รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 20 : ทิชากรวันนี้

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 20 : ทิชากรวันนี้

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 20 –

ในความคลุมเครือของสถานการณ์โดยรวม สิ่งหนึ่งซึ่งเรวัตแน่ใจได้ว่าน่ากลัว คือการไม่มีร่องรอยของทศทิศหลงเหลืออยู่ให้สืบ

ขนาดเสือที่อยู่มานานที่สุดในป่าดิบ พรานมือฉมังยังสามารถหาร่องรอยเจอ แต่นี่เพื่อนเก่าของเขาเป็นคนที่เห็นๆ อยู่ว่ามีตัวตน มีหน้าที่การงาน มีครอบครัว เพื่อนสนิทอย่างมัทมีนาก็ยังติดต่อกันอยู่ มันควรจะใกล้แค่เอื้อม แต่พอเขาลองตามไปที่ไซต์งานแล้วสะกดรอยตามตอนฝ่ายนั้นออกมานอกพื้นที่ก่อสร้าง กลับคลาดกับเพื่อนไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ

เรวัตไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้ บุลินจะเปลี่ยนมาตามติดคนที่ทศทิศจะไม่มีวันทอดทิ้ง อย่างแม่และน้องสาวทั้งสองคน เพราะมันเป็นวิธีพื้นฐานที่สุด น่าเสียดายที่รุ่นพี่ของเขาพลาด ปล่อยให้ทั้งสามหลุดรอดเงื้อมมือ ตัวเองยังบาดเจ็บสาหัส

ดังนั้นเรวัตจึงเหลือตัวเลือกเหลืออยู่เพียงหนึ่งคน นั่นคือเพื่อนรักของเจ้าตัว และเรวัตก็คิดว่าการตีสนิทเธอ ไม่ยากเท่าไร เนื่องจากอย่างน้อย มัทมีนาก็คิดว่าเขาเป็นเพื่อนเก่าที่เคยก้าวผ่านความเป็นความตายในเหตุการณ์เดียวกันมา

ทว่า…ระหว่างคิดหาข้ออ้างและหนทางสำหรับแทรกตัวกลับเข้าไปในชีวิตเพื่อน บุลินก็โทร.เข้ามาตำหนิเรื่องที่เขามักจะตัดสายทิชากรทิ้ง ทันทีที่เธออ้าปากถามถึงความคืบหน้าเรื่องงาน

“เอ็งเสียมารยาทอย่างนี้ คนที่โดนด่าคือพี่นะโว้ยไอ้เร อย่างน้อยก็ให้เกียรติเขาในฐานะเจ้าของค่าจ้างเป็นแสนที่โอนก่อน งานยังไม่ต้องบ้างสิ”

เรวัตเบื่อ…

“ก็เขาเล่นโทร.ไปตอนผมกำลังตามนายทศทิศอยู่ พี่จะให้ผมรับโทรศัพท์แล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพ แทนที่จะตามดูเป้าหมายต่อเหรอ”

พออ้างเรื่องงาน คนอีกฝั่งของสัญญาณก็หายโกรธ

“อ้อ อย่างนั้นเอ็งก็บอกเขาไปสักนิดสิ ไม่เห็นต้องตัดสายทิ้งเสียขนาดนั้น”

“ผมยังเปิดโทรศัพท์อยู่นี่ก็สุภาพมากแล้วนะพี่ อะไรคือโทร.จิกเช้ากลางวันเย็น เป็นไก่หรือไง”

“เว้ย ปากเอ็งนี่นะ บอกว่าเคยทำงานร้านอาหารแพงๆ มันน่าเชื่อไหมเนี่ย”

“ผมก็ไม่ได้ไม่สุภาพกับคุณหนูของพี่นี่ ผมแค่ต้องการเวลาทำงาน เข้าใจไหม”

“เร…พี่จริงจังนะ วันเวลามันผ่านไปทุกวัน เด็กในท้องมันก็โตขึ้นทุกวัน คุณทิชาเขาจะลำบาก ถ้าเอ็งไม่คิดจะทำจริงๆ พี่เอาไปให้คนอื่นก็ได้ อย่าเตะถ่วงเลยขอร้อง”

