ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 35 : ผลึกมายา

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 35 : ผลึกมายา

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 35 –

 

บริเวณที่พบร่างสตรีฟูโอโคเป็นลานดินน้อย ๆ อันมีแอ่งน้ำขังกระจายเป็นหย่อม ๆ รอบด้านเป็นเนินหินสูง ๆ ต่ำ ๆ มีพรรณไม้หลากชนิดขึ้นแทรกแซม ในภูมิประเทศที่ดูเผิน ๆ แห้งแล้งอย่างเมืองหิน กลับมีป่าไม้อุดมกว่าที่เห็น อากาศก็อบอุ่นสบายกว่าในเอียโลอันหนาวเหน็บมากโข อันที่จริงนางก็พึงพอใจชีวิตความเป็นอยู่ในดันคลอชอย่างมาก สถานะบุตรีหัวหน้าเผ่าส่งเสริมให้ได้รับความสะดวกสบาย ได้รับเกียรติยศอย่างสูงชนิดที่คณิกานางนี้มิเคยฝันถึงเสียด้วยซ้ำ

หากคงดีกว่านี้ถ้าผู้มีพระคุณเมตตาคนรักของนางเฉกเช่นกัน ไม่ขับไล่ไสส่งถึงขั้นประหัตประหารจนไซวินด์ต้องหนีตาย มีชีวิตอนาถาอยู่ในป่าในถ้ำ… คนอย่างนางบูชาความรักมากกว่าเกียรติยศ นางไม่เคยได้รับความรักพิศุทธ์จากบุรุษใดมาก่อน เมื่อได้ประจักษ์ว่าไซวินด์แสดงความปรารถนาแรงกล้าและเห็นค่าในตัวนางแล้ว ทิลด้าก็พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการไปกับเขา

แล้วในเวลานี้ความปรารถนานั้นก็ใกล้เป็นจริงแล้ว ติดที่ว่าทาวีญกับคนรักของเขาประวิงเวลาอยู่ช่วยเหลือพยาบาลผู้หญิงที่ชื่อมาติเน่เสียก่อน

“แปลกนัก มาติเน่หายมานานเช่นนี้กลับไม่มีผู้ใดออกตามหา น่ากลัวจะถูกทิ้งเสียกระมัง” สตรีคนรักของทาวีญปรารภ จากนั้นจึงพามาติเน่ไปพักใต้ผาหินพอให้มีที่กำบังแดดฝน

อดีตคณิกาจากเอียโลขยับตัวอย่างอึดอัด สบตากับไซวินด์… เสียเวลามามากแล้วยังพอทำเนา แต่หากต้องพานางมาติเน่ติดสอยห้อยตามขบวนไปด้วยคงทำให้ยุ่งยากขึ้น ต่อให้อีกไม่กี่ราตรีจะพ้นแดนป่าหินก็ตาม

“ดูเถิด นางอ่อนเพลียจนหลับไปเสียแล้ว” อีกฝ่ายรำพึงอย่างเห็นใจ ทิลด้าจึงโพล่งขึ้น

“นางก็ปลอดภัยแล้ว พวกเราเองก็ควรเร่งเดินทางเสียที หากเจอบิดาข้า โจรป่า หรือพวกเผ่าอื่นเข้าจะลำบากเอา”

“แต่เราจะทิ้งนางไว้กลางป่าลำพังอย่างนี้ไม่ได้นะ”

“เจ้ารู้จักพวกถ้ำลับ ทางลับดีมิใช่หรือทิลด้า คงพอช่วยหาที่พักพิงให้เราดูแลนางอีกสักราตรี” ทาวีญว่า

“หากนางเป็นเป้าสังหารก็เท่ากับเราดึงดูดผู้ร้ายเข้าหาตัว ต้องมานั่งระแวงคนตามฆ่าอีก” ไซวินด์เอ่ยด้วยท่าทางไม่สบายใจ

“คงไม่มีนักฆ่านั้นอีกแล้ว มันคงไม่คิดว่านางจะรอดจากพิษซาคากีได้” สตรีผู้มีนามว่าไลแลคเอ่ยเสียงแผ่วอย่างครุ่นคิด

“ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน… ข้ากับไซวินด์รอนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว คงต้องขอแยกกับพวกท่านตรงนี้แล้วกัน หากต้องการจะพยาบาลนางผู้นี้ต่อไปก็สุดแล้วแต่ท่านเถิด ด้านหลังชะง่อนผานี้มีต้นไม้ใหญ่อายุพันปี ด้านในเป็นโพรงไปสู่ถ้ำเล็กถ้ำน้อยอีกมาก พอให้พวกท่านหลบพักพิงได้อย่างปลอดภัยสักระยะหนึ่ง เมื่อพร้อมออกเดินทางให้มุ่งหน้าไปยังทิศที่เห็นยอดแหลมของเขาหิน จะมียอดหนึ่งหุ้มด้วยหลังคาทอง เป็นสัญลักษณ์ว่าพ้นเขตดันสแตนเข้าสู่เชิงเขาวาการ์… ส่วนพวกข้าจะข้ามไปฝั่งมัซซา มุ่งเข้ามัซซาราเตรียมหาเสบียงให้พรักพร้อมก่อนข้ามฝั่งไปเมืองโมล”

“ที่พวกท่านรีบร้อนอยากไปเสียให้พ้นที่นี่นั้นข้าก็พอเข้าใจได้ แต่รออีกสักราตรีให้มาติเน่แข็งแรงเสียก่อนมิได้เชียวหรือ อย่างน้อยก็ไปทางเดียวกัน เดินทางหลายคนอุ่นใจกว่า” น้ำเสียงนางผู้นั้นเห็นใจและกังวล

“จริง ๆ ข้าก็ชอบพอพวกท่านไม่น้อย อยากให้ร่วมคุ้มภัยแก่กันไปจนพ้นชายป่า  แต่ไม่ได้เตรียมใจสำหรับการพยาบาลดูแลคนเพิ่มจนต้องล่าช้า อย่างไรก็ขออภัยที่คงต้องแยกกันตอนนี้ ข้าขออวยพรให้พวกท่านพบผลึกมายาดังที่ตั้งใจไว้ก็แล้วกัน” อดีตคณิกาแดนน้ำแข็งเอ่ยยืดยาวราวกลัวความกล้าจะโบยบินไปเสียก่อน บีบมือไซวินด์แน่นก่อนจะพยักหน้าแก่กัน เตรียมอำลาคนทั้งคู่

“เดี๋ยวก่อน” ทาวีญเอ่ยเสียงขรึม หากดวงตาสีเขียวอมน้ำตาลวาวจ้า กล่าวคำพูดต่อมาที่ทำให้เลือดในกายทิลด้าเย็นเฉียบ นิ่งขึงอยู่กับที่ราวถูกสาปให้แข็งเป็นศิลา

“พวกข้าคงไม่มีวันตามหาผลึกมายาเจอหรอก… ในเมื่อผลึกมายาอยู่กับเจ้า ทิลด้า!”

“อะไรกัน!” หญิงสาวร้องลั่น “ท่านพูดล้อเล่นอะไรนี่ ข้าตกใจหมด ข้าก็ตามหาเหมือนพวกท่านนั้นละ” นางหันไปหาไลแลค

“ข้าว่าคนรักของท่านคงจนตรอกเต็มทีกระมังเลยทึกทักเอาพิลึกเช่นนี้ ท่านก็เห็นนี่ไลแลคว่าข้าไม่ได้มีอัญมณีมีค่าอะไรอย่างนั้นกับตัวสักหน่อย จะลองค้นดูก็ตามใจเถิด”

“นั่นสิทาวีญ”

“ข้าสงสัยนางมาระยะหนึ่งแล้ว” ตาสีเขียวคมเข้มยังจ้องทิลด้าเขม็งไม่วางตา “เริ่มจากคืนที่ข้ากับไลแลคพบถ้ำเขียวและกลับถึงปราสาทศิลา กลับไม่พบเจ้า ทั้งที่เจ้าในฐานะบุตรีแห่งดันนาไคลน์ อีกทั้งยังเป็นสตรีไม่ควรออกจากปราสาทยามวิกาลเช่นนั้น แลขออ้างที่ว่าล้มป่วยก็ไม่เป็นความจริง นางรับใช้คนหนึ่งหลุดปากมาว่าเจ้าหายไปจากปราสาทครั้งละนาน ๆ เสมอในยามราตรี เว้นแต่เมื่อดันนาไคลน์จัดงานเลี้ยงสังสรรค์”

“โธ่ ก็ข้าแจ้งไปแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าลอบมาพบไซวินด์ทุกวัน ก็ต้องหายตัวไปอยู่แล้ว”

