ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 32 : นางผู้สาบสูญ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 32 : นางผู้สาบสูญ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 32 –

 

กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ผสานกลิ่นควันธูปลอยอวลอยู่ในวิหารบูชาทวยเทพการณะ ร่างแบบบางของราชนารีสูงศักดิ์แห่งปุรณาปุระสองพระองค์ประทับนั่งบนผืนพรมทอลายบุปผา รองด้วยอาสนะสีฟ้าสด พระองค์หนึ่งประทับท่าเทพธิดาประนมหัตถ์ สวดคำบูชาเทพเทวายาวเหยียดอย่างตั้งอกตั้งใจ อีกพระองค์ประทับขัดสมาธิ วางหัตถ์สองข้างหงายบนชานุ สองนิ้วแรกวางจรดกันเป็นรูปวงกลม ตั้งสมาธิขั้นสูง

เสียงสวดมนต์จบลงเมื่อก้านธูปมอดลงเหลือเพียงเถ้า เนตรของผู้ที่นั่งสมาธิลืมขึ้นช้า ๆ

“เทวาจักอำนวยพรให้ฟารุคและฟูโอโคปลอดภัย”

ผู้ที่สวดมนต์ยืดยาวกลับทรงนึกกังขา… ทรงทำเพื่อพระสวามีได้เท่านี้จริงหรือ… รอคอยแลสวดมนต์ให้เทพเจ้าเมตตาประทานพร… เท่านั้นหรือ

แม้เป็นสตรีจากดินแดนที่บุรุษเป็นใหญ่ หากลักษวิณีเป็นกุลนารีที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมิให้นิ่งดูดายกับทุกสิ่ง พระราชาอนันโททรงสอนให้พระธิดารู้จักแก้ปัญหา รู้จักคิดวิเคราะห์ และตื่นตัวกับสรรพสิ่งรอบข้างเสมอ พระนางจึงแตกต่างจากพระสัสสุที่ทรงเติบโตอยู่ในกรอบความเชื่อประเพณี วางองค์ในระเบียบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัดและมักไม่มีคำถามใด ๆ ต่อชีวิต

ถึงกระนั้นก็ทรงเห็นเจ้าหญิงลวัญญามีความสุขสงบดี แต่หากจะให้ลักษวิณีนิ่งเฉยเช่นนั้นก็คงจะผิดวิสัยไป

“เจ้าจะกังวลอันใดเล่าลักษวิณี กษัตริย์เมืองน้ำแข็งถอยทัพไปแล้วมิใช่หรือ” เจ้าหญิงลวัญญาทอดพระเนตรพระสุณิสาอย่างเอื้อเอ็นดู อีกฝ่ายถอนปัสสาสะเฮือกใหญ่

“ถอยทัพก็จริงเพคะ แต่ก็เสด็จลี้ภัยไปถึงคิชลิน ข่าวว่าน่าจะไปสมทบกับราชินีที่ดันสแตน… โธ่ เจ้าน้าอย่ามองแบบนั้นสิเพคะ หม่อมฉันก็ต้องมีสายข่าว ใคร ๆ ในปราสาทอัคคีก็ล้วนมีสายของตนเองทั้งนั้น พวกเราเองก็คงถูกสายของใครสักคนจับตาดูอยู่เหมือนกัน”

ลวัญญาสรวลเบา ๆ

“ข้าอยู่สงบเช่นนี้มานาน ไม่มีเรื่องมีราวกับผู้ใด ใครจะสอดส่องอันใดก็ให้เขาทำไปเถิด ข้าเองก็ไม่คิดจะติดตามเรื่องผู้ใดเช่นกัน”

เจ้าหญิงลักษวิณีไม่สู้จะเข้าพระทัยพระสัสสุนักว่าทรงมองกลการศึกพวกนี้เป็นเรื่องไกลตัวได้อย่างไร เหตุใดจึงไม่ทรงนึกเฉลียวพระทัยว่าการที่ราชันบ้าเลือดยอมถอยทัพ แต่เคลื่อนพลส่วนหนึ่งไปทางตะวันออกนั้นน่ากังวลด้วยหลายประการ… เป็นต้นว่าฝ่ายนั้นวางแผนรบใดอยู่ หรือซุกซ่อนกำลังพลไว้อีกมากเพียงใด หรือแม้แต่… ตามหาผลึกมายาอยู่หรือไม่

