รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 14 : พลาด

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 14 : พลาด

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 14 –

บุลินเคยคาดการณ์เอาไว้แล้วละว่าคนทางนี้ ไม่น่าจะทำอะไรได้มากไปกว่าการ ‘หนี’ เหมือนที่ก่อนหน้านี้ นายทศทิศทำกับภรรยาของตัวเอง

แม้การออกมาดูแล้วพบว่าหน้าบ้านนายทศทิศแล้วเห็นรถยนต์จอดเรียงกันสามคัน จะนอกเหนือความคาดหมายไปสักหน่อย บุลินก็ไม่ได้คิดว่ามันยากเกินจะรับมืออะไร เพราะเป้าหมายที่แน่นอนเพียงหนึ่งเดียวของเขาคือการจับตามองนางกันยา

หลังติดเครื่องส่งสัญญาณไว้ที่ซิตี้คาร์สีเขียวกับเบนซ์เอเอ็มจีสีเทาปีกนกพิราบเรียบร้อยแล้ว เขาก็ถอยออกไปเฝ้าดูสถานการณ์ห่างๆ ผ่านกล้องส่องทางไกลขนาดเล็ก พวกนั้นกบดานอยู่ในบ้านโดยไม่เปิดไฟอยู่ราวสิบนาที คนป่วยก็ถูกพยุงมาขึ้นเบนซ์เอเอ็มจี หลังจากนั้นก็มีผู้ชายสองคนเดินออกมา

คนหนึ่งบุลินรู้จัก เป็นน้องชายของมัทมีนา ในขณะที่อีกคน…เคยเห็นมารับมัทมีนากลับบ้านในวันที่ ‘คุณทิชา’ ตั้งใจไปอาละวาดเพื่อนสนิทของทศทิศที่ทำงาน แต่เนื่องจากวันนั้น…พอชี้ตัวเป้าหมายให้ลูกสาวนายเก่าแล้ว เขาก็เข้าใจว่าจบงาน จึงไม่ได้สืบต่อว่าผู้ชายคนนี้กับมัทมีนามีความสัมพันธ์กันอย่างไร กระทั่ง ‘คุณทิชา’ ว่าจ้างแกมบังคับให้เขามาคอยสังเกตการณ์บ้านของนายทศทิศต่อ เขาค่อยพบผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง

เป็นชายหนุ่มไม่ทราบอายุ แต่น่าจะอยู่ราวๆ สามสิบถึงสี่สิบ รูปร่างสูงค่อนข้างผอม ผมสั้น แต่งตัวเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่คล้ายพนักงานบริษัท โครงหน้าเป็นแบบเอเซียนที่พวกตะวันตกชอบ คือโหนกแก้มชัด คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง คางรับกับรูปหน้า

วันที่เห็นครั้งแรก ผู้ชายคนนั้นสวมแว่นดำ ทำให้พิจารณาบุคลิกไม่ถนัด วันนี้ฝ่ายนั้นไม่ได้สวมแว่นกันแดดเพราะฟ้ายังไม่แจ้ง บุลินจึงมีโอกาสได้เห็นหน้าชัดๆ ทว่า…ระหว่างที่กำลังพิจารณาดวงตาค่อนข้างโตซึ่งให้ความรู้สึกขัดแย้งกับรอยช้ำบนโหนกแก้ม ฝ่ายนั้นก็หันมาสบตากับเขาผ่านเลนของกล้องส่องทางไกล และยกมุมปากขึ้นยิ้ม

แวบเดียว ก่อนจะพาร่างสูงขึ้นประจำตำแหน่งคนขับหลังพวงมาลัยรถยนต์ แต่ก็เป็นแวบเดียวที่ทำให้ความคิดอ่านของบุลินเหมือนโดนเป่าด้วยลมพายุ กระจัดกระจายหายไปหมดสิ้น

นั่นไม่ใช่การมองเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่การกวาดตามองไปรอบๆ ตัวแบบคนไม่รู้จุด แต่เป็นการมองอย่างเฉพาะเจาะจง มองเหมือนรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ต้น ทั้งที่เขาซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดที่ไม่ควรจะมีใครมองเห็น