เรวัตไม่คิดจะเตะถ่วงหรอก แต่ถ้าถามว่ากระตือรือร้นที่จะช่วยหาที่ซ่อนของเพื่อนเก่าอย่างทศทิศไหม ก็บอกได้ว่าไม่ แต่ในเมื่อรับปาก เขาต้องทำอยู่แล้ว

“ถ้าพี่คิดว่าผมเป็นคนอย่างนั้น พี่คงไม่มาเรียกผมหรอกมั้งพี่บุ นี่ผมก็เพิ่งกลับจากต่างจังหวัดนะ ไปลองเฝ้านายทศทิศดู มันก็แปลกอยู่ว่าถ้าหมอนั่นออกจากไซต์งานเมื่อไหร่แล้วเราสะกดรอย เหมือนหมอรู้ว่ะ หายแว้บไปได้ ไม่ที่ไหนก็ที่หนึ่ง”

“ใช่ ถึงไปหาที่ไซต์ ถ้ามันไม่ออกมา คนนอกก็เข้าไปไม่ได้ด้วย” บุลินว่าด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง กลายเป็นเครียดขรึม

“เรื่องมันเปลี่ยนเร็วมากว่ะเร เหมือนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทีแรกหมอก็ไปไหนมาไหนเหมือนคนปกติธรรมดา คุณทิชาไปหาก็เจอทุกครั้ง ไม่เคยหลบหน้าหลบตา พี่ยังเคยนึกชมมันเลยว่าเออ…มันไม่หนีหน้าแฮะ ไอ้ผู้ชายคนนี้ แต่พอมันนึกจะไม่รับผิดชอบ มันก็ทะเลาะกับคุณทิชาเลย ทะเลาะปุ๊บ มันก็เหมือนหายตัวไปได้ปั๊บ

เอ็งคิดดูนะเร ทะเลาะกับคุณทิชาวันอังคาร วันพุธติดต่อหามันไม่ได้ทั้งวัน วันพฤหัสติดต่อได้แต่มันบอกมันขอเลิก คุณทิชาไปดักตบเพื่อนผู้หญิงมันตอนเย็น ค่ำๆ มันโทร.มาแต่ก็แค่ยอมคุยด้วย ไม่ได้พูดเรื่องลูก วันศุกร์คุณทิชากับพี่ไปหาที่โน่น มันก็ไม่ออกมาเจอ แถมระหว่างที่พวกเราตามดู มันก็หายตัวไปกลางห้างในเมืองเสียเฉยๆ พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ พี่รีบไปซุ่มดูคนที่บ้านมัน เช้ามืดวันถัดมา มันก็ให้คนที่บ้านย้ายบ้านหนีจริงๆ แต่พี่พลาดอย่างที่เห็น เอ็งว่า…เรื่องมันเร็วไหมล่ะ”

หากมองในมุมคนนอก มันก็พอมีเวลาให้ฉุกคิดนิดหน่อย แต่สำหรับคนที่วิ่งตามเหตุการณ์อยู่ข้างใน เรวัตคิดว่า…มันคงเร็วจนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ

“…เหมือนมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดีนะพี่”

“ใช่ไง เอ็งคิดดูสิ อย่างนี้จะไม่ให้พี่สงสัยผู้ชายคนนั้นได้ไงวะ มีอยู่คนเดียวโด่เด่นี่ละที่โผล่เข้ามาในช่วงนี้ ชื่อเรียงเสียงไรยังไม่รู้เลย”

อามันต์…

เรวัตรู้จัก…รู้จักดีเสียด้วย

“เอาไว้ผมจะสืบให้ละกันนะพี่ ใจเย็นก่อน ผมไม่ได้นอนเล่นอยู่บ้านจริงๆ”

“เออ พี่เชื่อ เอ็งก็โทร.หาคุณทิชาหน่อยแล้วกัน เผื่อเธอจะใช้งานอะไรก็ไปเป็นเพื่อนหน่อย”

“ไปเป็นเพื่อน?”

