจ้าหญิงเลวิน่า และเรื่องที่พระนางแอบเห็นคนทั้งคู่ลงบันไดดาดฟ้าโรงพักนักเดินทางมาด้วยกันยามวิกาล

หญิงสาวคุ้นชินกับเจ้าชายราฟาเอลมากพอจะเห็นรอยสะเทือนใจในดวงเนตรเย็นชา

“ที่มิทูลตั้งแต่แรกมิได้เพราะต้องการปิดบังแต่อย่างใดเพคะ แต่หม่อมฉันไม่อยากเห็นพระองค์ผิดหวัง เสียพระทัยอีก”

กล่าวจบ มาติเน่ก็รู้สึกรังเกียจตนเองขึ้นมาอีกคำรบที่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวกับบุรุษยอดดวงใจ

สองหนุ่มสาวผู้ถูกขับไล่ให้ระหกระเหินกลางป่ายามราตรีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวจับมือกันแน่น อีกข้างสะพายย่ามหนังบรรจุเสื้อผ้าของใช้จำเป็นไม่กี่ชิ้นกับเสบียงอาหารติดตัวเล็กน้อย มีอาชาสีดำคู่ใจอดีตขุนพลเมืองไฟย่างเท้ากุบกับตามอยู่ข้าง ๆ

จันทร์เสี้ยวครึ่งซีกส่องสว่างพอนำทางไปได้ไม่ลำบากนัก ดาริกากลุ่มน้อยทอแสงวิบวับริมขอบฟ้า ลมรัตติกาลพัดโชยเป็นระลอกยะเยือกเย็น ซีมายน์ผู้เติบโตในดินแดนที่หิมะปกคลุมชั่วนาตาปีกับทาวีญผู้รอนแรมในดินแดนต่าง ๆ และปรับตัวกับสภาพอากาศแตกต่างกันสุดขั้วเป็นเรื่องปกติจึงไม่เดือดร้อนกับความเย็นชั่วครู่ชั่วยามเช่นนี้นัก

“ข้าขอโทษที่ความรักของข้าทำให้ท่านต้องมาลำบาก”

“ท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลยทาวีญ ตราบใดที่มีท่าน ข้าไม่สนใจว่าจะต้องลำบากอีกแค่ไหน ข้าเคยบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าไม่สนใจตำแหน่งเจ้าหญิงอะไรทั้งนั้น ขอเพียงมีท่าน จะให้ข้า…”

“เป็นทาสี แม่ค้า ข้ารับใช้อะไรก็ยอม” ชายหนุ่มต่อให้ทันที  นางยิ้ม…เขาจำได้ขึ้นใจไม่แพ้นางสักนิด

“ถ้าหากข้าจะเสียใจ ก็คงมีเพียงสองเรื่องคือมิได้เป็นผู้ทูลองค์ชายด้วยตัวเอง ทำให้บุรุษแสนดีอย่างพระองค์ต้องเสียพระทัย อับอายเสียพระพักตร์ที่ถูกหยามพระเกียรติเช่นนั้น… อีกประการคือห่วงองค์หญิงลักษวิณี ที่จะต้องโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน หากมีปัญหากับพระสวามีหรือใครในราชสำนักก็จักมิมีคนช่วย”

เขาแหงนหน้ามองจันทร์ซีกแลเมฆาเบื้องบน

“คงเป็นลิขิตจากเทพีเอลญาและเทพโอไรกอนที่มอบบททดสอบชีวิตให้มนุษย์อย่างพวกเรา เราเพียงต้องทำไปตามบทบาทหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับทวยเทพจะบันดาล”

“ไม่นานก็ใกล้รุ่งแล้ว เราจะทำอย่างไรกันต่อดี”

“เราจะกลับไปยังถ้ำแห่งนั้นกัน” ทาวีญว่า “ตามหาผลึกมายาให้พบ”

“ตอนนี้เรามิใช่ชาวฟูโอโคอีกแล้ว ทำไมจะต้องตามหาผลึกมายาอีกเล่า” ซีมายน์รำพันกึ่งปลง “เราเป็นอิสระแล้ว ออกไปเริ่มต้นใหม่มิดีกว่าหรือ… ท่านจำได้ไหม ท่านเคยสัญญาจะพาข้าไปเยือนซาร์กอน ดินแดนมาตุภูมิของมารดาข้า”