ดำริดังนั้นจึงทูลลาเจ้าหญิงลวัญญาออกมาเงียบ ๆ  ตั้งพระทัยจะไปห้องแผนที่ เผื่อจะพอนึกแผนหรือเส้นทางทัพออกบ้าง

“พวกเจ้าเฝ้าอยู่ต้นระเบียงก็ได้ ทางเดินหน้าห้องแผนที่ค่อนข้างแคบ” รับสั่งกับนางกำนัลแล้วก็รีบดำเนินลิ่วไปตามระเบียงชั้นในไปยังห้องจุดหมาย หากขณะที่กำลังก้าวเข้าห้องแผนที่นั้นเองที่พระเนตรเหลือบไปเห็นเงาคนวูบวาบจากบานกระจกรูปครึ่งวงกลมของระเบียงชั้นนอก… บริเวณนั้นไม่ควรมีใครเพราะเป็นทางไปสู่วิหารเทพีเวสต้าที่พระราชินีเฮเลียมักจะเก็บองค์สวดมนต์บูชาอยู่ครั้งละนาน ๆ มิให้ผู้ใดรบกวนเด็ดขาด

ความใคร่รู้ทำให้เจ้าหญิงพระชายาผละจากห้องแผนที่ เสด็จข้ามทางเชื่อมระเบียงชั้นในออกไปสู่ชั้นนอก ค่อย ๆ สาวพระบาทอย่างระแวดระวังไปจนสุดทางที่วิหารน้อยบนหอคอย… หากก็ไม่พบใครทั้งสิ้น แม้แต่นางข้าหลวง นางกำนัลทั้งหลายที่ควรต้องเฝ้าอยู่ข้างหน้า

พระหัตถ์เรียวบางค่อยแง้มบานทวารออกช้า ๆ จึงเห็นข้าหลวงสาวชุดดำนางหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างเก้าอี้ประทับราชินีเฮเลีย ในพระหัตถ์ราชินีมีม้วนกระดาษสีน้ำตาลอมเหลือง เมื่อทรงอ่านจนจบก็แย้มสรวลกว้าง พระเนตรเป็นประกายเจิดจ้าอย่างที่ลักษวิณีไม่เคยเห็นมาก่อน

“ดีจริง ข่าวดีอะไรเช่นนี้ ช่างเป็นอย่างที่ข้าตั้งใจไว้… ในที่สุดทาวีญกับไลแลคก็ลักลอบรักกันจนได้”

“พระองค์ทราบได้อย่างไรเพคะว่าพวกเขาจะรักกันจริง ๆ ถึงจะรูปงามน่าหลงใหลเพียงใดแต่ก็ใช่ว่าจะถูกตาต้องใจกันเสมอไป” ข้าหลวงชุดดำทูลถามอย่างอาจหาญอันแสดงให้เห็นว่าเป็นคนสนิท

“เทพีเวสต้าอย่างไรเล่า ทรงศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักถึงดลใจให้ข้าให้เกิดแผนนี้ขึ้นมาได้ ทันทีที่ข้ามองพระพักตร์พระองค์ ข้าก็รู้สึกทันทีว่าจะต้องทำเช่นนี้ เจ้าเห็นไหมเล่าว่าทรงศักดิ์สิทธิ์เพียงไร”

ราชินีแห่งฟูโอโคยังทรงสรรเสริญเทพีเวสต้าไปอีกครู่ใหญ่ ขณะที่ผู้แอบฟังข้างนอกพระทัยเต้นแรง… ไลแลคกับทาวีญลักลอบรักกันอย่างนั้นหรือ โธ่เอ๋ย… ยังมีรับสั่งเย้าไลแลคอยู่เลยว่าเจ้าหญิงเลวิน่าคงกลัวทาวีญมาหลงเสน่ห์ไลแลคเข้าจึงได้ตามไปกีดกัน… ไม่นึกว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

