รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 27 : ไม่อาจตัดใจ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 27 : ไม่อาจตัดใจ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 27 –

การกลับกรุงเทพฯ ของทศทิศเป็นไปอย่างราบรื่น

ชายหนุ่มยกกระเป๋าเดินทางใบเขื่องลงจากรถแท็กซี่รับจ้างของปีเตอร์ ในเวลาสิบแปดนาฬิกายี่สิบหกนาที ภายใต้การจับตามองอยู่ห่างๆ ของเดวิดและอามันต์

ความจริง การกลับบ้านของผู้ชายคนหนึ่ง แม้จะเป็นแค่การไปทำงานต่างจังหวัดนานติดต่อกันเป็นเดือน มันก็ไม่ควรเป็นเรื่องพิเศษ แต่กว่ามันจะเป็นไปอย่างปกติได้เช่นนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

จากการพยายามหลบหนีในตอนแรก ทำให้เกิดการไล่ล่า เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็วางแผนขัดขวาง สถานการณ์พลิกกลับไปกลับมา ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจจะกำจัดเขา จนเป็นเหตุให้ต้องจบชีวิตลง

สถานการณ์โดยรวม ดูแล้วเหมือนอามันต์จะควบคุมอยู่ แต่เขาก็ไม่อาจทำเป็นลืมว่าเรื่องของทิชากรยังไม่จบอย่างสมบูรณ์ ยังมีโอกาสที่เธอจะหวนกลับมาเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายนั้นมีเรวัตอยู่อีกคน

เรวัตเป็นตัวแปรที่เขาเดาไม่ถูก ทั้งใกล้ชิดสนิทสนมกับศัตรู ในขณะเดียวกันก็ได้ชื่อว่าเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของเขา ที่สำคัญ…หมอนั่นติดต่อกับมัทมีนาได้โดยตรงจนไม่น่าไว้วางใจ ตามหลักแล้วเขาควรกำจัดทิ้งจะได้ไม่เหลือทางเสี่ยง แต่อามันต์ก็ไม่อยากลงมือ

ห้าวันที่เขาให้ทศทิศอยู่กับครอบครัว เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องราวก่อนออกเดินทางไปเก็บตัวอยู่กับเขาจนงานเสร็จ จะเป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว

“นายไปคอยดูแลหมอนั่นแทนพีท…” อามันต์สั่งเดวิดเสียงเรียบขณะมองทศทิศหายลับเข้าไปในบ้าน “…คืนนี้คงอยู่บ้านไม่ไปไหน แต่พรุ่งนี้เห็นว่าจะไปบ้านมีนตอนสาย มีนจำหน้าพีทได้ นายต้องไปแทน”

“ครับลู”

“พรุ่งนี้เจอกันที่บ้านมีน”

 

วินาทีแรกที่ทศทิศก้าวผ่านประตูเล็กด้านหน้าเข้าไปในบริเวณบ้านของมัทมีนา แล้วทอดสายตาไปยังตัวอาคารสีขาวสองชั้นหลังคาสีน้ำเงิน เขาเจ็บกระบอกตาไปหมด

ที่นี่ไม่มีผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่บ้านของครอบครัว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะดีกับทศทิศ ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต ทุกคนในบ้านหลังนี้…เมตตา…และช่วยให้เขาได้รู้ว่าครอบครัวดีๆ พ่อแม่ดีๆ มีอยู่จริง ไม่ใช่คำโกหกหรือเป็นแค่เรื่องเล่าในนิทาน

ในวันที่เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ทำให้ต้องห่างไกลจากทุกสิ่งที่เคยมี ทศทิศเคยคิดว่าอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสกลับมา…หัวใจที่เคยได้รับการเยียวยาจากคนที่นี่ตลอดมา ก็ปรีดาระคนเสียใจ

เขายังไม่รู้เลยว่าจะปั้นหน้าได้ไหม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจตน์และมัญชรี ในเมื่อเขาไม่สามารถเสกสรรชีวิตตัวเองให้ดีกว่านี้ได้ ให้สมกับที่ทั้งสองคนอุ้มชู