ชายหนุ่มยิ้มน้อย ๆ อันเป็นยิ้มแรกนับจากเกิดเรื่อง

“ไม่ลืมหรอก อย่างไรต้องพาท่านไปให้ได้ แต่อย่างน้อยข้าก็อยากทำเพื่อบ้านเมืองเป็นครั้งสุดท้ายเสียก่อน วาการัตเป็นความหวังใหม่ของแผ่นดินเมืองไฟ”

“ข้าเข้าใจแล้ว” นางพยักหน้าแข็งขัน “ถ้าอย่างนั้นรีบตามหาผลึกมายาให้พบกันเถิด”

“แต่เราก็ประมาทไม่ได้ ยังไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในถ้ำนั้นไหม แล้วเขาครอบครองผลึกมายาไว้หรือเปล่า”

ซีมายน์นึกสะท้อนใจ ไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านางเข้าไปปรึกษาทาวีญที่ห้องด้วยเรื่องนี้ บัดนี้ต้องระเห็จออกมาหารือเรื่องเดียวกันกลางป่า

“เรามีเพียงมีดกับดาบเท่านั้นจะพอหรือ”

“ก็ต้องลองดู” อดีตขุนพลฟูโอโคตอบ กวาดสายตาระแวดระวังภัยรอบด้าน พลางสำรวจเครื่องหมายตามต้นหินและต้นไม้ต่าง ๆ ที่ทำไว้ ไม่นานเมื่อแสงทองฉายจับขอบฟ้า ฝูงนกกาโผบินว่อนส่งเสียงจิ๊บจ๊าบ ทั้งคู่ก็เห็นถ้ำเขียวปรากฏอยู่ตรงหน้า ทว่ากลับไม่เห็นแสงสีเทอร์ควอยซ์เปล่งประกายจากถ้ำ… มีเพียงประกายอ่อนบางเบาจนแทบกลืนไปกับแสงสุริยาทิตย์

“หรือผลึกมายาจะไม่อยู่แล้ว” ซีมายน์ร้องครางอย่างแสนเสียดาย

“หากยังมีแสง ข้าว่าน่าจะยังอยู่”

ทั้งคู่เคลื่อนเข้าใกล้ถ้ำทีละน้อย มีแต่ความเงียบสงัดรอบด้าน ชายหนุ่มสังหรณ์แปลก รู้สึกคล้ายถูกจ้องมองจากที่ไหนสักแห่ง

กลิ่นชื้นจากตะไคร่น้ำลอยกระทบนาสิกตั้งแต่ก้าวแรกในถ้ำ พืชน้ำยังปกคลุมผนังทว่าไร้ประกายจากเกล็ดแก้วเหมือนราตรีก่อน ทาวีญขมวดคิ้วเมื่อยื่นมือไปสัมผัสแล้วพบว่าตามผนังกลายเป็นหินปุ่มป่ำกับเกล็ดหินทึบ สำรวจที่พื้นก็พบว่าเศษอาหารได้อันตรธานหายไปเช่นกัน

“ข้าแน่ใจว่าไม่ได้มาผิดถ้ำ” ชายหนุ่มกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด “ใครสักคนที่อยู่ที่นี่คงเก็บกวาดไปแล้ว และอาจนำผลึกมายาไปแล้วเช่นกัน”

ตัวถ้ำเป็นถ้ำตัน ไม่กว้างขวางหรือซับซ้อนมาก ทั้งคู่ช่วยกันสำรวจอีกครู่ใหญ่ก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ จึงได้แต่ร้องด้วยความผิดหวัง ซีมายน์ถึงกับน้ำตาคลอ…

“อย่างนี้จะไปตามหาจากที่ใดได้อีก ข้าไม่ต้องรอถึงจันทร์เพ็ญหน้าหรอกหรือ”

ทั้งสองถอนใจยาวอย่างจำนน แล้วก้าวผ่านปากถ้ำออกมาด้วยความผิดหวังสุดแสน แต่แล้วก็กลับชะงักตรึงอยู่กับที่เมื่อพบว่าเบื้องหน้ามีพวกดันคลอชยืนเรียงรายหน้าตาขึงขังรออยู่

พวกเขาตกอยู่ในวงล้อมของคนปราสาทศิลา!

