รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 10 : เรื่องที่ไม่เคยรู้

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 10 : เรื่องที่ไม่เคยรู้

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 10 –

บรรยากาศของการพบกันอีกครั้งระหว่างอามันต์กับเจตน์ ไม่ได้ต่างจากตอนที่เขาได้พบมัญชรีเท่าใดนัก เพราะตอนที่สองสามีภรรยาตัดสินใจเรื่องอามันต์ พวกเขามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นและรู้สึกไม่ต่างกัน คือสงสารและมุ่งมั่นที่จะช่วยผู้มีพระคุณของครอบครัว

เมื่อเห็นอามันต์เดินออกมาจากครัวด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากตัวเขาเมื่อวันวาน หน้าตาผิวพรรณสดใส สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายแต่ดูก็รู้ว่ามีราคา เหมาะสมกับบุคลิก ไม่มีท่าทางอมทุกข์เหลืออยู่ เจตน์โล่งอกและภูมิใจที่การตัดสินใจในคราวนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูก มันให้ความรู้สึกเหมือนได้ทำสิ่งที่ควรทำที่สุดในชีวิตจนสำเร็จ และเจตน์ก็นึกขอบคุณที่อามันต์มายืนยันด้วยตัวเอง

ชายวัยกลางคน นักธุรกิจค้าที่ดินเล็กๆ ลุกขึ้นจากโซฟาในห้องรับแขกของบ้าน ตรงเข้าไปกอดชายหนุ่มแน่นๆ  โดยไม่มีคำพูดสวยหรูมากมาย

“ขอบใจที่มานะ พี่ดีใจ”

แค่นั้น…อามันต์ก็ซาบซึ้งจนต้องก้มลงกราบที่ไหล่ของหนุ่มรุ่นพี่ เจตน์ตบหลังเขาเบาๆ สองครั้งเป็นทำนองรับทราบ ก่อนจะชักชวนกันให้เข้าไปกินข้าวเย็นด้วยกัน

เรื่องราวระหว่างมื้ออาหารไม่มีอะไรมากไปกว่าการไต่ถามทุกข์สุข กับหน้าที่การงาน ซึ่งอามันต์ก็เล่ารายละเอียดเกี่ยวธุรกิจค้าของเก่าของเขาได้อย่างไหลลื่น เนื่องจากเคยรู้จักกับนักค้าของเก่าตัวจริง จึงได้อาศัยประสบการณ์ของคนคนนั้นมาปลอมแปลงเป็นของตน ทั้งเรื่องการเป็นตัวแทนไปเจรจาซื้อของให้ลูกค้า รวมถึงการแย่งซื้อของสะสมที่ผลิตออกมาแบบจำนวนจำกัดไว้เก็งราคา กระทั่งเรื่องตลกระหว่างการทำงาน อย่างการที่ลูกค้ามือใหม่โทร.ตามเขาแทบจะทุกชั่วโมง ไม่เว้นแม้แต่ตอนเขาเข้าไปดูหนังเศร้าเคล้าน้ำตาในโรง ก็ยังต้องออกมาตอบโทรศัพท์อย่างเซ็งๆ กลับไปก็ไม่เศร้าแล้ว กลับโกรธนางเอกแทนพระเอก ไม่รู้จะตายทำไม

เจตน์ มัญชรีและมัทมีนาสนุกสนานไปกับเรื่องของเขา และเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังบ้างเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งก็ไม่มีอะไรสนุกไปกว่าเรื่องของเด็กๆ ที่โตมาอย่างโลดโผน ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าสมกับที่เคยรอดตายมาด้วยการช่วยเหลือของอามันต์ ทว่าชีวิตของทุกคนไม่ได้ราบรื่น โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอด แต่ละคนย่อมต้องเจอปัญหา ซึ่งก็ต้องแก้ไขกันไป

เรื่องราวสิบห้าปีที่ผ่านมามีมากเกินไป หลังอาหารเจตน์จึงชวนแขกพิเศษไปนั่งคุยต่อในห้องทำงานชั้นล่าง ที่ซึ่งมีประตูกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน ยาวตลอดผนัง สามารถมองออกไปเห็นสวนกล้วยไม้เล็กๆ ที่เจตน์ปลูกเองกับมือ