ทางที่เขาเลือก…มันน่าอับอายเกินกว่าจะบอกให้เจตน์กับมัญชรีรู้จริงๆ

“เป็นอะไร” มัทมีนาสะกิด เมื่อเห็นเพื่อนมองบ้านของเธอตาแดงๆ

ทศทิศกลืนความรู้สึกพร้อมกับส่ายหน้าให้เธอยิ้มๆ “…คิดถึงนิดหน่อยน่ะ เหมือนไม่ได้มานานมาก”

“ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ล่ะ” หญิงสาวพาเพื่อนเดินไปที่บ้าน “พ่อกับแม่บอกตอนเกิดเรื่องหนักๆ พักก่อน นายก็ไม่ได้มาหา อาศัยคุยกับป้ากันยาทางโทรศัพท์ถึงได้รู้”

“เราไม่อยากให้พ่อกับแม่นายเป็นห่วงน่ะ ช่วยก็ช่วยมาแล้วทุกเรื่อง ตั้งแต่ค่าเทอม ค่ากินค่าอยู่ ขัดสนทีไรก็ให้หยิบยืมไม่เคยทวง ทำงานแล้วยังจะก่อเรื่องปวดหัวให้อีกหรือ ไม่ดีกว่า”

“มันใช่เรื่องที่นายก่อคนเดียวทั้งหมดเสียเมื่อไหร่เล่า นายก็ลูกพ่อแม่เหมือนกัน ท่านออกจะบ่นน้อยใจว่าทำไมไม่มาปรึกษากัน…”

“เอาเถอะ” ทศทิศแตะแขนมัทมีนาเพื่อตัดบท “เรื่องมันผ่านมาแล้ว ป่วยการจะพูด”

“อือ” หญิงสาวเออออกับเพื่อน แล้วพาทศทิศเข้าไปในบ้าน

เจตน์กับมัญชรีรออยู่แล้วที่ชุดโซฟารับแขก ในขณะที่เมษมารุตนั่งกินขนม เล่นแท็บเล็ตอยู่ตรงพรมขนสัตว์เทียมบนพื้น

พอทศทิศก้าวเข้าไป เจตน์กับมัญชรีก็ยิ้มกว้างต้อนรับเด็กที่รักเหมือนลูกอีกคน

“อ้าว มาแล้วๆ มาๆ ไม่ได้มาเสียนาน เป็นไงบ้างน่ะเรา”

ทศทิศเดินเข้าไปสู่อ้อมกอดของมัญชรี ทว่าทันทีที่สัมผัสกับอ้อมกอดที่มีความรักเผื่อให้คนอื่นได้มากมายถึงเพียงนี้ เขาก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ กอดเธอแน่นขึ้นแล้วร้องไห้เงียบๆ

มันมีหลายเรื่องเหลือเกินที่เขาไม่อาจพูด ไม่สามารถบอกให้ใครรู้ และมันก็เก็บอัดอยู่มากมายในใจ

มัญชรีเอง แม้ไม่รู้ว่าทศทิศมีอะไรมากมายในใจ แต่เธอก็พร้อมจะกอดเขาไว้ กระทั่งเขาหยุดร้องไห้ในอีกพักใหญ่ต่อมา

หลังจากนั้น ทุกคนก็ทำเป็นไม่เห็นน้ำตาของผู้ชายคนหนึ่ง

“เป็นไงมั่งลูก สบายดี” เจตน์ถามบ้าง

ทศทิศยกมือไหว้เจตน์ทั้งๆ ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น ก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟาตามที่มัญชรีดึง

“ดีขึ้นเยอะแล้วครับพ่อ ตอนนี้ผมลาออกจากที่ทำงานเก่าแล้วนะครับ กำลังจะไปรับงานใหม่ที่ต่างประเทศ”

“ต่างประเทศเลยเหรอ”

“สมัครไปแล้วเขารับพอดีครับ โชคดี แต่ก็…ยังห่วงๆ แม่อยู่”

“คุยกับแม่หรือยังล่ะ”