บุลินไม่เข้าใจจุดประสงค์การแสดงตัวว่ารู้ของฝ่ายตรงข้าม และเขาต้องการเวลาคิดหาทางรับมือสักนิด ทว่าฝ่ายนั้นชิงเคลื่อนตัวออกไปก่อนทีเดียวสองคันรวด

ความจริงเขาติดเครื่องส่งสัญญาณสำหรับติดตามตัวไว้ที่รถแล้วทุกคันแล้ว โดยรถยนต์ของมัทมีนา เขาติดไว้ตั้งแต่เริ่มสะกดรอยตามเธอเมื่อหลายวันก่อน และยังไม่ได้เอาออก เช้านี้เขาก็ติดเพิ่มอีกสอง เพราะฉะนั้นเขาต้องวางใจว่าสถานการณ์จะอยู่ภายใต้การควบคุม

ทว่าเพียงการมองสบตาของผู้ชายคนนั้นครั้งเดียว ก็ทำให้บุลินสับสนจนต้อง ‘รีบ’ ตัดสินใจอีกครั้ง ว่าจะรั้งรอให้รถยนต์คันที่สามเคลื่อนตัวออกก่อน เพราะลูกสาวฝาแฝดของคนป่วยยังอยู่ในบ้าน หรือจะตามสองคันหน้า เพราะชายผู้นั้นแสดงออกถึงความมั่นใจบางประการ

บุลินต้องการเวลา แต่สุดท้าย…ด้วยความที่บุลินแน่ใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์อยู่มือ เขาจึงตัดสินใจตามเบนซ์เอเอ็มจีสีเทาปีกนกพิราบกับซิตี้คาร์สีเขียวไป

ระหว่างไล่ตามรถยนต์ทั้งสองคันไปด้วยความเร็วค่อนข้างสูง เขาพยายามคาดเดาและจำลองเหตุการณ์ไปด้วยว่าจะมีอะไรเป็นไปได้บ้าง เมื่อเขาตัดสินใจเช่นนี้ ครั้นแล้ว…ความคิดความอ่านที่ค่อยๆ กลับมาเรียงตัวเป็นระเบียบ ก็ทำให้รู้ตัวในที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น

“บ้าเอ๊ย!”

ชายวัยสี่สิบกลางๆ ก่นด่าตัวเองแล้วรีบลดความเร็วจักรยานยนต์ของตนลงอย่างเร่งด่วน จากนั้นก็หาที่กลับรถ เพื่อจะได้ย้อนกลับไปทางเดิม ทว่าเมื่อมาถึงบ้านทศทิศหลังเวลาผ่านไปราวสิบกว่านาที บุลินก็รู้ว่าพลาดแล้วเมื่อรถยนต์สีแดงของมัทมีนายังจอดอยู่ แต่ไม่มีใครอยู่ในบ้านแล้วแม้แต่คนเดียว

พวกนั้นไม่ได้ไปด้วยรถยนต์สีแดงของเธอที่มีเครื่องส่งสัญญาณติดตาม และบุลินก็ไม่รู้ด้วยว่าในรถคันที่สามมีใครบ้าง

พลาด…

เป็นคำที่บุลินไม่เคยรู้จักมาก่อน นับตั้งแต่รับราชการจนลาออกมาช่วยกิจการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ของทางบ้าน และรับงานแกะรอยเป็นงานเสริม

ทั้งน่าตกใจ และน่าโมโหไปพร้อมๆ กัน กระนั้นบุลินก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้ รีบหยิบสมาร์ตโฟนออกมาเปิดแอพพลิเคชั่น เรียกหาอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ติดไว้กับเบนซ์เอเอ็มจีและซิตี้คาร์สีเขียว

บุลินโล่งอกที่พบว่าสัญญาณของทั้งสองยังอยู่ และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เขาจำพิกัดสุดท้ายแล้วรีบพาจักรยานยนต์ของตนออกติดตาม เร่งเครื่องไปบนถนนใต้ท้องฟ้าขมุกขมัวสลัวราง ทันใดนั้น…รถกระบะต่อเติมท้ายเป็นรถส่งของคันหนึ่ง เลี้ยวออกมาจากซอยข้างหน้าอย่างกะทันหัน

“เฮ้ย!” บุลินร้อง แต่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว เมื่อกระบะส่งของคันนั้นตัดหน้าเขาในระยะกระชั้นชิด เขาพยายามหักหลบ แต่ไม่พ้น เฉี่ยวชนจนเสียหลัก