น่าเสียดายที่ท้องฟ้ามืดแล้ว การดูกล้วยไม้ใต้แสงไฟ ไม่สู้ดูตอนกลางวัน เจตน์จึงหากิจกรรมอย่างอื่นให้อามันต์ ด้วยการหยิบไวน์เชอรี่ขวดละหลายหมื่นบาทออกมาเลี้ยงแขกพิเศษ

“ความจริงพี่เลิกดื่มมานานแล้วล่ะ เหล้ายาปลาปิ้งพวกนี้ ตั้งแต่เรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้น พี่เลิกหมด อะไรที่เสี่ยงๆ กลัวจะกลับมาหาลูกเมียไม่ได้ แต่ขวดนี้ลูกค้าเพิ่งให้มาเมื่อสามวันก่อน ตอบแทนที่พี่หาที่ที่ฮวงจุ้ยร่ำรวยๆ ให้เขาได้ พี่ไม่รู้จะไปให้ใคร จะเก็บก็กลัวจะเสียรสชาติเหมือนกัน เพราะพี่ก็เก็บไม่ค่อยเป็น เรามาก็เหมาะ ดื่มได้ก็ช่วยพี่ดื่มหน่อยเถอะ”

อามันต์ยิ้มขันกับเหตุผลของหนุ่มรุ่นพี่

“เดี๋ยวผมต้องขับรถกลับนะครับพี่”

“บ้านพักอยู่ใกล้แค่นี้เองไม่ใช่เรอะ เดี๋ยวให้เจ้ามีนไปส่ง รถก็ทิ้งไว้นี่ก่อน พรุ่งนี้เจ้าม่านหยุด ค่อยให้มันขับรถไปคืน”

“ลำบากเด็กๆ นะครับ”

“ถ้างั้นก็นอนมันเสียที่นี่แหละ มีห้องนอนเหลืออีกห้อง จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดอาทิตย์ละสามครั้ง นอนได้ สบายมาก” ว่าแล้วเจ้าของบ้านก็เทไวน์เชอรี่สีแดงสวยใส่แก้วส่งให้ “ดื่มได้เท่าไหนก็เท่านั้นแหละ เหลือพี่ก็ไม่เสียดายหรอก ตอนรับมาน่ะเสียดายกว่าอีก น่าจะเอาค่าไวน์มาใส่ซองแดงให้พี่”

“เขาอาจจะได้ไวน์ขวดนี้มาจากคนอื่นอีกทีก็ได้นะครับพี่ เลยเอามาส่งต่อให้ ไม่เสียเป็นซองแดง”

เจตน์ทำตาโตมองอามันต์แล้วหัวเราะ “เออจริง ทำไมพี่คิดไม่ออกนะ เรายังทำออกบ่อย เวียนของขวัญ”

อามันต์ยิ้มมุมปากแล้วจิบไวน์เชอรี่

“เป็นไง” เจตน์ถาม “ยังโอเคอยู่ไหม”

“ถ้าดูจากปีกับสถานที่ผลิต รสชาตินี้ก็ยังโอเคอยู่ครับ แต่ก็ดรอปไป น่าจะเพราะเก็บไม่ดี สงสัยจะเป็นของเวียนจริงๆ”

เจตน์พยักหน้าอย่างทึ่งๆ “ฉมังนะเราเนี่ย มีลูกค้าเคยให้ไปซื้อไวน์เก่าๆ แพงๆ ใช่ไหม”

“ไม่เคยหรอกครับ เรื่องไวน์เขามีผู้เชี่ยวชาญในวงการอยู่ แต่พอดีหุ้นส่วนผมเขาชอบดื่มไวน์ ผมก็เลยได้ดื่มไปด้วย”

“แสดงว่าดื่มบ่อย ดีๆ แสดงว่าพี่เปิดขวดงวดนี้ไม่เสียเปล่าแล้ว กลุ้มใจกับมันมาสามวัน จะส่งต่อก็กลัวจะเป็นของไม่ได้เรื่อง เสียชื่ออีก”

ว่าแล้วเจ้าของบ้านก็ยื่นเทไวน์เติมให้เขาอีกด้วยสีหน้าสบายใจ ทำเอาอามันต์ทำหน้าปั้นยาก

“ผมจะรอดไหมเนี่ย”

“ได้เท่าไหนก็เท่านั้นแหละน่า พี่ไม่มอมเหล้าเราเล่นหรอก ดูแลคนเมาไม่ใช่เรื่องสนุก ตัวก็โต ใครจะแบกไปนอนไหว อีกแก้วสองแก้วพอแล้ว”

“ผมแก้วสองแก้ว พี่ครึ่งแก้วใช่ไหม”

“จะไปนับทำไมเล่า ทำเป็นมองไม่เห็นสิ!”