“ก็เอ็งเล่นไม่พูดไม่บอกอะไรเลย เขาก็ต้องคิดหาทางเองสิ นี่ไปหาเพื่อนนายทศทิศที่บริษัทวันเว้นวัน แต่ไม่เคยได้เจอสักวัน วันนี้พรุ่งนี้เห็นว่าจะไปหาน้องสาวฝาแฝดของหมอนั่นที่มหาวิทยาลัย นายก็ไปเป็นเพื่อนเขาหน่อย”

“ตกลงคุณหนูของพี่นี่ กลัวพ่อกับพี่ชายเขาจะรู้ หรือไม่กลัวกันแน่ เที่ยวตะลอนไปเปิดตัวทุกที่ขนาดนี้”

“จนตรอกแล้วล่ะเรเอ๊ย พี่จะพูดอีกทีนะ สงสารเธอเถอะ”

เรวัตรับปากอย่างเซ็งๆ ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำตามที่พูด โดยการโทร.หาทิชากร นายจ้างคราวนี้ จากนั้นก็ไปที่ร้านขายกระเป๋ายี่ห้อหรูของเธอ

 

ในความทรงจำขณะได้เข้าไปเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพลตรีพลมนูญเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เรวัตมีโอกาสได้พบทิชากรหลายครั้ง เนื่องจากเธอมักจะติดตามคุณหญิงแม่มาหา มาเยี่ยม หรือไม่ก็มารับหัวหน้าครอบครัวออกไปทำธุระนอกกรมเสมอ

เธอเป็นผู้หญิงที่สวยโดดเด่น คิ้วจมูกปากคมคายได้ส่วน สีหน้าท่าทางมีความมั่นใจในตัวเอง และแม้จะไม่ถึงกับกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเล่นเป็นงานอดิเรก แต่ก็คุ้นชินกับการมีคนคอยทำตามความต้องการ ตำหนิคนอื่นได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

ขนาดเรวัตไม่มีหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับเธอ เขายังเคยโดนเธอใช้ให้ทำธุระปะปังที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่เลยสักนิดอยู่บ่อยๆ และหากเขาทำได้ไม่ดีเท่าที่ต้องการ เธอก็จะด่าเขาว่าโง่คำหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนี

ไม่มีการด่าสาดเสียเทเสีย ไม่มีกิริยาหยาบคาย แต่สายตาดูหมิ่นเหยียดหยามนั่นละ ที่ทำให้คนโดนด่าอย่างเขาเจ็บลึกเข้าไปถึงทรวง

ทิชากรในความคิดของเขาจึงเป็นผู้หญิงที่หยิ่งอย่างร้ายกาจ และไม่น่าคบหาที่สุด เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากเจอหน้าให้เสียอารมณ์ แต่ในเมื่อเธอเป็นนายจ้าง และเขาก็ต้องการเงินแสนไว้ทำทุน เขาก็ต้องยอมสักหนหนึ่ง

อาจจะไปเจอ…แล้วต่อรองว่าต่อไปนี้อย่าโทร.มากวนใจเขาอีก เพราะเขาต้องการทำงานสงบๆ โดยรับรองว่าเธอจะได้รู้แน่ว่าบ้านที่แม่ของทศทิศหนีไปกบดานนั้นอยู่ที่ไหน ทว่า…เมื่อมาเจอกันแล้ว เรวัตก็จำต้องเก็บเรื่องที่ตั้งใจไว้ก่อนเพราะรู้สึกผิดคาด

ผู้หญิงที่พนักงานสาวพาเขาไปพบที่ห้องทำงานเล็กๆ ในร้านบนห้างสรรพสินค้าหรูหรากลางเมือง เหมือนเป็นคนละคนกับลูกสาวนายพลคนเก่าในความทรงจำของเขา