บุลินรู้สึกว่าโลกหมุนขณะจักรยานยนต์ของเขาพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนน ล้มคว่ำ ร่างเขากระเด็นกระแทกพื้นแล้วกลิ้งหลุนๆ ตามตัวถังรถที่ครูดไปกับถนนจนเกิดประกายไฟสาดขึ้นเป็นสาย ในหัวของเขาตอนนั้น มีแต่ภาพของชายที่เขาเคยคิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล กระทั่งได้สบตากันผ่านกล้องส่องทางไกล

ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องที่เขาประสบอยู่นี้เป็นฝีมือคนคนนั้น แต่บุลินกลับเชื่อว่า…ใช่ และเขาจะไม่มีวันลืมรอยยิ้มเยาะหยันปนท้าทายนั่นเลย

“มอเตอร์ไซค์ที่ขับตามเรามาจากบ้านทศ เหมือนจะไม่อยู่แล้วนะคะคุณอา”

มัทมีนารายงานด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ หลังเหลียวไปมองครั้งสุดท้ายแล้วไม่พบจักรยานยนต์ที่ตามเธอกับอามันต์มาตั้งแต่ออกมาพ้นหมู่บ้าน

“จริงเหรอ” อามันต์แกล้งถาม ทั้งๆ รู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องลงเอยแบบนี้ เพราะไม่ว่าฝ่ายนั้นจะตามเขามา หรือรู้ทัน ไม่ยอมตาม สุดท้ายมันก็ต้องโดนปีเตอร์จัดการเพื่อให้เขาดำเนินแผนการขั้นต่อไป

“อาคิดว่า…บางทีเราอาจจะคิดมากไปก็ได้นะ เขาคงแค่บังเอิญมีธุระต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด แต่มีอะไรติดขัดไม่ลงตัว ก็เลยเหมือนทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบ้านทศ อาจจะออกมาแล้วติดต่อเพื่อนไม่ได้ ลืมของเลยเดินกลับบ้านมาเอา…หลายอย่าง”

มัทมีนาพิจารณาข้อสันนิษฐานของอามันต์และเริ่มคล้อยตาม แม้จะยังไม่วางใจนัก แต่การที่จักรยานยนต์คันนั้นหายไปจากสายตาทั้งที่เธอคอยมองอยู่เป็นระยะ ก็นับเป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อ

“…คุณอาคิดอย่างนั้นหรือคะ”

“ใช่”

“แล้วไม่คิดบ้างเหรอคะว่าเขาอาจจะกำลังตามป้ากันยาอยู่ก็ได้”

“ถ้ามีนยังไม่วางใจ เรานัดทุกคนมาเจอกันที่ปั๊มน้ำมันข้างหน้าก่อนดีไหม จะได้เช็กดูว่าทุกคนปลอดภัยหรือมีใครน่าสงสัยอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า พอออกเดินทาง เราก็เป็นรถปิดหลังคอยดูให้อีกที”

มัทมีนาเริ่มรู้สึกผิดต่อชายหนุ่ม เมื่อเขาพยายามหาวิธีมาช่วยให้เธอสบายใจขึ้น โดยไม่ยืนกรานให้เธอเชื่อตามที่เขาสรุป มิหนำซ้ำ…เขายังรวมตัวเขาไว้ในกระบวนการแก้ปัญหาด้วย ไม่ได้ปล่อยให้เธอจัดการคนเดียว

“มีนขอโทษนะคะ…ความจริงคุณอาไม่จำเป็นต้องมาลำบากไปกับมีนกับทศด้วยเลย”

“พูดอะไรอย่างนั้น ก็แค่ย้ายบ้าน”

“มีนทำให้มันไม่ใช่แค่การย้ายบ้านไปแล้วนี่สิ” หญิงสาวหัวเราะอย่างเครียดๆ “ตั้งแต่คุณทิชาอะไรนั่นตะครุบตัวมีนได้ มีนก็คิดว่าเขาไม่น่าจะปล่อยเราไว้เฉยๆ พอเห็นอะไรนิดหน่อยก็พานสงสัย ระแวงไปหมด”

“…กลัวเหรอ“

มัทมีนาพิจารณาคำถามอย่างจริงจัง ก่อนตอบเขาว่า “น่าจะโกรธมากกว่ามั้งคะ”

“โกรธ?”