“ข้าคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ให้มาติเน่คอยจับตาพวกมันให้ข้า นางคนนี้มันฉลาดทำงานดี” พระราชินียังรับสั่งต่ออย่างเบิกบานหฤทัย “สาแก่ใจข้าแท้ ๆ ตอนนี้ราฟาเอลขับไล่พวกมันไปแล้วมิให้กลับมาฟูโอโคอีก… ข้าจะบวงสรวงเทพีด้วยอะไรดีหนอถึงจะสมกับความสำเร็จครั้งนี้”

ขับไล่ไปแล้ว… ลักษวิณีพระทัยดิ่งวูบ เช่นนี้แล้วสองคนนั้นต้องเผชิญชะตากรรมยากลำบากเพียงใดหนอ

แล้วชีวิตนี้พระนางจะได้พบไลแลคอีกหรือไม่

เจ้าหญิงจากปุรณาปุระกัดริมโอษฐ์ครุ่นคิด… ทรงเชื่อมั่นในตัวไลแลคแลบุรุษที่นางรักยิ่งนักว่าอย่างไรก็ต้องมีชีวิตรอด ส่วนพระนางเองก็ควรเรียนรู้ที่จะต่อสู้ด้วยองค์เองเช่นกัน

เห็นทีจะต้องทรงลงมือทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว

 

“ทิลด้า เหตุใดจึงเป็นเจ้า เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

อดีตหญิงคณิกายิ้มน้อย ๆ

“ไม่นึกว่าท่านจะจำข้าได้ เราไม่ได้พบกันบ่อยนัก”

ทาวีญมองนางทั่วตัวอย่างแทบไม่เชื่อสายตา จริงอยู่ที่เขาคิดว่านางน่าสงสัยมาตลอด หากไม่เคยนึกไปถึงว่านางจะกลายเป็นคนที่เขาเคยพบมาก่อน

เมื่อครั้งอยู่บนเรือ ชายหนุ่มเห็นนางอยู่ไม่กี่ครั้งเนื่องจากนางเป็นคนโปรดของกัปตันอีริล จึงมักถูกเก็บตัวไว้ไม่ให้ออกมาพบเจอใครบ่อยนัก แต่ถึงอย่างนั้นความงามของนางก็ทำให้ผู้พบเห็นแม้เพียงครั้งเดียวไม่มีทางลืมง่าย ๆ เพียงแต่เขาในยามนั้นมีแต่ซีมายน์ในหัวใจ จึงไม่ได้ใส่ใจนางงามอื่นใดบนเรือเป็นพิเศษ

“ข้าเคยเป็นคณิกาบนเรือเอียโลลำเดียวกับโรอัน… ไม่ใช่ซี ข้าต้องเรียกว่าทาวีญถูกไหม” ทิลด้าหันมาอธิบายให้ซีมายน์ที่งงงวยหันไปมองทั้งสองฝ่ายสลับไปมา

“นางอยู่บนเรือลำเดียวกัน เพียงแต่เจ้าไม่เคยพบนางหรอกทิลด้า เพราะนางเป็นนักโทษถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือ”

“นักโทษ… โธ่ ที่แท้หญิงปริศนาของท่านก็คือนางนี่เอง” ทิลด้ากล่าวเป็นภาษาเอียโล ท่าทางโล่งอก

“อา… การได้พูดภาษามาตุภูมิอีกครั้งช่างดีเหลือเกิน ข้าอึดอัดกับภาษาพวกมันเต็มที”

“แล้วเป็นมาอย่างไรถึงมาเป็นธิดาดันนาไคลน์ได้เล่า”

“หากให้เล่า ข้าคงต้องให้ท่านพบกับคนผู้หนึ่งเสียก่อน… ออกมาเถิด ข้าพาพวกเขามาเอง” ประโยคท้ายอดีตนางคณิกาหันไปด้านหลังในความมืด เปลวเทียนค่อย ๆ จับภาพผู้ที่ก้าวเข้ามาในรัศมีทีละน้อยจนเห็นเป็นกรอบเงาร่างชัดเจน

