รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 22 : ไม่ให้ยืมเงินหรือ…คอยดู

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 22 : ไม่ให้ยืมเงินหรือ…คอยดู

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 22 –

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นนอกรั้วตั้งแต่เช้าตรู่ แต่อาจเพราะพื้นที่ระหว่างตัวบ้านกับถนนกว้างพอสมควร และสมาชิกในครอบครัวมัวแต่ยุ่งกับการทำกิจวัตรประจำวันก่อนออกไปทำงาน กว่าจะรู้ว่ามีคนมาตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน ก็ตอนที่มัญชรีกับเจตน์เดินออกมาที่รถ โดยมีลูกสาวคนโตตามมาข้างหลัง ส่วนเมษมารุตเพิ่งได้งานในบริษัทไม่ไกลจากบ้านนัก สามารถออกสายได้ จึงยังอยู่ในบ้านเป็นคนท้ายสุด

เจตน์สังเกตเห็นคนหลายคนยืนอยู่นอกประตูรั้วเหล็กดัดเล่นลายของบ้านเขาหลายคนจึงเดินไปดู พบเป็นเพื่อนบ้านบ้านข้างๆ สองคน ส่วนอีกสองคนที่เหลือหน้าตาไม่คุ้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณพงศ์”

“ออกมาเสียที ผมก็นึกว่าเป็นอะไรหรือเปล่า กดออดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน”

“เอ๊ะ ไม่เห็นได้ยินเลยครับ สงสัยออดจะเสียมั้ง แต่ก็แปลกนะ ช่างดูแลบ้านเพิ่งมาดูเมื่อสองเดือนที่แล้วนี่เอง ทำไมเสียได้ คุณพงศ์มีอะไรหรือเปล่าครับ เข้ามาสิ”

“ไม่หรอกๆ ผมจะไปทำงานครับ แต่เห็นบ้านคุณมีคนมาหา ก็เลยอยู่ดูหน่อย”

เพื่อนบ้านบุ้ยหน้าไปทางหญิงชายวัยกลางคน เจตน์หันไปดูในตอนที่มัทมีนามาสมทบกับพ่อและแม่ ครั้นแล้ว…แขกแปลกหน้าก็ส่งเสียงด้วยความดีใจที่ได้เห็นเธอ

“หนูมีน หนูมีนลูก ลุงเองๆ!”

มัทมีนาแปลกใจที่ได้เห็นนายอภิบาล “คุณลุง? มาได้ยังไงคะเนี่ย”

ถามไปแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรถามเลยจริงๆ เพราะนายอภิบาลยกครัวมายึดบ้านทศทิศไปแล้ว เธอยังเคยเจอฤทธิ์เดชของลูกสาวทั้งสองคนของพวกเขา

ไม่น่าลืม…

“มีอะไรหรือคะ”

“ลุงมาขอความช่วยเหลือลูก ช่วยลุงหน่อยเถอะ เปิดประตูหน่อย มันเป็นเรื่องส่วนตัว”

คำขอทำให้เจ้าของบ้านทั้งสามคนเลิกคิ้วด้วยท่าทางเหมือนกันเปี๊ยบ สมเป็นพ่อแม่ลูก

เจตน์หันไปยิ้มให้เพื่อนบ้านที่มีใจอารี เอาใจใส่กันจนหยุดดูว่าเกิดอะไรขึ้น “ขอบคุณมากนะครับคุณพงศ์ เสียเวลาทำงานแย่ ไม่น่าจะมีอะไรหรอกครับ เดี๋ยวเย็นนี้ผมไปคุยด้วย”

รับปากว่าจะไปรายงานในภายหลังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในละแวกบ้านแล้ว เพื่อนบ้านก็สบายใจ เดินกลับไปที่รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้แล้วขับจากไป

พอเหลือกันแค่คน ‘เคย’ รู้จักแล้ว นายอภิบาลก็พูดอีกครั้ง

“ช่วยลุงด้วยเถอะหนูมีน ลุงหมดทางแล้วจริงๆ คราวนี้ ช่วยติดต่อทศให้ลุงที บ้านลุงเกิดเรื่อง”

“เรื่อง? เรื่องอะไรคะ”

“คือ…” ชายวัยกลางคนที่ไม่ได้แต่งตัวเนี้ยบเหมือนก่อนหน้านี้อึกอักนิดๆ “…ขอเข้าไปพูดในบ้านได้ไหม ไม่อยากให้มีคนได้ยิน”

“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ ไม่มีใครเงี่ยหูฟังได้หรอก แต่ละบ้านออกจะไกลกัน”

ส่วนลึกสุดของหมู่บ้านเป็นบริเวณของบ้านหลังใหญ่ๆ แต่ละหลังจึงห่างกันพอให้คนคุยกันแล้วจะไม่มีใครได้ยิน

สรุปแล้ว มัทมีนาไม่คิดจะออกไปนอกบ้านให้เสี่ยง แม้จะไม่กลัว แต่จากประสบการณ์การโดนลูกสาวของนายอภิบาลรุมเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้มัทมีนารอบคอบขึ้น

“ว่าไงคะ ถ้าไม่พูด มีนจะไปทำงานแล้วนะคะ ไม่ค่อยว่าง วันนี้มีประชุม”

“ก็ได้ๆ ลุงอยากยืมเงิน”