“ข้าได้ฟังคำอ้างของเจ้าก็เลยคลายสงสัยมาได้หน่อย แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดีที่สตรีตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้าจะเดินทางจากปราสาทศิลามายังถ้ำได้อย่างไรทุกวัน เจ้าอาจจะมีทางลับ หากก็เป็นไปได้ยากที่จะทำเช่นนั้นทุกวันโดยไม่มีผู้ใดจับได้” ชายหนุ่มมองจับอาการทิลด้าสลับกับไซวินด์ “ข้ามาเอะใจครั้งที่สองเมื่อเจ้าหนีบิดาออกมาได้โดยไร้ร่องรอยบาดเจ็บ ทั้งยังตามมาสมทบพวกเรารวดเร็วเกินไป… ใช่ เร็วเกินไปแม้จะใช้ทางลับก็ตาม ทำให้ข้าหวนคิดถึงเรื่องที่เจ้าไปกลับปราสาทศิลา-ถ้ำเขียวอีกหน ข้าเริ่มคิดว่าเจ้าต้องมีตัวช่วย”

อดีตบุตรีดันนาไคลน์รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง บีบมือคนรักแน่น

“แต่ที่ทำให้ข้าแน่ใจก็คืออาการของมาติเน่…” อดีตขุนพลเมืองไฟเหลือบมองผู้ที่หลับใหล “นางถูกพิษร้ายแรงไม่มีทางรอดชีวิตถ้าไม่ได้ยาจากนอร์เดน แต่จู่ ๆ นางก็หายจากอาการปางตาย ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ บาดแผลก็แห้งลงราวปาฏิหาริย์”

“ท่านจะสงสัยอันใดกัน ก็นางไลแลคคนรักของท่านมาจากเอียโลมิใช่หรือ และนางได้กล่าวว่าสามารถถอนพิษซาคากีได้ ท่านก็เห็นการรักษาของนางกับตาแล้วนี่นะ”

“เปล่าเลย…” ครั้งนี้ไลแลคเป็นฝ่ายตอบ “ข้าเพียงรู้ว่าต้องถอนพิษอย่างไร แต่ไม่มียาเช่นว่านั้นหรอก พิษซาคากีรักษาด้วยยาที่สกัดปรุงจากพืชนอร์เดนเจ็ดชนิดเท่านั้น หาในป่าหินอย่างนี้ไม่ได้หรอก”

“ข้าเห็นท่านรักษานางอย่างแข็งขัน เอาพืชมาบดปรุงเป็นการใหญ่ หากรู้ว่ารักษาไม่ได้จะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรเล่า”

“ข้าก็อยากช่วยนางให้สุดความสามารถเสียก่อน จะให้ข้ายืนดูนางตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรอย่างนั้นได้อย่างไร”

“เพราะอย่างนี้” ทาวีญกล่าวต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด “อาการมาติเน่รักษาไม่ได้ นางกำลังจะตายหากจู่ ๆ ก็ฟื้นตื่นขึ้นมาราวปาฏิหาริย์ ข้าเลยยิ่งสงสัยเจ้า นึกถึงเรื่องเล่าที่เจ้าช่วยชีวิตดันนาไคลน์ไว้จากอาการบาดเจ็บปางตายก็ว่าออกจะบังเอิญสักหน่อยที่เจ้าก็ช่วยชีวิตคนใกล้ตายไว้ได้ถึงสองคน… ใช่ ข้าหมายถึงว่าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตมาติเน่ ไม่ใช่ไลแลคหรอก”

“ท่านพูดอะไรเหลวไหลเลื่อนเปื้อน!” ทิลด้าร้องแหว “เพียงเท่านี้ก็สรุปว่าข้ามีผลึกมายาได้อย่างนั้นหรือ มาติเน่อาจโชคดีรอดจากพิษได้เองก็เป็นได้”

“ถ้ำนั่น” นางคนรักทาวีญทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ “ที่จริงเรืองแสงเป็นเกล็ดแก้วขึ้นเพราะผลึกมายาอยู่ที่นั่น แต่มิได้เป็นของชายปริศนาสามคนที่ท่านพูดถึง หากเป็นของท่านต่างหาก… แล้วที่วันถัดไปพวกเราไปหาอีกครั้ง ถ้ำก็กลับกลายเป็นหินปกติเพราะท่านกลับปราสาทไปแล้ว”