อามันต์หัวเราะ แต่ก็ยอมตามใจเจตน์

ดื่มกันได้สักพัก ดูเหมือนฝ่ายเจ้าของบ้านจะเมาก่อนเพราะเริ่มพูดน้อยลง เอาแต่เหม่อมองออกไปยังสวนกล้วยไม้ด้านนอก ครั้นแล้วก็เอ่ยเรื่องที่ไม่คิดจะถามตอนยังมีสติเต็มสมบูรณ์

“…ไปวัดมาหรือยัง”

อามันต์ได้ยินคำถามชัด เพราะเขายังไม่ได้เมา แต่ก็คงเพราะฤทธิ์เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ด้วย ที่ทำให้เขาคิดไม่ออกว่าจะหลีกเลี่ยงเรื่องนั้นอย่างไร

“…ไปมาแล้วครับ”

“พี่มารู้เอาหลังจากอาร์มไปแล้วสัก…สามเดือนได้ ว่าญาติทางฝ่ายภรรยาของอาร์ม เขามาเอากระดูกลูกเมียอาร์มไปแล้ว”

“ครับ…” อามันต์รับเสียงเบา “ผมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะหลังเกิดเรื่อง…พวกเขาโกรธผมมาก ที่ผมดูแลลูกดูแลหลานเขาไม่ดี”

“อาร์มถึงได้ไปนั่งเฝ้าที่สุสานทุกวันใช่ไหม…กลัวเขามาแย่ง”

ภาพความหลังค่อยๆ ย้อนกลับมาชัดเจนในความทรงจำ แม้อามันต์จะไม่ต้องการ

ตอนที่เขาได้ลูกสาวจากผู้หญิงที่เขารัก เขาเพิ่งอายุเต็มสิบเจ็ดปีได้ไม่กี่วัน แน่นอนว่าเหตุการณ์นั้น นำความผิดหวังและอับอายมาสู่พ่อกับแม่ ซึ่งเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย ต่อให้เขาไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ทุกอย่างมันก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามทันทีที่ใครคนหนึ่งยอมรับว่าตนผิด

ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายอาจจะยินยอมให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตคู่ แต่เด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดปีจะทำอะไรได้มากเล่า พอเขาเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ กะว่าเรียนจบแล้วจะได้ชดเชยสิ่งที่เคยทำผิดต่อพ่อแม่ตน พี่กับน้องกลับรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบ พาครอบครัวไปเกาะพ่อแม่ที่ก็ไม่ได้ร่ำรวย จนต้องกู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียน

การถูกคนในครอบครัวเดียวกันปฏิเสธ เป็นความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึกได้เร็วกว่าการถูกคนอื่นทำให้เจ็บ ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าฝ่ายที่ผิดไม่ใช่พี่กับน้อง เขาจึงต้องกล้ำกลืนผลแห่งการกระทำลงไป แล้วตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่ง พาครอบครัวไปตายเอาดาบหน้าด้วยการสมัครไปเป็นผู้บริหารเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ แบบแถมอาหารเช้า ในแหล่งท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน

ที่นั่นมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวมากมาย แขกจองห้องจนเต็มทุกวัน ภรรยาเขาก็อาศัยวิชาชีพที่มีติดตัว ทำขนมปังกับเบเกอรี่ขายในโรงแรมหารายได้เสริม เมื่อไม่เสียค่าเช่า กำไรที่ได้ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นทุกเดือน แม้ไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ไม่ลำบากยากเข็ญ

ครอบครัวของเขานับว่ามีความสุข เขากับภรรยาไม่เคยทะเลาะกัน มีแต่เห็นใจช่วยเหลือ ยอมให้ตัวเองเหนื่อย ดีกว่าเห็นอีกฝ่ายทำไม่หยุดมือ ส่วนลูกสาวที่ทั้งฉลาดและคล่องแคล่ว ก็เป็นตัวแทนความรักที่สวยงามของพวกเขาทั้งคู่

