รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 16 : ก้านมะยม

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 16 : ก้านมะยม

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 16 –

ตอนที่มัทมีนาแนะนำเขาให้ชายหนุ่มอายุไล่ๆ กับเธอรู้จัก อามันต์รู้สึกเหมือนตอนจำเป็นต้องไปงานรวมญาติตามเทศกาลทั้งที่ไม่อยากไป อาจเพราะเขาไม่สามารถทำชีวิตตัวเองให้ดูดี น่าภูมิใจ การพบปะญาติที่สามารถถามไถ่ล้วงลึกถึงชีวิตเราได้ จึงเป็นเรื่องกล้ำกลืนฝืนทน

อันที่จริง…การได้พบเด็กคนสุดท้ายที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อครั้งกระโน้น ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหลือทนอะไรนัก แต่ด้วยสถานการณ์และสถานะปัจจุบันของเขา อามันต์รู้สึกเหมือนโดนกลั่นแกล้งอย่างบอกไม่ถูก

แค่ทศทิศที่เขาบังคับให้เร่งทำงานไม่ได้ กับมัทมีนาที่เขาตัดขาดไม่ลง เขาก็ยุ่งยากใจมากพอแล้ว จู่ๆ มีเด็กที่เขาช่วยชีวิตโผล่ขึ้นมาอีกหนึ่งคน มิหนำซ้ำพอมัทมีนาบอกว่าเขาเป็นใคร เรวัตก็มองเขาด้วยความตกตะลึง อ้ำอึ้งพูดจาไม่ออกอยู่เป็นครู่ แต่แล้ว…คงนึกขึ้นได้ว่าต้องทักทายจึงยกมือไหว้เขา

“สวัสดีครับ ผม…ผมอยากขอบคุณคุณอามาตลอดครับ ที่ช่วยชีวิตผม แต่ตอนนั้น ผม…ผมต้องรักษาตัวนานมาก ก็เลย…”

อามันต์พยักหน้าและรับไหว้ “ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้แข็งแรงก็ดีแล้ว อาเองก็ไม่ได้อยู่นานนัก สองสามเดือนก็ไป”

“ไป…ไปไหนหรือครับ”

“ไปทำธุระ…ไกลมาก”

“ต่างประเทศหรือครับ”

“ใช่”

ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบของอามันต์เป็นที่น่าพอใจสำหรับเรวัตไหม แต่คุยกันได้แค่นี้ เรวัตก็หยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัด

“เราต้องไปแล้วล่ะมานี ใกล้จะหมดเวลาพักแล้ว นายเอาเบอร์เรากับแอคเคาน์ไลน์แล้วก็เฟซบุ๊กเก็บไว้ละกันนะ บอกทศด้วยว่ามีอะไรเรียกเรามาช่วยได้ ไฟดับน้ำไม่ไหลนอกเวลาทำการของส่วนกลาง เราพอเป็น แถมยังพอจะมีคนรู้จักอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วย มีอะไรฉุกเฉิน เราจะเรียกเขามาอยู่เป็นเพื่อน”

ได้ยินว่าเรวัตสามารถช่วยเรื่องพื้นฐานอย่างนั้นได้ มัทมีนารีบแลกเบอร์โทร.กับเขา เพราะแม้ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้าน แต่การมีเพื่อนบ้านเพิ่มก็นับเป็นความจำเป็น สำหรับผู้หญิงที่อยู่กันตามลำพังสามคน หากวันใดป้ากันยาต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ยังมีผู้ชายคอยช่วยอยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน

เสร็จสรรพเรียบร้อย เรวัตก็หันไปทางอามันต์ซึ่งยืนพิจารณาเขาอยู่เงียบๆ

“ผม…ไปก่อนนะครับคุณอา อยากจะอยู่คุยนานๆ เหมือนกันแต่ต้องรีบไปทำงานต่อ”

“ไปเถอะ”

“ผม…ขอบคุณจริงๆ นะครับ ที่ช่วยผมวันนั้น มัน…” มีเรื่องราวมากมายที่อัดอยู่ในใจของเรวัต ทว่าเขาไม่อาจพูดมันออกมา “…ผมไปก่อนนะครับ”

อามันต์พยักหน้าและมองส่งแขกอยู่เยื้องหลังมัทมีนา รอจนฝ่ายนั้นหายลับไปแล้วเธอหันกลับมา เขาค่อยถามพร้อมรับข้าวของที่เธอซื้อ ไปถือไว้เอง