มัทมีนานึกแล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ “เอาเท่าไหร่คะ สองพันพอไหม ถ้าสองพันได้ ตอนนี้ในกระเป๋ามีนมีพอดี”

“สองพันมันไม่พอหรอกหนูมีน”

“สองพันไม่พอ ถ้างั้นมีนก็ไม่มีหรอกค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้พกเงินสดเท่าไหร่”

“แล้ว…คุณเจตน์ล่ะครับ มีไหม”

คนถูกพาดพิงถึง หันไปมองภรรยาแล้วคุยกันด้วยสายตาอย่างรู้กัน เคยคุยกันว่าสักวันบ้านนี้จะต้องมาหา แล้วก็มาจริงๆ

เจตน์ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ เพราะมัทมีนาไม่คิดจะปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องของเพื่อนเธอ

“มีนมีแค่สองพันค่ะคุณลุง จะเอาหรือไม่เอา”

“แต่สองพันไม่พอจริงๆ นะหนูมีน ลุงขอเถอะ มันต้องใช้มากกว่านี้”

“แต่มีนมีแค่สองพัน ถ้าคุณลุงไม่เอา มีนจะเข้าบ้านแล้วนะคะ จะได้โทร.ไปลางาน”

ภรรยานายอภิบาลทนไม่ไหวที่ต้องเห็นสามีอ้อนวอนขอเงินคนอื่นเหมือนขอทาน “นี่ พวกเราขอยืมนะ ไม่ได้มาขอขาด สองพันจะไปพออะไรหา!”

นางตวาด…

มัญชรีแอบส่ายหน้ากับพฤติกรรมของคนพวกนั้น เธอรู้ว่าคนประเภทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยได้พบเจอ เพราะชีวิตประจำวันไม่มีเหตุให้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับคนกักขฬะเห็นแก่ได้ คิดว่าตัวเองควรได้รับความสงสารเห็นใจจนเคยตัว ลูกสาวของเธอต่างหากที่ดูจะอดทนกับคนประเภทนี้ได้มากกว่าที่คิด

“ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้รวยจนสาแก่ใจพวกคุณ เงินนี่ไม่ต้องคืนหรอกค่ะ เพราะดิฉันไม่เคยคิดว่าจะได้คืน ไม่เอาก็ไม่เอา”

มัทมีนาหมุนตัวแล้วส่งสัญญาณทางสายตากับพ่อและแม่ ทุกคนจึงเดินเข้าบ้านไปโดยมีเสียงเรียกและเสียงด่าปนกันไล่หลัง เข้าบ้านได้ก็พากันนั่งลงบนโซฟาในห้องเอนกประสงค์ ให้เมษมารุตที่ยกข้าวเช้ามากินไปด้วยดูทีวีไปด้วยในห้องนี้ แปลกใจ

“อ้าว ทำไมไม่ไปทำงานกันล่ะครับ สามคน”

“พ่อลา”

“แม่ลา”

“พี่ไม่ได้ลา แต่เดี๋ยวออกสายหน่อย”

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

มัทมีนาถอนหายใจเหนื่อยๆ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมษมารุตถึงกับตาค้าง “สุดยอดหน้าด้านอะ ยืมเงินด้วยท่าทางอวดดีอย่างนั้นน่ะนะ ใครจะให้! ดีนะออดไม่ดัง ไม่งั้นป่านนี้คงยังกระหน่ำกดอยู่แน่ๆ พังยังไงไม่รู้ละ แต่ดีที่พัง งั้นวันนี้พ่อกับแม่อยู่บ้านละกันฮะ โดดงานหนึ่งวัน ส่วนพี่มีน เดี๋ยวขับตามผมออกไปละกัน ใครขวางเดี๋ยวผมชน”

“อย่าพูดเล่นอย่างนั้นม่าน เดี๋ยวจะเผลอทำเข้าสักวัน”

ชายหนุ่มอายุน้อยเกาหัว “แล้วจะเอาไงดีล่ะพี่มีน”

“ก็ไม่ทำไง…ยังไงก็ต้องออกไปทำงานอยู่ดี หวังว่าออกไปอีกที จะไม่อยู่แล้วนะ”

ผ่านไปราวสิบห้านาที เมษมารุตก็เตรียมตัวไปทำงานเสร็จ เขากับพี่สาวคนเดียวจึงเดินออกไปยังโรงจอดรถติดรั้วหน้าบ้าน โชคดีที่ตอนไปถึงนั้น ไม่เหลือเงาใครสักคน

“สงสัยไปแล้วล่ะ”

สองพี่น้องพยักหน้าให้กันอย่างโล่งอก ก่อนจะพากันขึ้นรถยนต์ของตน ขับออกจากบ้าน

เส้นทางการเดินทางราบรื่นมาจนใกล้ถึงทางแยกไปยังบ้านของทศทิศ มัทมีนาอดไม่ได้จะเหลียวไปมองเพราะนึกถึงเพื่อนรักที่หายหน้าไปนาน หันกลับมาอีกที หญิงสาวก็ต้องตกใจสุดขีด เนื่องจากมีคนพุ่งเข้ามาขวางหน้ารถ

มัทมีนากรีดร้องลั่นรถพร้อมกระทืบห้ามล้อ แต่หน้ารถก็ยังปะทะร่างของคนที่พุ่งเข้ามา เป็นเหตุให้ฝ่ายนั้นกระดอนถอยหลัง ล้มลงไปบนพื้น

ผู้คนที่สัญจรไปมาพากันหยุดดู มัทมีนาตกใจจนคิดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเมษมารุตหักรถเข้าจอดแล้ววิ่งกลับมาหา เธอก็ได้สติ รีบเปิดประตูรถลงไปดู ทว่าทันทีที่คุกเข่าลงข้างร่างนิ่ง ฝ่ายตรงข้ามก็ลุกขึ้นคว้าคอเสื้อเธอ

“แกชนฉันทำไม เห็นว่าไปขอความช่วยเหลือแล้วน่ารำคาญเลยคิดจะชนกันง่ายๆ ใช่มั้ย อีคนใจร้าย เห็นแก่ตัว!”