อามันต์สอนลูกสาวให้อ่านเขียนกับมือ กระทั่งถึงเวลาเข้าเรียนตามเกณฑ์ เขาก็ส่งเธอให้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แถวนั้น จูงมือไปรับไปส่งทุกเช้าเย็น ทะนุถนอมราวแก้วตาดวงใจ

ทุกคำพูดที่ลูกสาวเจื้อยแจ้วสัญญากับเขาและภรรยา เขาเก็บมันไว้เป็นสมบัติล้ำค่าในหัวใจ ส่วนอนาคตที่วาดหวัง เขากับภรรยาก็ใช้หล่อเลี้ยงให้ความสุขคงอยู่ต่อไป ทุกเมื่อเชื่อวัน

นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุวิปโยคขึ้นในวันที่เขากับภรรยาและลูก กลับจากไปร่วมงานเทศกาลประจำปี ซึ่งมีผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลมาชมความงดงามของประเพณีปีละเป็นล้านๆ คน

มันยังไม่ดึกนัก และแถวโรงแรมก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่ประปราย ไม่ขาดสาย แต่เขาก็ยังโดนทุบจากข้างหลังแล้วลากเข้าไปในอาคารที่เดินผ่าน ก่อนจะตื่นมาพบว่า ทุกอย่างสลายหายลับ

อามันต์ยังจำทุกภาพและเสียงในเสี้ยววินาทีก่อนสติจะดับได้จนบัดนี้ เพียงแต่เมื่อเขาตื่นขึ้นมาหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเกือบสองวัน มันก็คือฝันร้ายอันไร้ค่า คนร้ายไม่อยู่ให้ตำรวจตามจับ ส่วนเมียและลูกเขานอนเสียชีวิตอยู่ใกล้กัน ทิ้งเขาให้เผชิญหน้ากับวันและคืนอันโหดร้ายต่อไปคนเดียว

“…ตอนนั้นผมกลัวมาก…กลัวว่าพวกเขาจะเอาไปแม้กระทั่งกระดูกลูกเมียผม ก็เลยไปนั่งเฝ้าเช้า กลางวัน เย็น สุดท้ายเราปะทะกันครั้งหนึ่ง พวกนั้นมีญาติผู้ชายมาสองสามคน แต่เพราะผมสู้เหมือนเป็นบ้า ไม่ยอมให้ใครเอาไป เขาเลยถอย…”

อามันต์พึมพำเล่าเหตุการณ์ที่เจตน์ไม่เคยเห็น เพราะมันเป็นเรื่องก่อนหน้าที่เขาจะมีโอกาสได้ช่วยชีวิตเด็กๆ

“มันก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่เขาจะมาตอนผมไม่อยู่แล้ว”

“อยากให้ช่วยอะไรไหม บางทีเวลาผ่านไปขนาดนี้แล้ว แค่ไปขอกระดูกกลับมา เขาคงให้”

“…ช่างเถอะครับพี่เจตน์ บางทีให้พวกเขาอยู่กับครอบครัวทางโน้น อาจจะมีความสุขมากกว่าอยู่ในวัดไกลบ้านก็ได้”

“พี่อยากให้อาร์มคิดดีๆ นะ พี่เต็มใจช่วยจริงๆ พี่รู้ว่าอาร์มยังเสียใจ…ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่นั่น ใช่ไหม”

อามันต์ส่ายหน้า…เบาจนแทบจะไม่ได้ขยับด้วยซ้ำ

“แรกๆ น่ะ…เรื่องเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่มีอยู่ในหัวผมเลย ผมเอาเงินที่พี่เจตน์ให้ไปทุ่มกับการตามคดี ตอนนั้นพวกเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีพูดกับผมดีมาก บอกว่าเรื่องเกิดในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ไม่ส่งผลดี เขาจะรีบตามหาฆาตกรให้เจอโดยเร็ว ผมก็เลยมีความหวัง คิดอย่างสวยหรูว่าเดี๋ยวก็คงรู้เรื่องแล้วละ แต่เปล่าเลย…พวกปากหวานก้นเปรี้ยว ผ่านไปสองเดือนกว่า ไม่มีอะไรคืบหน้า”

อามันต์สูดหายใจเข้าลึกช้าๆ อย่างคนพยายามกดข่มอารมณ์”

“ผมเอาเงินไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำจนเกือบหมด เอาไปเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเจ้าหน้าที่ ที่พักผมก็เลือกที่ดีๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวเรื่องก็จบ กว่าจะรู้ตัวว่าพวกนั้นไม่ได้ช่วยผมตามคดีอย่างจริงจังหรอกเพราะมันไม่มีหลักฐานเหลือ พยานไม่มี คนทำก็หนีไปไหนแล้วไม่รู้

ตอนนั้นผมแทบหมดตัว หลังจากนั้นถึงค่อยหาอะไรทำ เริ่มจากค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั้นก็ขยับขยายมากขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ผมก็ยิ่งชินชาจนหมดความรู้สึก ตอนนี้…มันไม่มีความเสียใจเหลืออยู่แล้ว แต่…ผมแค่ไม่เคยลืม…”

 

มัทมีนารู้ว่าเคยเกิดเหตุฆ่าชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้อามันต์เสียภรรยาและลูกสาวไปพร้อมกัน แต่เธอไม่เคยรู้รายละเอียดเลยกระทั่งแม่สั่งให้เธอมาส่งของว่างให้พวก ‘หนุ่มๆ’ ที่ห้องหนังสือ

ประโยคแรกที่ได้ยินพวกเขาคุยกัน ทำให้มัทมีนาชะงักเท้าอยู่หน้าประตู

‘พี่มารู้เอาหลังจากอาร์มไปแล้วสัก…สามเดือนได้ ว่าญาติทางฝ่ายภรรยาของอาร์ม เขามาเอากระดูกลูกเมียอาร์มไปแล้ว’

‘ครับ…ผมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะหลังเกิดเรื่อง…พวกเขาโกรธผมมาก ที่ผมดูแลลูกดูแลหลานเขาไม่ดี’

‘อาร์มถึงได้ไปนั่งเฝ้าที่สุสานทุกวันใช่ไหม…กลัวเขามาแย่ง’

บรรยากาศแห่งความอ้างว้าง กดหนักลงมาที่หัวใจ…

มัทมีนาพลันระลึกถึงเหตุการณ์และเข้าใจว่าทำไม อามันต์จึงเป็นเช่นนั้น

ทุกครั้ง เมื่อเธอตามพ่อกับแม่ไปเยี่ยมเขาที่กุฏิของหลวงตา หลวงตามักจะบอกว่าเขาอยู่ในสุสาน เมื่อทุกคนเดินเข้าไปในสุสาน สิ่งที่ได้ยินเสมอคือเสียงเพลงกล่อมเด็กที่อามันต์ร้องให้ลูกของเขา

มันไพเราะ น่าฟัง แต่ก็เศร้าสร้อยจนแม่ของเธอมักจะปิดปากร้องไห้ แล้วขอตัวไม่เข้าไปหาเขา มีแค่เธอกับพ่อที่กล้าเข้าไปรบกวน ซึ่งสุดท้ายมักจะจบลงที่เขาไล่เธอพ่อลูก

มัทมีนาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ของเธอมีความมุ่งมั่นและอดทนแค่ไหน ที่จะตอบแทนพระคุณ ทั้งชี้แจงกับเด็กๆ ไม่ให้โกรธคุณอาขี้โมโห ทั้งให้เงิน กระทั่งเขาได้เงินไปแล้วยังติดตามข่าวจนรู้ว่า กระดูกลูกเมียของเขาถูกนำไปจากสถูป

บางที การที่เธอไม่เคยลืมเขาเลย อาจเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ของเธอ

ยิ่งรู้ว่าหัวใจเขายังคงมีแผลเป็นจากการพยายามตะเกียกตะกายให้พ้นเหวลึก มัทมีนาก็ยิ่งอยากเห็นเขามีความสุขมากกว่าที่เป็น

หลังจบงานเลี้ยงเล็กๆ คนที่ดื่มไปสองสามแก้วอย่างอามันต์ ไม่มีปฏิกิริยาต่อแอลกอฮอล์ให้เห็น แต่คนที่ดื่มไปแก้วเดียวอย่างเจตน์ กลับมีคนคอยรุมประคองเดินขึ้นบันไดมากมายก่ายกอง ทั้งหนุ่มรุ่นน้อง ทั้งลูกสาวและภรรยา