“ไว้ใจได้หรือ พามาบ้านอย่างนี้”

หญิงสาวส่ายหัว “…มีนก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เจอกันโดยบังเอิญ จะปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ให้มาบ้าน ก็จะดูแปลกเกินไป”

“แล้วเขาจะกลับมาคบหากับทศกับมีนอีกหรือเปล่า”

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เมื่อก่อนเรเป็นเด็กเงียบๆ ขรึมๆ ค่ะ ครูสั่งอะไรก็ไม่ค่อยทำ เหมือนเหม่อลอยตลอดเวลา มีนก็เพิ่งมารู้จากที่เขาเล่าเมื่อกี้ว่าตอนนั้นเขามีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว วันๆ เขาก็เลยคิดแต่เรื่องที่บ้าน ไม่มีใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้เท่าที่ดู เขาก็เหมือนคนปกตินะคะ ทำงานเป็นพนักงานแคชเชียร์ที่ร้านอาหารราคาแพง มอเตอร์ไซค์ใช้แบบธรรมดาตามท้องตลาด ติดตะกร้าแม่บ้านไว้หน้ารถ แสดงว่าเป็นรถใช้งานจริงๆ”

มัทมีนายังคงช่างสังเกตเหมือนเดิม

“…ค่อยๆ ดูเพื่อนไปแล้วกัน สิบห้าปีมันนานพอที่จะทำให้คนที่เรารู้จัก เปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้า”

“มีนทราบค่ะ ตอนที่เจอเรวัต มีนไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากเจอเพื่อนเก่า แล้วเราก็ดีใจ”

เสร็จธุระเรื่องเตียงไฟฟ้าของนางกันยา อามันต์ก็พามัทมีนากลับ ระหว่างทาง…ด้วยความที่ขยับตัวทำอะไรหลายอย่างไม่หยุดมาตั้งแต่เช้ามืด หญิงสาวจึงหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเขาปลุกให้ตื่นที่หน้าบ้านของทศทิศในลักษณะจอดรถต่อท้ายรถยนต์สีแดงของตัวเอง

มัทมีนามองเวลาบนนาฬิการถทันที

“สี่โมงเย็น…มีนว่ามีนขับรถไปส่งของที่เหลือที่บ้านทศเลยดีกว่าค่ะ จะได้เสร็จๆ ไปเลยทีเดียว”

“ไปส่งวันหลังก็ได้ เหนื่อยไม่ใช่เหรอ เห็นหลับสนิท”

“เพราะได้หลับนี่แหละค่ะ เลยสบายมาก นั่งขับรถไม่ได้ออกแรงอะไร”

“มันไม่ใช่แค่ขับรถไปส่งของก็เสร็จนะ มันต้องขนของลงอีก”

“มีไม่กี่กล่องเอง ขนกันคนละสองเที่ยวก็เสร็จแล้วค่ะ คุณอากลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ เรื่องแค่นี้เอง มีนทำได้ เกรงใจด้วย มาตั้งแต่มืด”

อามันต์เงียบไปเล็กน้อย คล้ายกำลังชั่งใจ ก่อนพยักหน้า

“ตามใจ”

มัทมีนาโล่งอก “ขอบคุณมากนะคะวันนี้ ไม่ได้คุณอาคงไม่ได้ย้ายบ้านเพราะความประสาทไปเองของมีน”

“…เอาไว้ทศมาเมื่อไหร่ มีนส่งข่าวบอกอาด้วยแล้วกัน”

“ค่ะ”

หญิงสาวรับคำแล้วลงจากรถของอามันต์ เปลี่ยนไปขึ้นรถยนต์คันหน้า ทว่าตอนที่นั่งลงประจำตำแหน่งพลขับแล้วหันไปมองข้างหลัง เห็นที่ว่างบนเบาะเหลือให้นึกเสียดายพื้นที่ เนื่องจากมันสามารถขนของไปได้อีก เทียบแล้วอย่างน้อยก็กล่องบรรจุของสามลัง

