ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 37 : ลาคีนา

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 37 : ลาคีนา

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 37 –

 

ฝนโปรยปรายตลอดราตรีขาดเม็ดลงเมื่อใกล้รุ่งสาง กองทัพเจ้าชายฟารุคจึงเคลื่อนพลจากชายแดนคิชลินเข้าสู่ดันสแตนเมื่อตะวันพ้นม่านเมฆไปเพียงเล็กน้อย ลมพัดโชยหอบกลิ่นดินหญ้าหลังฝนตกหอมสดชื่น รี้พลฟูโอโคจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมเดินทาง ตรงกันข้ามกับผู้นำทัพที่พระทัยร้อนรนดังอัคคีสุม ต้องการไปถึงดันสแตนให้เร็วที่สุด

เดิมทีเพียงแบ่งทัพเฝ้าพวกน้ำแข็งทางไคโลคัสกับคิชลิน หากเมื่อสดับข่าวว่ากำลังส่วนไคโลคัสกำลังเคลื่อนไปสมทบกับทัพราชาอลัน เจ้าชายฟารุคก็ตัดสินพระทัยกรีธาทัพผ่านฟูโอโคไปทางตะวันออกเฉียงใต้สู่ชายแดนดันสแตนเนื่องจากทรงคาดการณ์ไว้ว่าอย่างไรทัพนอร์เดนทั้งหมดคงไปตั้งหลักที่นั่น อาจต้องการโจมตีฟูโอโคจากทางใต้เพราะอากาศไม่ร้อนระอุเท่าตอนเหนือและตอนกลาง

ยังไม่แน่พระทัยจุดประสงค์แท้จริงของพระราชาเอียโลนัก หากทรงเชื่อว่าอยู่ในพระวิสัยที่รับมือต่อกรได้ ทว่า สิ่งที่ทำให้ทรงกังวลร้อนรนเจียนคลั่งกลับเป็นข้อความที่คุณท้าวสาวิตรีฝากม้าเร็วเดินสาส์นมาถวาย

‘เจ้าหญิงลักษวิณีแอบเสด็จจากฟูโอโค ทรงปลอมตัวเป็นนางทาสีรับใช้ในค่ายนอร์เดน พระนางต้องการสืบข่าวผลึกมายาแลสอดแนมว่าพวกชาวน้ำแข็งมีแผนการซ่อนเร้นอันใดหรือไม่ ทรงห้ามคนติดตามด้วยเกรงข้าบริวารจะได้รับอันตรายไปด้วย แม้กระทั่งวิทูรก็ให้ส่งถึงแค่โรงค้าทาสเท่านั้น หม่อมฉันกังวลเหลือเกินเพคะ แต่มิกล้าทูลแจ้งพระองค์จนกว่าท่านวิทูรจะแจ้งมาว่าพระนางถึงค่ายพวกเอียโลเรียบร้อย ทั้งนี้ด้วยพระนางกลัวว่าหากพระองค์ทรงทราบก่อนก็จะขัดขวางแผนการ บัดนี้ทรงอยู่กับพวกน้ำแข็งได้สิบสองราตรีแล้วจึงอนุญาตให้ทูลแจ้งพระองค์ได้ เผื่อเกิดเหตุร้ายใดกับพระนาง พระองค์จะได้ทรงทราบไว้ หม่อมฉันไม่สบายใจเอาเสียเลยเพราะร่ำลือกันว่าทั้งราชาแลราชินีเอียโลดุร้ายยิ่งนัก หากจับได้ว่าทาสีที่ซื้อมาเป็นสายลับ เกรงพระนางจะถูกลงทัณฑ์ทรมานเสียก่อน’

โธ่เอ๋ย ลักษวิณี! ช่างคิดหาญกล้าเสี่ยงอันตรายอะไรเช่นนั้น… เจ้าชายฟารุคขบกรามแน่น

หากเจ้าเป็นอะไรไปข้าจะอยู่อย่างไร

จอมทัพฟูโอโคจึงทรงเร่งเดินทางอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย ภาวนาขอให้พระชายาทรงเอาตัวรอดจากแดนศัตรูให้ได้เถิด ป่านนี้ลักษวิณีจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้