มัทมีนามองตรงเข้าไปในดวงตาเดือดดาลของคู่กรณี และเธอสาบานว่าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะเป็นภรรยาของนายอภิบาล

หญิงวัยกลางคนชื่ออะไร เธอยังไม่รู้จัก แล้วเธอจะอยากทำร้ายกันไปทำไม

“คุณป้าคะ คุณป้าทำเกินไปแล้วนะคะ” มัทมีนาพยายามแกะมือของฝ่ายตรงข้ามออกจากคอเสื้อ แต่แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ยอม

“ใครกันแน่ที่ทำเกินไป เจ้าข้าเอ๊ย มาดูหน้าอีคนใจดำอำมหิต นี่ๆๆ เมื่อเช้าฉันไปขอให้มันช่วยตามตัวลูกชายให้ฉันที มันก็ไม่ช่วย มันเอาลูกชายฉันไปซ่อนไม่ยอมคืนให้ แล้วยังจะชนฉันให้ตายอีกต่างหาก!”

เมษมารุตได้ยินดังนั้น เขาก็เห็นด้วยกับพี่สาวว่าอีกฝ่ายทำเกินไปจริงๆ

“คุณป้า ปล่อยพี่สาวผมนะ แล้วพูดจาอะไรออกมาน่ะ ใครเป็นลูกชายป้า พี่ทศเขาเป็นลูกคนอื่นที่ป้าต้องการไถเงิน พอไม่ได้ก็พาล!”

“พวกมึงต่างหากที่พาล ไอ้พวกคนรวยดูถูกคนจน เงินเล็กๆ น้อยๆ ไม่ช่วยแล้วยังจะทำเหมือนคนจนอย่างพวกกูเป็นหมาข้างถนน นึกจะชนก็ชน สารเลวกันหมด คอยดูนะ กูจะแจ้งความ เรื่องนี้ต้องถึงตำรวจ ต้องถึงสื่อ ไม่พอกูจะร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี!”

“โว้ย!” เมษมารุตทั้งโกรธทั้งงงกับข้อหาที่ภรรยาของนายอภิบาลพยายามยัดเยียดให้พี่สาวของเขา “เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น แก่จนจะลงโรงอยู่แล้วยังทำนิสัยอย่างนี้ เอาซี้ อยากให้เรื่องถึงตำรวจ ได้ เดี๋ยวเรียกตำรวจให้ แล้วคอยดูนะ ถ้าเอาป้าไปตรวจร่างกายแล้วป้าไม่เป็นอะไร ผมจะเอาป้าเข้าคุก!”

“เออ! เรียกเลย ตำรวจน่ะ เรียกมา กูไม่กลัว กูต่างหากจะเอาพวกมึงเข้าคุก ข้อหาพยายามฆ่า!”

ภรรยาของนายอภิบาลกระชากมัทมีนาเข้าหาตัวด้วยแรงโทสะ กับความพยายามเต็มที่ที่จะหลอกลวง ทำเอาหญิงสาวผวาไปข้างหน้าแล้วล้มลงบนร่างของหญิงวัยกลางคน กลายเป็นเหตุให้อีกฝ่ายยิ่งโวยวายมากขึ้น

“โอ๊ย เจ็บๆๆ จะทำอะไรกู โอ๊ย อีคนใจร้ายใจดำ ชนกูแล้วยังจะทำร้ายกูเพิ่มอีกเหรอ โอ๊ย เข่าลงมาได้ อีบ้าเอ๊ย!”

ขาดคำ ภรรยานายอภิบาลก็ผลักมัทมีนาเต็มแรง ทำเอาหญิงสาวกระเด็นไปอีกทางหนึ่ง พอใช้มือยันพื้น ฝ่ามือก็ครูดกับผิวถนน

มัทมีนาพยุงตัวขึ้นยืน ยกมือขึ้นดู มีแผลถลอกปื้นใหญ่ เลือดซึม

เมษมารุตเห็นพี่สาวบาดเจ็บก็โกรธจนหัวหมุน รีบกดโทรศัพท์หาตำรวจ ส่วนภรรยานายอภิบาลก็นอนขวางหน้ารถ ไม่สนใจว่าการจราจรบนถนนซอยของหมู่บ้านจะติดขัดเพียงใด

รอจนชาวบ้านแถวนั้นเข้ามามุงดูมากเข้า ค่อยบอกผ่านคนที่เข้ามาเกลี้ยกล่อม ให้มัทมีนาซึ่งเป็นคู่กรณียอมเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหาย แต่เมษมารุตเห็นว่าพี่สาวตนเจ็บตัวแล้ว เขาจะไม่มีวันยอม

“ผมจะให้ตำรวจพาป้านี่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ถ้าไม่เจ็บอะไร ผมจะเอามันเข้าคุก พวกนี้มันมิจฉาชีพ พวกพี่คอยดูก็แล้วกัน!”