มัทมีนาคิดสะระตะ เมื่อได้คำตอบแล้วก็ก้าวลงจากรถ ตรงไปที่รั้ว ไขกุญแจเปิด แล้วเดินเข้าไปในบริเวณบ้านอย่างคุ้นเคย ทว่าเมื่อก้าวขึ้นไปยืนบนชานพักเล็กๆ หน้าประตูบ้าน ยังไม่ทันได้ไขกุญแจ ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิด

มัทมีนาโดนประตูกระแทกอย่างแรงจนกระเด็นตกจากชานพักสูงราวหนึ่งคืบ ล้มลงนั่งจมกับพื้นคอนกรีตด้านหลัง

ผู้ที่ออกมาจากบ้านเป็นเด็กสาวเค้าหน้าคล้ายกัน วัยไล่เรี่ยกันสองคน

หญิงสาวมองขึ้นไปอย่างงุนงง

“พวกคุณเป็นใคร”

เด็กสาวทั้งสองคนเองก็ประหลาดใจในเบื้องต้น เนื่องจากเมื่อครู่พวกเธอได้ยินเสียงคนเปิดประตูรั้วจึงออกมาดู แต่พอพิจารณามัทมีนาจบ เห็นเป็นหญิงสาวรูปร่างบอบบาง หน้าตาสะสวย ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ก็หันมองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดัง

“โอ๊ยป้า ฉันสิต้องถามว่าป้าเข้ามาได้ยังไง! เอ๊อ เข้ามาในบ้านคนอื่นแท้ๆ มาถามคนในบ้านว่าเข้ามาได้ยังไง”

“เจ้าของบ้าน?” มัทมีนาขมวดคิ้วและขยับตัวลุกขึ้น นิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะเจ็บก้นที่กระแทกพื้น “ไม่ พวกคุณไม่ใช่เจ้าของบ้านแน่ๆ ฉันรู้จักกับเจ้าของบ้านหลังนี้มายี่สิบกว่าปี และพวกเขาไม่ได้หน้าตาเหมือนพวกคุณ”

“แล้วยังไง รู้จักก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเข้ามาไม่ได้นี่ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่นี่ เป็นเจ้าของบ้านที่นี่ มีอะไรไหม”

ท่าทางลอยหน้าลอยตาของอีกฝ่ายทำให้อารมณ์ของมัทมีนาเริ่มไต่ระดับขึ้นสูง

เธอไม่มีอคติกับเด็กวัยรุ่น เพราะเธอก็เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว มันเป็นช่วงวัยที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด และทุกคนต้องให้ความสำคัญ แต่เธอกับเด็กวัยรุ่นอีกหลายร้อยล้านคนบนโลกก็ได้รับการ ‘บอกเล่า’ จากพ่อแม่และพวกผู้ใหญ่ว่า ในสังคมยังมีกฎกติกามารยาท รวมถึงคนที่เก่งกว่าเราอยู่อีกมากมาย และมันจะเป็นการฉลาดกว่า หากจะไม่เอาตัวไปอยู่ในจุดเสี่ยงต่อการพ่ายแพ้ ในขณะที่ยังไม่มีปัญญาต่อกรกับใคร

เด็กสาวสองคนนี้ไม่เข้าใจ และมัทมีนาก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกเธอไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

“เอาละ ถ้าไม่พูดความจริงมาว่าเข้ามาในบ้านนี้ได้ยังไง ฉันจะเรียกตำรวจ”

เด็กสาวชะงักทันควันเมื่อมัทมีนาเอ่ยถึงผู้มีอำนาจพอจะจัดการกับคนอื่นได้ หากในขณะเดียวกันก็นึกฉิวกับคำขู่ เพราะสำหรับพวกเธอ อารมณ์เป็นเหตุผลที่หนักแน่นที่สุด ต่อให้รู้ว่าตัวเองทำผิด พวกเธอก็ต้องมีความสำคัญมากพอจะได้รับการยกเว้น

“มากไปแล้วนะป้า ป้าไม่ใช่เจ้าของบ้าน ป้ามายุ่งอะไรด้วย ที่นี่มันบ้านพี่ชายฉัน ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้ ป้านั่นแหละ ใครก็ไม่รู้ ไปๆ ให้พ้นไป อย่ามาวุ่นวาย!”