“ถ้าอยู่ที่ข้าจริง เหตุใดจึงไม่มีแสงเรืองขึ้นมาที่ตัวข้าหรือที่ปราสาทให้ใคร ๆ เห็นเล่า” นางเห็นช่อง ยิ้มอย่างมีชัย “และเมื่อครู่นี้ที่อ้างว่าข้ารักษามาติเน่ก็ไม่เห็นมีแสงอะไรสักหน่อย… นี่แน่ะท่านทั้งสอง ที่พูด ๆ มาก็ไม่เห็นมีหลักฐานที่บ่งว่าเป็นข้าสักนิด ตัวข้าเองก็มิได้มีสมบัติพัสถานใดติดตัวมานอกจากย่ามหนังอันบรรจุแต่เสบียงและอาวุธป้องกันตัวเท่านั้น จะค้นดูก็ตามใจเถิด ค้นร่างข้าก็ยินดี… จะทำอะไรก็รีบทำเข้า ข้าไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเหลวไหลนี้อีกแล้ว เสียแรงที่คิดว่าพวกท่านเป็นเพื่อน คิดว่าจะคอยช่วยเหลือกันให้พ้นภัย แล้วดูสิ่งที่ข้าได้รับสิ”

ในย่ามหนังของทิลด้ามีแต่เสบียงเช่นที่กล่าวอ้าง พัสตราภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นเพียงชุดผ้าแพรสลับลินินตัวยาวสีเขียวต้นสน ทับด้วยเสื้อขนกระต่ายเว้าช่วงอกเป็นร่องลึก ด้านข้างตรงเนินอกประดับพลอยแลหินสีเม็ดโต คลุมเรือนผมสีส้มแบบคนเอียโลด้วยผ้าสีขาวชั้นแรกทับด้วยผ้าสีเขียวอ่อนอีกชั้น มิได้ซับซ้อนจนซ่อนอะไรไว้ได้

ทาวีญยังจ้องเขม็ง ยิ่งไซวินด์ยิ่งไม่มีทาง ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรนอกจากเสื้อผ้าตัวยาวเนื้อหยาบกับห่อผ้าใส่เสบียง เทียนไข ถุงหนังใส่น้ำและมีดสั้น…

และก็ไม่พบผลึกมายา…

จะเป็นได้อย่างไร ทั้งคู่แสดงพิรุธชัดเจนเช่นนั้นย่อมมีไว้กับตัว แต่ซ่อนไว้ที่ใดเล่า ทั้งตัวไม่ปรากฏอัญมณีเช่นว่า มีแต่ต้องกลืนเข้าไปในท้องเท่านั้นถึงจะซ่อนรอดสายตาไปได้กระมัง…

คิดประชดไปมา พลัน ชายหนุ่มเมืองไฟก็สะดุ้ง… ความคิดบางอย่างผ่านวาบ เขากระซิบข้างหูคนรัก แล้วทั้งคู่ก็จ้องเขม็งไปยังอกเสื้อของนางทิลด้า แม้ส่วนอื่นบนร่างนางจะปกปิดมิดชิดหากพัสตรานางมักเปิดเผยปทุมงามให้เห็นวับแวมรำไรเสมอ ทรวงอิ่มดึงดูดสายตาบุรุษเอาไว้ได้ชะงัดทุกครา ทำให้นอกจากใบหน้าใต้ผ้าคลุมที่ใครต่อใครถวิลหาอยากยลโฉมแล้ว สายตาบุรุษทุกผู้ก็ล้วนจับจ้องไปยังอกงามของนางทั้งสิ้น

จนมิได้ใส่ใจหินสีเพชรพลอยที่ประดับประดาอยู่ข้างๆ!