เมื่อเห็นว่าเมษมารุตไม่ยอมแน่ ภรรยานายอภิบาลก็ส่งสัญญาณให้ตัวนายอภิบาลออกมา พอชายวัยกลางคนมาถึง ก็ตรงเข้าประคองภรรยาด้วยท่าทางน่าสงสาร พร้อมทั้งอธิบายกับคนที่มุงดูอยู่ว่า ล้วนเป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น มัทมีนาเป็นเพื่อนสนิทของลูกชายแท้ๆ ของตน และตอนนี้เขาก็ป่วยจึงไปขอให้หญิงสาวช่วยติดต่อลูก แต่อ้อนวอนอย่างไร เธอก็ไม่ไยดี ซ้ำยังมาทำร้ายกันอย่างนี้อีก

มัทมีนาโกรธจนหน้าซีด แต่แม้จะมีสายตาอยากรู้อยากเห็น บางคนก็นึกตำหนิไปแล้วทั้งที่ยังไม่รู้ความจริง เธอก็จะไม่มีวันยอมลงให้คนพวกนี้ได้ในสิ่งที่ต้องการเด็ดขาด

เมษมารุตเองก็ไม่ยอมเช่นกัน เขาเฝ้ารอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ มิไยที่คนบางคนจะคิดว่าเขากับพี่สาวเป็นคนผิด เขาก็ไม่สน หน้ามันอาจจะชาๆ บ้าง แต่เขาจะอดทนเพื่อตัวเองจะได้ไม่สมเพชตัวเองว่า สู้ไม่ได้แม้แต่พวกโกหกหน้าด้านๆ

พวกเขาจึงปักหลักยืนอยู่ข้างรถยนต์ของตนนิ่งๆ เฝ้ารอการมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันภัย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ ผู้ที่เริ่มร้อนใจ กลับเป็นนายอภิบาลและภรรยา เนื่องเพราะทั้งคู่รู้ตัวดีว่าความจริงคือมันเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และคิดจะบีบให้อีกฝ่ายยอมด้วยการประจานให้อับอาย

เคยใช้วิธีนี้ได้ผลมาแล้วตอนเจ้าหนี้มาทวงหนี้ ตีโพยตีพายโวยวายเข้าไว้ เดี๋ยวพวกนั้นก็ยอมถอย หรือไม่ก็ยอมคุย ประนีประนอมด้วย เรื่องจะได้จบๆ ไป นึกไม่ถึงว่าเด็กบ้าพวกนี้จะสู้ยิบตา อายแต่ไม่หนี มีก็ไม่ให้ ไหนทั้งคู่จะยังมีเรื่องร้อนใจเกี่ยวกับลูกสาวทั้งสองคน ถ้าตำรวจมาถึงแล้วสอบสวน อย่างไรความจริงก็ต้องเปิดเผย และจบลงตรงที่นายอภิบาลกับภรรยาต้องไปนอนเล่นในคุก ไม่สามารถทำอะไรให้ลูกสาวที่รอความช่วยเหลือได้อีกต่อไป

ปรึกษากันแล้ว นายอภิบาลก็ตัดสินใจ ผละจากภรรยาไปหามัทมีนาที่มีเมษมารุตยืนปกป้อง

“หนูมีน ลุงว่าเราคุยกันดีๆ เถอะนะ อย่าให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย…”

“แล้วคิดว่าตอนนี้มันไม่ใหญ่หรือไง หา!” เมษมารุตโพล่ง

“ถึงมันจะใหญ่ไปแล้ว ก็ทำให้เล็ก…แล้วก็จบได้นี่ แค่หนูมีนรับปากจะคุยกับลุงนิดเดียวเอง”

มัทมีนาเมินหนี กอดอกยืนนิ่ง เมษมารุตเองก็สนับสนุนพี่สาวเต็มที่

“พอเถอะลุง ไหนๆ ก็เล่นใหญ่แล้ว ก็เอาให้ถึงที่สุดดีกว่า ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วตำรวจเขาจะเชื่อใคร”

“ไปถึงโรงพักเดี๋ยวก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล มันไม่สนุกหรอกนะลูก เสียเวลา เสียเงิน ค่าจ้างทนายก็พอๆ กับค่าเสียหายนี่แหละ”

“เสียหายตรงไหนยังไม่รู้เลย รอไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ”

“อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่สิม่าน ไม่กลัวพ่อกับแม่ตกใจหรือไง”

“ขอโทษนะลุง ผมโทร.บอกพ่อกับแม่แล้ว และพวกท่านไม่ตกใจ ลุงเห็นผมกับพี่มีนแล้วดูไม่ออกเหรอว่าคนเลี้ยงดูมามีนิสัยยังไง แล้วผมก็จะไม่แปลกใจเลยนะ…ถ้าลูกๆ ของพวกลุงจะเหมือนกัน สุดท้ายก็จบที่คุก”

เมื่ออยู่กลางพายุอารมณ์ เมษมารุตย่อมหวังว่าคำพูดของตน จะสามารถทำร้ายจิตใจฝ่ายตรงข้ามได้ ทว่ามันคงเป็นความจริงที่เสียดแทงมากที่สุดในขณะนั้นแล้ว สำหรับภรรยานายอภิบาล