ราตรีถัดมามีม้าเร็วตัวหนึ่งมาถึงค่าย ผู้นำสาส์นคือหัวหน้าองครักษ์ชาวปุรณาปุระที่ชื่อวิทูร ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดอยู่เป็นนิตย์ ทว่า ยามนี้เขากลับเป็นกังวล

“สาส์นจากพระชายาพระเจ้าค่ะ ทรงให้กระหม่อมถือมาทูลพระองค์ด้วยตัวเอง”

“นางไม่ได้รับอันตรายใช่ไหม” รีบรับสั่งถาม

“อย่างน้อยก็ตอนนี้พระเจ้าค่ะ” องครักษ์หนุ่มกลัดกลุ้ม “ทอดพระเนตรเถิดจะเข้าพระทัย”

พระหัตถ์ฟารุคสั่นเทาขณะคลี่ม้วนกระดาษ ความหวาดกลัวจู่โจมพระทัยเสียยิ่งกว่ายามออกศึก

 

เจ้าพี่ฟารุคยอดรัก

อย่าเพิ่งกริ้วหม่อมฉันที่อาจหาญทำเรื่องเสี่ยงภัยเช่นนี้ ขอให้ทรงทราบเถิดว่าหม่อมฉันคิดใคร่ครวญมาอย่างดีแล้ว ปรารถนาเพียงรับใช้เจ้าพี่และแผ่นดินฟูโอโคอันเปรียบดัง ‘บ้าน’ อีกแห่งของหม่อมฉัน หม่อมฉันเชื่อในการคิดและลงมือกระทำมากกว่ายอมจำนนและเฝ้ารอเท่านั้น หม่อมฉันมิอาจนิ่งดูดายกระวนกระวายถึงเจ้าพี่ได้อีกต่อไป แม้เป็นเพียงสตรี มิได้มีกำลังวังชาเช่นบุรุษ หม่อมฉันก็เชื่อสุดหทัยว่าสามารถทำประโยชน์ให้ผู้ที่หม่อมฉันรักแลแผ่นดินของเขาได้

 หม่อมฉันเข้ามาเป็นทาสของพระราชินีเนริซาแห่งเอียโล ใช้นามว่าลาคีนา มีหน้าที่ปรุงเครื่องสุคนธ์ทุกอย่างในกระโจมประทับทั้งหมด คอยดูแลให้มีกลิ่นหอมอยู่เสมอ พวกยักษ์น้ำแข็งมิค่อยเจริญในเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้จึงเห็นเป็นของแปลก โดยเฉพาะราชินีที่ทรงแสดงความสนใจในสุคนธศาสตร์อย่างมาก หม่อมฉันจึงได้ถวายการดูแลใกล้ชิดถึงที่ประทับ คอยกวาดถูทำความสะอาดให้เอี่ยมลอออยู่เสมอเป็นที่ประทับใจแก่พวกข้าราชบริพารของพวกมันที่ได้แรงงานฝีมือดีไว้ผ่อนแรง นางลาคีนาเป็นทาสีความรู้น้อยจากเมืองมัซซารา สื่อสารได้แต่ภาษามัซซาเรียน พูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกเขาจึงวางใจ สนทนากันโดยไม่ระแวงว่าหม่อมฉันรู้แตกฉานหลายภาษา เคยได้ยินพระนางรับสั่งกับซิกริด ข้าหลวงคนสนิทเรื่องส่งคนชื่อโคลินไปสังหารซีมายน์ หม่อมฉันไม่แน่ใจว่านางคือใครจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้

 ข้างฝ่ายพระราชินีนั้นหม่อมฉันก็คอยสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เห็นว่าออกจะพิลึกหลายประการ อย่างน้อยก็ดูมิได้ทรงติดตามหาผลึกมายาอย่างที่เข้าใจ กองทัพไพร่พลก็มีน้อย ดูแล้วมิน่าซ่องสุมทัพใดไว้นัก ชวนให้สงสัยยิ่งนักว่านางเสด็จมาถึงบาราไนอัสด้วยเหตุใดในเมื่อมิได้มาช่วยพระสวามีรบหรือตามหาผลึกมายา

