ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 38 : พลิกผัน

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 38 : พลิกผัน

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคปลาย : สู่แดนศิลา

– 38 –

ลักษวิณีลืมพระเนตรตื่นขึ้นเมื่อได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย และทรงรู้สึกอบอุ่นราวกับถูกโอบกอด หรือเพราะได้ยินเสียงเหมือนหัวใจเต้นชัดเจนข้างพระกรรณ เมื่อนั้นจึงค่อยพลิกวรกายช้า ๆ หากกลับไม่สามารถขยับได้

“เจ้าพี่” ทรงร้องขึ้นอย่างตกใจและปราโมทย์สุดแสนเมื่อพบว่าผู้ที่โอบกอดพระนางไว้แน่นหนาคือใคร มิน่าเล่าถึงช่างอบอุ่นปลอดภัยนัก

“รู้สึกตัวแล้วหรือน้องหญิงของพี่” พระโอษฐ์หนาคลี่สรวล ลักษวิณีแทบกลั้นกันแสงไว้มิอยู่ ทั้งโล่งพระทัย ทั้งโหยหาประดังประเดขึ้นมา เพิ่งรู้องค์ว่าหวาดกลัวและคิดถึงเจ้าชายฟารุคเพียงใดก็เมื่อเห็นพักตร์คมสันปรากฏอยู่ตรงหน้า

“เจ้าพี่มาช่วยหม่อมฉันแล้ว” น้ำพระเนตรหยาดริน “หม่อมฉัน… หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะที่บุ่มบ่ามทำโดยพละการ หากเจ้าพี่มาไม่ทัน หม่อมฉันอาจต้องกลายเป็นนางบำเรอราชาอัปลักษณ์นั่น”

พระสวามีบรรจงจูบซับบนปรางนวลอ่อนโยน

“พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว”

พระนางซุกองค์ในอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก

“ลักษวิณี เจ้าอย่าทำเช่นนี้อีกรู้ไหม พี่เป็นห่วงเจ้าแทบบ้าตายอยู่แล้ว เจ้าคิดบ้างไหมว่าหากเจ้าเป็นอะไรไปแล้วพี่จะอยู่อย่างไร มันเสี่ยงอันตรายมากรู้ไหม”

เจ้าหญิงพยักพระพักตร์หนัก ๆ

“หม่อมฉันสัญญาเพคะ เท่านี้หม่อมฉันก็กลัวมากแล้ว กลัวจะไม่ได้กลับมาพบเจ้าพี่อีก”

กลีบโอษฐ์บางละมุนถูกสัมผัสแผ่วเบา ก่อนค่อย ๆ ถูกรุกรานทีละน้อยและครอบครองอย่างโหยหา ลักษวิณีไม่ทรงนึกฝันมาก่อนว่าจะรักพระสวามีได้มากถึงเพียงนี้

“พี่จะไม่ยอมให้เจ้าห่างกายพี่อีกแล้ว ลักษวิณี”

พระนางเงยพักตร์ขึ้น

“ว่าแต่…เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ ทรงพาหม่อมฉันกลับมาได้อย่างไร”

“ปลอมตัวเข้าไปเท่านั้นเอง วิทูรแจ้งว่าเวรยามไม่แน่นหนามาก ก็บังเอิญเจ้าออกมาตรงแนวป่าพอดีดังโชคช่วย แต่กลัวเจ้าจะตกใจเสียก่อนเลยต้องให้ยาเจ้า”

“แล้วพระราชินีเนริซา…”

“ข้าจับนางมาด้วยกันนี่ละ ตอนนี้ขังไว้อย่างแน่นหนา”

“ทรงคิดจะทำอะไรเพคะ นางไม่มีผลึกมายา ไม่มีประโยชน์ใดกับเราสักนิด หรือจะเป็นเรื่องไลแลค”

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง… คนของข้าพบไลแลคแล้ว และได้สังหารนักฆ่าผู้นั้นกับมือ อีกไม่เกินสองราตรี ไลแลคของเจ้าก็จะมาถึงแล้ว”