“คนเรามีสิทธิที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขค่ะ ไม่ควรมาคุกคามข่มขู่กันง่ายๆ อย่างนี้ เอาละ คนของเราเองก็ผิด แต่ความผิดของเขาควรได้รับการตัดสินโทษแบบนี้หรือ…ไม่ สำหรับมีน มีนว่ามันไม่ยุติธรรม ในเมื่อร่วมมือกันก่อเรื่องทั้งคู่ แต่ทำไมฝ่ายหนึ่งต้องรับโทษ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้เป็นฝ่ายลงโทษ มันผิดปกติ”

ถ้าเธอหมายถึงการที่คนเรารักกันแล้วเกิดความผิดพลาดขึ้น ใช่…อามันต์เห็นด้วยว่ามันเป็นเรื่องของคนทั้งคู่ แต่หากเป็นกรณีของเขากับเธอ เขาเป็นคนที่ผิดเต็มประตู เพราะรู้ทั้งรู้ว่าไม่ควร…แต่ก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น

“…ถึงปั๊มแล้ว มีนโทร.ถามสองกับสามทีว่าถึงไหนแล้ว ให้แวะเจอกันที่ปั๊ม แล้วเดี๋ยวเราคอยดูกันว่ามีอะไรไหม”

“ค่ะ” มัทมีนาทำตามที่เขาแนะนำ หลังจากนั้นก็ใช้เวลาสังเกตการณ์รอบๆ สถานที่เท่าที่พอใจ กระทั่งวางใจว่าไม่มีใครตามมาจริงๆ ค่อยยอมเข้าไปรับมื้อเช้าร่วมกับทุกคนในร้านอาหารที่เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่

อามันต์ใช้โอกาสที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ย้อนกลับมาที่รถยนต์ของตน เพื่อก้มลงดึงเครื่องส่งสัญญาณติดตามด้วยระบบ GPS Tracking ออกจากใต้ท้องรถของตนและของเมษมารุต ก่อนจะส่งพวกมันให้คนขับรถรับจ้างป้ายดำที่เดินสวนกันหน้าห้องน้ำ

ขณะเดินกลับไปที่ร้านอาหาร ปีเตอร์ซึ่งเพิ่งจัดการพาตัวเองออกมาพ้นจากเหตุรถกระบะส่งของเฉี่ยวชนกับจักรยานยนต์ก็โทร.เข้ามาหา

ชายหนุ่มรับสายด้วยอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ติดไว้ข้างหู

“อือ”

“เรียบร้อยแล้วครับลู” ปีเตอร์รายงานทันทีเมื่อได้ยินเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เจ้านาย “ผมกำลังจะย้อนกลับไปที่บ้านคุณทศแทนเดฟ”

“อือ” อามันต์รับคำสั้นๆ โดยไม่ซักถามรายละเอียด แล้วตัดสายก่อนผลักประตูร้านอาหารกลับเข้าไปร่วมโต๊ะกับทุกคนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จ เขากับเมษมารุตก็ขับรถนำรับรับจ้างป้ายดำมุ่งหน้าไปยังบ้านใหม่ของทศทิศ ซึ่งก็กว้างขวางใหญ่โตกว่าบ้านหลังเดิมมาก เป็นบ้านสองชั้นแบบโมเดิร์น สีขาวกับน้ำตาล มีสวนเล็กๆ โอบทั้งสี่ด้าน บรรยากาศรอบบ้านสงบเป็นส่วนตัว แต่ไม่เงียบเหงาเพราะห่างไปไม่มากเป็นพื้นที่สวนหย่อมและทะเลสาบของโครงการ มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ สโมสรกีฬา มีเพื่อนบ้านที่ออกมาทำกิจกรรมข้างนอกให้เห็นเป็นระยะ

สองฝาแฝดและนางกันยามีความสุขมาก รีบเดินสำรวจบ้าน และเริ่มทำความสะอาดห้องนอนชั้นบนซึ่งก็มีถึงสี่ห้อง ปล่อยให้หน้าที่ใช้แรงงาน ยกของลงจากรถเป็นของคนแข็งแรงทั้งสามคนที่เหลือ