ซีมายน์เคลื่อนประชิดร่างทิลด้า ไม่ได้สนใจทรวงงามยวนตาเท่าสิ่งที่อยู่ข้าง ๆ มือคลำเจอหินสีเทาอมน้ำเงินผิวด้านที่ดูก้อนใหญ่กว่าเพื่อน สัณฐาณเท่าฝ่ามือตามคำบรรยายผลึกมายา

“หินสีธรรมดาเท่านั้น หน้าตาเหมือนโมรา…” หญิงสาวร้องอย่างผิดหวัง “จะเป็นผลึกมายาไปได้อย่างไรในเมื่อมิได้มีสีเขียวใสกับเปลวสีฟ้า หินและพลอยอื่นที่ปักบนเสื้อนางก็ล้วนมีสีเทา สีดำ ฟ้า แดง เหลืองทั้งนั้น”

เอ่ยได้เท่านั้นก็กลับชะงักเมื่อลูบไล้หินก้อนใหญ่ที่เหมือนโมรา ผิวเนื้อด้านเป็นสีโมราก็จริง หากด้านหลังกลับมีรอยสะดุดอันพออนุมานว่าเป็นธรรมชาติของหินแร่ที่ผิวไม่เรียบ ขรุขระเป็นคลื่นได้ แต่มิใช่เพราะจุดสะดุดมีลักษณะเป็นเศษด้ายเล็ก ๆ

หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อใช้เล็บดึงขึ้นมาแล้วเห็นเป็นเนื้อผ้าบาง ๆ หุ้มไว้

“เจ้าพรางผลึกมายาไว้ใต้ผ้าชิ้นนี้อย่างไรเล่า”

อดีตเจ้าหญิงเอียโลเตรียมกระชากหินออกมาโดยพลัน หากมิทันนางทิลด้าที่ปัดมือหญิงร่วมชาติออกเสียก่อน ตวาดเสียงกราดเกรี้ยว

“พอที พวกเจ้าช่างไร้มารยาทกันเหลือเกิน คิดจะฉกฉวยของที่ไม่ใช่ของตนไป ไม่ละอายบ้างหรือ… ใช่ ข้าหุ้มผ้ากับผลึกและเย็บติดเสื้อคลุมไว้ แล้วอย่างไร มันเป็นของข้า และข้าไม่มีวันให้ใครแตะต้องเป็นอันขาด”

“เจ้าช่างใจคดมากเล่ห์เหลือเกิน” อดีตขุนพลคำราม “ถึงกับสร้างเรื่องตบตา ทำทีว่าจะช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาเถิดว่าที่จริงมีแผนร้ายใดกันแน่”

“ข้าน่ะหรือใจคด มีแผนร้าย” ทิลด้าร้องเสียงแหลม “ข้าอุตส่าห์หวังดีช่วยให้พวกท่านรอดพ้นความตายจากดันนาไคลน์ นอกจากยังไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังกล่าวหาว่าข้าคิดคด ถ้าข้าประสงค์ร้ายจริงก็คงฆ่าท่านตั้งแต่มาปรากฏตัวที่ถ้ำเขียวคืนนั้นแล้ว… ข้าเป็นคนพบผลึกมายา ผลึกเป็นของข้า”

“เล่าให้พวกมันฟังเถิดไฟรน์” ไซวินด์เสียงขุ่น “จะได้สิ้นเรื่องไปสักที ข้ารำคาญพวกไม่รู้คุณคนเต็มที”

ทิลด้าถอนใจอย่างจำนนแล้วจึงเริ่มเล่า… เรื่องจริง

“วันพายุวิปโยคนั้นข้าจมลงใต้มหานที หากก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ เห็นไอ้แก่อีริลกำลังหนีเอาตัวรอดด้วยเรือคัลฮอจึงตะโกนขอร้องให้พาข้ากับไซวินด์ขึ้นเรือด้วย สู้อุตส่าห์กระเสือกกระสนไปถึงเรือแต่มันกลับใช้ไม้พายฟาดไซวินด์จนตกน้ำ” หญิงสาวเล่าเสียงขื่นขม ภาพในวันวานยังแจ่มชัดจนบัดนี้ ยามนั้นนางทั้งตกใจและแค้นใจจึงโผขึ้นถึงเรือ เตรียมเข้าต่อสู้อีริลให้รู้ดำรู้แดง อีกฝ่ายจึงเงื้อดาบขึ้นเตรียมจะฟาดนางให้สิ้นชีพ จังหวะนั้นอัสนีบาตจึงฟาดเปรี้ยงลงมาบนดาบส่งให้กัปตันเฒ่าถึงแก่ความตายในพริบตา

ทิลด้าลังเลว่าจะยึดเรือไว้ก่อนหรือตามหาไซวินด์ หากสุดท้ายก็เลือกคนรัก โผลงไปดำผุดดำว่ายแทบเอาชีวิตไม่รอดทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น หากกระนั้นก็พาร่างเด็กหนุ่มขึ้นเรือมาจนได้…