“โล่งอกไปที” ลักษวิณีแย้มสรวลกว้าง “ไม่เสียแรงที่ข้าสู้อุตส่าห์เสี่ยงภัย… แล้วเจ้าพี่มีแผนการใดต่อไปหรือเพคะ จะเข้าโจมตีพวกเอียโลเลย หรือว่า…” ทรงชะงัก สบพระเนตรเจ้าชายฟารุคแล้วพอเข้าพระทัยราง ๆ

 

ขณะที่ราชสตรีนางหนึ่งตื่นบรรทมมาในอ้อมกอดอบอุ่นของสวามี แวดล้อมด้วยแสงสว่างเรืองรองจากตะเกียงเรียงราย อบอวลด้วยกลิ่นไม้หอมนานาชนิด อีกพระนางหนึ่งกลับลืมพระเนตรมาพบกับความมืดในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ กลิ่นฟางชื้นจัดระคนด้วยกลิ่นสาปสางกระทบนาสิกจนต้องกลั้นพระทัย มีเพียงช่องลมแคบเท่าฝ่ามือ พอให้เห็นแสงเดือนอ่อนราง ๆ

ที่นี่ที่ใดกันหนอ เหตุใดพระนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้…

เป็นครั้งแรกที่ความกลัวเข้าจู่โจมพระทัย… ไม่เคยมีผู้ใดจู่โจมเข้าถึงองค์ได้เช่นนี้มาก่อน ด้วยฝีมือรวดเร็วทำให้พระนางสลบได้ในพริบตาอย่างนั้น หากมันต้องการฆ่า พระนางก็คงตายไปแล้ว

มีใครคิดปองร้ายอย่างนั้นหรือ… ใครกันเล่า

แล้วทาสีผู้นั้นอยู่ที่ใด ถูกขังไว้เหมือนกันหรือไม่หนอ

ความคิดราชินีสาววนเวียนอยู่อย่างนั้น ลงท้ายก็ปักพระทัยว่าเป็นฝีมือพวกโจรทะเลทราย ระหว่างทางจากชายฝั่งเข้ามาตอนในบาราไนอัสมีทะเลทรายกระจายอยู่หลายแห่ง อาจมีโจรสักขบวนได้ข่าวการตั้งพลับพลาจึงหวังจับพระนางมาเรียกค่าไถ่ก็เป็นได้

แม้ฟังดูเป็นไปได้ยาก หากก็มิรู้จะคิดเช่นไรอีกในเมื่อไม่น่ามีใครต้องการตัวพระนาง…

“ไม่เป็นไร อย่างไรโคลินก็ต้องมาช่วยข้า” ทรงย้ำกับตัวเองเช่นนั้น เขาเป็นสายลับมือฉกาจที่ภักดีต่อพระนาง มีพระดำรัสสั่งให้ขึ้นเขาลงห้วยสุดหล้าฟ้าเขียวเพียงใดโคลินก็น้อมปฏิบัติตามโดยไม่มีคำถาม

หากเขากลับมาถึงค่ายแล้วพบว่าราชินีหายไป อย่างไรก็ต้องออกตามหา

แล้วยังซิกริดอีกเล่า ป่านนี้คงเป็นห่วงตามหาพระนางให้วุ่น ทั้งค่ายจะแตกตื่นออกตามหาเป็นการใหญ่ อลันก็คงจะร้อนพระทัยจนไม่เป็นอันทำอะไร… ไอ้พวกโจรร้ายที่ทำเรื่องชั่วช้าช่างไม่รู้เสียแล้วว่ากำลังหยามพระเกียรติราชันอลันที่บังอาจลักพาตัวมเหสีพระองค์ไป