ที่เคยมั่นใจว่าจะพาลูกสาวทั้งสองคนไปได้ตลอดรอดฝั่ง ที่เคยแน่ใจว่าจะให้ความสุขกับลูกๆ ได้ วันนี้…คนหนึ่งกลับโดนตำรวจจับข้อหาฆ่าคนตาย อีกคนอยู่ระหว่างหนีความผิดหัวซุกหัวซุน การตอกย้ำว่าที่เป็นอย่างนี้ อาจเพราะน้ำมือผู้เลี้ยงดู ทำให้คนเป็นแม่สะเทือน และปฏิเสธที่จะยอมรับกับทุกคนบนโลกว่าที่เรื่องทั้งหมดกลายเป็นอย่างนี้ ตัวเองมีส่วน

คนอื่นต่างหากที่ไม่ไยดี มีก็ไม่ช่วย มิหนำยังซ้ำเติมครอบครัวของตน โดยเฉพาะคนที่อยู่ตรงหน้าเธอทั้งคู่!

“ไอ้พวกใจดำอำมหิต!” ภรรยาของนายอภิบาลกรีดเสียง จากนั้นก็ลุกพรวดขึ้นยืน โดยลืมไปแล้วว่าต้องแสร้งว่าเจ็บตัว “ไอ้พวกเห็นแก่ตัว รังแกคนจน รังแกพวกกู พวกมึงมันชั่ว เห็นคนเดือดร้อนแล้วไม่ช่วย ไม่มีความเป็นคน มึงสะใจมากใช่ไหมที่ลูกกูติดคุก หา! พวกมึงมันชั่ว เลว สารเลว!”

ภรรยาของนายอภิบาลพุ่งเข้าหาเมษมารุต ผู้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้เธอด้วยคำพูดที่บาดลึก เพื่อผลักเต็มแรง!

คนไม่ทันตั้งตัวถึงกับปลิว ล้มลงไม่เป็นท่า ดีที่ยังห่อไหล่ ยกหัวไว้ทัน ศีรษะจึงไม่ได้รับอันตราย แต่ร่างกายส่วนบนกระแทกพื้นเสียงดังมาก คนที่ยังมีเวลามุงดูสถานการณ์ต่อหลายคนถึงกับอุทาน

ข้างมัทมีนา เมื่อเห็นน้องชายถูกทำร้ายถึงขนาดนั้นก็ตกใจ รีบถลาเข้าไปหา แต่โดนภรรยานายอภิบาลเสือกร่างเข้าขวาง แล้วคว้าคอเสื้อเธออีกครั้ง เงื้อมือขึ้นตามด้วยเหวี่ยงลงมา

มัทมีนายกท่อนแขนขึ้นกันได้ทัน แต่มันก็ฟาดโดนแขนเธอเต็มฝ่ามือ เสียงดังชัดถนัดหู

ภรรยานายอภิบาลเห็นดังนั้นก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ผลักร่างสูงแบบบางของเธอเต็มเหนี่ยว หญิงสาวรู้สึกทันทีว่าโลกโคลง สายตาหลุดจากระนาบขนานพื้น เปลี่ยนเป็นมุมเงยขึ้น ร่างหงายล้มลง

ตอนที่คิดว่าจะต้องเจ็บตัวจากการกระแทกพื้นคอนกรีต กลับมีคนสอดร่างเข้ามารองรับเธอไว้ได้ทันท่วงที

หัวใจเต้นโครมคราม แต่ก็ไม่มากจนคุมสติไม่อยู่ มัทมีนาหันไปมองคนที่ช่วยเธอ…

อามันต์…

“…คุณอา” หญิงสาวอุทาน

อามันต์ไม่ได้ตอบ แต่มองเธอด้วยสายตาแสดงความตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง กวาดตามองเธอทั่วตัว ก่อนจะหลับตาพร้อมผ่อนลมหายใจสั่นๆ

มัทมีนามองขึ้นไป เห็นและรับรู้ถึงความรู้สึกที่เขาพยายามซ่อนไว้ตลอดมา ทว่ายังไม่มีโอกาสได้ค้นหาความจริง อามันต์ก็ประคองเธอให้ลุกขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยังรอการแก้ไขอยู่

เมษมารุตซึ่งยืนได้ก่อนพี่สาวอึดใจหนึ่ง เห็นทันทีว่าขากางเกงยีนเนื้อนิ่มของอามันต์ขาดเป็นทางตรงหลังน่องซ้าย แสดงว่าเขาไถลเข้ารับเธอ โดยไม่สนใจเลยว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ ทั้งที่ตามปกติแล้ว คนเราจะมีสัญชาตญาณปกป้องตัวเองไม่ให้ได้รับอันตราย จะทำอะไรย่อมต้องผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่อามันต์ไม่

ต้องทุ่มแรงลงไปขนาดไหน ถึงได้ทำกางเกงยีนขาดเป็นทางยาวอย่างนั้น

“…เมื่อกี้ทำพี่สาวผมเจ็บ ตอนนี้ยังทำคุณอาเจ็บอีก ไม่ไหวแล้วนะเว้ย ไอ้พวกสิบแปดมงกุฎ!”