ทว่า กลับพบว่าเขาสิ้นใจเสียแล้ว

อดีตนางคณิกากอดร่างหนุ่มน้อยร้องไห้ไปทั้งคืน จนรุ่งเช้าไปถึงเกาะร้างเล็ก ๆ จึงตัดสินใจฝังร่างไซวินด์ที่นั่นและหมดอาลัยตายอยาก เดินลงน้ำทะเลสู่ความตายอีกครา

ทว่า เฮเดสผู้เป็นจ้าวแห่งนรกภูมิคงมิปรารถนาชีวิตนางจึงไม่เปิดประตูสู่ยมโลกให้ดังใจ ทิลด้าดิ้นขลุกขลักกลางกระแสสมุทรจวนเจียนหมดลมทีไรก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้อีก ก่อนจะดำดิ่งลงไปอีกครา ตั้งใจเข้าไปถึงดงปะการังและพืชน้ำอันรกรุงรังจะได้ถูกเกี่ยวพันไม่ขึ้นน้ำไปง่าย ๆ

และขณะนั้นเองที่สายตาเหลือบไปเห็นหินสีเขียวเรืองประกายเด่นออกมาจากกอปะการัง ฉับพลันก็รู้สึกราวถูกดูดเข้าไปหา… พริบตาเดียวอัญมณีสุกสกาวนั้นก็เข้ามาอยู่ในอุ้งมือ จากนั้นร่างนางก็พุ่งพรวดพ้นผิวน้ำทันก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยออกจากร่าง

แม้แต่โอเชียนนุมแห่งบาดาลก็มิต้อนรับนาง

ทิลด้ายังร่ำไห้ที่ไม่สามารถตายตามไซวินด์ไปได้สักที สะอึกสะอื้นอยู่ข้างหลุมทรายที่ฝังร่างคนรักเอาไว้ แค้นใจโชคชะตาจนปาก้อนสีเขียวเรืองแสงลงไปในหลุมด้วยความโมโห

ข้าจะตาย จะตายก็ไม่ให้ตาย… แล้วข้าได้อะไรมาเล่า หินสีสวยก้อนหนึ่งเท่านั้น ข้าต้องการชีวิตไซวินด์ของข้ากลับมา… ไม่มีเขาแล้วข้าจะอยู่อย่างไร ไม่มีใครรักข้าเท่าเขาอีกแล้ว

ขณะที่พร่ำรำพันนั้นเอง ที่หนุ่มน้อยคนรักกลับลืมตาโพลง ผุดลุกขึ้นจากหลุมทรายราวปาฏิหาริย์

เมื่อนั้นหญิงจากแดนน้ำแข็งจึงตระหนัก… หินสีเขียวประกายฟ้ามิใช่หินธรรมดา

แต่ชุบชีวิตคนได้!

“แต่บนเกาะนั้นไม่มีอะไรเลย พวกเราจึงล่องเรือคัลฮอออกไป แต่ก็โชคร้ายต้องสละเรือเพราะเจอน้ำวนเข้าเสียก่อน พวกท่านก็คงเคยได้ยินว่าแถวเวลต้าไปถึงโมลจนถึงเกาะคนคุกเดนตายมีน้ำวนมากมายหลายแห่ง สุดแต่มันจะพัดพาเราไปทิศใด… มันนำเราสองคนไปถึงหาดเวลต้า”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้เข้าคิชลินอย่างที่พูดแต่แรกน่ะสิ” ทาวีญว่า ทิลด้าส่ายหน้าน้อย ๆ

“คิชลินอยู่ตรงรอยต่อผีเสื้อฝั่งบาราไนอัสซึ่งมีฮาลีเป็นปลายแหลมบนสุดของปีก ขณะที่เวลต้าอยู่ส่วนบนสุดของปีกผีเสื้อขวาอย่างมัซซา กระแสน้ำพัดข้ามาทางตะวันออก เกยเข้าที่หาดพวกเวลต้าราวกับตั้งใจ” แววตาหญิงสาวหม่นลง “ข้าต้องโกหกว่าขึ้นฝั่งที่คิชลินแทนเวลต้าเพราะไม่อยากให้ท่านสงสัยและโยงข้าเข้ากับชาย-หญิงปริศนาที่หนีจากพวกเวลต้ามาได้…”