 เมื่อพระราชาอลันเสด็จมาถึงจึงได้เห็นว่ามีรี้พลมากมายจำนวนหนึ่ง มิได้มากมหาศาลหากก็มิได้น้อยจนไม่เป็นอันตราย หม่อมฉันกำลังสืบความว่าทรงมีแผนการศึกอย่างไรก็ยังไม่ได้ความแน่ชัด หากพอสังเกตพระอัชฌาสัยได้หลายประการ องค์ราชันทรงดูเหมือนสัตว์ป่าดุร้าย พระกิริยาดูทรามเหลือประมาณ เรียกหานางบำเรอมาถวายทุกราตรี ไม่เว้นกระทั่งข้าหลวงแลนางทาสี หม่อมฉันรอดพ้นมาได้ด้วยพรางตัวว่าเป็นหญิงหน้าตาขี้ริ้วมีผิวกะดำกะด่าง อีกทั้งราชินีทรงพยายามเก็บซ่อนหม่อมฉันให้พ้นจากพระเนตรสวามี พระนางเป็นผู้มีพระทัยหึงหวงอย่างร้ายกาจ หากพระราชาทำท่าโปรดปรานนางใดเป็นพิเศษ รุ่งขึ้นนางผู้นั้นจะถูกกำจัดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 ยิ่งนานวันหม่อมฉันยิ่งทวีความสงสัยเมื่อเห็นพระราชินีทรงเอาแต่กระสับกระส่ายคล้ายรอคอยข้อความ มิได้กระตือรือร้นสงครามสักนิด มากระจ่างใจก็เมื่อหลายราตรีถัดมา พระนางทรงได้รับสารจากพิราบแล้วอ่านให้นางซิกริดฟังเพื่อหารือ… ข้อความนั้นมาจากนักฆ่า แจ้งว่าว่าจับตัวเจ้าหญิงซีมายน์ได้จากขบวนเจ้าชายราฟาเอลแห่งฟูโอโค หากที่ไม่ฆ่าทิ้งตามพระบัญชาเพราะนางผู้นั้นยืนกรานว่าจะให้พระราชินีเป็นผู้สังหารนางด้วยตนเอง ดูท่าทางนักฆ่าผู้นี้ฉลาดไม่น้อยถึงสามารถปะติดปะต่อว่าคาราวานพ่อค้าจากเฟออิสแท้จริงเป็นของเจ้าชายรัชทายาท หากนั่นยังไม่น่าประหลาดใจเท่ากับมีเจ้าหญิงชื่อซีมายน์อยู่ในขบวนเจ้าพี่ราฟาเอล เป็นไปได้อย่างไรว่าจะมีเจ้าหญิงองค์อื่นนอกจากเจ้าหญิงเลวิน่าอยู่ในขบวน หม่อมฉันเลยไพล่นึกไปถึงเมื่อบังเอิญได้ยินพระราชินีเฮเลียสนทนากับนางข้าหลวงที่นำสารจากพิราบมาถวาย เล่าว่าเจ้าพี่ราฟาเอลขับไล่ทาวีญกับไลแลคออกจากขบวนก็ยิ่งตกใจ มาทบทวนแล้วแม้ทั้งสองเรื่องดูมิใช่เรื่องเดียวกัน แต่ก็ดูข้องเกี่ยวกันอย่างบอกไม่ถูก

 สิ่งที่ทำให้หม่อมฉันตกใจยิ่งกว่าก็เมื่อพระราชินีเนริซารับสั่งอย่างโกรธแค้นว่าเจ้าหญิงซีมายน์ช่างเจ้าแผนการ คิดลวงนักฆ่าเพื่อถ่วงเวลาหนี รู้อย่างนี้น่าจะให้โคลินควักลูกตาสีม่วงนั้นออกมาให้รู้แล้วรู้รอด อย่างน้อยนางก็จะหลบหนีได้ลำบากขึ้น

 แม้ฟังดูเป็นไปได้ยาก หากหม่อมฉันมั่นใจว่าเจ้าหญิงซีมายน์คือคนเดียวกับไลแลคนั่นเอง มิเคยเห็นใครมีดวงตาสีม่วงงามเช่นนั้นมาก่อน มานึกย้อนดู ไลแลครอดชีวิตมาจากเรือเอียโล แลนางฉลาดเฉลียว มีปัญญา ลักษณาการดูเป็นนารีสูงศักดิ์ทุกประการ ดูเข้าเค้าว่านางน่าจะเกี่ยวพันกับราชวงศ์เอียโลทางใดทางหนึ่ง