“ก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่ได้มึนเลยเนี่ย ฮู้! ห่วงไปได้!” เจตน์บ่นขำๆ เมื่อทุกคนเดินล้อมหน้าล้อมหลังเขากระทั่งขึ้นมาถึงห้องนอนบนชั้นสอง “เอ้า ถึงแล้ว เป็นอะไรไหม ไม่ได้เซสักแอะ ไปๆ แยกย้ายไปนอน”

ทุกคนหัวเราะและกล่าวราตรีสวัสดิ์กับเจ้าของบ้าน หลังจากนั้น มัทมีนาก็เดินไปส่งอามันต์ที่ห้องนอนแขกซึ่งตั้งอยู่สุดทางบนชั้นเดียวกัน

“ที่จริงแม่ไม่ได้ห่วงพ่อเรื่องดื่มหรอกค่ะเพราะพ่อไม่มีโรคประจำตัว แต่กลัวจะตาลายเหยียบบันไดพลาดเพราะไม่ได้ดื่มมานานมากมากกว่า พ่อดีใจมากนะคะที่คุณอามาหา ขนาดแม่ที่ปกติจะคอยเตือนว่าเวลาไปงานเลี้ยงกับลูกค้า ให้ถือแก้วทิชาติดมือไว้แทนเหล้า ยังไม่ว่าอะไรแถมยังหัวเราะได้อีก แสดงว่าคุณอานี่สำคัญ”

“เหรอ” เขาถามกลับขำๆ ขณะเดินไปพร้อมกับมัทมีนา

อามันต์รู้ว่าทุกคนดีใจที่เขามีความสุข และเขาก็ซาบซึ้งกับความรู้สึกที่ได้รับ

นับตั้งแต่เขาขัดแย้งกับพี่น้องจนต้องหอบลูกเมียออกจากบ้านคราวนั้น เขาก็ไม่ได้กลับไปเหยียบบ้าน พ่อกับแม่อาจไม่ได้ตัดขาด เพราะตอนที่รู้ว่าลูกกับเมียเขาประสบเหตุร้าย พวกท่านเดินทางมาที่วัดด้วยตัวเองครั้งหนึ่ง แต่เป็นเขาเองที่ละอายใจ ไม่กล้าสู้หน้า จึงหลบลี้ไปจนพวกท่านเดินทางกลับ จากนั้นก็เหมือนตัดขาดกัน เพราะเขากลับไปติดตามคดีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความเสี่ยง

ผ่านไปสิบปี หลังตั้งโรงงานผลิตเครื่องกระสุนปืนได้สำเร็จ มีเงินมีทอง ฐานะมั่นคง เขาก็นึกอยากจะรู้ข่าวพ่อกับแม่ จึงให้ลูกน้องไปสืบ ได้ความมาว่าโรคความดันสูงของพ่อกับแม่ ย่ำแย่จนส่งผลต่อเส้นเลือดและอวัยวะภายในหลายจุด ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะ พี่กับน้องที่เคยตราหน้าว่าเขาเป็นคนเอาเปรียบ เริ่มเข้าใจว่าการต้องใช้เงินเพื่อคนที่ตัวเองรัก แม้จะต้องลำบากตรากตรำก็ไม่ใช่ความทรมาน

อามันต์รู้มาว่าพวกเขากู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่ารักษาพ่อกับแม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงให้ปีเตอร์ไปจัดการเรื่องหนี้สินและค่ารักษาพ่อกับแม่ โดยกำชับว่าอย่าให้ทุกคนเข้าถึงตัว อย่าให้ใครรู้เรื่อง แม้พวกเขาจะเดาได้ว่าเป็นใครที่ช่วย ก็อย่าให้มีเบาะแสหลงเหลือ

หลังจากนั้น ปีเตอร์ก็บอกว่าพ่อกับแม่เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผ่านไปอีกเพียงปีเดียว พ่อกับแม่ก็จากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ พวกท่านจากไปในเวลาไล่เลี่ยกัน และเขาก็ไม่ได้เดินทางไปงานศพ เพราะมารู้ข่าวเอาทีหลัง เพิ่งจะได้ไปไหว้พวกท่านที่สุสาน ก็เมื่อเช้านี้