“คุยกันเมื่อคืนแล้วครับ เจ้าแฝดเขาขันอาสาว่าจะดูแลแม่ให้ ไม่ต้องห่วง ให้ผมขยันทำงานหาเงิน” ทศทิศหัวเราะหึ “ผมกะว่าจะจ้างพยาบาลหรือไม่ก็คนจากสถานพยาบาลผู้สูงอายุ ให้ผลัดกับวีสองวีสาม น้องจะได้ไม่เหนื่อยนัก”

“เมื่อวานแม่คุยกับแม่กันยา เขาว่าเขาดีขึ้นมากแล้วนะ” มัญชรีพาตัวเข้ามาในบทสนทนา “ดีใจว่าทศจะกลับมาด้วย แล้วนี่จะอยู่สักกี่วันล่ะ”

“อยู่ได้ห้าวันเองครับ ทางนั้นเขาเรียกตัวด่วน”

“ทำไมเร็วจัง”

“คุยกันตั้งแต่ใบลาออกผมยังไม่อนุมัติแน่ะครับ เท่ากับเขารอผมนานมากแล้วล่ะ หมดพันธะทางนี้ก็เลยว่าจะไปให้เขาเลย”

สองสามีภรรยาครางอือด้วยความเข้าใจ

“ถ้างั้นก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก ยังมีพวกเราอยู่ เดี๋ยวจะช่วยๆ ดูให้”

ทศทิศไหว้ทั้งสองคนอีกครั้ง มัญชรีตบไหล่แล้วเขาแทนสามี “ไม่เป็นไรลูก แล้วมันจะดีขึ้นอีกนะ”

“อ้อ ยังมีอีกคนที่อยากเจอเรานะ รู้หรือยัง” เจตน์ทัก

“ทราบแล้วครับ มานีบอกตั้งแต่คุยกัน แล้วนี่คุณอาอยู่ไหนครับ”

“ในครัว” คนตอบตอบกลั้วหัวเราะ “มาทีไรก็ขลุกอยู่ในครัว ปวารณาตัวเป็นซินเดอเรลลาตลอด”

“ทำกับข้าวทำขนมอร่อยมากด้วยนะพี่ทศ” เมษมารุตชูขนมปังหน้าหมูแบบไม่มีเครื่องเคียงให้ดู ทั้งๆ ตายังจ้องจอแท็บเล็ต “พี่มีนบอกว่าน่าจะเพราะเมื่อก่อนเคยทำขนมปังขาย แล้วก็ทำกับข้าวกินเองบ่อยๆ แต่เรื่องนี้อย่าไปทักแกเชียวนะ เดี๋ยวแกคิดถึงเรื่องเก่าๆ แล้วสะเทือนใจ”

“ไปหาเขาสิลูกไป เราเป็นเด็กต้องเข้าหาผู้ใหญ่ก่อน” มัญชรีสั่งได้ เพราะทศทิศก็คิดว่าเธอเป็นแม่อีกคนอยู่แล้ว “ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยก็คุยเรื่องอยากกินอะไรก็ได้ เจ้ามีนนี่เจอทีไรเป็นต้องประจบเอาของกิน ส่วนเจ้าม่านบอกอยากเป็นลูกบุญธรรมคุณอา”

“หา?”

“กลัวแกไม่มีคนช่วยใช้เงิน” เมษมารุตตอบสั้นๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะครืน

ทศทิศขอตัวเดินไปที่ครัว และพบอามันต์กำลังชิมน้ำแกงรากบัวกระดูกหมูอยู่หน้าเตา

หนุ่มวิศวกรเหลียวไปดูด้านหลังเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นใครตามมาก็เอนไหล่ลงพิงกรอบประตู

“ดูคนที่นี่จะคุ้นกับคุณอามากนะครับ ขนาดผมรู้มาก่อนยังแปลกใจเลย…” เขาเอ่ยอย่างเนิบช้า สีหน้าไม่ได้มีความยินดีที่ได้พบผู้มีพระคุณ เพราะความจริงนี่เพิ่งสัปดาห์เดียวที่พวกเขาไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ใช่สิบห้าปีอย่างที่คนอื่นเข้าใจ “ไม่ใช่ว่าต้องพยายามไม่สนิทสนมกันเกินจำเป็นหรือยังไง”