 หม่อมฉันทราบว่าเรื่องของไลแลคหรือเจ้าหญิงซีมายน์ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับการศึกสงครามของเจ้าพี่ หม่อมฉันจึงตั้งใจจะหาวิธีช่วยนางด้วยตัวเองเสียก่อน แต่ถ้าหากพลาดพลั้งขึ้นมาไม่อาจทำได้ดังหวัง ก็อยากขอพระเมตตาว่ายาตราทัพมาถึงดันสแตนเมื่อใด โปรดทรงช่วยชีวิตไลแลคของหม่อมฉันไว้ด้วยเถิดเพคะ

 หม่อมฉันคงไม่มีโอกาสเขียนจดหมายยาวเช่นนี้อีกด้วยเป็นการเสี่ยงเกินไป วิทูรปลอมตัวเป็นพ่อค้าชุมทาง จะให้มาป้วนเปี้ยนบริเวณค่ายของพวกนอร์เดนก็จะผิดสังเกต แต่หากมีเรื่องใดขอให้ทรงติดต่อผ่านวิทูรจะปลอดภัยที่สุดอยู่ดีเพคะ

 รักสุดหทัย

 กษวิณี

 

“เจ้าหญิงของเจ้าดื้อดึงนัก รู้องค์บ้างไหมว่ากำลังเอาพระชนม์ไปพาดไว้กับคมดาบพวกนอร์เดนถึงที่”

“กระหม่อมทัดทานสุดความสามารถแล้วพระเจ้าค่ะ” สีหน้าองครักษ์จากปุรณาปุระกลัดกลุ้มไม่แพ้กัน หากอย่างน้อยก็ใจชื้นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าใต้ความกริ้วโกรธาคือความห่วงใยพระชายาสุดหทัย และต้องทรงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเจ้าหญิงลักษวิณีออกมาจากสภาพสุ่มเสี่ยงในแดนศัตรูได้เป็นแน่

ทันใดนั้นวิทูรจึงได้เห็นพระสวามีเจ้าหญิงลักษวิณีทรงคำรามอย่างกริ้วจัด

“ข้ารอไม่ได้อีกแล้ว คงต้องล่วงหน้าไปดันสแตนก่อน”

จากนั้นจึงมีรับสั่งให้ขุนพลมือดีสามนายมาเข้าเฝ้าโดยด่วน แล้วเปิดเผยแผนการลับที่จะเริ่มตั้งแต่ราตรีนี้… แผนการที่องครักษ์หนุ่มพลอยลุ้นระทึกไปด้วยเช่นกัน

เปรี้ยง!

พระราชาอลันทรงเขวี้ยงถ้วยน้ำจัณฑ์ลงพื้นกระโจม พระพักตร์แดงก่ำ ดวงเนตรที่จ้องมองพระราชินีปูดโปนด้วยพระโทสะแลฤทธิ์เมรัย ใคร่บีบเค้นศอยาวขาวซีดนั้นจนสิ้นลมให้รู้แล้วรู้รอด นอกจากพระรูปจะมิงดงามชวนสเน่หา พระปัญญายังด้อย ถึงได้ไร้ข่าวคราวคืบหน้าผลึกมายาให้ชื่นพระทัย ลำพังเพียงเสียไพร่พลไปในแดนอัคคีก็แค้นพระทัยแทบกระอัก หวังจะได้รับข่าวดีจากฝั่งมเหสีบ้าง อย่างน้อยรู้ร่องรอยเบาะแสบ้างก็ยังดี หากเนริซากลับเพียงประทับในพลับพลาไปวัน ๆ เท่านั้น แลคอยจ้องจับผิดว่าพระองค์โปรดปรานสาวสรรกำนัลแลบาทบริจาริกานางใดเป็นพิเศษหรือไม่ นางใดถูกเรียกเฝ้าเกินสองราตรีก็มีเหตุให้ ‘จากไป’ โดยไร้คำอธิบาย

“เนริ เจ้าคิดว่าข้ากรีธาทัพมาแสนไกลเพื่อให้เจ้าอยู่พักผ่อนสำราญเท่านั้นน่ะหรือ”

“อย่าแสดงกิริยาหยาบคายเช่นนี้ต่อหม่อมฉัน อลัน” เนริซาขึ้นสุรเสียงกร้าว ถือองค์เสมอว่าทรงยศกว่าพระสวามี หากไม่มีพระนาง แม่ทัพธรรมดาก็มิอาจขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ จึงไม่ทรงยอมให้อลันแสดงอำนาจเหนือกว่าเป็นอันขาด ทรงไหวอังสาอย่างไม่ยี่หระ