พอพนักงานแจ้งทิชากรว่าคนที่รออยู่มาพบแล้ว เธอก็เงยหน้าขึ้นแล้วโบกมือง่ายๆ ไปที่เก้าอี้ฟากตรงข้ามโต๊ะ

“นั่งก่อน”

หญิงสาวเอ่ยคำเดียวแล้วก้มลงอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่เรวัตจะสังเกตเห็นความแตกต่างของทิชากรในปัจจุบัน กับผู้หญิงในความทรงจำ

เธอยังสวยเหมือนเดิมแต่ไม่เปล่งปลั่ง ใต้เครื่องสำอางราคาแพงคือผิวซีดๆ มิหนำซ้ำดวงตาที่สบเขาแวบหนึ่งเมื่อครู่ยังแห้งแล้งอมทุกข์ มือที่วางอยู่ข้างเอกสารบนโต๊ะก็ผอมจนดูน่ากลัว

ไม่น่าเชื่อ…

“จะยืนค้ำหัวอีกนานไหม”

ระหว่างที่เรวัตมองความเปลี่ยนแปลงของเธออย่างตกตะลึง ทิชากรก็เอ่ยห้วนๆ ทำเอาชายหนุ่มนึกสมน้ำหน้าตัวเองที่เผลอเห็นใจผู้หญิงคนนี้เข้า

เธอไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นจากเขาเสียหน่อย

“ว่าจะยืนไม่นานหรอก ถ้าเรียกมาแล้วไม่มีอะไรจะพูด ก็จะไป เสียเวลาทำงาน”

เรวัตเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและมองเธอจากท่ายืน ทิชากรเงียบไปอึดใจเดียวก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ขยับหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย

ทีแรกเรวัตกะว่าคงจะได้ยินเธอด่าเขาสักคำ แต่ปรากฏว่าหญิงสาวไม่พูด ก้มหน้าลงกวาดตาอ่านเอกสารสองสามบรรทัดที่เหลือ เซ็นชื่อกำกับตอนท้าย แล้วเลื่อนมันไปวางไว้ข้างๆ ตามด้วยหันไปคว้ากระเป๋าสะพาย

“ตามมา” ทิชากรบอกหลังก้าวออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน

เธอยังคงชินกับการออกคำสั่ง ถึงอย่างนั้นเรวัตก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าทิชากรเปลี่ยนไปมาก

เมื่อกี้ไม่เพียงไม่ด่าเขาสักคำ ยังไม่ชักสีหน้า

เรวัตเดินตามเธอไปเงียบๆ อยู่ในตำแหน่งเยื้องหลัง ไม่ห่างกันมากนัก แต่ก็ไม่ขึ้นไปเดินในระดับเดียวกัน กระทั่งมาถึงรถยนต์ของเธอที่จอดอยู่ในอาคารจอดรถ หญิงสาวก็ส่งกุญแจให้เขาโดยไม่พูดอะไร

ชายหนุ่มพยักหน้ารับทราบ เพราะรู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

“จะไปไหน”

“มหาวิทยาลัย”

ทิชากรบอกแล้วขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังแล้วโดยไม่รอให้เขาช่วยอำนวยความสะดวก เปิดประตูรถให้ จนเขาต้องขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งหลังพวงมาลัยรถ เพื่อถามเธอใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“คุณ…หนูจะไปมหาวิทยาลัยที่น้องสาวฝาแฝดของทศ เอ้ย นายทศทิศเรียนอยู่เหรอครับ”

“เรียกคุณทิชา และใช่ ฉันต้องการไปที่นั่น ออกรถได้แล้ว”

 

เรวัตรับคำ พอรถเคลื่อนออกจากช่องจอดแล้ววิ่งมาตามทางได้พักหนึ่ง เขาชำเลืองมองเธอผ่านกระจกส่องหลัง เห็นเธอนั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จา ไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเหมือนที่คนสมัยนี้ทำเป็นปกติ ใจมันก็อ่อนลงอีก

บ้าชิบ…

“คุณทิชาคิดว่าไปแล้วจะเจอน้องสาวนายทศทิศหรือครับ”