หากเป็นเมื่อก่อน อามันต์คงจะย้ำให้ทศทิศจำอีกทีว่าที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างนี้…เพราะใคร แต่ในเมื่อเรื่องมันดำเนินมาถึงจุดที่เขาเอง…เป็นฝ่ายถลำลึก เขาก็จะไม่โทษคนอื่น

อามันต์จึงทำเพียงปรายตามอง ก่อนจะวางทัพพีลงบนถ้วยข้างๆ เตา แล้วหันไปเปิดตู้ด้านบน หยิบชามกระเบื้องออกมา

ความคุ้นเคยกับที่ทางในบ้านหลังนี้ทำให้ทศทิศไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

“…ผมคงไม่มีอิทธิพลพอถึงขนาดทำให้คุณอากับมานีมีท่าทีสนิทสนมกันขนาดนั้นมั้ง ใช่ไหมครับ”

ทศทิศพยายามอีกครั้ง แต่อามันต์เงียบ ทำเพียงรอให้น้ำมันในกะทะร้อนจนควันขึ้นแล้วเทผักลงไปผัด ให้เปลวไฟแดงๆ ที่ลุกพึ่บขึ้นมา ช่วยเผาความรู้สึกบางส่วนไป

แต่การไม่พูด ไม่ได้ทำให้เรื่องถูกกลบลบหาย เพราะครั้งหนึ่ง…ปีเตอร์เองก็เคยถามทศทิศ ว่าทำไมเขาจึงไม่อาจตัดใจเกลียดทิชากร และเขาก็ไม่สามารถตอบปีเตอร์ได้ การไม่พูดจึงกลายเป็นการยอมรับความจริง

ทศทิศเสียใจที่การตัดสินใจของเขามีส่วนทำให้เรื่องมันกลายเป็นอย่างนี้ แต่ที่แย่กว่านั้นคือเขาแก้ไขมันไม่ได้ ต่อให้เขายอมตายเพื่อถอยออกมา อามันต์กับมัทมีนา รวมถึงทุกๆ คนในบ้านนี้ก็คงจะไม่สามารถลบเลือนความรู้สึก ความทรงจำที่เกิดขึ้นแล้ว

ขนาดเขา…เมื่อรู้ว่าอามันต์เป็นคนอย่างไร เขายังไม่สามารถบิดเบือนความผูกพันระหว่างเขากับผู้ชายคนนี้เมื่อสิบห้าปีก่อน ไม่สามารถโกหกได้ว่าเขาไม่เคยอุ่นใจ ที่บนเส้นทางแสนอันตรายนี้มีอามันต์

มัทมีนาเดินมา ทศทิศเห็นทางหางตาจึงรีบปรับท่าที ก้าวลึกเข้าไปในครัว ก่อนจะกะจังหวะตอนที่เพื่อนรักเดินเข้ามาแล้ว ค่อยพูด

“…เย็นนี้ผมจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน เชิญคุณอาด้วยนะครับ แม่ผมฝากเชิญ”

อามันต์พยักหน้ารับยิ้มๆ เพื่อให้การเล่นละครว่าทุกอย่างยังปกติดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นทศทิศก็รับลูก ด้วยการเปิดหัวข้อสนทนาใหม่

“แล้วเรวัตล่ะ” หนุ่มวิศวกรหันไปหาเพื่อนรัก “นายบอกว่าเขาจะมาหาเราใช่ไหม”

“ใช่”

“เย็นนี้เลยได้ไหมล่ะ ลองคอนเฟิร์มให้หน่อยสิ ถ้ามาได้ พรุ่งนี้เราจะได้เริ่มเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับเดินทาง ไหนจะยังพวกเอกสารที่ต้องดูให้รอบคอบอีก ไม่อยากแบ่งหัวไปคิดทางอื่น”

“ภารกิจรัดตัวจริง” หญิงสาวส่ายหัว แต่ก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดโทร.หาเรวัต

พักเดียว ฝั่งนั้นก็ตอบรับสัญญาณ มัทมีนาจึงถามถึงเรื่องที่จะมาหาทศทิศ แต่ปรากฏว่าเรวัตไม่สามารถมาได้