กล่องข้าวของถูกนำลงมาวางกองไว้บริเวณหน้าประตู ก่อนที่อามันต์กับเมษมารุตจะทยอยกันยกไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ทั้งชั้นล่างชั้นบน ในขณะที่มัทมีนารับโทรศัพท์เรื่องเตียงของผู้ป่วยที่สั่งกับระบบหน้าร้านอัตโนมัติไว้เมื่อวาน

ทางตัวแทนจำหน่ายแจ้งมาว่าสามารถนำของมาให้วันนี้ได้เลยหากลูกค้าสะดวกรับ

“พอดีมีของครับ แล้วก็มีคิวส่งของบนถนนเส้นเดียวกันอีกเจ้า ของคุณลูกค้าถึงก่อนด้วยซ้ำ ถ้าคุณลูกค้าชำระเงินได้เลยภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ ก็จะเบิกสต็อกออกไปให้เลยครับ ได้ของช่วงเที่ยง ไม่เกินบ่ายสองโมง”

“ได้ค่ะพี่ เดี๋ยวจ่ายเงินเลย แล้วต้องโทร.แจ้งอีกทีไหมคะ หรือแจ้งผ่านระบบหน้าร้านดีกว่า ค่ะ หน้าร้านนะคะ แล้วจะโทร.มาบอกอีกทีใช่ไหมคะว่าจะมาส่ง ได้ค่ะ สวัสดีค่ะ”

หลังจากนั้นมัทมีนาก็ง่วนกับการจ่ายเงินด้วยแอพพลิเคชั่นที่พ่วงกับบัญชีธนาคาร และการส่งพิกัดบ้านทศทิศให้พนักงานส่งของ

จบเรื่องเตียงผู้ป่วย พอดีเมษมารุตเดินออกมาจากห้องครัวในสภาพเหงื่อท่วม

“เรียบร้อยแล้วพี่มีน เหลือแต่ให้แฝดจัดของเอง แล้วพวกที่อยู่ในรถพี่มีนล่ะ จะให้ไปเอามาเลยไหม”

มัทมีนาหยุดคิดเล็กน้อย… “ไม่ดีกว่า วันนี้เหนื่อยกันแล้ว เดี๋ยวพี่เอามาให้เองพรุ่งนี้”

“อ้าว แล้วถ้าเกิดในนั้นมีของจำเป็นต้องใช้ล่ะพี่”

“ไม่นะ กล่องชุดนักศึกษากับตำราเรียนมาครบแล้ว นอกนั้นไม่มีอะไรสำคัญแล้วล่ะ ในรถพี่มีพวกอุปกรณ์ทำครัว จานชาม พวกนั้นไปซื้อข้าวกล่องก็ได้กินแล้ว”

เป็นความรอบคอบอีกประการของมัทมีนา ที่ใช้วิธีเขียนบนกระดาษแล้วแปะบอกไว้นอกกล่องกับลังว่าข้างในบรรจุอะไร

“ก็ได้ๆ งั้นมีอะไรให้ผมทำอีกไหม ถ้าไม่มี…ไปแล้วนะ ยังไม่เที่ยงเลย จะกลับบ้านอาบน้ำออกไปดูหนังสักรอบนึง เพื่อนผมมันเช็กอินที่ห้างไม่ไกลบ้านเรา มีร้านอาหารใหม่มาเปิดด้วย”

“ไปเถอะ ขึ้นไปบอกป้ากันยาด้วย แต๊งกิ้วนะ”

“ครับผม ยินดีครับ” ชายหนุ่มอายุน้อยผู้ใช้ชีวิตอย่างร่าเริงมาตลอด โบกมือแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสอง ตอนที่กลับลงมาอีกครั้ง มัทมีนาอยู่บนเทอเรสหน้าบ้าน กำลังเดินดูความเรียบร้อย และเพิ่งเห็นว่ามีลังใส่ของใช้จุกจิก หลงอยู่ลังหนึ่งหลังบานประตู

หญิงสาวอุ้มมันขึ้นมาในจังหวะที่น้องชายมาถึง

“พี่มีน ป้ากันยาหลับแล้วนะ น่าจะเหนื่อย อ้าว หลงอยู่กล่องเหรอ มา ผมยกไปให้”