หรือป่านนี้พวกมันอาจจะแจ้งข้อจำนงแล้วก็เป็นได้… อีกไม่นานหรอก จะมีคนมาช่วยพระนาง

เมื่อพ้นชายป่าออกมาสู่ชุมทางขอบชายแดนดันสแตน เขาก็ไม่จำเป็นต้องพรางตัวด้วยชุดดำปิดหน้าปิดตามิดชิดอีกต่อไป อันที่จริงตั้งแต่เจ้าหญิงซีมายน์ยื่นแขนให้พันธนาการแต่โดยดี โคลินก็ถือว่าหน้าที่มือสังหารอันเหน็ดเหนื่อยและกินระยะเวลายาวนานจวนจะจบลงบริบูรณ์ในอีกไม่ช้า อีกไม่นานจะได้กลับไปสู่ความหนาวเย็นที่คุ้นเคยเสียที ไม่ต้องทนกับความร้อนอบอ้าว ผจญสัตว์ประหลาดและการต่อสู้เอาตัวรอดในป่าที่ดูราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

แต่จะทำอย่างไรได้ เขาเป็นหนี้ชีวิตพระราชินีบลังก้าอย่างที่ไม่มีวันชดใช้ได้หมด แม้จะลาโลกนี้ไปเนิ่นนานแล้วหากเชื้อสายพระนางยังอยู่ และเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องคุ้มครองราชินีเนริซาจนกว่าชีวิตเขาหรือชีวิตพระนางจะหาไม่นั้นแล

‘เนริอาภัพนัก ข้าไม่อยู่เสียคนเจ้าพี่ก็คงไม่ดูดำดูดี มัวแต่เห่อแม่ลูกซาร์กอน ข้าฝากลูกด้วยนะโคลิน เจ้าคือคนที่ข้าไว้ใจที่สุด’

‘วางใจเถิด กระหม่อมจะดูแลองค์หญิงอย่างดีที่สุดพระเจ้าข้า กระหม่อมไม่มีวันลืมว่าพระราชินีมีบุญคุณต่อกระหม่อมและมารดาเพียงไร หากไม่ทรงช่วยไว้จากธารน้ำแข็งในวันนั้น กระหม่อมก็คงตายไปแล้ว แลหากไม่ทรงชุบเลี้ยง ฝึกวิชาสารพันให้ กระหม่อมก็คงเดินมาไม่ได้ไกลถึงตำแหน่งขุนนางอย่างนี้ คงยังล่าหมีอยู่ในป่าเช่นเดิม ยิ่งกว่าชีวิตกระหม่อมก็ถวายได้’

‘ดี’ ราชินีบลังก้ารับสั่งกระท่อนกระแท่น พระอาการประชวรทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ‘ไม่ว่าเนริต้องการสิ่งใดเจ้าก็ต้องทำให้ได้ อย่าได้ขัดคำสั่งแม้เพียงสักเรื่องเดียว’

ชีวิตโคลินไม่ได้อยู่ใต้ลิขิตเทพองค์ใดทั้งสิ้น มันอยู่ใต้อุ้งหัตถ์ของบลังก้าและถ่ายทอดมาสู่เนริซา ชายหนุ่มวางความต้องการ วางหัวใจของตัวเองเอาไว้เบื้องหลัง ทั้งชีวิตอุทิศให้แก่เสาวนีย์และพระประสงค์ของเนริซาแต่เพียงผู้เดียว

เปล่า… เขาไม่ได้รักหรือเทิดทูนราชินีเลือดเย็นผู้เป็นธิดาแห่งบลังก้ามากมายเช่นนั้นหรอก เขาทำเพื่อเห็นแก่บุญคุณราชินีองค์ก่อน และเพื่อความสุขสบายมั่นคงของตนเองและครอบครัวในภายภาคหน้าต่างหาก เมื่อเนริซาทรงบรรลุสิ่งที่พระนางต้องการ เมื่อนั้นทรัพย์สมบัติมหาศาลอันเป็นรางวัลแห่งความภักดีก็จะตกเป็นของเขา

อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียวก็จะถึงกระโจมประทับชายแดนดันสแตน-คิชลิน เขาจะได้นำนังเจ้าหญิงหนังเหนียวฆ่าไม่ตายนี้ไปส่งให้พระราชินีสังหารด้วยหัตถ์พระนางเอง

คงจะต้องใช้ม้า จะได้ไปถึงไว ๆ … คิดได้ดังนั้นเขาจึงแวะที่ชุมทางนานหน่อยเพื่อคัดเลือกม้าฝีเท้าเยี่ยม บอกตัวเองว่าอีกนิดเดียวทุกอย่างก็จะจบ

“เลือกม้าตัวนี้ไหมพี่ชาย หรือท่านจะไปที่ใดล่ะ ข้าจะได้เลือกให้ถูก ม้าตัวนี้มาจากมัซซา เหมาะกับวิ่งในทะเลทราย อึดทนทานต่อความร้อนแล้งไม่แพ้พวกอูฐ ส่วนในคอกนั้นเหมาะกับวิ่งเมืองชายฝั่ง หรือท่านจะเข้าป่าขึ้นภูเขา ข้าก็มีม้าให้ท่านเหมือนกัน” เสียงเจ้าหนุ่มโรงม้าเจรจาเจื้อยแจ้ว มันมองเขาและเจ้าหญิงซีมายน์ด้วยประกายตาสนใจเปิดเผย ก็น่าอยู่หรอก เพราะเขามากับสตรีที่แม้จะเนื้อตัวมอมแมม หากก็เห็นได้ชัดว่าเป็นหญิงงาม

ที่สำคัญยังถูกมัดมือพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา

“นั่นนางทาสของท่านละซี พี่ชาย” เมื่อเห็นโคลินไม่ตอบ เด็กหนุ่มก็พูดต่ออย่างคนอัธยาศัยดี “มาจากที่ไหนหรือ หน้าตาผิวพรรณผิดประหลาดจากพวกเราบาราไนอัสหรือมัซซา เห็นทีจะมาจากแดนไกลกระมัง ว่าแต่ท่านเองเถอะพี่ชาย ท่านก็ไม่เหมือนคนแถวนี้เช่นกัน”

เมื่อมือสังหารชาวน้ำแข็งขึงตาเป็นทำนองให้หยุดพูด เด็กหนุ่มจึงย่นคอ เอ่ยเสียงอ่อย

‘ขอโทษเถิดพี่ชาย ข้าก็พูดมากเสียมารยาท เชิญท่านเลือกม้าตามสบาย จะให้แนะนำอย่างไรก็เรียกได้ อ้อ ข้าจะเฝ้านางทาสีของท่านอย่างดี ไม่ให้นางคิดหนีหรือมีผู้ใดมาชิงไปได้เด็ดขาด’

มันมองซีมายน์ตาปรอยก่อนจะหันมาหาเขาอย่างประจบประแจง โคลินโคลงศีรษะน้อย ๆ ตลอดชีวิตไม่เคยต้องเจรจาหรือฟังใครเจื้อยแจ้วนานไม่หยุดอย่างนี้มาก่อน ทว่า กลับก่อให้เกิดความรู้สึกประหลาด… ชีวิตชีวาน่ะหรือ เขาก็ไม่แน่ใจ เขาเลิกหัวเราะไปนานเท่าไรก็สุดจะจำ

ชายหนุ่มลูบแผงคอม้าแต่ละตัวอย่างพิถีพิถัน หากใจไพล่คิดไปถึงมาตุภูมิ… บางที เมื่อปลดแอกจากพันธนาการแห่งบุญคุณ มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารและยศถาแล้ว เขาอาจจะได้ชีวิตชีวากลับคืนมาก็เป็นได้

จึ้ก…

ของปลายแหลมเล็กบางอย่างจิ้มเข้าปลายนิ้ว มันโผล่มาจากหางม้านั่นเอง หูตาเขาพร่าพราย ไม่ทันที่นักฆ่าหนุ่มจะทันคิดว่าอะไรเป็นอะไรต่อไป ทุกอย่างก็มืดสนิท