”เราลาออกจากร้านอาหารในหมู่บ้านนั้นแล้ว ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด”

“ลาออก ลาออกทำไม”

“พอดีช่วงหลังเรามีธุระลาบ่อย เกรงใจเขา ก็เลยว่าลาออกดีกว่า นี่ก็มาต่างจังหวัด”

“กลับบ้านเหรอ”

“ไม่เชิงกลับบ้าน แค่มาธุระน่ะ ทศบอกจะอยู่แค่ห้าวันเองเหรอ”

“เหลือสามวันแล้ว”

เรวัตส่งเสียงอือยาวๆ กลับมาเบาๆ “…เสียดายจัง เราน่าจะกลับไม่ทันน่ะมานี ขอคุยกับทศแทนได้ไหม”

“เอาสิ”

มัทมีนาส่งสมาร์ตโฟนให้ทศทิศ เจ้าตัวทำหน้าอึ้งจนคนส่งหัวเราะขำ “ทำไมต้องทำหน้าคิดไม่ถึงอย่างนั้นล่ะ เพื่อนจะพูดด้วยแค่นี้เอง”

ทศทิศชำเลืองไปทางอามันต์โดยอัตโนมัติ แต่อีกฝ่ายไม่ได้มองกลับมา ยังคงก้มหน้าก้มตาทำอาหารราวกับเรื่องของเรวัตไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอะไร ทั้งที่ความจริงแล้ว…มันอยู่ห่างเรื่องคอขาดบาดตายเพียงนิดเดียว

ในเมื่ออามันต์ปล่อยให้เขาแสดงเอง ทศทิศจึงอ้ำอึ้ง ก่อนรับสมาร์ตโฟนของเพื่อนมาคุย

“…ไง เร”

“ทศเหรอ”

“ฮื่อ”

เรวัตถอนหายใจเบาๆ “…เรารู้ว่านายคงมีเรื่องอยากถามเราเยอะ แต่ก็ช่างเถอะ…มันจังหวะไม่ค่อยดี เราแค่จะส่งข่าวว่าคุณทิชาเขายอมเรื่องลูกแล้วนะ”

“หา”

“เรื่องนี้มานีไม่รู้ อย่าทำพิรุธล่ะ เราพอจะรู้ว่านายกับคุณอาน่าจะมีความลับบางอย่างด้วยกัน”

ทศทิศต้องปฏิเสธ เพราะมันเป็นหนึ่งในข้อตกลงระหว่างเขากับอามันต์

เรื่องงานจะต้องเป็นความลับ จะให้ดีคือเขากับอามันต์จะต้องไม่รู้จักกันในเรื่องงาน แต่มันก็ยากที่จะพูดอะไรออกไปต่อหน้ามัทมีนา

“เร เราไม่ได้…”

“ไม่เป็นไร เรื่องนั้นให้เป็นเรื่องของพวกนายเถอะ เราแค่จะส่งข่าวเรื่องคุณทิชาเฉยๆ”

“…จริงหรือ”

“หมายถึงอะไร เราจะส่งข่าวจริง หรือเรื่องคุณทิชาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า อันไหน”

“เอ่อ…”

เรวัตหัวเราะเสียงใส “เรื่องจริง คุณทิชาเขายอมบอกเราแล้วว่านายไม่ใช่พ่อเด็ก”

“แล้ว…ใคร”

“นายไม่ได้อยากรู้เรื่องนั้นหรอก ใช่ไหม คนที่อยากรู้น่าจะเป็นคุณอา เพราะคุณอากำลังพุ่งเป้าไปที่ผู้ชายคนนั้น เพื่อให้นายพ้นข้อกล่าวหา แต่ที่เขายังไม่ได้ลงมือเพราะข้อมูลจากนายไม่ชัดเจน เขายังสืบอยู่ และไม่แน่ใจว่าใช่ผู้ชายคนที่เล็งหรือเปล่า แต่นายรู้ไหม ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาก็มีวิธีจัดการคุณทิชาโดยไม่ต้องเล่นงานผ่านพ่อเด็กตัวจริง อย่างเช่น…หาใครสักคนมาอุปโลกน์ว่าเป็นพ่อเด็ก หลังจากนั้นก็ทำให้เรื่องมันแดงขึ้นมา ง่ายใช่ไหมล่ะ”