“แล้วจะเดือดร้อนเรื่องผลึกมายาไปทำไมเพคะ อย่างไรกองทัพนอร์เดนก็อยู่ได้ ลำพังทรัพย์สินอันอุดมที่ท่านตีอาณาจักรน้อยใหญ่รายทางมาก็เพียงพอให้กลับไปเอียโลอย่างมั่งคั่ง”

“วัน ๆ เจ้าสนใจเรื่องอะไรบ้างเนริ… ถึงไม่รู้ว่ากองทัพเราเสียหายไปมากเท่าไร ความมั่งคั่งที่เจ้าว่าหมดไปกับการเยียวยาแลสร้างเสริมกำลังใหม่ แล้วดูเถิด เจ้าเอาแต่นั่งอยู่ในกระโจมหาความสำราญเท่านั้น”

“หม่อมฉันเตรียมทุกสิ่งก็เพื่อให้พระองค์ได้อยู่อย่างสุขสบาย… แต่กลับกล่าวหาหม่อมฉันเช่นนี้หรือเพคะ แล้วดูเถิดว่าใครที่เฝ้าแต่หาความสำราญ มิใช่พระองค์หรอกหรือ ตั้งแต่เสด็จมาถึงดันสแตนก็มิได้วางแผนรบทัพใด ๆ รับสั่งหาแต่สตรีมาปรนเปรอแล้วยังไม่มีพระทัยนึกถึงหม่อมฉันสักน้อย”

หากเป็นยามอื่นที่มีพระสติแลพระอารมณ์เย็นกว่านี้ก็คงเข้าไปกอดคลอเคลียพระราชินีให้คลายกริ้ว เพียงนิดเดียวพระนางก็คงอ่อนปวกเปียก จะขออันใดก็ยินยอมตามพระทัยทั้งสิ้น ทว่ามิใช่ครั้งนี้ที่ความหงุดหงิดแลพระโทสะเต้นเร่าจนเกินระงับ

“ข้าระอาเต็มทน เช่นนี้กระมังจึงต้องการสตรีปรนนิบัติ” ทรงผละจากพระราชินีไปยังกระโจมด้านใน และมีรับสั่งเรียกหานางระบำหน้าใหม่มาเต้นถวาย ประการหนึ่งก็เพื่อประชดเนริซา อีกประการก็เพื่อความเบิกบานหฤทัยส่วนตน

“มีแต่พวกหน้าเดิม ๆ! เต้นอยู่กระบวนเดียวน่าเบื่อนัก หน้าตาก็ไม่น่าชมสักนิด สตรีแถบนี้ช่างหางดงามถูกใจได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร” ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเล็กอย่างเกรี้ยวกราดจนเครื่องว่างบนโต๊ะตกกระจาย แม้แต่เชิงเทียนทองและเตาเครื่องหอมก็พลอยล้มระเนระนาดและดับไป ทาสีสี่นางรีบลนลานเข้ามาเก็บกวาดและตั้งเครื่องเสียใหม่

“เอ๊ะ เหตุใดจึงไม่มีกลิ่นเหมือนทุกทีเล่า” ทรงทำนาสิกฟุดฟิดเมื่อพบว่ากลิ่นหอมจรุงที่เคยได้กลิ่นประจำตั้งแต่มาถึงดันสแตนหายไป… กลิ่นหอมอันชวนให้ผ่อนคลาย พระทัยเย็นลง หากก็หวานและนุ่มนวลในตัว

“มันดับก็ไปหาเครื่องหอมมาจุดใหม่เสียสิ” ตรัสอย่างหงุดหงิด

“นางลาคีนากำลังสกัดปรุงขึ้นใหม่เพคะ กลิ่นนี้ต้องใช้ดอกไม้และสมุนไพรหลายชนิดจึงมิได้ทำไว้มาก ประเดี๋ยวจะให้นางนำขึ้นถวายเพคะ” ทาสีจากอับฮาอีนละล่ำละลักตอบ

ครู่ใหญ่นางลาคีนา ทาสีตัวคล้ำจากมัซซาราจึงมาเข้าเฝ้าในกระโจมด้วยลักษณาการเรียบร้อยอ่อนน้อม มีทาสีคนเดิมแปลความถวาย