เมษมารุตกระโดดเข้าหาหญิงวัยกลางคน แต่ก็โดนชายฉกรรจ์คนหนึ่งกระโดดล็อกไว้จากด้านหลัง

“อย่า คุณ!”

“ปล่อยผม ผมไม่เอาไว้แล้ว ไอ้พวกนี้ ต่อยคนแก่ก็เอาวะ โคตรเลว เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ไหนวะคนเจ็บ อิป้านี่เหรอ ไม่ใช่มั้ง ลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่นได้อย่างนี้เหรอโดนรถชน เห็นหรือยังเนี่ย เห็นไหม ไหนใครบอกมันน่าสงสาร ออกมาดูหน้าหน่อย ออกมา!”

“ใจเย็นน่าคุณ อย่าสร้างศัตรูเพิ่มสิ เดี๋ยวตำรวจก็มาแล้ว”

“ไม่ต้องมาตอนนี้โว้ย ขอต่อยคนแก่ก่อน!”

เมษมารุตฮึดฮัด ดิ้นรน แต่ชายฉกรรจ์คนข้างหลังเขาแข็งแรงไม่น่าเชื่อ คนเดียวก็จับเขาอยู่ ตอนนั้น…มีเสียงคนตะโกนขึ้นมาตำรวจมาถึงแล้ว นายอภิบาลกับภรรยาถึงกับสะดุ้ง หันรีหันขวาง สุดท้ายตัดสินใจวิ่งหนีไปในตอนที่ไทยมุงหันไปมองหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทว่า…มองหาตั้งนานยังไม่เห็นคนในชุดเครื่องแบบสักคน มีแต่ประกันภัยรถยนต์ของมัทมีนา

หันกลับมาอีกที สองสามีภรรยาหนีไปแล้ว คนที่ห้ามเมษมารุต กับคนที่ตะโกนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงแล้วก็หายไป เหลือแต่อามันต์ที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่กับมัทมีนา

“นี่ถ้ารู้ว่าต้องเจ็บตัวกันอย่างนี้นะ พี่ออกไปตั้งแต่เจ้าม่านโทร.มาบอกก็ดี!”

เจตน์ยังโกรธกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยิ่งเห็นว่าคนของตนบาดเจ็บครบถ้วนกันทั้งสามคน เขายิ่งนึกตำหนิตัวเองที่เชื่อลูกชายคนเดียว ว่าเป็นแค่เรื่องหยุมหยิม ตำรวจมาก็จบ

ดูสิ ตอนนี้ลูกชายเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัวเพราะล้มกระแทกพื้น ลูกสาวของเขาฝ่ามือเจ็บ ต้องล้างแผลใส่ยาฆ่าเชื้อโรค ส่วนแขกพิเศษก็นอนคว่ำบนโซฟายาว ให้มัญชรีช่วยทายาบนแผลถลอกตรงน่องซ้าย เจ็บระนาวกันไปหมด

แต่อามันต์กลับเห็นด้วยกับเมษมารุต

“พี่เจตน์กับพี่มิงค์ไม่ออกไปน่ะถูกแล้วครับ ยิ่งพวกมากก็เหมือนไปรุมรังแกเขา กลายเป็นจุดอ่อนให้โจมตีเปล่าๆ แล้วถ้าเป็นพี่เจตน์กับพี่มิงค์ โดนคนมองเต็มไปหมดอย่างนั้น แถมยังขวางกลางถนนอีกต่างหาก ก็คงจะตัดรำคาญด้วยการยอมเจรจาด้วยแน่ๆ”

เจตน์อยากจะเถียง แต่ความจริงแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตัวเองคงทำอย่างนั้น

“แล้วเจรจามันไม่ดีตรงไหนล่ะพ่ออาร์ม” เขานั่งลงบนโซฟาเล็กแล้วถาม “มันก็ไม่ได้จบด้วยการที่เราจะให้เงินเขาเสียหน่อย ไม่ใช่หรือไง”

“แค่เปิดปากเจรจาด้วย เรื่องก็ลากยาวแล้วครับ” อามันต์หัวเราะขำเบาๆ “รับรองว่าได้คืบจะเอาศอก จะสลัดไม่หลุดเอา เด็กๆ เขาใจแข็งกว่า ชนเป็นชน พอเป็นเรื่องใหญ่แล้ว พวกนั้นก็คงไม่กล้ามาอีก”

“จริงเหรอ”

“ม่านแจ้งความไว้แล้ว มาอีกก็โดนตำรวจจับครับ เขาไม่มาหรอก”

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” มัญชรีบ่นอย่างเซ็งๆ “พี่กลัวแต่เรื่องเงียบแล้วจะหน้าด้านมาอีกน่ะสิ ไม่เคยพบเคยเห็นจริงๆ คนพรรค์นี้”

“หรือถ้าพี่มิงค์ไม่วางใจ…” อามันต์พลิกศีรษะเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาอำมหิตของตน “…ให้มีนโทร.บอกทศประกาศขายบ้านตรงนี้ซะ ส่วนเราก็เอากุญแจไปล็อกบ้านทศไว้ ไม่มีที่อยู่แถวนี้แล้วจะได้ไปไกลๆ หน่อย ดีไหมครับ”