“ไม่ต้องหรอก ไม่หนักอะไร ม่านไปเถอะ เดี๋ยวก็ไม่ทันหนังรอบบ่าย ต้องกลับไปอาบน้ำอีก”

“ไม่เป็นไรแน่นะ กล่องใหญ่อยู่”

“สบายๆ น่า ไม่ถึงสิบโลเลย เวทเทรนนิ่งพี่ได้มากกว่านี้เท่าตัว”

เมษมารุตหัวเราะอย่างทึ่งๆ “โอเค งั้นผมไปนะ มีอะไรก็โทร.เรียกแล้วกัน”

“ได้”

โบกมือให้ทีหนึ่ง เมษมารุตก็เดินกึ่งวิ่งไปขึ้นซิตี้คาร์สีเขียวของตน ติดเครื่องแล้วขับออกไป

มัทมีนาอุ้มกล่องเดินเข้าบ้านใหญ่โตโอ่อ่า ข้ามห้องโถงแรกตรงไปยังบันไดด้านในสุด ตอนที่ก้าวขึ้นไปได้สามขั้น อามันต์ก็เดินเข้ามาทางประตูเปิดออกสู่ครัวและหลังบ้าน เงยหน้าขึ้นเห็นเธอบนบันได

“มีน ทำอะไร”

“ขนของไงคะ” หญิงสาวตอบพลางก้าวขึ้นขั้นต่อไปด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนของไม่หนัก แต่อามันต์ดูแล้ว นั่นไม่ใช่ปัญหาสำคัญ

เขารีบสาวเท้าตามเธอมา “กล่องมันใหญ่ มองเห็นขาตัวเองเหรอ มานี่ อายกให้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ…”

ยังไม่ทันขาดคำ หญิงสาวก็เหยียบลงไปบนกระดาษจดข้อความ ซึ่งหลุดออกจากกล่องที่ขนขึ้นไปก่อนหน้า ทำให้ลื่นเสียหลัก หน้าทิ่ม

“ว้าย!”

อามันต์รีบวิ่งขึ้นไปขวางไม่ให้เธอไถลลงมา ซึ่งเขาจัดการได้ทันท่วงที แต่แค่นั้น มัทมีนาก็เจ็บแล้วเพราะแม้จะล้มทับลงไปบนกล่อง มือกับแขนไม่เป็นอะไร แต่ขาข้างที่เหยียบแล้วลื่นหล่นลงมาหนึ่งขั้น หน้าแข้งกระแทกเข้ากับบันไดเต็มๆ

เจ็บจนร้องไม่ออกเลยทีนี้

“โดนตรงไหน” คนข้างหลังถามเมื่อเห็นเธอไม่ลุกขึ้น

มัทมีนาอยากจะขุดหลุมแล้วเอาหน้าซุกไว้ในนั้นเหลือเกิน เดินตกบันไดต่อหน้าคนที่เธอชอบที่สุด…ขายหน้าจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!

“เจ็บตรงไหน บอกอาสิ จะได้ประคองถูก เดี๋ยวโดนที่เจ็บจะมาโกรธกัน”

หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้กลับไปว่า… “…หน้าแข้งค่ะ”

“ลุกไหวไหม”

มัทมีนาส่ายหน้า คิดเพียงว่าจะขอเวลาพักอีกนิดหน่อยค่อยลองขยับขาดู แต่แล้วเขากลับสอดมือเข้ามาที่เอวแล้วดึงเธอขึ้น ก่อนจะช้อนเธอไว้ในวงแขน อุ้มแล้วพาเดินลง

ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที มารู้ตัวอีกที เขาก็พามาถึงข้างล่างแล้วและวางเธอบนพื้น

น้ำหนักที่กดลงบนขาอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่ได้ทำให้หน้าแข้งของมัทมีนาเจ็บมากขึ้นกว่าเมื่อครู่ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรี่ยวแรงหายไปไหนหมด พอเขาปล่อยเธอลงแล้ว เธอถึงยังขยุ้มเสื้อเขาอยู่เหมือนต้องการหลักยึด อีกทีหนึ่งก็คล้ายเด็กดื้อ ที่จะไม่ยอมปล่อยมือจากสิ่งที่ตนหวง