“ขอประทานอภัยที่ให้รอนานเพคะ น้ำมันหอมกลิ่นนี้ใช้เวลาปรุงนานไปหน่อย หม่อมฉันจะจุดถวายบัดเดี๋ยวนี้เพคะ” พูดจบทาสีนางนั้นก็รีบถอยออกไป ทิ้งให้นางลาคีนาทำหน้าที่ตน

นางนำเตาและถ้วยเครื่องหอมมาอีกหลายใบมาวางเรียงตามมุมต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมเย็นกับเรือนร่างอรชรของนางทาสีที่เคลื่อนไหวไปมารอบกระโจมทำให้อลันทอดพระเนตรเพลินด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ความหงุดหงิดในหทัยมลายสิ้น

แม้ใบหน้าซีกขวาของนางจะมีสะเก็ดแผลปื้นใหญ่ดูน่ากลัว หากรูปร่างนางลาคีนางดงามไร้ที่ติ องค์เอวอ่อนบางดังต้นอ้อ แขนขาก็ดูเรียวเสลาเหมาะสมจะเป็นนางระบำมากกว่าทาสี

“เจ้ามีนามว่าลาคีนาหรือ เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนหนอ… เนริคิดจะเก็บซ่อนเจ้าให้พ้นจากสายตาข้างั้นซี” รับสั่งอย่างรู้เท่าทัน ทว่าทาสีร่างงามกลับฟังไม่เข้าใจ ดวงตาดำดังนิลเบิกกว้างอย่างไร้เดียงสาชวนให้นึกถึงกวางสาวตื่นไพร

“น่าเสียดายที่เจ้าไม่เข้าใจ…” อลันสรวลอย่างรื่นรมย์ “เพราะข้ากำลังจะบอกว่าข้าชักถูกใจเจ้าเสียแล้วสิ” พระหัตถ์หยาบหนาลูบไล้ร่างทาสีจากมัซซาราตั้งแต่ท่อนแขนไปจนถึงสะโพก พยักพักตร์ช้า ๆ แล้วหันไปตบหัตถ์สองทีเป็นสัญญาณเรียกทาสรับใช้เข้ามา

“ให้ลาคีนามาพบข้าคืนนี้ และให้นางสวมชุดนางระบำสีแดง อบร่ำกายาให้หอมจรุงที่สุด”

เนริซายืนวรองค์สั่นเมื่อได้ยินเสียงสรวลรื่นรมย์จากพระสวามีในกระโจม อีกทั้งยังเห็นทาสีที่พระนางอุตส่าห์แอบซ่อนให้พ้นพระเนตรราชันเดินตัวสั่นงันงกออกมา หน้าตาซีดเผือดตระหนกเมื่อรู้ว่าถูกเรียกถวายงานราตรีนี้ ทอดพระเนตรนางสะอึกสะอื้นร่ำไห้ก็เกือบจะเวทนา ถ้ามิทรงสังเกตเสียก่อนว่าแววตานางมิได้เศร้าสร้อยตามไปด้วย… ดูราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“นี่แน่ะลาคีนา อย่าวิตกไปเลย ไม่ดีหรอกหรือที่พระราชาทรงมีพระเมตตาต่อเจ้า” ราชินีตรัสหยั่งเชิง บัดนี้ลาคีนาพอฟังภาษาพระนางเข้าใจบ้าง จึงไม่ต้องให้ซิกริดคอยทำมือทำไม้แปลให้วุ่นวาย

“ข้ากลัว… ข้ามิอยากรับใช้ราชัน” ทาสสาวตอบเสียงเครือ “และข้าก็รู้ว่าพระนางไม่พอพระทัยที่ราชันเรียกหานางทั้งหลายให้ถวายตัว”

รู้เช่นนี้ยังคิดจะลองดีไปเสนอหน้าให้อลันเห็นทำไมเล่า… ราชินีเอียโลทรงนึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในพระทัย

“ชีวิตข้าช่างอาภัพเหลือเกิน มิเคยได้เลือกทางเดินด้วยตัวเอง ถูกขายร่อนเร่พเนจรมาตั้งแต่เยาว์ มายามนี้ก็จะถูกบังคับขืนใจ” นางสะอื้น เนริซาจึงยิ่งขวางพระเนตรเป็นกำลัง หากก็แสร้งรับสั่งอย่างเห็นพระทัย

