รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 29 : คุณอาของเรา

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 29 : คุณอาของเรา

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 29 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

‘เย็นนี้พี่โสชวนเพื่อนที่ทำงาน ที่เคยไปงานเปิดตัวนิทรรศการของคุณธนิสร์ด้วยกันอีกสี่คนค่ะ อารมณ์ประมาณอยากเลี้ยงฉลองว่านิทรรศการคราวก่อนประสบความสำเร็จ ขายลิขสิทธิ์ภาพเพิ่มได้อีกหลายภาพจนเป็นประวัติศาสตร์ของวงการ เป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ของคนกันเอง จัดแบบง่ายๆ เรียกรวมตัวกันเร็วๆ ไม่มีนัยอะไรเป็นพิเศษ แล้วก็เลยถือโอกาสชวนคุณอามาด้วยเลยทีเดียว แต่ทีนี้ มีนกับเพื่อนๆ จะไปที่ร้านอาหารในหอศิลป์ตามนัดหลังเลิกงาน คาดว่าแต่ละคนคงไม่เนี้ยบกันมาก เพราะฉะนั้นวันนี้คุณอาห้ามแต่งตัวหล่อเกินหน้าเกินตามีนกับเพื่อนๆ เด็ดขาดนะคะ โอเค้?’

นึกถึงเรื่องที่มัทมีนากำชับ อามันต์อดไม่ได้จะหัวเราะเบาๆ ขณะหันไปวางกระปุกเจลแต่งผมไว้บนตู้ข้างกระจกแบบเต็มตัว พอหันกลับมามองเงาของตัวเอง ก็ยังยิ้มอยู่

เป็นยิ้มที่เกิดจากใจ และแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านหน้าผาก คิ้ว แววตา จมูก ปาก คาง

ดูก็รู้ว่าเขาในตอนนี้มีความสุขมาก มีความสุขถึงขนาดยอมแต่งกายอย่างพิถีพิถันตามที่เธอสั่ง

เสื้อยืดขาวนวลแบรนด์ดีเนื้อนุ่มสวมทับด้วยแจ็กเก็ตดำสนิท กางเกงเข้าชุดกับแจ็กเก็ต รองเท้าผ้าใบสีขาวเฉดเดียวกับเสื้อยืดไม่ผิดเพี้ยน ดูเหมาะกับร้านอาหารแบบแคสชวลในช่วงเย็น และเพื่อจะได้ไม่เกินหน้าเกินตาผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ยังไม่ใช้เครื่องประดับอะไรเลย นอกจากนาฬิกาข้อมือราคาหนึ่งล้านหกแสนบาท

แต่งตัวเสร็จแล้ว ยังอดไม่ได้จะตรวจตราความเรียบร้อยอีกรอบ ไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ข้างหน้าไปข้างหลัง ดูแล้วดูอีกจนตัวเองยังขัน

ใครบอกว่ามีแค่ผู้หญิงที่อยากดูดีต่อหน้าคนที่พึงใจ…ผู้ชายก็เป็นได้เหมือนกัน

“…เป็นเอามาก…”

ชายหนุ่มพึมพำแล้วหยิบกุญแจรีโมตเดินออกจากบ้าน เลือกรถยนต์สีดำจากโรงจอดรถ ขับออกไปใต้แสงอาทิตย์อัสดงที่ค่อยๆ ราแสงลง ด้วยความรู้สึกสงบ…แต่ก็หวานในอกอย่างมีความสุข จนอยากจะให้ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ …ตลอดไป

 

ความอ่อนหวานในหัวใจถูกกลบลบหาย เมื่อขับรถมาได้ครึ่งทางแล้วปีเตอร์โทร.มาแจ้งข่าวที่ทำให้อามันต์ต้องรีบตีรถเข้าจอดริมถนน

เรวัตมาปรากฏตัวที่บ้านทศทิศเมื่อสามสิบนาทีก่อน

“มาส่งแฝดคนน้องครับ แล้วก็เข้าไปในบ้านด้วยกัน ทุกคนตกใจมาก คุณทศเองก็รีบถอยเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตู ส่วนผมกับเดฟก็จับตาดูด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ไม่เกิดเหตุผิดปกติอะไร เรวัตอยู่ในบ้าน ดื่มน้ำแล้วก็เดินดูท่อประปาที่เคยมาซ่อมให้ แล้วก็กลับ ใช้เวลาราวยี่สิบนาที”

ก่อนหน้านี้เรวัตเคยมาช่วยสาวๆ ในบ้านทศทิศไล่งูเห่ากลางดึก กับซ่อมท่อประปาด้านนอกที่แตกใกล้มาตรวัดน้ำ เมื่อประกอบได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนเก่าของมัทมีนากับทศทิศ และมีงานทำเป็นหลักแหล่งอยู่ในร้านอาหารของสโมสรหมู่บ้าน คนในบ้านจึงค่อนข้างไว้วางใจ กระนั้น…เรวัตก็ไม่เคยมายุ่งวุ่นวาย และไม่เคยพาตัวเองมาเยี่ยมในฐานะแขกจวบจนวันนี้