“พี่ชาย? ทศมีน้องสาวสองคน และหน้าตาเขาไม่เหมือนพวกเธอ”

“เขาก็พี่ชายฉันเหมือนกัน บ้านนี่พ่อก็ให้พวกฉันเข้ามาอยู่ จะทำไม”

“พ่อ? อ้อ!” มัทมีนาเข้าใจแล้ว “พวกเธอ…ลูกเลี้ยงของคุณลุงอภิบาลใช่ไหม”

“ใช่!” หนึ่งในสองคนเชิดหน้าและเริ่มยิ้มกวนๆ “แต่ช่วยอย่าเรียกลูกเลี้ยงได้ไหม มันดูไม่ค่อยดี พ่อรักพวกเรายิ่งกว่าลูกแท้ๆ อีก ไม่อย่างนั้นเขาจะทิ้งลูกตัวเองมาอยู่กับพวกเราได้ยังไง”

“และตอนนี้ พ่อให้พวกเรามาอยู่ที่นี่ เข้าใจไหมป้า”

“ไม่ เขาไม่มีสิทธิ์”

“ทำไมจะไม่มี ป้าต่างหากไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น”

“พวกฉันจะอยู่ จบมะ”

มัทมีนาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว เธอหมุนตัวเพื่อเดินออกไปนอกรั้ว ระหว่างนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา

“เอ๊ะ จะทำอะไรน่ะป้า!” หนึ่งในสองเด็กสาวไหวตัวทัน พุ่งเข้าคว้ามือที่ถือโทรศัพท์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วยื้อแย่งทันที

มัทมีนาตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้

“ทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ!”

“ปล่อยก็โง่น่ะสิ จะโทร.เรียกตำรวจใช่ไหม จะบอกอะไรให้นะ พวกฉันกับตำรวจน่ะซี้กัน ต่อให้ป้าเรียกมาทั้งโรงพักฉันก็ไม่กลัว”

“ไม่กลัวก็ปล่อย นี่คิดจะฉกชิงวิ่งราวกันหรือไง!”

“หูหนวกเหรอป้า ฉันพูดอยู่เมื่อกี้ไงว่าปล่อยก็โง่สิ ป้านั่นแหละ บุกรุกเข้ามาในบ้านคนอื่นเขาแล้วคิดว่าจะออกไปง่ายๆ งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”

ลูกสาววัยรุ่นของนายอภิบาลทั้งสองคน ตรงเข้ากลุ้มรุมมัทมีนาโดยไม่มีความยับยั้งชั่งใจใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งคู่ช่วยกันคว้าจับเธอ ยึดแขน แย่งทรัพย์สินที่อยู่ในมืออย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เห็นการทำร้ายคนไม่มีทางสู้เป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่ง

มัทมีนาเองก็ไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ เสียด้วย ยิ่งในสถานการณ์จวนตัว สัญชาตญาณป้องกันตัวยิ่งบอกให้สู้ เธอจึงดิ้นรน ผลักไส และด้วยเรี่ยวแรงของคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กับการทำงานที่ต้องใช้แรงกายเข้าช่วย ทำให้หญิงสาวมีกำลังมากพอจะสะบัดตัวหลุด มิหนำซ้ำยังทำให้ทั้งสองคนเสียหลัก เซออกห่าง เกือบจะล้มหน้าคะมำ แต่ก็ตั้งตัวได้ในจังหวะที่มัทมีนาเพิ่งจะหมุนตัวเตรียมวิ่งออกนอกบ้าน

เด็กสาวทั้งสองคนโมโหจนเลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าตะครุบตัวมัทมีนา คนหนึ่งคว้าแขน อีกคนคว้าผมยาวๆ ของเธอจากด้านหลัง แล้วกระชากจนหน้าหงาย

“คิดว่าจะรอดหรือหา นังสาระแน!”

“กูจะตบให้หน้าแหกหมอไม่รับเย็บเลยมึง!”