“ไซวินด์” ทาวีญตกตะลึงอีกหน เด็กหนุ่มชาวเรือแสนซื่อ ขยันขันแข็ง เอาการเอางานคนนั้นมาลงเอยอยู่ในถ้ำเช่นนี้ได้อย่างไร เด็กหนุ่มดูเปลี่ยนไปมาก ร่างกายที่เริ่มหนาล่ำสันขึ้นตามวัยกลับแห้งเหี่ยวผ่ายผอม ใบหน้าตอบซูบซีด หนวดเครารกรุงรังไม่มีเค้าชายผู้สดใสร่าเริงอีกต่อไป แต่หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ส่งให้สภาพเขาไม่แย่จนเกินไปก็คือดวงตาสุกใสเป็นประกาย…

ความรัก… นั่นคือแววตาของคนมีความรัก และศรัทธาอย่างแรงกล้า

เด็กหนุ่มจุดยิ้มขึ้นมาน้อย ๆ แต่ไม่เอ่ยอันใด ท่าทางไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนไม่สบาย

“หลังจากที่พายุกวาดทุกชีวิตบนเรือให้จมดิ่งลงสู่ก้นสมุทร ข้ากับเขาก็จมน้ำร่อแร่เต็มที แต่สุดท้ายก็รวบรวมแรงอีกเฮือกหนึ่งขึ้นมาได้ คว้าเรือคัลฮอมาได้ลำหนึ่ง เรือนั้นเป็นของกัปตันอีริลที่คิดหนีเอาตัวรอดเพียงลำพังตั้งแต่แรก โชคไม่ดีของเขาแต่เป็นโชคดีของข้าที่ฟ้าผ่าเข้ากลางตัวเขาตายคาที่ตรงนั้นแล้วพลัดตกทะเลไป ข้าจึงได้เรือมา ลอยอยู่กลางทะเลไม่รู้วันรู้คืนอยู่นานเท่าไรไม่รู้จนมาโผล่ที่ชายฝั่งคิชลิน” นางหันไปสบตาไซวินด์แล้วหันมายิ้มน้อย ๆ ให้สองหนุ่มสาวขณะเล่า

“แต่กลับกลายเป็นว่าพอถึงคิชลิน ก็มีพวกใจโฉดคิดจะจับข้าไปขายเป็นนางคณิกาอีกครั้ง พวกมันคงเห็นว่าข้าจนตรอก หนีตายมา ไม่มีเงิน ไม่มีสมบัติอะไรสักอย่าง”

“ความงามของท่านสะดุดตา” ซีมายน์พิศทิลด้าเต็มตา นางสวยสะคราญโฉมไปทั้งตัวเช่นนี้ ยากจะอำพรางว่าขี้ริ้วขี้เหร่ได้

“ความงามเป็นดาบสองคม… เป็นทั้งคุณอนันต์แลโทษมหันต์” ทิลด้าพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ไซวินด์ก็พาข้าหนีรอดจากพวกมันได้สำเร็จ เขาให้สัญญาต่อข้าตั้งแต่ก่อนเรืออับปางวันนั้นว่าจะไม่ยอมให้ข้าต้องกลายเป็นนางโลมอีก… เราสองคนหนีตายมาจนถึงดันสแตนและได้พบกับท่านดันนาไคลน์ บังเอิญข้าได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาถูกพวกโจรป่าทำร้ายปางตาย จึงซาบซึ้งบุญคุณมากจนรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม ยกย่องเลี้ยงดูอย่างดีเสมือนลูกแท้ ๆ ข้าไม่อยากให้พวกท่านสงสัยก็เลยอ้างไปว่าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็ก”

“อาการปางตายแล้วเจ้ารักษาเขาได้อย่างไร”