“เอ…ความคิดนี้ก็ดีนะ” มัญชรีพอใจกับความคิดของเขา รีบหันไปบอกลูกสาวทันที “มีนอย่าลืมโทร.หาทศนะลูก ให้เขาประกาศขายเลย ลดราคาต่ำกว่าตลาดสักแสนนึง ทำเลแถวนี้ รับรองประกาศลงเน็ตวันเดียว ขี้คร้านจะมีคนแย่งกัน บอกไปว่าเดี๋ยวพวกเราช่วยรับรองคนมาดูบ้านให้”

“ค่ะ แม่”

“เฮ้อ คิดๆ ไปก็ดีแล้วนะที่ทศย้ายบ้านไปก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นได้อีนุงตุงนังชุลมุนกันมากกว่านี้แน่ๆ พ่อคุณเอ๊ย อายุเท่านี้ มีแต่ปัญหา นะคุณนะ”

“อือ” เจตน์พยักหน้า “แต่ก็คงเรียกได้ว่าจบไปอีกเรื่องแล้วมั้ง ย้ายบ้านก็ย้ายแล้ว ไม่มีใครไปกวนแม่ นี่เรื่องพ่อไถเงินลูกก็มีแววว่าจะจบอีก เหมือนจะดีอยู่นะ”

“แต่ยังเหลืออีกเรื่องนะคะ” มัญชรีกระซิบ แต่ไม่ได้ต่อบทสนทนาไปไกลกว่านั้น เพราะก็ไม่ได้รับทราบข้อมูลทุกอย่าง หากพูดไม่ถูกไป มีแต่จะเป็นการให้ร้ายกันลับหลัง “เอาละ ใส่ยาเสร็จแล้วพ่ออาร์ม เบาสุดในสามคนละนะ แต่ถ้าไม่มีกางเกงยีนก็คงจะหนักกว่าใครเพื่อน”

อามันต์ค่อยๆ ลุกขึ้น “ขอบคุณครับพี่มิงค์”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ต้องขอบใจเรามากกว่า”

“ใช่ครับ” เมษมารุตโอดขณะพยายามขยับร่างกายเพื่อตรวจดูว่าเคล็ดขัดยอกตรงไหนอีกบ้าง นอกจากไหล่ แขน และสีข้าง “…ผมงี้เห็นกับตาเลยว่าคุณอาไถลมาเซฟหัวพี่มีนไว้ทัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่แน่ว่าจะล้มฟาดพื้นหรือเปล่า”

“ไม่หรอก” อามันต์ว่า “ปกติถ้าไม่ได้หมดสติ เวลาล้มคนเราจะยกหัวขึ้นอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะเจ็บไหล่เจ็บหลังแทนถ้าล้มไม่ถูกวิธี”

“ก็ช่วยได้มากอยู่ดี ไม่งั้นพี่มีนเป็นเหมือนผมแน่ นี่ไง ล้มเป็นที่ไหน เอามือเท้าเลย เจ็บข้อมืออยู่เนี่ย สงสัยต้องใช้ผ้ารัดข้อมือ ดีนะไม่มาก ถ้าล้มผิดท่า ไม่แน่ว่าจะถึงหัก บ้าชะมัด”

“เรื่องผ่านไปแล้วน่ะ” อามันต์ตบไหล่เมษมารุตเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ผมเอาของฝากมาให้ครับพี่มิงค์ พี่เจตน์ ขอออกไปเอาที่รถก่อน กลัวลืม”

“มีนไปช่วยค่ะ” มัทมีนาอาสาแล้วเดินตามร่างสูงออกจากบ้านไปสองคน ถึงที่จอดรถติดรั้ว อามันต์ก็กดสวิตช์จากกุญแจ สั่งให้ท้ายรถเปิดขึ้น ปรากฏว่าข้างในมีข้าวของเต็มไปหมด เหมือนครั้งก่อนที่มาบ้านเธอไม่มีผิด

“โอ้โห ขนอะไรมาอีกแล้วคะเนี่ย คราวก่อนน่าจะยังกินไม่หมดเลยมั้ง”

“ขนมาให้เลือกนั่นละ” อามันต์ยิ้มให้ ก่อนจะหันไปคว้าตะกร้ากับถุงบรรจุของฝาก แล้วยื่นส่งมาให้เธอ

มัทมีนาใช้มือข้างที่มีผ้าพันแผลรับของอย่างไม่ทันระวัง เจ็บแปล๊บขึ้นมา

“โอ๊ย”

ของร่วงลงพื้น อามันต์หันขวับกลับมา คว้ามือเธอ ในขณะที่ข้าวของบนพื้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย

“มีน”

หญิงสาวทำหน้าแหยมองชายหนุ่ม “ไม่เป็นไรค่ะ มีนลืมเองว่าเจ็บ เดี๋ยวอีกแป๊บก็หาย”

“มันจะระบมเอาน่ะสิ ของอย่างนี้ลืมกันได้ด้วยหรือไง ทำไมไม่ระวังเลย”

คำต่อว่าปนบ่น ไม่ได้หมายระบายอารมณ์โกรธ มัทมีนารู้ มันมีเพียงความหงุดหงิด ความกังวล แต่เขาคงไม่รู้ตัวว่าได้เผยมันออกมา

ในความทรงจำตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มัทมีนารู้จักสายตาแบบนั้นของเขานับแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นกัน กลางควันหนาและเปลวไฟ

มันไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยหายไป เขาแค่ซ่อนมันไว้…พยายามซ่อนมันให้พ้นสายตา แต่สุดท้าย เธอก็เห็นมัน