“เป็นพวกเจ้าหรอกหรือ” ชายหนุ่มคราง “แล้วเจ้ารู้ว่าข้าเคยอยู่เวลต้าได้อย่างไร”

“ข้าเคยเห็นท่านตอนไปหาปลา แต่ท่านอยู่บ้านริมหาดดำกับตาเฒ่าไดตาอุส ข้าอยู่หมู่บ้านห่างไกล ลึกเข้าไปตอนใน เราจึงไม่ได้พบกันง่ายนัก ได้เห็นท่านอีกครั้งที่ปราสาทศิลาจึงตกใจ หากก็ดีใจที่ท่านรอดชีวิตมาได้”

“เรือคัลฮอที่ข้าได้มาก็คงเป็นลำเดียวกับเจ้า” ทาวีญนิ่งอึ้งกับความบังเอิญ “ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้าที่หลบหนีพวกเวลต้ามาได้ ข่าวลือเรื่องคนเห็นผลึกมายาปรากฏที่เวลต้าก็เริ่มต้นจากช่วงนั้นนี่เอง เหตุใดข้าจึงไม่เฉลียวใจว่าพวกที่หลบหนีไปได้นั้นใช้ผลึกมายาช่วย ยังชื่นชมว่าช่างกล้าหาญเหลือเกิน”

“ท่านกล้าหาญกว่าพวกข้าร้อยเท่าพันเท่านักที่หนีมาได้มือเปล่า ท่านมาทางใดหรือ” ไซวินด์แทรก

“ทางทะเล ข้ามช่องแคบ”

“ช่างไม่กลัวอันตรายเสียเลย ทางนั้นใกล้แผ่นดินบาราไนอัสที่สุดก็จริงแต่คลื่นลมแรงจัด เรืออับปางจนคนต้องสังเวยชีวิตนักต่อนักแล้ว” ทิลด้าร้อง

ทาวีญขมวดคิ้ว

“พวกเจ้าไม่ได้มาทางทะเลหรอกหรืออย่างไร พวกเวลต้าลือกันเช่นนั้น”

ทั้งคู่ส่ายหน้า

“ข้าเข้ามาทางแผ่นดินตอนในง่ายกว่า อดทนให้ผ่านความกันดารแร้นแค้นเพียงไม่กี่ราตรีก็เข้ามัซซาราแล้ว ที่นั่นเป็นเมืองใหญ่ มีโอกาสลู่ทางมากกว่า และตอนนั้นเองที่พวกเราพบขบวนท่านดันนาไคลน์ที่กำลังกลับจากการเยือนเข้าเฝ้าพระราชาไซกรันตรงชายแดน เขาถูกทำร้ายสาหัสจากโจรทะเลทราย ข้าก็เลยแอบใช้ผลึกมายาช่วยชีวิตเขา ทำทีเป็นมีวิชาหมอยาเก่งกาจ ที่จริงก็หวังเพียงแลกอัฐเบี้ยสักเล็กน้อยเป็นค่าตอบแทน ปรากฏว่าเขาซาบซึ้งบุญคุณใหญ่โต รับข้าเป็นลูกบุญธรรม เลี้ยงดูอย่างดีอย่างที่ได้เล่าให้ฟังนั้นละ ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่เคยแพร่งพรายเรื่องผลึกมายาให้ผู้ใดในดันคลอชฟังสักคนแม้แต่บิดา เก็บรักษามันอย่างดีบนเสื้อผ้า… ที่ที่อันตรายเปิดเผยที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างไรเล่า”

ชายหนุ่มเมืองไฟยังไม่กระจ่าง

“แล้วเรื่องแสงจากผลึกมายา…”

“จะเปล่งแสงเมื่อสำแดงอิทธิฤทธิ์เท่านั้นอย่างเช่นการรักษา หรือนำทาง คุ้มภัย จึงไม่มีใครเห็นผลึกมายาในปราสาทศิลา ส่วนคืนนั้นที่ท่านเห็นแสงจากถ้ำก็เพราะข้ากำลังรักษาไซวินด์อยู่นั่นเอง” อดีตหญิงงามเมืองแห่งเอียโลยักไหล่ “ส่วนที่รักษานางผู้นี้ ยามกลางวันแดดจัดอย่างนี้แทบไม่เห็นแสง อีกทั้งพวกท่านก็มัวสาละวนเตรียมการรักษานางจึงไม่ได้สังเกต…”