“ข้าเติบโตในหอคณิกา มิได้รู้แต่เพียงวิชาปรนเปรอบุรุษเท่านั้นหรอก ต้องรู้วิธีรักษาพยาบาล โดยเฉพาะบาดแผลฉกรรจ์ต่าง ๆ ด้วย เพราะอะไรน่ะหรือ บุรุษเมื่อร่ำสุราแลมีนารี พวกเขาย่อมวิวาททำร้ายกันเป็นปกติ พวกหมอเป็นผู้สอนวิชาแก่นางโลมทั้งหลายเองเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นข้าก็เรียกได้ว่าพอมีวิชารักษาอยู่บ้าง แล้วพวกท่านดูเถิด พวกคนป่าอย่างนี้จะรู้จักรักษาโรคอย่างอนามัยได้อย่างไรกัน พอเจอข้าก็เหมือนเจอหมอเทวดา…” นางหัวเราะน้อย ๆ “ดันนาไคลน์เป็นบิดาที่ดี ดันคีนก็เอื้อเอ็นดูข้า ทุกอย่างในปราสาทศิลาเอื้ออำนวยให้ข้ามีชีวิตใหม่ที่มีความสุข เว้นเสียแต่ว่าเขารังเกียจไซวินด์ กีดกันเราทุกวิถีทางถึงขั้นวางแผนจะฆ่าเขาทิ้งเสียด้วยซ้ำ แต่ข้ารู้แผนเข้าเสียก่อนก็เลยพาเขามาซ่อนในถ้ำแล้วแวะมาหาทุกวัน”

“เหตุใดดันนาไคลน์ถึงรังเกียจไซวินด์ถึงเพียงนั้นเล่า”

ทิลด้ายิ้มขื่น ๆ

“เขาอยากส่งข้าเป็นบรรณาการให้พระราชาไซกรันแห่งมัซซาอย่างไรเล่า บิดาข้าอยากผูกมิตรกับราชันแห่งมัซซามานานนัก ข้าเป็นบรรณาการล้ำค่าที่ฝ่ายนั้นจะต้องพอใจ แต่ข้าก็ประวิงเวลาเอาไว้ อ้างว่าอยากอยู่ดูแลรับใช้เขาให้นานอีกสักหน่อย เขารักข้าก็เลยยอมตามใจ ข้าจึงใช้ชีวิตกึ่งหลบซ่อนเช่นนี้ ต้องแบ่งเวลามาอยู่กับไซวินด์ด้วย แต่ไม่ต้องตกใจ ข้าไม่ได้กักขังเขาอยู่ในถ้ำมืด ๆ เช่นนี้ตลอดเวลา ไซวินด์ออกไปไหนมาไหนได้ตามใจ จนเดี๋ยวนี้เขาชำนาญทางในป่าหินชนิดที่ไม่มีวันหลงทางได้ รู้จักล่าสัตว์ หาของป่าดี ๆ แต่ระยะหลังมานี้สุขภาพไซวินด์เริ่มไม่ดีนัก ข้าจึงให้เขาอ่านศึกษาตำรับตำราอยู่ในถ้ำ”

ไซวินด์พยักหน้าน้อย ๆ ยืนยันคำกล่าวของหญิงคนรัก

“แล้วเจ้ารู้จักประตูกลในถ้ำได้อย่างไร”

“ข้าชอบที่ท่านช่างซักถามช่างสังเกต” นางหัวเราะเบา ๆ “มีจารึกเขียนไว้ในถ้ำน่ะซี คงมีคนทำไว้แต่โบราณนานโพ้น แต่ตอนนี้ข้าทำลายไปแล้ว อยากเก็บไว้เป็นความลับ ส่วนเรื่องผลึกมายา… ข้ารู้ว่าท่านจะต้องถาม มีคนเคยนำผลึกมายามาซ่อนไว้ที่นี่จริง ข้าเคยแอบดูจากหลังประตูกล พวกมันมีกันสามคนตัวสูงใหญ่ ปิดหน้าปิดตามิดชิด ไม่ได้นุ่งกึ่งเปลือยแบบชายดันคลอช พูดคุยกันเป็นภาษาที่ข้าไม่เข้าใจ แล้วคนหนึ่งก็หยิบของออกมาจากถุง… ถึงไม่เคยเห็นท่านก็จะบอกได้ทันทีว่ามันคือผลึกมายา ทั้งสีเขียวใสพิสุทธิ์และเปลวเพลิงสีฟ้าไหวระริกด้านใน พวกมันเจรจากันไม่ลงตัวหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ก็อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอยู่หลายราตรี ผนังหินเริ่มกลายเป็นเกล็ดใส มีตะไคร่ขึ้นคลุม ถึงข้าไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อย่างน้อยภายในถ้ำก็อบอุ่นขึ้นมากทั้งที่น่าจะชื้นเย็น ข้าเพียรหาจังหวะจะฉวยเอาไว้หลายครั้งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ พวกมันเฝ้าผลึกไว้ไม่คลาดสายตาเลย แต่แล้วราตรีที่ผ่านมาพวกมันก็จากไปเสียดื้อ ๆ”