“ทำไมถามอย่างนั้น”

“ก็…”

“นายต้องพาฉันไปหาให้เจออยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”

เรวัตอ้าปากค้าง “…ผมว่าคุณต้องเข้าใจอะไรผิดอยู่แน่ๆ คุณทิชา” เขาพยายามใจเย็น “ผมอาจจะรู้มาคร่าวๆ ตอนคุยกับพี่บุเมื่อคืนว่าคุณอยากมามหาวิทยาลัย แต่ก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่าคุณต้องการให้ผมหาตัวน้องสาวฝาแฝดของนายทศทิศด้วย”

คราวนี้คนที่อารมณ์เปลี่ยนคือนายจ้างหญิง “มันต่างกันตรงไหน”

“ผมว่าทางที่ดีเราหาที่คุยกันดีกว่ามั้ง ผมมารับงานตามหาตัวนายทศทิศ รวมถึงตามหาที่อยู่ของแม่นายทศทิศนะครับ ไม่ได้มาสมัครเป็นคนขับรถ พาคุณไปไหนทุกๆ ที่ หรือไม่ก็หาตัวคนที่คุณอยากเจอเมื่อไหร่ก็ได้”

ว่าแล้ว อดีตทหารพรานหนุ่มก็หักรถ เลี้ยวเข้าจอดในช่องจอดรถ ใกล้ทางออกชั้นล่างสุดของอาคาร

เรวัตไม่ได้ดับเครื่อง แต่เขาปลดเข็มขัดนิรภัยเพื่อจะได้หันไปสนทนากับทิชากรได้ถนัด

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่บุ บุลินน่ะ สปอยล์คุณไว้แบบไหนบ้าง แต่นี่ผมนะครับ ไม่ใช่พี่บุ คุณจ้างผมด้วยเรื่องแบบที่ผมบอกเมื่อกี้ เพราะฉะนั้นมันจะต้องไม่มีเรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้น”

ทิชากรมองเขานิ่งๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจสั้นๆ อย่างโกรธๆ ถึงอย่างนั้นตั้งแต่เธอพบชายหนุ่ม เธอก็ยังไม่ได้ด่าเขาสักคำ

“ฉันก็ว่านายไม่เหมือนบุลินหรอก เพราะบุลินเขาเป็นมืออาชีพ บอกให้เขาไปชี้เป้าให้ฉัน เขาก็ทำได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง”

“ถ้าคุณหมายถึงตอนคุณไปดักตบผู้หญิง นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านั้นพี่บุเขาเตรียมตัวติดเครื่องติดตามสัญญาณจีพีเอสไว้ที่รถเธอตั้งแต่เริ่มรับงานคุณ แล้วตอนนั้นคุณกับเขาก็ทำงานเป็นทีมไม่ใช่เหรอ คุณไปที่ล็อบบี้ ถามหาคน ส่วนพี่บุไปเตร่แถวทางออกจากอาคารจอดรถสำหรับพนักงานบริษัท แต่นี่…”

เรวัตผายมือให้เธอดูเขา

“ผมเพิ่งรับงานจากคุณไม่กี่วัน และไอ้ไม่กี่วันเนี่ย ผมก็เผ่นไปต่างจังหวัดเพื่อตรวจสอบข้อมูลนายทศทิศซ้ำอีกที กลับมาคุณก็ฟ้องพี่บุให้เรียกผมมา ผมเตรียมตัวอะไรทันที่ไหนล่ะ คุณคิดว่าผมเป็นซูเปอร์แมนไง้ เห็นหน้าปั๊บก็บอก ไป พาฉันไป หาคนให้เจอด้วย นี่เราอยู่ในดาวดวงเดียวกันหรือเปล่าครับผม“

หญิงสาวเม้มปากมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรถามรายละเอียดให้ดีก่อนรับงานนะ เพราะในเนื้องานที่ฉันบอกบุลินไป ฉันหมายรวมถึงนายต้องทำงานทุกอย่างแทนบุลิน”