และก่อนที่สติสัมปชัญญะสุดท้ายจะดับวูบ โคลินพบว่าความคิดสุดท้ายที่ผุดขึ้นมานั้น ยังเป็นคำถามที่ว่า เมื่อเป็นอิสระจากหนี้บุญคุณ เขาจะได้พบกับชีวิตชีวาอีกครั้งหรือไม่

ทรงรู้สึกองค์อีกทีเมื่อแสงอุทัยทอดผ่านช่องแสงเข้ามาเป็นสัญญาณวันใหม่ ประตูเปิดออก มีชายผิวขาวสวมชุดกางเกงสีดำทะมึนสองคน คนหนึ่งตัวสูงผมสีน้ำตาลทอง อีกคนตัวหนาผมสีทรายหยักศกเดินเข้ามาพร้อมชามน้ำนมกับจานใส่แผ่นแป้งย่างโรยธัญพืชสองแผ่น

“เสวยเสียก่อน”

เมื่อเห็นยังทรงนิ่ง คนตัวหนาจึงพูดเสียงเข้มขึ้น

“หากไม่เสวยตอนนี้อาจจะไม่ได้รับอีกเพราะเท่ากับว่าทรงไม่อยากมีพระชนม์รอด”

“ต้องการอะไรก็ว่ามาเถิด”

“ข้าได้รับหน้าที่ให้มาแจ้งเรื่องสองประการ ประการแรก… บัดนี้พระนางอยู่ในสถานะตัวประกันของฟูโอโค”

“ตัวประกัน!” พระนางร้อง มิใช่เพียงโจรเรียกค่าไถ่ธรรมดาเสียแล้ว “ชั่วช้านัก ใช้วิธีสกปรกทำสงคราม”

ชายร่างสูงกลอกตาไปมาอย่างระอา

“ประการที่สอง มือสังหารของพระนางตายแล้ว”

“มือสังหาร… ใคร”

“ถ้ามันมีนามว่าโคลินก็คงเป็นเขานั้นแล”

“โคลินตายแล้ว…” ทรงครางด้วยความสลด หนาวเยือกในอุระขึ้นมาวูบนั้น เป็นไปได้อย่างไร เขายังหนุ่มฉกรรจ์ทั้งยังระมัดระวังตัวเป็นเลิศ เหตุใดจึงเพลี่ยงพล้ำเอาได้ง่าย ๆ

และราวกับจะล่วงรู้ความคิดนั้น ชายร่างสูงจึงเสริมต่อ

“เก่งอย่างไรก็ย่อมมีจุดอ่อนทั้งนั้น ความเหน็ดเหนื่อยทำให้เขาไม่ทันระวังเด็กโรงม้า เขาพลาดขณะที่กำลังคัดเลือกม้าฝีเท้าดีกลับไปหาพระนางนั้นแล”

“และไม่ต้องห่วง พระขนิษฐาพระนางปลอดภัยดี”

“มันยังไม่ตายอีกหรือ” เนริซารับสั่งแทบคำราม “เหตุใดจึงไม่ฆ่ามันไปพร้อมกันเสียล่ะ”

“พวกเราได้รับคำสั่งให้แจ้งเท่านี้” นายคนตัวหนาตอบหน้าตาย

“คอยดูเถิด ราชันอลันจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่”

แวบนั้นทรงเห็นแววสมเพชปรากฏในดวงตาชายทั้งคู่ ชวนให้สะกิดพระทัยขึ้นมา

พวกเขากลับออกไปแล้ว เนริซายังประทับนิ่งนานก่อนจะยอมเสวย ‘อาหารตัวประกัน’ อย่างไม่รู้รสเท่าไรนัก ผิดแผนไปหมดทุกอย่าง โคลินตาย ซีมายน์ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพระนางก็ถูกคุมขังใช้เป็นตัวประกันด้วยข้อต่อรองที่ยังไม่แจ้งพระทัยชัด

 

Don`t copy text!