ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 33 : พิษรัก

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 33 : พิษรัก

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 33 –

 

เมื่อตะวันโคจรขึ้นกึ่งกลางฟ้า คณะเจ้าชายราฟาเอลจึงเคลื่อนขบวนออกจากปราสาทศิลา อำลาความสะดวกสบายสู่ชีวิตพรานป่าอีกครั้ง ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่ต่อในเมื่อสุดท้ายแล้ว ‘เจ้าบ้าน’ ไม่ได้ต้อนรับอาคันตุกะด้วยน้ำใสใจจริง การเลี้ยงดูต้อนรับประหนึ่งราชาทำเพียงให้ขบวนต่างถิ่นตายใจเท่านั้น

“สุดท้ายพวกมันก็ตั้งใจหลอกใช้เราตามหาผลึกมายา เช่นเดียวกับที่เราหวังพึ่งมัน น่าขันหรือน่าสมเพชดีหนอ” เจ้าชายราฟาเอลตรัสรำพัน บัดนี้ไม่มีทั้งทาวีญทั้งไลแลคจึงไม่รู้จะหันไปปรึกษาใคร พระขนิษฐาก็มิค่อยมีพระปัญญา หารือเรื่องใดมิได้ เห็นจะมีแต่นางมาติเน่ที่ฉลาดสุขุม ช่างสังเกต พอให้สนทนาด้วยได้มากที่สุด

“แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้จักภูมิประเทศและผู้คนที่นี่มากขึ้นนะเพคะ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในป่าหิน วันหน้าหากเราพิชิตวาการัตได้ก็ต้องเดินทางผ่านดันสแตนอีก”

มาติเน่มักมีวาจาปลอบประโลมให้คนรู้สึกดี มีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ แปลกใหม่เสมอ ทรงปรารถนาจะเอ่ยคำชมเชยให้นางภูมิใจบ้าง หากธรรมชาติของพระองค์มักฟังและคิดมากกว่าพูด ไม่แสดงความรู้สึกส่วนตัวออกไปนักโดยเฉพาะในเวลาที่เปราะบางที่สุดเช่นนี้

ราฟาเอลจึงทรงเงียบ และหญิงสาวก็ทราบดีว่าพระอารมณ์ยังไม่ปกตินัก ความโทมนัสจากการถูกทรยศยังเกาะกุมพระทัย แม้ชาวคณะจะสงสัยว่าท่านหญิงไลแลคกับขุนพลทาวีญหายไปไหน หากก็ฉลาดพอจะปิดปากเงียบ เรื่องเช่นนี้เดาได้ไม่ยาก เพียงมองพระพักตร์กร้าวก็พอปะติดปะต่อเรื่องได้

“เจ้าพี่ไม่น่าหุนหันพลันแล่นเช่นนั้นเลย จะหาคนอย่างท่านทาวีญได้ที่ไหนอีกเพคะ เขารักฟูโอโค ทำเพื่อแผ่นดินเรามาตั้งไม่รู้เท่าไร เจ้าพี่ไล่เขาไปง่าย ๆ เพียงเรื่องนางผู้หญิงแพศยาเท่านั้น” พระขนิษฐาถือวิสาสะขยับมาเข้ามาใกล้ ทูลกระซิบอย่างฉุนเฉียว

“เจ้าไม่ได้ห่วงเรื่องเสียคนดี เจ้าห่วงแต่จะเสียบุรุษที่รักไปเท่านั้น” ตรัสตอบเย็นชา

“ก็ทั้งสองอย่างเพคะ ข้าทราบว่าเจ้าพี่กริ้ว ข้าเองก็ไม่ต่างกัน แต่เจ้าพี่ไม่ทรงแก้ตรงต้นเหตุของปัญหานี่เพคะ ทาวีญเป็นคนของเรา เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย น้ำจิตน้ำใจเขาเป็นอย่างไรเราก็รู้กันอยู่ แต่นางไลแลคมันเพิ่งมาไม่เท่าไร เจ้าพี่ก็ไว้ใจมันนัก จริง ๆ มันเป็นคนอย่างไร คิดอ่านแท้จริงประการใดก็ไม่ทราบ นางเป็นหญิงรูปงามสะดุดตา และธรรมชาติของหญิงที่รู้ตัวว่ามีโฉมงามก็มักใช้รูปโฉมมัดใจชายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ยิ่งถ้ารู้จักพูดจาพาทีเข้าหน่อย ร้อยทั้งร้อยบุรุษก็หลงใหล จะชักเชิดไปไหน จูงใจอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น… เจ้าพี่ทรงตรองดูเถิด ว่าเจ้าพี่ทรงคล้อยตามมันง่ายดายกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ท่านทาวีญก็คงถูกมันปั่นหัวยั่วยวนมาตลอดทางถึงได้หน้ามืดตามัวไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้”