“หลังออกจากบ้านไปแล้ว มีใครตามไปดูบ้างไหม”

“ไม่ครับ ถึงเราจะตรวจซ้ำหลังเรวัตไปแล้วว่าไม่มีคนแปลกหน้าแถวนั้นอีก แต่ก็ไม่กล้าทิ้งคุณทศไว้ เพราะกลัวจะเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ”

“ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติมแล้วเหรอ”

“ไม่มีแล้วครับลู นี่เรวัตไปได้สิบห้านาทีแล้วก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยไม่แน่ใจว่าเรวัตมาปรากฏตัวทำไม ไม่เห็นมีเหตุผล จะบอกว่ามาดูลาดเลาก่อนมาชิงตัวคุณทศ ก็ไม่เห็นมีพรรคพวก จะว่าบุกเดี่ยว…ก็เหมือนเขาไมได้เตรียมตัวอะไรมาเลย เขามามอเตอร์ไซค์คันเดียว ให้น้องสาวคุณทศซ้อนเข้ามาบ้าน ประหลาดมาก”

อามันต์ก็คิดเช่นนั้น…

“จะเอายังไงดีครับลู จะให้คุณทศออกเดินทางตั้งแต่ตอนนี้เลยไหมครับ บางทีเดินทางกลางดึก อาจจะเป็นเป้าสายตาและจัดการง่ายกว่าตอนเย็นวันธรรมดาอย่างนี้”

“แล้วถ้าฝ่ายนั้นรอให้เราร้อนรนจนคิดจะทำอย่างนั้นอยู่ล่ะ”

“ผมก็คิดเผื่ออย่างนั้นด้วย” ปีเตอร์ต่อบทอย่างเครียดขรึม “…การเดินทางกลางดึก ถึงจะเสี่ยงแต่ก็ป้องกันง่ายด้วย แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรทำให้เรวัตทำอย่างนี้ในวันนี้ เวลานี้ แล้วตอนนี้เรามีกันอยู่แค่ไม่กี่คน”

ความจริง เรื่องนี้นับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของอามันต์ เพราะทศทิศเป็นคนสำคัญที่สุดตั้งแต่ต้น การจะปล่อยให้หมอนั่นตกอยู่ในความเสี่ยง เป็นเรื่องที่ขัดต่อความรู้สึกที่สุด ทว่าเมื่อทบทวนเรื่องราวและพฤติกรรมของเรวัตแล้ว อามันต์กลับค่อยๆ มองเห็นจุดเชื่อมโยงการกระทำของฝ่ายโน้น

“…นั่นสิ ทำไมต้องเป็นวันนี้ ทั้งที่ตอนเรวัตรู้ว่าทศจะอยู่บ้านแค่สามวัน คือเมื่อสามวันก่อน ถ้าเป้าหมายของมันคือทศจริง ทำไมไม่ลงมือตั้งแต่วันนั้นหรือเมื่อวาน…”

ระหว่างที่อามันต์วิเคราะห์เหตุการณ์ ปีเตอร์ก็รอฟังนิ่ง…เงียบ กระทั่งเจ้านายสั่ง

“พวกนายดูแลทศไปก่อน เกิดอะไรขึ้นก็เอามันออกจากบ้านแล้วหนีไป ส่วนฉัน…จะไปเปลี่ยนหน้าที่กับเลงโบก่อนแล้วให้มันกลับมาสมทบกับทศ”

“ลูไม่มาด้วยตัวเองใช่ไหมครับ”

“ใช่ ไม่จำเป็น”

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นครับ”

“แล้วจะเล่าให้ฟังอีกที นายตั้งใจดูแลนายทศไว้ให้ดี อย่าให้มีอะไรผิดพลาด เข้าใจไหม”

“ครับ ลู”

ลูกน้องรับคำเสร็จ อามันต์ก็หักรถออกจากริมถนนด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง เพราะความสุขที่เขาได้รับจากมัทมีนาตลอดหลายวันที่ผ่าน หายลับไปทันทีที่รู้ว่างานสุดท้ายก่อนจะวางมือ ส่อเค้ามีปัญหา

เคยตั้งใจไว้ว่าจบเรื่องแล้ว จะกลับมาอยู่ในที่ที่สามารถไปมาหาสู่เธอกับครอบครัวได้ เหมือนคนทั่วๆ ไปเสียที ก็กลับไม่เป็นไปดังที่คิด

ทำไมเขาถึงต้องเป็นฝ่ายได้รับความทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

ทำไม…

 

การจราจรช่วงเย็นทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าปกตินิดหน่อย กระนั้นอามันต์ก็เดินทางมาถึงอาคารจอดรถของหอศิลป์ก่อนเวลานัดหมาย

หลังนำรถเข้าจอดในช่องจอดแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปตามทางเดินเงียบ มีรถจอดไม่มาก มุ่งสู่ลิฟต์สำหรับพาไปสู่อาคารจัดแสดงผลงาน ในความสงัดของอาคาร มีเสียงเครื่องยนต์รถแว่วมาบ้างจากชั้นอื่น ทว่าบนชั้นเดียวกับที่อามันต์เดิน ไม่มีเสียงที่ควรมี กลับมีเสียงบางอย่าง แว่วเข้ามาในโสตประสาทหนึ่งเสียง