ใช่… คนของปราสาทศิลา เพราะดันนาไคลน์กับดันคีนยืนจังก้านำหน้าเด่นหราตรงนั้น

“เอาล่ะ อย่าให้ต้องพูดมากความ” สีหน้าและน้ำเสียงหัวหน้าเผ่าดันคลอชยังคงยิ้มแย้ม หากดวงตาสีชาแก่ใส่นมอูฐกลับแข็งเย็นเหี้ยมเกรียม ถ้อยคำเรียกขานเสนาะหูให้เกียรติมลายวับ “ส่งผลึกมายามาบัดเดี๋ยวนี้”

“ไม่มี…” ซีมายน์ปฏิเสธทันควัน

“ข้าไม่เชื่อหรอก ก็ข้าได้ยินเต็มสองหูว่าพวกเจ้ารู้ที่ซ่อนผลึกมายาแล้ว บอกว่าอยู่ในถ้ำ และจะนำทางท่านราฟกับพรรคพวกมาอย่างไรเล่า อย่ามัวเล่นลิ้นอยู่เลย ส่งมาให้ข้าเสียดี ๆ”

หญิงสาวใจหายวาบเมื่อตระหนักว่าดันนาไคลน์ลอบฟังคำสนทนาลับในห้องพักจนหมดสิ้น

“พวกเจ้าจะเป็นชู้กัน เป็นขบวนพ่อค้าจริงดังที่อ้างหรือไม่ข้าไม่สนใจ ผลึกมายาเท่านั้นที่ข้าต้องการ จากนั้นพวกเจ้าจะไปไหน ทำอะไร ข้าจะไม่ขัดขวางสักนิด”

“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าแปลกนักที่เจ้าว่าไม่ต้องการผลึกมายา ท่าทางของเจ้าก็ไม่น่าไว้ใจ”

“แต่ก็โง่เชื่อ” หัวหน้าดันคลอชหัวเราะจนพุงพระเพื่อม “ผลึกมายาเป็นของเผ่าดันคลอช พวกเราปกป้องพิทักษ์วาการัตมาหลายชั่วคน… ข้านี่ละต้องการมันกว่าใครในโลก”

“พวกเราหาไม่เจอหรอก” ซีมายน์ตอบตามตรง “จะค้นดูก็ตามใจท่านเถิด”

ดันนาไคลน์ส่งสัญญาณให้บริวารเข้าไปค้นในถ้ำ แต่คนที่ทำท่าจะค้นตัวซีมายน์ถูกทาวีญขวางไว้

“จะให้บุรุษมาแตะต้องล่วงเกินสตรีไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะค้นเอง” คาลียาปรากฏกายขึ้นราวกับล่องหน ดวงตาสีฟ้าอมเทาที่มองมานิ่งสงบไม่แสดงความรู้สึกใด มือเรียวขาวผ่องแตะค้นตามตัวอย่างคล่องแคล่ว

“ไม่มีเจ้าค่ะท่านพ่อ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องอยู่ในถ้ำนั่นแหละ” ดันนาไคลน์ทำเสียงกร้าว จังหวะเดียวกับที่ดันคีนซึ่งคุมบริวารไปค้นในถ้ำกลับออกมา หน้าตาหงุดหงิดผิดหวัง

“ไม่พบเลยท่านพี่ มีแต่ถ้ำเปล่า ๆ เท่านั้น เห็นทีมันจะลวงเราเข้ากระมัง”

“ถ้าเช่นนั้นก็ฆ่ามันเสีย…” หัวหน้าเผ่าคำราม ท่วงท่าอย่างชายใจดีไม่มีเหลือ

“ฆ่ามันก็ไม่รู้ที่ซ่อนน่ะซีเจ้าคะ” คาลียาแย้ง หันไปกอดแขนบิดาบุญธรรมอย่างเอาใจ “ข้าเชื่อว่าอย่างไรมันก็คงซ่อนไว้ในถ้ำ ให้ข้ากล่อมพวกมันเถิด ท่านก็รู้ว่าข้าจูงใจคนเก่งเพียงไร”

“จับมันทรมานเสียก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวก็คายออกมาเอง” ดันนาไคลน์แย้ง