พระเชษฐาทรงนิ่งไปอึดใจ พระหัตถ์ที่กำบังเหียนสั่นเล็กน้อย ทรงรู้จักนางน้อยมากอย่างที่เลวิน่าทูล ติดพระทัยในความงามตะลึงลานจนลืมรักปักอุราอย่างเจ้าหญิงทาเทียน่า ถูกดึงดูดด้วยความสุขุมฉลาดเฉลียว และมองท่าทางอ่านยากเหมือนมีกำแพงของนางเป็นความเย้ายวนท้าทาย…

อ่านยาก… ใช่ นางอ่านยาก ทั้งอ่อนหวานหากก็สุขุมแลเศร้าสร้อย แทบไม่เคยแน่พระทัยว่านางคิดอะไรอยู่ ไลแลคไม่เคยมาฉอเลาะยั่วยวนให้หลงใหลทำอะไรให้รู้ว่ามีใจเสียด้วยซ้ำ…

ยั่วยวน… ไม่ทรงคล้อยตามพระขนิษฐาในเรื่องนี้ ไลแลคไม่ได้ปั่นหัวใช้มารยาสตรีกับพระองค์… และไม่ทรงเห็นใช้กับทาวีญ

เจ้าหญิงเลวิน่ารับสั่งราวกับรู้ความคิดพระเชษฐา

“นางไม่ยั่วยวนให้เจ้าพี่เห็นหรอกเพคะ ถ้าเจ้าพี่เห็นแต่แรกก็คงไม่เลยเถิดถึงตอนนี้ อย่าทรงโทษตัวเองว่าถูกมันตบตาเลยเพคะ สันดานนางร้อยเล่ห์อย่างไรก็ไม่คิดจริงใจ ซื่อสัตย์กับใครหรอกเพคะ”

“ถ้าเจ้ารู้อย่างนั้นแล้วทำไมไม่ห้ามแต่แรกเล่า” สุรเสียงติดเยาะเล็กน้อยจนพระน้องนางไม่ทันสังเกต

“ข้าไม่มีมารยาร้อยเล่ห์ไปสู้นางจิ้งจอกได้หรอกเพคะ” เลวิน่าตรัสตอบได้ทันที ไลแลคกลายสภาพจากนางแพศยา นางร้อยเล่ห์ กลายเป็นนางจิ้งจอก

“เจ้าพี่ควรจะกำจัดตัวปัญหาคือนางออกไป มิใช่ท่านทาวีญ… ท่านขับไล่เขาไปเช่นนี้แล้วข้าจะอภิเษกกับใครเล่า ท่านอยากให้ข้าไปเป็นราชินีมัซซาหรืออย่างไร”

“ไม่ดีหรือ พระราชาไซกรันเป็นนักรบอย่างที่เจ้าชอบ”

“เจ้าพี่!” ส่งสุรเสียงแหลม “ข้ารักท่านทาวีญ ไม่สนบุรุษใดทั้งนั้น เจ้าพี่ผลักไสเขาไปจากข้าแล้วยังซ้ำเติมข้าอีก ข้าไม่อยากพูดกับท่านอีกแล้ว” เลวิน่ากริ้ว ชักอาชาออกห่างทันที เชิดพระพักตร์ขึ้นอย่างแง่งอน

เจ้าชายราฟาเอลโคลงพระเศียรอย่างระอา เพราะเหตุนี้จึงไม่โปรดการสนทนากับเลวิน่า ทุกลมหายพระทัยของเจ้าหญิงน้อยมีแต่เรื่องตนเองเท่านั้น พระเชษฐาและขบวนสำรวจต้องเจอปัญหาใดเลวิน่าไม่เคยสนพระทัยทั้งสิ้น

เรื่องเมื่อราตรีก่อนยังเป็นแผลสดในพระทัย ไม่ทันไรรุ่งเช้าก็ได้รับแจ้งว่าพวกดันคลอชในปราสาทยกกำลังเกินครึ่งไปปิดล้อมทาวีญกับไลแลคเพื่อบังคับเอาผลึกมายา ไม่รู้ต่อสู้กันอย่างไรหากดูเหมือนสองหนุ่มสาวจะหนีไปได้ ดันนาไคลน์โกรธจัดหาว่าคาลียาให้ความช่วยเหลือจึงลงโทษนาง… บางข่าวก็ว่านางถูกสังหารไปแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้ปราสาทศิลาไม่ปลอดภัยเสียแล้วในเมื่อหัวหน้าเผ่าได้เผยตัวตนที่แท้ออกมา