เมื่อสิ้นพ่อแม่ ไม่เหลือพี่น้อง ไม่มีทั้งลูกและภรรยา เขาก็กลายเป็นคนไร้รากอย่างแท้จริง ฝ่าฟันชีวิตในต่างแดนอย่างโดดเดี่ยว จวบจนได้กลับมาเยี่ยมเจตน์กับมัญชรี เขาก็รู้สึกเหมือนป้อมปราการในใจโดนตีแตกแหลกละเอียดในพริบตาเดียว

พวกเขาดูมีความสุขอย่างแท้จริง ที่ได้เห็นเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมันก็ทำให้อามันต์หลงลืมไปว่า การที่เขาย้อนกลับมาหาคนในอดีต เป็นเพราะเขาต้องการสถานะที่จะอยู่ใกล้ทศทิศได้โดยไม่ผิดสังเกต

เขาควรจะมาส่งของเยี่ยมแล้วรีบกลับ แต่ก็ยอมให้มัญชรีเลี้ยงข้าวเย็น

หลังเสร็จสิ้นมื้อเย็น เขาควรจะขอตัว แต่เขาก็ยอมดื่มกับเจตน์จนต้องอยู่ค้างที่บ้านด้วย

แล้วตอนนี้เขาก็กำลังตามมัทมีนาไป ทั้งๆ ที่ควรจะขอกุญแจแล้วบอกให้เธอกลับห้องของตน

ไม่ใช่ไม่รู้ตัว…ว่าเขากำลังใช้ข้ออ้างแบบเดิมที่เคยใช้ คืออาศัยเธอ อาศัยทุกคนบังหน้าทำงาน แต่ในความเป็นจริง เขามีความสุขกับมัน…อาจจะมีความสุขตั้งแต่มัทมีนาสังเกตเห็นเขาท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไทเป

ในวินาทีแรกที่ได้สบตาเธอใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ลมหายใจเข้าออกกลายเป็นไอ รอบข้างมีดวงไฟนับร้อย ส่องลงมายังผู้คนที่ดูเพียงผ่านๆ ล้วนไม่ต่างกัน เขาไม่ได้มองหญิงสาวแปลกหน้าที่ความสวยงามเป็นอันดับแรก แต่เขามองว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เมื่อจำได้ว่าเธอคือมัทมีนา เขาค่อยรู้สึกว่าเธอเป็นคนสวยน่ารัก และเมื่อเธอโผเข้ากอดเขาด้วยความดีใจของเด็กๆ เขาก็รู้สึกว่าอ้อมแขนของเขาอบอุ่น ในอกเกิดความรู้สึกประหลาด

ต่อให้ตัดใจได้ แต่เมื่อมีโอกาส เขาก็หวนกลับมาหลงวนเวียนเหมือนผีเสื้อหลงทาง อ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อจะได้สมปรารถนา…

ได้กอด ได้รัก…

ยกเว้นเพียงว่า…เขาไม่สามารถปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้น

“เดี๋ยวมีนเข้าไปดูก่อนนะคะว่าขาดเหลืออะไรไหม”

มัทมีนาเอ่ยเมื่อพาเขามาถึงประตูห้องสุดท้ายบนชั้นสอง แล้วไขกุญแจเดินนำเขาเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยที่เตียงและในตู้เสื้อผ้า

อามันต์ก้าวเข้ามาในห้องนอนกว้าง เหลียวมองไปรอบๆ ก่อนจะวกกลับมายังร่างปราดเปรียวสวยงามที่เพิ่งออกมาจากห้องอาบน้ำแต่งตัวด้านใน

“เรียบร้อยค่ะคุณอา เตียงเพิ่งเปลี่ยนผ้าเมื่อวาน ในห้องน้ำก็มีอุปกรณ์อาบน้ำครบ มีเสื้อคลุม ถ้าอยากได้ชุดนอน ในตู้เสื้อผ้ามีของใหม่ซักแล้วอยู่สองสามชุด เป็นเสื้อยืดกับกางเกงขายาว น่าจะพอใส่ได้เพราะเลือกตัวหลวมๆ เก็บไว้”

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจึงสามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ทั้งยังได้รับการดูแลจากคนที่เขาไว้ใจ แต่อามันต์ไม่สามารถโกหกตัวเองได้จริงๆ ว่าไม่มีความสุขกับมัน

“…ขอบใจ”

“มีอะไรอยากถามไหมคะ เผื่อมีนลืมเรื่องอะไรไป”