“เอาเถิด ถ้าเจ้ามิเต็มใจ ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง เห็นแก่ที่เจ้าตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง… คืนนี้ก่อนเข้าเฝ้าราชันสักสองชั่วยาม จงมารอข้าที่พุ่มไม้รูปโค้งตรงเนินหินหลังกระโจม ข้าจะแสร้งทำเป็นมิทราบบัญชาราชัน ให้เจ้าติดตามข้ามาเก็บสมุนไพรแลดอกไม้เพื่อมาทำเครื่องหอม เพราะพืชบางชนิดจะใช้ได้ดีเมื่อเก็บยามราตรีเท่านั้น ข้าจะให้ซิกริดเฝ้าต้นทางไว้ไม่ให้ใครติดตามเจ้ามาได้ หากพระราชาสงสัย นางจะทูลว่าเพราะนางป่วยไข้ จึงมิได้ตามเสด็จข้ามา”

“แล้ววันอื่นเล่าเพคะ” แววตาลาคีนายังคลางแคลง

“วันอื่นก็ค่อยว่ากันใหม่ เอาวันนี้ให้รอดก่อนเถิด” ตรัสเสียงกระด้างตามเคยชิน “ตกลงตามนี้ เว้นเสียแต่เจ้าอยากถวายตัวก็ตามใจ ไปให้พระองค์ขย้ำเจ้าเถิด”

แผนพระนางเป็นไปตามที่ทรงคาดไว้ ลาคีนามาพบพระนางตามนัดหมาย มิเฉลียวใจว่าหัตถ์ข้างหนึ่งของราชินีกุมด้ามมีดในตะกร้าเก็บดอกไม้ไว้แน่น เตรียมพร้อมปลิดชีพนางทาสที่บังอาจยกตนเผยอ

ทรงเสียดายนางไม่น้อย ท่าทางนางรอบรู้ ขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน… แต่ก็นั่นละหนอ คุณความดีเหล่านั้นจะไร้ความหมายเมื่อนางเป็นที่ต้องการของพระสวามี

หากเจ้าเฮรัสยังอยู่ คงพอช่วยจัดการให้เบาแรงพระนางได้บ้าง แต่เจ้าเหยี่ยวคู่พระทัยดันหายไปนานกว่าสิบวันโดยไม่รู้สาเหตุ จนซิกริดทูลแจ้งว่ามันตายเสียแล้ว เดาว่ามันคงทนอากาศร้อนระอุมิไหว

ทรงเฝ้าเลี้ยงดูเฮรัสอย่างดี อดทนสั่งสอนกว่ามันจะรู้คำสั่งและใช้งานได้ฉลาดเฉลียวก็นานหลายปี มาตายลงง่าย ๆ ก็เสียพระทัยไม่น้อย เพราะมันซื่อสัตย์ภักดีต่อพระนางไม่แพ้ซิกริดหรือโคลิน

แต่เอาเถิด ไม่มีเฮรัสหรือโคลินแล้วก็ทรงต้องลงมือเอง คนใจเสาะอย่างซิกริดมิสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้

“เดินนำข้าก็แล้วกัน เจ้าจะได้อธิบายต้นไม้ดอกไม้ให้ข้าฟังได้”

ทรงนึกกระหยิ่มยิ้มย่อง… จะได้แทงนางได้ถนัดอย่างไรเล่า

หากขณะที่เงื้อมีดเตรียมจ้วงลงมานั้นเองที่มีเท้าข้างหนึ่งเตะเข้ากลางพระหัตถ์จนมีดปลิวหวือ ชายชุดดำร่างสูงปิดหน้าตามิดชิดยืนจังก้าอยู่เบื้องพระพักตร์

“แกเป็นใคร”

ลาคีนาหันขวับมาตามสุรเสียง อ้าปากเตรียมหวีดร้อง หากบุรุษปริศนาอีกนายก็โผล่เข้ามาปิดปากนางไว้เสียก่อน จากนั้นชายทั้งคู่จึงจิ้มเข็มแหลมเข้าสีข้างพระนางและลาคีนาอย่างรวดเร็ว

เนริซาไม่มีโอกาสรับสั่งร้องใด ๆ สักคำ เพราะความมืดสนิทได้คลี่คลุมพระสติให้ดับวูบลงตรงนั้น

Don`t copy text!