“คนเช่นนี้ยอมตายไม่ยอมคายความลับหรอกเพคะ” นางว่าอย่างชาญฉลาด ซีมายน์กับทาวีญกุมมือกันแน่น นึกในใจว่าสตรีนางนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว เห็นทีจะฉลาดเฉลียวแลเหี้ยมโหดกว่าบิดาหลายเท่านัก

“ข้าจะเข้าไปเจรจากับพวกมันในถ้ำ ข้าสัญญาว่าจะเค้นเอาที่ซ่อนจากพวกมันให้ได้ ถ้าหากสุดท้ายมันยังดื้อแพ่ง ข้าจะฝังมันทั้งเป็นในถ้ำนั้นเอง”

“เจ้าเป็นสตรีตัวเล็ก ๆ เท่านั้นคาลียา จะจัดการคนเดียวได้อย่างไร” ดันคีนท้วง

“ท่านพ่อ ท่านอาวางใจเถิด” นางให้คำมั่น ก่อนสั่งเสียงเฉียบขาด “หากข้าไม่ออกมาไม่ต้องเข้าไป ข้าจะเค้นความจริงออกมาเอง”

คาลียาปราดเข้ากระชากแขนทาวีญและซีมายน์คนละข้างแล้วดันเข้าไปในถ้ำ เดินไปจนสุดทางแล้วหยิบหินขนาดเท่ากำปั้นสามก้อนที่มองผ่าน ๆ ดูระเกะระกะแบบหินถ้ำทั่วไปขึ้นมา วางก้อนหนึ่งลงบนหลืบถ้ำด้านบน อีกสองก้อนเคาะผนังสามที ทันใดนั้นผนังถ้ำก็เคลื่อนออกช้า ๆ และเงียบเชียบ

สองหนุ่มสาวอ้าปากค้างตกตะลึง… ประตูกล!

“เข้าไป” นางสั่งเสียงกระด้าง เคาะหินเป็นจังหวะอีกทีผนังก็เลื่อนกลับปิดสนิทเช่นเดิม

แสงสว่างจากเปลวเทียนเรืองขึ้นในความมืดมิด คาลียาจุดได้อย่างไรในความอันธการเช่นนี้… เห็นทีเชิงเทียนและไขที่พบคืนก่อนนั้นก็คงเป็นของนาง

แสงนวลทอดจับทางลาดยาวสู่เบื้องล่างดูคล้ายอุโมงค์ หัวใจซีมายน์เต้นแรง…

วิธีเค้นความจริงอันใดกันหนอ ช่างพิลึกพิกลนัก มิแคล้วจะนำมาทรมานเสียมากกว่า

สุดท้ายบุตรีดันนาไคลน์ก็หยุดลง น้ำเสียงห้วนกระด้างเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนหวานนุ่มนวลเหมือนครั้งที่ต้อนรับเลี้ยงดูอาคันตุกะในปราสาทศิลา

“เอาละ ทำใจให้สบายเถิด ข้ามิได้จะลวงท่านมาเค้นความจริงใด ๆ หรอก เพียงต้องการจะช่วยเท่านั้น เพราะถ้าหากยังยืนกรานต่อหน้าบิดาข้าเช่นเดิมมีหวังพวกท่านคงไม่รอด”

“ห้องลับนี่มันอย่างไรกัน… แล้วท่านต้องการอะไรกันแน่”

“ข้าต้องการผลึกมายาเหมือนพวกท่านนั้นละ แต่ก็เปล่าประโยชน์เสียแล้ว บัดนี้ผลึกมายาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

“หมายความว่าอย่างไร”

“เรื่องมันยาว เชิญท่านนั่งตรงนี้ก่อนเถิด” นางผายมือไปที่พื้นอันมีพรมสีชาดปูรองไว้ “วางใจเถิดข้าไม่คิดทำร้ายพวกท่านแม้แต่น้อย”

“ข้าจะเชื่อได้อย่างไร” ทาวีญไม่วางใจ ทุกอย่างในตัวคาลียาล้วนลึกลับซับซ้อน พอได้ยินดังนั้น นัยน์ตาหญิงสาวก็พราวพรายอย่างขำขัน ก่อนจะยกมือเรียวเสลาปลดผ้าคลุมหน้าลงช้า ๆ เผยดวงหน้าของสตรีผู้งามเจิดจรัสที่สุดนางหนึ่งในเรือสินค้าเอียโล

ชายหนุ่มร้องคราง…

“ทิลด้า!”

Don`t copy text!