ใจเต้นไม่เป็นส่ำ…

“มีน…มีเรื่องที่คิดไม่ออก ก็เลยคิดจนลืมตัวค่ะ”

“คิดเรื่องอะไรนักหนาหือ”

“มีนเคยไปเข้าคอร์สศิลปะป้องกันตัวเบื้องต้นสำหรับผู้หญิง ครูบอกว่า…ไม่มีใครจะเข้ามาเซฟเราได้ทันหรอก ถ้าเขาไม่มองเราอยู่อย่างพวกกรรมการบนเวที เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง ล้มให้ถูก ซ้อมให้ชิน แต่มีนคงไม่มีพรสวรรค์ทางนี้ ล้มเท่าไหร่ก็ไม่เก่ง ตอนที่โดนผลักเมื่อกี้ คิดว่าอย่างน้อยก็ต้องเจ็บพอๆ กับม่าน แต่คุณอาก็เข้ามารับทัน เหมือนตอนเกิดอุบัติเหตุเมื่อตอนเป็นเด็ก เหมือนตอนที่โดนลูกเลี้ยงของพ่อทศเล่นงาน แล้วก็เหมือนที่เกิดเรื่องในวันนี้…คุณอาทำให้เรื่องร้ายของมีนเบาลงได้ทันเวลาทุกที จนมีนเริ่มคิด…ว่าที่จริงแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณอาอยู่ใกล้มีนมากแค่ไหน และมันก็คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมีนถึงจำคุณอาได้ ต่อให้เราไม่ได้เจอกันตั้งสิบห้าปี”

ความหมายในดวงตาคู่สวยของเธอยามกล่าวคำพูดเหล่านั้น ทำให้อามันต์หวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก

จริงอยู่…เขารู้ว่าวันนี้อย่างไรต้องเกิดเรื่อง เพราะนายอภิบาลกับภรรยาต้องไล่ล่าหาคนที่สามารถช่วยลูกสาวของตน ตอนที่ภรรยานายอภิบาลผลักเมษมารุต อามันต์รู้ทันทีว่าคนต่อไปต้องเป็นเธอ จึงรีบพุ่งเข้าไปช่วย

มันไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะถึงล้มเธอก็แค่เจ็บตัว แต่เมื่อร่างของเธออยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว หัวใจของเขากลับยังเต้นโครมครามด้วยความตื่นตระหนก

กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เขาต้องทนแบกรับความรู้สึกแบบนี้ เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งเธอโดนคนชื่อบุลินติดตามชี้ตัวโดยไม่มีทางสู้ เจอกับทิชากรเธอก็ต้องหนี พอลูกเลี้ยงนายอภิบาลลงไม้ลงมือ เธอก็เจ็บตัวอีก…

มันสะสม…หนักขึ้น…มากขึ้น…ขึงตึงขึ้นทุกที กระทั่งครั้งนี้ เขาถึงกับสั่นด้วยความกลัว

เขากลัวเธอล้มหัวฟาดพื้น…

เขากลัวว่าหากใช้แขนรับร่างตัวเองแล้วมันจะหัก

เขากลัวว่าเธอจะร้องไห้ เขากลัวว่าเธอจะเจ็บปวด

ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกความรู้สึก มันเกิดขึ้นนานแล้วแต่เขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พยายามปฏิเสธ แต่แล้วมัทมีนากลับเป็นฝ่ายเผยสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าที่เขาเคยรับรู้ ให้เขาฟัง

สำหรับเธอแล้ว สิบห้าปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่เป็นความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวนับตั้งแต่วันที่เขาและเธอเจอกัน หลังจากนั้น เธอก็กระชากเขาให้หันกลับไปหา แม้เขาจะอยู่ท่ามกลางผู้คนนับพันนับหมื่น

ความกล้าหาญของเธอ ทำให้ป้อมปราการที่เขาตั้งขวางกลางระหว่างกัน ค่อยๆ ทลายลง…

“มีน…อา…”

เห็นเขาอ้ำอึ้ง มัทมีนาก็คิดว่าเขาคงเข้าใจ พลอยทำให้เธอเขิน

“ช่างเถอะค่ะ เข้าบ้านเถอะ”

มัทมีนาหมุนตัวเดินนำ แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหันกลับมาใหม่ เพราะอามันต์ไม่ได้ตามเธอมา

หญิงสาวจึงย้อนกลับมา จับปลายแขนเสื้อเขาแล้วกระตุกเบาๆ

“เข้าบ้านเถอะค่ะ พ่อกับแม่รออยู่นะ ไหนจะม่านอีก ขืนชักช้า คุณอาหาของกินไปให้คุณชายไม่ทัน ได้โมโหหิวอีกรอบแน่ อ้อ มีนก็ด้วยค่ะ”

ด้วยความหมายในคำพูด กับรอยยิ้มอันจริงใจและอบอุ่นของเธอ ทำให้ดวงตาที่แห้งเหือดมานานเหลือเกินปวดระบม เหมือนมันพยายามเค้นความรู้สึกที่กดเก็บไว้ก้นบึ้งหัวใจออกมา

วินาทีนั้น อามันต์ยอมจำนนให้แก่ความจริงในใจแล้วว่า เขาต้องการครอบครัว เขาต้องการสิ่งที่มัทมีนามีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ น้องชาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง…ตัวเธอ

Don`t copy text!