ทาวีญกับไลแลคได้ผลึกมายาไปแล้วอย่างนั้นหรือ… ราฟาเอลทรงครุ่นคิด คืนก่อนนั้นทั้งคู่ยังทูลอย่างตื่นเต้นว่ารู้ที่ซ่อนผลึกมายาแล้ว หรืออันที่จริงพระองค์ควรรอให้พวกเขานำทางไปหาผลึกเสียก่อนค่อยขับไล่ไป

แต่ทรงรอนานเช่นนั้นไม่ได้… ไม่อยากทอดพระเนตรชายหญิงคู่นั้นอีก แม้เพียงเสี้ยวนาทีก็นานเกินไปเสียด้วยซ้ำ ภาพทาวีญกางแขนปกป้องไลแลค และนางกุมมือเขาแน่นยังติดพระเนตรจนถึงบัดนี้…

พระองค์คงต้องมุ่งหน้าสู่วาการัต… เพราะพวกเขาซึ่งมีอัญมณีอันเปรียบดังกุญแจเปิดหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ก็คงมุ่งสู่ดินแดนนั้นเช่นกัน

หลังผ่านป่าสนแดง เจ้าชายราฟาเอลตัดสินพระทัยมุ่งไปตามทิศเดียวกับลำน้ำสายใหญ่ที่สุดในบรรดาธารสาขาแตกย่อยเพราะเชื่อว่าเป็นสายเดียวกับแม่น้ำกีรันอันจะนำไปสู่หุบเขาวาการ์ได้ ช่วงเวลากว่าสิบราตรีที่อยู่ในปราสาทศิลาทำให้มีโอกาสศึกษาเส้นทางเดินป่าหินอันแสนซับซ้อนได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อออกเดินทางต่อจึงทราบทิศทางและทำให้การเดินทางรวดเร็วกว่าเดิม

มาติเน่ยื่นผ้าซับพระพักตร์ถวายเมื่อเห็นเสโทซึมจากผ้าเคียนเศียรสู่ดวงพักตร์ขาว ตั้งแต่ยุบขบวนสูงศักดิ์เป็นขบวนพ่อค้า นางก็มีโอกาสถวายการดูแลใกล้ชิดมากขึ้น ไม่ต้องถึงมือมหาดเล็กหรือนางรับใช้อื่นก็ดูไม่ประเจิดประเจ้อนัก และยิ่งเมื่อไร้เงา ‘พระคู่หมั้น’ ยิ่งเป็นทางสะดวก อาศัยความเป็นข้าหลวงพยาบาลจึงเข้าถึงองค์ได้ง่ายขึ้น

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังถือผ้านิ่งอยู่ หญิงสาวจึงถือวิสาสะฉวยผ้าจากพระหัตถ์ เขย่งเท้าขึ้นซับพระเสโทให้เสียเอง ร่างสูงชะลูดดั่งสนไซปรัสชะงักไปอึดใจ หากก็ปล่อยให้นางทำหน้าที่นั้นไปจนจบ ไม่รับสั่งอันใด แต่เพียงเท่านั้นมาติเน่ก็พอใจแล้ว

จากนั้นตลอดการเดินทางอีกหลายวันนางก็ทำให้พระเนตรอำพันคู่นั้นมีแววครุ่นคิด อ่อนแสงลงทีละน้อย สายพระเนตรหยุดที่นางนานขึ้น และมีรับสั่งด้วยมากกว่าเดิม

มาติเน่โล่งใจจึงค่อยยิ้มออกมาได้ ทุกอย่างค่อย ๆ ดำเนินไปตามทางที่นางวางไว้อย่างแยบยล ไม่มีใครเดาเจตนาแท้ริงของนางข้าหลวงผู้เรียบร้อยสงบเสงี่ยมคนนี้ได้

ทว่า นางคิดผิด… มีคนรู้ทัน

“เจ้าคิดจะมาแทนที่นางไลแลคสินะ” เมื่ออยู่กันตามลำพังยามขบวนหยุดพัก เจ้าหญิงเลวิน่าก็ตรัสค่อนแคะจี้กลางใจเข้าเต็มเปา

“เจ้านี่ก็ร้ายไม่หยอกเหมือนกันนะมาติเน่” กวาดพระเนตรมองทั่วร่างนางข้าหลวงสาว “เอาอกเอาใจเจ้าพี่ยังไม่พอ ยังสวมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทุกชิ้นของนางไลแลคเสียอีก”

ข้าหลวงสาวหน้าแดงก่ำ

“องค์หญิงเป็นผู้รับสั่งให้หม่อมฉันนำเสื้อผ้านางมาด้วยมิใช่หรือเพคะ”