ทศทิศค่อยๆ หันไปหาอามันต์โดยอัตโนมัติ…พร้อมแววตามีคำถามและตื่นตระหนก

อามันต์เห็น แต่ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เต้นตามไปด้วย แต่ก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยเบาๆ เหมือนกระซิบ “โดนยืมเงินหรือเปล่า”

มัทมีนาหันไปทำหน้างงกับชายหนุ่ม อามันต์หันไปยิ้มจนใจกับเธอ พร้อมทำสัญญาณมือ พยักพเยิดกับทศทิศ เป็นทำนองให้หยุดคุย และปิดโทรศัพท์เสีย

หนุ่มวิศวกรหน้าซีดนิดๆ แต่ก็ทำตามโดยดี ตัดสัญญาณกับเรวัตแล้วคืนสมาร์ตโฟนให้เจ้าของของมัน

“เกิดอะไรขึ้น” มัทมีนาถามเพื่อนรัก แต่อามันต์เป็นคนตอบ

“โดนยืมเงินแน่ๆ”

“คะ?”

“เรวัตยืมเงินอาไปหมื่นนึง”

“คะ?!” มัทมีนาร้องเสียงดังกว่าเดิม “เป็นไปได้ยังไงคะ เขาไปยืมเงินคุณอาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“จำวันย้ายบ้านทศได้ไหม อาเป็นคนขับรถมีนมาส่งของเป็นคนสุดท้าย”

“ค่ะ”

“เรวัตมาดักแล้วเราก็ออกไปกินข้าวเย็นกัน คุยกัน จบด้วยการที่อาโดนยืมเงินหมื่นนึง พอเห็นทศทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อาก็เดาว่าคงเรื่องนี้แหละ ใช่ไหม”

ทศทิศตะกุกตะกักเล็กน้อย “…ใช่ครับ เรบอกว่า…มีปัญหานิดหน่อย”

มัทมีนานิ่งอึ้ง…พูดไม่ออกอยู่เป็นครู่ “…จริงเหรอทศ”

“ฮื่อ”

“นึกไม่ถึงเลยแฮะ เรเขาไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้กับมีนเลยนะคะคุณอา ทั้งที่ก็คุยกันในเฟซบ่อยๆ”

“เหรอ?”

“ค่ะ หลังจากแอดเป็นเฟรนด์กัน เรเขาก็มาเมนต์ในเฟซมีนเรื่อยๆ แต่ยังไม่เคยพูดเรื่องยืมอะไรสักที”

“ถ้างั้นก็น่าแปลกใจนะ เพราะตอนเขาคุยกับอา ท่าทางเขาเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ เห็นว่ามีภาระเยอะ อาเห็นว่าหมื่นนึงไม่ได้มากมายก็เลยให้เขาไป แต่ทศกับมีน…” อามันต์โคลงหัว “มนุษย์เงินเดือน หมื่นเดียวก็สะเทือนแล้ว”

“แหม” หญิงสาวค้อนเขา “ใครจะไปเหมือนคนเปลี่ยนรถเดือนละสามคันอย่างคุณอาล่ะคะ”

“นั่นรถเช่า ไม่รู้เหรอ”

“ใครเขาจะให้รถป้ายแดงมาเช่า”

“เอาล่ะๆ ช่วยอายกกับข้าวไปขึ้นโต๊ะไป เที่ยงแล้ว ไม่หิวเหรอ” ว่าแล้วเขาก็ยัดชามรากบัวต้มกระดูกหมูบนถาดใหญ่ใส่มือเธอ “เดี๋ยวอีกสี่อย่างนี่อากับทศช่วยกันถือออกไปเอง”

“เจ้าค่ะ” มัทมีนารับคำอย่างล้อเลียนแล้วเดินออกไปนอกห้องครัว

อามันต์รอจนเสียงฝีเท้าเบาๆ ของเธอหายไปจากโสต ค่อยหันกลับมามองทศทิศด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บุคลิกนุ่มนวลเรียบง่ายหายหน ต่างจากตอนคุยกับมัทมีนาหน้ามือเป็นหลังมือ