“ไม่มีแล้ว”

“ไม่มีจริงๆ หรือคะ สักเรื่อง? มีนจัดการให้ได้นะ บอกมาเถอะ”

อีกครั้งที่หญิงสาวจ้องเขา มองเขาตรงๆ…ด้วยดวงตาสวยแสนซื่อ แต่กลับซุกซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ส่งมายังเขาโดยตรง

ยึดเหนี่ยว…ยืดเยื้อ

ยิ่งนาน ยิ่งมากขึ้น

ส่วนเขา…กลับรู้สึกว่าความอดทนใกล้จะหมดลง

อยากยื่นมือเข้าไปรับความรู้สึกนั้นมาเป็นของตน แต่หากไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ทำให้เรื่องยุ่งเหยิงไปกว่าที่ควร…ก็ต้องห้ามใจ

“มีนไปนอนเถอะ” เขายิ้มน้อยๆ ให้เธอ “ไม่ต้องห่วงอาหรอก”

“รู้ได้ไงคะว่ามีนเป็นห่วง” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น

“อ้าว ตอนอาคุยกับพ่อ เราก็ยืนฟังอยู่ตรงประตูไม่ใช่หรือไง”

“ว้าว มีนไม่ยักรู้นะคะว่าคุณอามีตาหลัง”

“อยู่ใกล้แค่นั้นทำไมจะไม่เห็น ไม่ใช่นิยายนะ”

มัทมีนาหัวเราะขำเบาๆ แต่เมื่อความสดใสผ่านไปแล้ว…ความจริงก็ต้องหวนกลับมา อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“มีนก็แค่เสียดายน่ะค่ะ…วันนี้พ่อยึดคุณอาไว้คนเดียว มีนยังไม่ได้คุยด้วยเลย ตอนเจอที่ไทเปก็เหมือนกัน คุณอามีธุระต้องไปทำ มีนถึงต้องไปส่งที่สนามบินเพื่อให้ได้คุยกันสักสองสามคำก่อนขึ้นเครื่อง”

อามันต์ถึงกับต้องหลบตาเธอไปวูบหนึ่งด้วยความหวั่นไหว

“…ยังไงอาก็ยังอยู่เมืองไทยอีกสักพัก ไว้เจอกันใหม่ก็ได้”

“จริงหรือคะ”

“ฮื่อ”

“ห้ามโกหกนะ ไม่ใช่ว่ามีนส่งข้อความไปนัดแล้วก็ผลัด บอกว่าไม่ว่างๆ มาไม่ได้ล่ะ”

“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง” เขายิ้มแต่ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ “อายังอยากเจอทศด้วย ถ้าทศมาเจออาได้น่ะนะ”

“ถ้าคุณอาอยากเจอ มีนจะให้เจอค่ะ หลบโจทก์นิดหน่อย รับรองว่าได้”

“อย่ามั่นใจนักเลย เถอะ ไปได้แล้ว”

พอถึงเวลาต้องลากันจริงๆ มัทมีนาก็แปลกใจว่าเธออาลัยเขาได้มากถึงขนาดนี้เชียวหรือ “…พรุ่งนี้มีนต้องออกแต่เช้าเพราะต้องไปทำงาน อาจจะไม่ได้เจอคุณอาอีกรอบ ถ้าไง…มีนลาตรงนี้เลยนะคะ”

“อือ ไปเถอะ โชคดีนะพรุ่งนี้”

มัทมีนาอยากจะต่อเวลาให้อยู่ด้วยกันอีกเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร…ก็ต้องไปจนได้

หญิงสาวจึงยิ้มให้เขาอย่างจนใจและกล่าวคำลา

“บ๊ายบายค่ะคุณอา”

 

เสียงเปิดและปิดประตูห้องนอนแขกเงียบลง แต่น้ำเสียงทิ้งทายกับรอยยิ้มเหงาๆ ของเธอยังวนเวียนอยู่ในหัว

อามันต์ถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อขับไล่ความรู้สึกมากมายในอก

หากเป็นผู้หญิงอื่น อามันต์คงไม่หนักใจเท่าเป็นเธอ

เหมือนเห็นดอกไม้ที่ถูกใจ แต่ก็ไม่กล้าเชยชม อยากถนอมไว้บนต้น ให้สวยงามอย่างนี้เรื่อยไป

Don`t copy text!