มัทมีนาถูกดึงล้มลงบนพื้นอีกครั้ง สองพี่น้องเงื้อมือขึ้น

ทว่ายังไม่ทันตวัดลงทำร้ายคน จู่ๆ มีอะไรไม่รู้ฟาดเข้ามาที่เหนือตาของทั้งคู่ เล็ก เรียว อ่อนนุ่ม แต่เมื่อมาเร็วก็ทำให้ตกใจและเจ็บพอสมควร

ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว ร้องและปล่อยมือจากมัทมีนาทันควัน เพื่อหันไปกุมดวงตาของตน ใช้เวลาหลายอึดใจทีเดียวกว่าจะแน่ใจว่าอวัยวะที่สำคัญที่สุดไม่ได้รับบาดเจ็บ

ตอนที่พวกเธอลืมตาได้ ภาพที่เห็นไม่ใช่หญิงสาวที่เมื่อครู่คิดจะทุบให้แหลกคามือแล้ว แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ดวงตาของเขาที่จับจ้องพวกเธอจากจุดที่สูงกว่าหลายคืบ มีความอำมหิตเย็นเยียบฉาบอยู่ ส่วนเหยื่อก่อนหน้านี้ของพวกเธอ เพิ่งเดินเลี้ยวลับไปจากประตูรั้ว เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้คงเข้ามาช่วย และสั่งให้ฝ่ายนั้นถอยไปจากตรงนี้ก่อน เพื่อจะได้จัดการเอง

กวาดตามองอีกครั้งหนึ่ง ครั้นแล้วปริศนากับปาหนันก็เห็นก้านมะยมในมือของอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งคู่ทั้งงง ทั้งโกรธ

“นี่เมื่อกี้ มึงใช้ก้านมะยมกับกูเหรอ ไอ้สารเลว”

“มึงเป็นแม่กูตั้งแต่เมื่อไหร่หา ตีพวกกูเนี่ย คิดว่าเป็นผู้ชายแล้วกูจะกลัวหรือไง!”

ว่าแล้วทั้งคู่ก็ปรี่เข้าหาเขาอย่างเห็นเป็นศัตรู ทว่าเพียงแค่เขาตวัดมือเร็วๆ ก้านมะยมในมือก็เหวี่ยงเข้าฟาดเหนือตาพวกเธออีกครั้ง

“กรี๊ด!” ทั้งคู่ร้องและยกมือขึ้นปิดหน้า ถอยกรูดออกห่างอามันต์ ปริศนาถอยเร็วจนสะดุดเทอเรสเล็กๆ หน้าประตูเข้าบ้าน ล้มลงก้นกระแทก ส่วนปาหนันหยุดอยู่ข้างพี่สาวของตน

เด็กสาวทั้งสองค่อยๆ ลืมตาอีกครั้งหนึ่ง ทว่าคราวนี้เจ็บตึงตามแนวคิ้ว ที่เดียวกันกับที่โดนตีเมื่อกี้ ไม่คลาดจากเดิมแม้แต่นิดเดียว

“ทีต่อไปจะเป็นลูกตา…” อามันต์กล่าวเนิบๆ พร้อมชูก้านมะยมที่เด็ดมาจากบ้านข้างๆ ให้ดู ขณะเดียวกันก็มองทั้งคู่ด้วยสายตาเหมือนเรื่องที่พูดเป็นเรื่องปกติวิสัยของตน ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายสยองได้มากกว่าการขู่

แน่ละ อามันต์โกรธมากที่มัทมีนาเกือบโดนลูกหลงจากแผนการที่เขาวางไว้

เคยคำนวณเอาว่าเธอไม่น่าจะเข้าไปในบ้านทศทิศอีกแล้ว หรือต่อให้เธอจะเข้าไปแล้วเจอกับ ‘หนู’ สองตัวนี้เข้า เธอจะรู้จักหลีกเลี่ยง เหมือนตอนทิชากรมาหาเรื่องที่บริษัท

เปล่าเลย มันไม่ใช่เป็นอย่างที่คาด

ตอนมาส่ง เขาอุตส่าห์รอจนเธอขึ้นรถสีแดงของตัวเองแล้ว ค่อยจากไป แต่เธอกลับเข้าไปในบ้านทศทิศหลังเขาเลี้ยวรถออกจากซอยแล้ว และก็ไม่ใช่ว่า ไม่พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวก ‘หนู’ แต่เป็นเพราะ ‘หนู’ มันดุร้ายกว่าที่เขาคำนวณ

มันคิดว่าตัวเองเป็นสัตว์นักล่า ส่วนมัทมีนาเป็นเหยื่อ เห็นแล้วก็ตรงเข้าขย้ำโดยไม่ออมมือ

สารเลว!