“…เรวัตพูดอะไร”

ทศทิศไม่ได้ตอบทันที เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะบอกอามันต์ดีหรือไม่ ในเมื่อข่าวที่เรวัตส่งมา คลับคล้ายว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายของอามันต์

จริงอยู่ เขามอบหมายเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายจัดการแล้ว และอามันต์ก็ไม่จำเป็นต้องมาคอยรายงานความคืบหน้า แค่บอกกล่าวเฉพาะเรื่องที่เขาจำเป็นต้องรู้ เพื่อจะได้เล่นละครได้แนบเนียน แต่ทศทิศก็ยังหวังว่ามันจะไม่มีเรื่องร้ายแรงกับคนที่เขาเกี่ยวข้องด้วย เพราะแค่งานที่ทำอยู่ เขาก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองมากพอแล้ว

“…คุณอาทราบไม่ใช่หรือครับว่าเรบอกอะไรผม ถึงได้บอกให้ผมวางสายเสีย”

“คิดว่าฉันได้ยินที่นายคุยกับเรวัตหรือไง ฉันไม่ได้มีหูทิพย์นะ แต่ฉันรู้ว่านายสองคนไม่ได้คุยกันมานานสิบห้าปี เพราะฉะนั้นมันจะยังมีอะไรให้คุยกันยาวๆ ได้ นอกจากเรื่องเล่าที่เหมือนนิยาย แล้วดูนายตอนนี้สิ ฉันไม่แปลกใจเลยนะว่าทำไมชีวิตนายวุ่นวายยุ่งเหยิงขนาดนี้ ในเมื่อความหนักแน่นสักนิดก็ไม่มี”

“แล้วคุณอาจะให้ผมเชื่อทั้งหมดโดยไม่พิจารณาอย่างอื่นเลยหรือไงครับ”

“นายอยากเชื่อยังไงก็ได้” อามันต์กล่าวเสียงเย็น “แต่อย่าเอาความเชื่อพวกนั้นมาทำให้เสียงาน เพราะมันจะได้ผลลัพธ์ที่นายไม่อยากเห็นแน่ๆ”

ทศทิศนึกกลัวทุกครั้งยามที่อามันต์จับจ้องเขาด้วยแววตานิ่งๆ แต่ซ่อนความดุดันไว้เบื้องหลังความเยือกเย็น ร่างกายของเขามักจะสั่นเบาๆ คล้ายมีปฏิกิริยาต่อคลื่นความรู้สึกที่แผ่มาถึงตัว และมันก็ข่มเขาเสียจนต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนทุกครั้งไป

“…ผมไม่มีทางล้มงานหรอก”

“ดี แล้วยังไง ตกลงเรวัตพูดอะไร”

“…เขาบอกผมว่า ถ้าทิชายังไม่เลิกรา คุณอาคิดจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ร้ายแรงกับเธอ แต่ตอนนี้ทิชายอมวางมือเรื่องผมแล้ว ให้คุณอาเมตตาด้วย…”

อามันต์ไม่รู้ว่าเรวัตไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ไหน ถึงได้กล้า…ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาอุตส่าห์ให้เลงโบไปเตือนว่าอย่ายื่นจมูกเข้ามายุ่ง แล้วเจ้าตัวก็ดูเหมือนเชื่อฟังที่เขาพูด

ไม่รู้ว่ามันเป็นการโกหกหลอกลวงตั้งแต่แรกเริ่ม หรือเพิ่งเปลี่ยนใจหาเรื่อง เพราะสองอย่างนี้มีจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“คุณอาว่าไงครับ” ทศทิศเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จึงเร่งเอาคำตอบ

อามันต์ปรายตามองอย่างรำคาญ “…ฉันไม่คิดจะทำอะไรใครทั้งนั้นแหละ ถ้าคนอื่นไม่เริ่มก่อน”

“แล้วถ้าทิชาไม่เลิกราล่ะครับ”