อามันต์อยากจะก้มลงแตะจมูกลงที่หน้าผากเธอเหลือเกิน

“…เจ็บขามากหรือ”

มัทมีนาพยักหน้า

“ทายาไหม”

หญิงสาวส่ายหัว ก่อนจะแตะหน้าผากลงบนอกเขาช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เธออาศัยเขาซ่อนสีหน้าจากทุกคนบนโลก

“…ขออีกนิดเดียว เดี๋ยวก็หายค่ะ”

เสียงอู้อี้นั้น อามันต์ได้ยินชัดเจนดีเมื่ออยู่ใกล้กัน เช่นเดียวกับความรู้สึกของเธอ ที่สื่อมาให้เขาผ่านภาษากาย มันทำให้เขาสั่นไหวอยู่ข้างใน

นับตั้งแต่หัวใจของเขาแหลกสลายไปในคืนแห่งความสูญเสีย เขาก็ไม่คิดจะรักใครอีก แต่เธอก็ทำให้ความรู้สึกที่หายหนจากเขาไปนานแล้วหวนกลับคืน ด้วยความผูกพันของเวลาที่ยาวนานถึงสิบห้าปี

เธอเลือกเขาจากผู้คนที่มากมายจนไม่น่าจะสังเกตเห็น ไม่มีใครอีกแล้วที่จะอยู่ใกล้ตัวตนที่แท้จริงของเขา มากกว่าผู้หญิงคนนี้

“…ทายาดีกว่า อย่าปล่อยไว้เลย เดี๋ยวจะแย่ ที่รถอามียาทาแก้ฟกช้ำ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”

อามันต์ประคองไหล่ให้เธอกลับมายืนบนขาตัวเองดังเดิมด้วยความนุ่มนวล ก่อนทำท่าจะผละไป

มัทมีนารีบคว้าแขนเขาไว้ แต่พอเขาหันกลับมาถามด้วยสายตา กลับไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร จึงได้แต่อมยิ้มแล้วเมินหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน

“ที่รถมีนก็มีค่ะ เดี๋ยวมีนไปหยิบทาเอง”

“อ้อ เจ็บบ่อยต้องมีติดไว้”

“คุณอาก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรือคะ” หญิงสาวหันกลับมาตอบเขาด้วยสีหน้าซุกซน

อามันต์อยากจะเอานิ้วจิ้มหน้าผากเธอจริงๆ “เพิ่งเริ่มมีก็ตอนเริ่มรู้สึกว่าแถวนี้ยังมีเด็กซนไม่รู้จักโตอยู่ต่างหาก”

หญิงสาวยิ้มกว้าง “เดี๋ยวมีนออกไปซื้อเสบียงเที่ยงมาให้เลยนะคะ”

“นี่เพิ่งสิบโมงกว่าเองนะ”

“รอเที่ยงเดี๋ยวกลับมาไม่ทันคนส่งของค่ะ คุณอาไปด้วยไหมคะ คราวก่อนที่มาดูบ้าน มีนไปสำรวจมาแล้ว ที่สโมสรกลางหมู่บ้าน เขามีร้านอาหารน่ากินอยู่สองสามร้าน คนเยอะเหมือนกัน ต้องเข้าคิวรอ แต่ต้องเดินไปนะคะ มีนอยากเดินเล่น ระหว่างทางต้นชมพูพันธุ์ทิพย์เขากำลังออกดอก”

“ไม่เอาอะ” คนถูกชวนทำหน้าเมื่อย ยกมือขึ้นนวดไหล่ตัวเอง “แก่แล้ว เมื่อย”

มัทมีนาย่นจมูกใส่ “อยากแก่ก็แล้วแต่ค่ะ ตามสบายเลย เดี๋ยวมีนจะหาของเคี้ยวง่ายๆ มาให้ จะได้ไม่กระเทือนฟันคนชรา”

อามันต์แกล้งทำตาเขียว มัทมีนาหัวเราะแล้วเดินออกจากบ้าน

ทุกบทสนทนา…ทุกการกระทำ ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ ราวกับคุ้นเคยกันมานานแสนนาน

มัทมีนามีความสุขมาก แต่สำหรับอามันต์…ยิ่งใกล้ชิดกัน กลับยิ่งต้องปิดบังตัวตน

Don`t copy text!