“คืนที่เรามาเจอถ้ำนี้อย่างไรล่ะ” ดวงตาซีมายน์วาวจ้า หันไปมองทาวีญ “เราคลาดไปอีกแล้ว”

ทิลด้าขมวดคิ้ว

“ท่านมาเจอถ้ำนี้ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงได้สงสัยว่ามีผลึกมายา”

“ก็เห็นจากนิมิต” ทาวีญตอบให้เสร็จสรรพก่อนถามกลับ “ทิลด้า เจ้าช่วยพวกข้าไว้แบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ หรือเจ้าต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่”

“ข้ามิใช่คนที่ท่านควรระแวงหรอก ข้าแค่ต้องการช่วย และต้องการได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน… ข้าอยากหนีไปเริ่มต้นใหม่กับไซวินด์ ข้าจะให้เขาอยู่หลบซ่อนในถ้ำตลอดไปไม่ได้ ผลึกมายาจะทำให้ข้ากับเขารอดชีวิตออกไปจากดันคลอชได้ แต่ในเมื่อไม่มีเสียแล้ว ก็ต้องหาวิธีหนีไปให้ได้อยู่ดี”

“ท่านมีแผนอย่างไรหรือทิลด้า” หญิงสาวตื่นเต้น

“ไซวินด์จะนำท่านหนีตามทางลับนี้ไปออกที่เขาอีกลูก ข้าจะออกไปรับหน้าบิดาก่อน บอกว่าพวกท่านใช้ผลึกมายาหลบหนีไปได้ จากนั้นข้าค่อยหาจังหวะตามไปสมทบพวกท่านอีกที”

“ไฟรน์ทิลด้า” ไซวินด์เรียกขานหญิงคนรักอย่างให้เกียรติ “คิดดีแล้วหรือ แผนนี้เสี่ยงเกินไป หากดันนาไคลน์ไม่เชื่อท่านขึ้นมาจะทำอย่างไร สู้หนีไปพร้อมกันเสียตอนนี้ดีที่สุด”

“ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก อย่างน้อยดันนาไคลน์ก็ได้ชื่อว่าเป็นบิดาข้า ถึงมิใช่บิดาแท้ ๆ แต่เขาก็มีบุญคุณกับข้า รักถนอมดูแลข้าอย่างดี แม้เป็นเวลาไม่นานแต่ข้าก็รักและเคารพเป็นบิดา อย่างไรก็ต้องไปพบหน้าสักครั้งก่อนอำลา” หญิงสาวจากเอียโลยืดตัวขึ้น สูดลมหายใจลึกยาว ส่งเชิงเทียนให้ชายคนรัก

“เอาละ พวกท่านหนีไปกับไซวินด์ ไม่ต้องห่วง อย่างไรข้าก็จะตามไปพบพวกท่านให้ได้… ไม่มีเวลาอีกแล้ว ข้าต้องออกไปบัดนี้ ช้ากว่านี้พวกนั้นจะสงสัยเอา”

ไซวินด์จุมพิตข้างแก้มทิลด้าประหนึ่งคำมั่น ก่อนจะพยักหน้าให้หนุ่มสาวจากฟูโอโคเดินตามมา ขณะที่ร่างงามของนางทิลด้าเคลื่อนกลับไปในทิศตรงกันข้าม ก้าวผ่านประตูกลกลับเข้าไปในถ้ำเขียวอีกครา

พร้อมเผชิญหน้ากับบิดา

Don`t copy text!