“ที่ท่านเล่ามาก็น่าเห็นใจ ข้าไม่รู้จะขัดขวางท่านอย่างไรแล้ว” ซีมายน์เอ่ยอย่างจำนน ขณะที่ทาวีญกลับลองพยายาม

“ข้าขอเพียงนำผลึกมายามอบให้หัวหน้าพวกเราเพื่อเข้าหุบเขาวาการ์ได้เท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าครองนครก็คงประทานรางวัลมากมายให้พวกเจ้ากินอยู่อย่างสุขสบาย หรือเพียงพอให้ออกไปตั้งตัวทำมาหากิน หรือมิเช่นนั้นหากอยากอยู่ในวาการัตอันอุดมสมบูรณ์ก็ย่อมได้ อาจจะดีกว่าพเนจรข้ามน้ำข้ามทะเลไปอนาโตเลียเสียอีก ฟูโอโคต้องการดินแดนใหม่เพื่อดูแลประชากร มิได้ประสงค์จะรุกรานเพื่อความมั่งคั่งส่วนตนหรือตักตวงทรัพยากร”

“ท่านเสียสติไปแล้วกระมัง” ไซวินด์สวนทันควัน “จะเข้าวาการัตได้ต้องปีนขึ้นไปกลางยอดผาและนำผลึกมายากลับคืนยังโพรงปลายยอด หากมีผู้ใดนำออกมาจากตำแหน่งนั้นอีก หุบเขาก็กลับไปในสภาพดินแดนปิดอีกหน… ข้าจะโง่มอบให้ท่านไปง่าย ๆ เพียงเพื่อเห็นมันหลุดลอยไม่มีวันกลับได้อย่างไร สู้อุตส่าห์รักษามายิ่งชีพ”

“แล้วอีกอย่างนะท่านทาวีญ” ทิลด้าเสริมขึ้น เสียงติดเยาะเล็กน้อย “ลองตรองดูสักนิด เหตุใดข้าต้องเห็นแก่คนฟูโอโคด้วยเล่า เหตุใดข้าต้องเสียสละความสุขส่วนตัวของข้าและคนรักให้กับผู้ที่ไม่เคยมีบุญคุณใด ๆ กับข้า เหตุใดข้าถึงจะอยากอยู่ในวาการัตกัน ความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งน่ะหรือ… ฝันไปเถิด ดินแดนแห่งนั้นเป็นที่หมายปองจากทุกแว่นแคว้นอาณาจักรมาแต่โบราณ คิดหรือว่าจะมีความสุขสงบง่าย ๆ ท่านต้องเตรียมรับศึกสงครามไม่เว้นแต่ละวันเสียด้วยซ้ำ”

ขุนพลเมืองไฟและอดีตเจ้าหญิงเมืองน้ำแข็งนิ่งอับจนถ้อยคำ

“ผลึกมายาจะช่วยปกป้องคุ้มครองข้ากับไซวินด์ให้อยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงดินแดนในฝัน ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้ว ข้าจะไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งนั้น… เท่าที่ช่วยพวกท่านและนางผู้นี้ก็เสียเวลามากพอแล้ว ทั้งยังมิได้รับแม้แต่คำขอบคุณหรือเห็นค่าความดีสักน้อย” หญิงสาวมองออกไปนอกเงื้อมผา ตะวันลับเหลี่ยมเขาทีละน้อย รัตติกาลสยายปีกคลุมผืนนภาจนมืดสนิท ม่านดาวพราวแพรวแผ่ดารดาษ… นางหันมาพยักหน้ากับคนรัก

“ได้เวลาแล้ว ขอให้พวกท่านโชคดี ลาก่อน…”

ลำแสงสีเขียวอมฟ้าสว่างเรืองห่อหุ้มร่างสองหนุ่มสาวพ้นจากคลองจักษุอย่างรวดเร็ว ทาวีญและซีมายน์ได้แต่ถอนใจที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปเสียหมด

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี หรือควรจะไปตามทางเสียทีเมื่อไม่มีผลึกมายาแล้ว” นางว่าเสียงเศร้าสร้อย “คงต้องรอให้มาติเน่แข็งแรงแล้วพานางไปตามหาขบวนเจ้าชาย ข้าว่านางไม่น่าถูกทิ้งหรอก อาจเกิดเหตุบางอย่างขึ้นกระมัง” 

Don`t copy text!