คราวนี้เรวัตเป็นฝ่ายอึ้ง…แต่ภายนอก แค่มองเธอนิ่งๆ

“…อย่างนั้นเหรอ”

“ใช่”

หากเป็นเช่นนั้น เรวัตคิดว่าเขาก็คง…จะเถียงไม่ขึ้น เพราะเขาไม่ได้ถามรายละเอียด ตอนที่รู้ว่าต้องมาทำงานนี้ เขาก็รับปากเพราะมันเกี่ยวพันถึงเพื่อนเก่า ผู้มีพระคุณ และเหตุผลส่วนตัว

“ก็ได้…ไปก็ได้” ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างจนมุม หันกลับไป ดึงเข็ดขัดนิรภัยมาคาด “แต่ผมไม่รับประกันหรอกนะว่าจะได้เจอฝาแฝดอะไรนั่น เพราะต่อให้คุณพูดถูกว่าผมควรต้องทำให้ได้อย่างพี่บุ แต่ความจริงคือผมไม่ได้เตรียมตัวมา”

“ไม่เป็นไร” ทิชากรตอบเสียงเรียบ “ฉันจะได้รู้ไงว่าคนที่บุลินบอกว่ามือดี สมราคาคุยหรือเปล่า”

โดนหยามมาแบบไม่มีคำด่าสักคำ เรวัตนึกอยากจะขับรถพาทิชากรไปบ้านใหม่ของทศทิศเสียเดี๋ยวนั้น แต่เขาก็ต้องข่มใจไม่ทำตามอารมณ์ พาเธอไปมหาวิทยาลัยที่ณิชาพัชรกับณัฐนิชาศึกษาอยู่ โดยอาศัยถามข้อมูลจากบุลินระหว่างเดินทาง

ทว่า…แทนที่เรวัตจะตามหาคนให้อย่างจริงจัง เขาก็ให้ทิชากรนั่งรออยู่ในร้านอาหารติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ จากนั้นก็แสร้งออกไปทำเป็นตามหา ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงค่อยกลับมาบอกง่ายๆ ว่า…

“ไม่เจอ”

หญิงสาวซึ่งนั่งกอดอกรออยู่ที่โต๊ะ เงยหน้าที่มีแว่นกันแดดขึ้นมองชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านเรียบร้อย แต่แววตากวนประสาทสุดกู่

“ทำไม”

“เขาไม่ได้มาเรียน”

เรวัตตอบพลางทิ้งตัวลงนั่งฟากตรงข้ามโดยอีกฝ่ายไม่ได้ออกปากเชิญ แต่ทิชากรก็ไม่ได้ตำหนิ

“นักศึกษาปีสุดท้าย ใกล้จบแล้ว เห็นเขาว่าบางทีมามหาวิทยาลัยก็แค่มาขอคำปรึกษาจากอาจารย์ ประมาณนั้น”

“เขาว่านี่ใคร”

“คนแถวนั้นแหละ ถามมา”

ทิชากรเบือนหน้าหนีเพื่อถอนหายใจเบาๆ แล้วลุกขึ้น “ไม่เจอก็ไปที่อื่นต่อ”

“หา”

“ไปบริษัทของมัทมีนา”

เรวัตคาดไม่ถึงว่าทิชากรจะขยันขนาดนี้ “นี่…ใจคอคุณจะตามจิก เอ้ย ตามติดเขาไปทุกที่อย่างนี้น่ะเหรอ ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวผมจัดการให้”

“กับแค่หาตัวเด็กสองคนให้เจอยังทำไม่ได้ จะให้หวังพึ่งอะไร”

“เฮ้ย นี่คุณ” เรวัตกระโดดตามเธอซึ่งเดินนำไปแล้วโดยไม่ฟังเหตุผล “คุณ นี่มันตรรกะอะไรของคุณเนี่ย ผมก็บอกแล้วไงว่าของอย่างนี้มันต้องเตรียมตัว ไม่ใช่นึกอยากได้ก็ต้องได้ เอานิสัยคนมีเงินมีอำนาจมาใช้ พอคนอื่นเขาทำให้ไม่ได้ก็ด่าก็ว่า ผมไม่แปลกใจเลยนะ ทำไมคนเขาถึงหนี”