อารมณ์ที่พลุ่งพล่านทำให้อามันต์เริ่มคิดที่จะลงมือกับบรรดาผู้ก่อเรื่องไม่หยุดให้อำมหิตขึ้น เพราะคนพวกนี้…หนีคนอื่นหัวซุกหัวซุน มาหลบซ่อนอยู่ในบ้านคนอื่น ก็ยังไม่สำนึก

เป็นคนประเภทที่มักจะตายเร็วที่สุด คือคนที่ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา!

อามันต์มองเด็กสาวที่กร้านไปด้วยความร้ายกาจอันได้รับการบ่มเพาะมาจากการเลี้ยงดู ด้วยดวงตาที่เย็นชาแต่แฝงความเดือดดาล ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ถอยออกจากบ้านโดยอีกฝ่ายไม่กล้าตามมาก่อเรื่องซ้ำ

พออามันต์กลับมาถึงรถของตัวเองอย่างราบรื่น มัทมีนาที่ได้รับคำสั่งให้รอเขาอยู่ข้างใน ก็รีบปลดล็อกประตูแล้วก้าวลง เดินกึ่งวิ่งมาหาเขา

“คุณอาเป็นอะไรไหมคะ!” หญิงสาวจับแขนทั้งสองข้างของเขาแล้วกวาดตาดูทั่วตัวด้วยความเป็นห่วง ทว่าอามันต์กลับเป็นฝ่ายดึงข้อมือเธอขึ้นมาดูรอยช้ำตรงข้อมือ ข้อศอกของเธอ

นึกถึงตอนที่เขาเห็นเธอโดนคนอื่นรุมทำร้าย เขาก็สั่นไปหมดด้วยความโกรธ

พวกนั้นถือสิทธิอะไร มาทำให้คนที่เขาเคยทุ่มชีวิตช่วยเหลือบาดเจ็บ

ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เผลอใช้อาวุธของตนฟาดใส่แทนก้านมะยมสองก้านนั่น!

“…ที่ต้นแขนก็น่าจะช้ำด้วยใช่ไหม”

“ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ ช่างเถอะ มีนชินแล้ว บางทีทำงานก็เดินตกหลุมดินบ่อยๆ ท่อฝาชำรุดยังเคยตกเลยค่ะ”

อามันต์ถอนหายใจ “มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำตัวให้ชินเสียหน่อย เมื่อเช้าก็แผลหนึ่ง ตอนนี้อีกตั้งหลายที่ นี่ถ้าอาไม่สังเกตว่ามีนไม่ได้ขับรถออกจากซอยบ้านทศ แล้วย้อนกลับมาดู เราไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ ทำไมเจอสองคนนั้นแล้วถึงไม่ถอยออกมาทันที ทำอะไรอยู่ หรือคิดว่าตัวเองสู้ได้ หนึ่งต่อสอง”

คำตำหนิที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น ทำเอามัทมีนาอบอุ่นไปทั้งตัว

“มีนขอโทษค่ะ มีนก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้กำลัง มีนแค่ขู่เขาว่าจะแจ้งตำรวจ ตอนหยิบโทรศัพท์ก็เป็นตอนที่มีนเดินหนีเขาแล้วด้วย…”

อามันต์พูดไม่ออก เมื่อได้เห็นความจริงบางอย่างเกี่ยวกับเธอ

ที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่ามัทมีนาช่างสังเกต น่าชื่นชม แต่ความจริงแล้วเธอแค่ ‘รู้’ แต่ ‘ประเมิน’ ไม่เป็น

เหมือนจะเก่ง แต่ความจริงไม่ใช่เลย เธอยังเป็นคนธรรมดา ผู้ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังตัวถึงขั้นต้องมาคอยเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนที่เขามีความจำเป็นต้องทำอยู่เสมอ

“ช่างเถอะ…” อามันต์ถอนใจเฮือก “เราไปกันก่อนค่อยว่ากัน มีนขับรถอากลับบ้านไปเถอะ ถึงบ้านแล้วก็รีบอาบน้ำทายาซะ ส่วนข้าวของในรถมีน อาจะขับไปส่งให้เอง”

“แต่…”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มเสียงแข็ง แม้จะพยายามอดกลั้น “แล้วก็…”

“คะ”

“อย่างนี้คงไม่ต้องจ้างนักสืบแล้วใช่ไหม” เขาถามอย่างไม่หมายเอาคำตอบ ขณะเปิดประตูรถยนต์ของเธอ

Don`t copy text!