“พัสตราอาภรณ์นางเป็นของมีค่า เจ้าพี่กับเจ้าหญิงลักษวิณีประทานให้ทั้งนั้น จะให้ทิ้งได้อย่างไร แล้วข้าเพียงให้นำมาด้วย มิได้สั่งให้เจ้าสวมใส่เสียหน่อย สวมอย่างไรก็ไม่งามเท่านางแพศยาผู้นั้นหรอก” ทรงแสยะยิ้มน่าเกลียดแล้วสรวลเบา ๆ “แต่เอาเถิด ข้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน ถือว่าเห็นแก่ความดีทั้งหลายของเจ้า ดูว่าเจ้าจะไปได้ไกลเพียงใด ไม่ต้องถึงพระชายาหรอก เอาให้ถึงท่านหญิงอย่างไลแลคก็มิรู้จะมีปัญญาไหม”

มาติเน่หน้าร้อนวาบ ทั้งโกรธทั้งอาย รับสั่งของเจ้าหญิงแทงใจดำเข้าอย่างจัง ฉุนจัดจนลืมระงับกิริยา ลืมความเกรงพระอาญา ผลุนผลันจากธารน้ำไปด้วยความโมโหเจ็บใจ เสียงสรวลของเลวิน่าดังไล่หลังตามมา หญิงสาวก็ยิ่งเดินเร็วจนแทบวิ่ง และหยุดที่กองหินหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าพ้นสายตาเจ้าหญิงใจร้ายกับข้าทาสบริวารอื่น ๆ นางก็กระทืบเท้าลงพื้นดิน ขยี้ใบไม้สีเหลืองอมเขียวจนแหลกขาด จินตนาการว่าเป็นพระพักตร์เจ้าหญิงเลวิน่า น้ำตาพรั่งพรู…

นางคนใจร้าย รูปก็ไม่งาม นิสัยก็ต่ำทรามเหลือทน สมแล้วที่ทาวีญไม่เคยเหลือบแล…

หญิงสาวยังสะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่จึงค่อยหยุดไปเองในที่สุด จ่อมจมกับความเงียบงันรอบด้านจนกระทั่ง…

แกรก…

ข้าหลวงสาวชะงัก ได้ยินเสียงแกรกกรากมาจากแนวพุ่มไม้ด้านหลัง นึกในใจว่าคงเป็นบริวารสักคนมาตาม หญิงสาวรีบปาดน้ำตาทิ้ง ตวัดผ้าคลุมขึ้นบังหน้าโดยพลัน ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าอ่อนแอ

“เดี๋ยวข้าตามไป” นางพูดโดยไม่หันไปมอง “ขอทำธุระสตรีสักครู่เท่านั้น พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าไม่หลงทางหรอก”

ทว่า ไร้คำตอบ มีเพียงเสียงนกร้องแกว๊กกว๊ากเหนือยอดไม้ทักทายเท่านั้น สังหรณ์ประหลาดผุดขึ้นกลางใจ มาติเน่ขนลุกเกรียว เหลือบมองแอ่งน้ำขังเบื้องหน้าสะท้อนภาพบุรุษร่างสูงใหญ่ในเครื่องแต่งกายสีดำสนิท ปิดมิดชิดทั้งตัวเว้นเพียงดวงตา หญิงสาวเตรียมขยับตัวหนีโดยสัญชาตญาณ ทว่าช้าไปเสียแล้ว บุรุษปริศนาโผนประชิดร่างนางจากด้านหลังพร้อมเงื้อมือปาดมีดลงบนลำคอ

หากโชคดีที่นางยกแขนขึ้นป้องคอได้ทัน คมมีดจึงบาดแขนเข้าอย่างจังแทน

กรี๊ด…

มาติเน่ร้องลั่นป่าอย่างเจ็บปวด แต่ก็สลัดตัวหลุดออกมาได้ กระนั้นบุรุษทมิฬกลับเคลื่อนไหวว่องไวเหลือเชื่อ เมื่อได้ยินเสียงคนวิ่งมาตามเสียงร้องจึงจ้วงเข้าที่ท้องข้าหลวงสาวทันทีก่อนจะผลุบหายไปในแนวหินอย่างรวดเร็วเงียบเชียบราวล่องหน

ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หญิงสาวก้มลงมองเลือดแดงฉาน เห็นคราบสีเขียวมะกอกซึมออกมาเล็กน้อย นางก็ใจหายวาบเมื่อตระหนักว่า…

ถูกมีดอาบยาพิษเข้าเสียแล้ว

Don`t copy text!