ทิชากรชะงักทันที หันมาทำตาเขียวอยู่หลังแว่นกันแดดสีชา

“อีกเหตุผลที่ฉันจะถอนนายออกจากงานนี้ก็เพราะนายมันดีแต่ปากนี่แหละ กล้าดียังไงมาพูดอย่างนี้กับฉัน เห็นฉันไม่พูด นึกว่าใจดีงั้นเหรอ เปล่าเลย ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเล่นกับหมาแล้วหมามันจะเลียปากไปถึงไหน!”

เรวัตเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “ถึงผมเป็นหมา ผมก็ไม่นึกอยากเลียปากคุณหรอก ไม่น่าจะอร่อย ด่าจ๋อยๆ ขนาดนี้”

หญิงสาวเงื้อมือทันที แต่ไม่ได้ฟาดลงมา คงค้างไว้แค่นั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะดึงกลับอย่างโกรธๆ จากนั้นก็เดินเร็วๆ บนรองเท้าส้นสูงแสนสวยตรงกลับไปยังที่ที่จอดรถไว้

เรวัตไม่ตกใจ ไม่แปลกใจ ไม่รู้สึกผิดอะไรทั้งสิ้น เขาก็แค่…คิดอยู่แล้วว่าคนเราไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายในระยะเวลาเพียงปีสองปี

ต่อให้มีเรื่องให้ทำให้คิดอย่างหมกมุ่น พอแหย่ให้โกรธ นิสัยเดิมก็เผยออกมา

ชายหนุ่มเดินตามเธอไปด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะไล่เขาไปให้พ้นหน้าจริงไหม แต่พอถึงจุดที่จอดรถ หญิงสาวก็ไม่ได้ขอกุญแจรถคืนแล้วตะเพิดเขา ทำแค่เปิดประตูเบาะหลังแล้วก้าวขึ้นไปนั่งเงียบๆ นับว่ามีความใจเย็นและรู้จักคำนวณผลได้ผลเสียมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนโข

หรือไม่ก็อาจเพราะตอนนี้ไม่มีตัวเลือกมากนัก

“จะไปที่ทำงานของเพื่อนนายทศทิศจริงๆ เหรอ”

ทิชากรไม่ตอบ เป็นอันว่ารู้กันว่าจะไม่พูดซ้ำอีก เรวัตยักไหล่แล้วติดเครื่อง ขับออกจากวิทยาเขต

ตาเหลือบมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิการถยนต์ เห็นว่าใกล้เที่ยงเต็มที จึงถามคนที่นั่งเบาะหลัง

“กินข้าวกลางวันแล้วใช่ไหม”

อีกฝ่ายเงียบ…

“คุณ ผมถามว่ากินข้าวกลางวันใช่ไหม คุณจะไม่ตอบก็ได้นะ แต่เดี๋ยวผมจะถามใหม่ คุณอยากได้ยินผมถามไปตลอดทางไหมล่ะ ผมทำได้นะ ผมอดทน”

ทิชากรหายใจแรงจนได้ยินมาถึงด้านหน้ารถ “จะถามไปทำไม”

“อ้าว” เรวัตเป็นฝ่ายงงเสียเอง “ทำไมคุณถามอย่างนี้ล่ะ คุณท้องอยู่ไม่ใช่เหรอ คุณไม่หิวแต่ลูกต้องกินนะคุณ”

พอพูดถึงลูก หน้าซีดๆ ของทิชากรเริ่มเขียว พักเดียว เธอก็รู้สึกเหมือนลมตีขึ้น พะอืดพะอม ขย้อนลม ต้องรีบหยิบถุงพลาสติกที่เตรียมไว้ในรถออกมารอ

เรวัตเห็น รีบเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหักรถเข้าจอดข้างทาง จากนั้นก็ลงมา อ้อมไปเบาะหลัง