“ฉันก็ไม่ทำอะไรคนท้องอยู่ดี พอใจหรือยัง”

ทศทิศไม่สามารถตอบได้ว่าเขาพอใจ เพราะเสี้ยวหนึ่งของหัวใจยังไม่คลายความระแวง

“ถ้าทิชายอมรามือแล้ว ผมขอร้อง…อย่าทำร้ายเธอได้ไหม”

อามันต์จ้องทศทิศด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ซึ่งเขาแปลไม่ออก แต่อย่างน้อย…มันก็ไม่ได้อำมหิต

“เหลืออีกสามวัน…ถ้านายไปอยู่ในความดูแลของเราอย่างสมบูรณ์ มันก็หมดเงื่อนไขที่จะเกิดเรื่อง จริงไหม”

“…ครับ”

“ใช่ เพราะฉะนั้นอะไรที่ควรทำ นายก็ทำไป แค่อย่าเต้นตามคนอื่นง่ายๆ เหมือนเมื่อกี้ เพราะทันทีที่นายโดนชักจูงให้เดินออกนอกลู่นอกทาง ไม่เดินตามที่ฉันนำ นายก็จะเจอกับระเบิด…อย่างน้อยตอนนี้เรวัตก็วางไว้แล้วหนึ่งลูก ส่วนนาย…แค่ฟังเขาพูดนิดเดียวก็คิดจะแกว่งออกนอกทางแล้ว”

“ผมไม่ได้แกว่ง“ ทศทิศตอบอย่างโกรธๆ มีความร้อนรนปนอยู่นิดๆ “ผมไม่ได้เชื่อเรวัตมากกว่าคุณอา แต่ผมเลือกที่จะทำให้แน่ใจดีกว่า มันก็แค่เรื่อง…ทิชาเรื่องเดียว”

“ไม่ใช่เรื่องเดียวหรอก แต่เป็นทุกเรื่อง นายคิดว่านายทำได้ด้วยวิธีที่ประเสริฐกว่า จะลองทำเองไหมล่ะ”

ทศทิศพยายามข่มอารมณ์ให้เย็นลง พร้อมๆ กับเรียบเรียงคำพูดในหัว

ระหว่างเขากับอามันต์ มักจะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย

“…ก็ก่อนหน้านี้ ผมรู้จากคุณอาแค่ว่าเรวัตใกล้ชิดสนิทสนมกับทิชา และมีการติดต่อกับมานีเรื่อยๆ แต่เขาก็ไม่พยายามติดต่อผมผ่านมานี ผมเลยคิดว่าเรวัตคงไม่ทำอะไรผม แต่พอคุยกัน เรวัตก็โจมตีผมทันทีด้วยเรื่องคุณอาคิดจะทำร้ายทิชาทั้งที่เธอรามือแล้ว ผมก็เลย…”

“ผิดคาด?”

“ใช่”

พอทศทิศยอมรับ อามันต์ก็มีสีหน้าหงุดหงิดปนรำคาญ “พวกหนอนหนังสือเก่งแต่ในตำรานี่นะ…นิดๆ หน่อยๆ ก็กระเทือน มิน่า…สู้กับใครเขาไม่ได้”

“หรือคุณอาไม่เป็นห่วงครับ ว่าคนอื่นจะโดนหางเลขไปด้วย…ผมหมายถึงมานี”

“ฉันให้เลงโบดูแลมีนอยู่ ไม่ต้องห่วง”

“ไม่จริงหรอก ถ้าคุณอาไม่ห่วง ทำไมคุณอามาอยู่ตรงหน้าผมได้”

“นายอยากเอาชนะฉันให้ได้ใช่ไหม”

“ผมไม่ได้…” ทศทิศขมวดคิ้วจนหน้าผากยับ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหยิบกับข้าวบนโต๊ะสองจาน เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

“วางใจเถอะ เป้าหมายของหมอนั่นไม่ใช่นายกับมีนหรอก” อามันต์ว่า

ทศทิศหันขวับกลับมา “หมายความว่ายังไงครับ”

“ไม่ใช่นาย ไม่ใช่มีน”

“ถ้าอย่างนั้น…”

ใคร?

Don`t copy text!