ทิชากรโก่งคออยู่เหนือถุงพลาสติกสีขุ่น หน้าซีดมาก เขาจึงคว้ากระเป๋าเธอมา

“ทำอะไร” หญิงสาวกระชากเสียงถามทันที แต่อีกฝ่ายทำหน้าเบื่อ

“จะหายาดม มียาดมไหม”

“ไม่มี” ทิชากรฉวยกระเป๋าของตนคืนอย่างหวงๆ

ไม่ใช่ว่ามันราคาแพงจนไม่ต้องการให้คนอื่นแตะ แต่เพราะครั้งหนึ่งเธอพลาดให้ทศทิศค้นกระเป๋าถือจนเจอบัตรนัดตรวจครรภ์

“กลับไปขับรถได้แล้ว”

“ยังจะไปอีกเหรอ ผมว่าไม่ไหวนะคุณ อย่าฝืนเลย ไปหาหมอไหม”

“ไม่ต้องมาทำเป็นห่วง ฉันไม่เป็นอะไร”

“ใครห่วง” คนกวนทำหน้ากวนทันควัน “ผมแค่ไม่อยากทนเหม็นไปกับคุณตลอดทาง”

“ก็แค่อย่าพูดถึงลูกของฉัน มันก็ไม่เป็นอะไรแล้ว เข้าใจไหม!”

เสียงตวาดครั้งสุดท้ายมีความสั่นเครือที่ยากจะซ่อนไหว เรวัตถึงกับสะดุ้งอยู่ในอก และยิ่งเธอมองเขาผ่านแว่นกันแดดสีชาที่ไม่อาจปกปิดดวงตาทุกข์ระทม เขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น

รู้สึกผิดทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้ผู้หญิงคนนี้ตกอยู่ในสภาพจมทุกข์

ไม่แปลกหรอกที่บุลินจะบอกว่าทนไม่ได้ เพราะทั้งเขาและรุ่นพี่เป็นผู้ชาย

สัญชาตญาณของผู้ชาย ก็ต้องปกป้องผู้หญิง

“…ก็ได้ ผมจะพาคุณไปหาใครก็ได้ที่คุณอยากไปหา แต่คุณต้องกินข้าวกลางวันก่อน”

น้ำเสียงที่จู่ๆ ก็อ่อนลงอย่างมาก ไม่มีวี่แววกวนประสาท ทั้งดวงตายังไม่มีแววเหยียดหยาม ทำให้ทิชากรน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว แต่เธอก็แค่สะอื้นลมแล้วบอกเขาด้วยน้ำเสียงแหบและแตกพร่า

“กินไปมันก็ออกหมด ไม่จำเป็นหรอก”

“คุณ…” เรวัตลากเสียงเหนื่อยๆ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย “มันจำเป็นนะคุณ อดทนหน่อยสิ”

“อดทน? แค่นี้ฉันยังอดทนไม่พอหรือไง รู้ไหมว่าฉันต้องทนกับ…ไอ้สิ่งที่ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาพนี้มานานแค่ไหน หา?”

“…คุณรู้ไหม มีไม่กี่คนหรอกนะที่ฟังคุณแบบนี้ แล้วจะคิดได้ว่าคุณพูดไปตามอารมณ์ ยังไงนั่นก็ลูกคุณ…”

“ลูกที่พ่อมันไม่เอาน่ะเหรอ เป็นไปได้ฉันก็อยากให้มันหายๆ ไปเหมือนกัน!”

“ลูกเขาจริงหรือเปล่าล่ะ เขาถึงไม่เอาน่ะ!”

เรวัตตวาด และประโยคสุดท้ายนี่เอง เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก ทิชากรหอบหายใจเสียงดังอยู่หลายเฮือก ก่อนที่ร่างแบบบางซูบเซียวจะล้มพับไปต่อหน้าต่อตาเขา

เรวัตชะงักไปในทันใด ก่อนจะมีสตินึกขึ้นได้ว่าต้องรีบพาเธอส่งโรงพยาบาล!

Don`t copy text!