เบา…จนไม่สมควรได้ยิน ทว่าสำหรับอามันต์ผู้ได้รับการฝึกมาอย่างเข้มงวด ตั้งแต่รู้ตัวว่าจะทำธุรกิจค้าเครื่องกระสุนปืน เขาได้ยิน

มันไม่ใช่เสียงฝีเท้า เพราะฝ่ายนั้นเดินได้เบาราวกับแมวย่อง ทว่ามันเป็นเสียงสัญญาณชีพของสิ่งมีชีวิต ซึ่งประกอบด้วยลมหายใจ ความร้อน และรังสีของความรู้สึก รังสีที่เจ้าของเสียงฝ่ายนั้นส่งมาถึง มีความแหลมคม จดจ่อ แต่ก็ไม่ถึงกับกระหายเลือด

เมื่ออามันต์สัมผัสถึงมันได้ก็ค่อยๆ เพ่งหาจุดกำเนิด ในตอนที่แน่ใจในระยะห่างระหว่างกันและกันว่าอยู่ในราวๆ สิบเมตร…ไม่สามารถจู่โจมได้ถึงตัวในทีเดียว เขาก็เดินไปที่ลิฟต์ กดเรียก ทว่าระหว่างที่ลิฟต์ยังมาไม่ถึง ฝ่ายตรงข้ามก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปช้าๆ …ไกลออกไปยังจุดที่เขาจอดรถไว้เมื่อครู่

พอลิฟต์มา อามันต์ก็ก้าวเข้าไป กดให้ประตูเลื่อนปิด แล้วเลือกหมายเลขชั้นตามปกติ พอถึงจุดหมาย เขาก้าวออกไปและใช้บันไดหนีไฟ ย้อนกลับมาชั้นเดิม จากนั้นก็มุ่งไปที่รถของตนด้วยการซ่อนตัว ลัดเลาะไปตามรถยนต์ที่จอดอยู่

ขาดอีกเพียงไม่กี่เมตรจะถึง คนที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ด้านหลังรถยนต์สีดำคันหรูก็รู้ตัว พุ่งตัวกลิ้งหลบเหล็กแหลมเล็กคมมีความยืดหยุ่น ที่ฟาดลงมาจากด้านบน ปลายเหล็กแหลมยาวราวเมตรครึ่ง เกี่ยวโดนเสื้อด้านหลังจนขาดยาวสองนิ้ว ก่อนจะฟาดลงบนพื้นปูนซีเมนต์ ทว่าเหล็กแหลมที่ดูเหมือนของเล่นกลับทำให้พื้นปูนซีเมนต์กระเทาะแตก

เรวัตเหลียวมองความเสียหายบนพื้นปูนแวบหนึ่ง ก่อนจะกระโดดถอยแล้ววิ่งไปหลบหลังรถยนต์คันข้างๆ ให้มันเป็นปราการกั้นกลางระหว่างเขากับอามันต์

อามันต์ไม่คิดจะเล่นไล่จับกับฝ่ายตรงข้าม จึงเก็บอาวุธซึ่งสามารถหดกลับจนเหลือแค่คืบเดียวไว้ในอกเสื้อ ขณะเดียวกันก็มองอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ละสายตา

เรวัตเห็นอีกฝ่ายไม่จู่โจมแล้วก็ยิ้มแห้ง “…ของเล่นน่าสนใจนะครับ คุณอา เสื้อผมเพิ่งซื้อมา ขาดหมด”

“นายต้องการอะไร”

คนไร้อารมณ์ขันถามด้วยสีหน้าเอาจริง เรวัตถอนใจนิดหนึ่ง

“กะจะทำอะไรกับรถนิดหน่อย แล้วไปแจ้งรปภ.ให้มาดู”

“เพื่อที่ฉันจะได้โดนเรียกกลับมาที่รถ?”

เรวัตไม่ตอบ เพราะเมื่ออามันต์ดูจะรู้ทันเขาทุกอย่าง สิ่งที่ทำลงไปจึงเหมือนสิ่งไร้ค่า…เหนื่อยเปล่า

“…ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณอากับทศกำลังทำอะไรอยู่ ผมจินตนาการไปไม่ถึง แต่ผมไม่ได้หวังร้ายกับเพื่อน แล้วก็คุณอาก็แล้วกัน”

“นายพยายามไม่ให้ฉันมาที่นี่ วันนี้ ใช่ไหม”

อามันต์ถาม…ทั้งๆ ที่แน่ใจอยู่แล้วว่า…ใช่

จุดประสงค์ของเรวัตคือการขัดขวางไม่ให้เขามาที่นี่ วันนี้

ตอนที่พบเรวัตครั้งแรกที่บ้านทศทิศ หลังเวลาและอดีตผ่านไปนานถึงสิบห้าปี เขาก็สงสัยแล้วว่าอะไรทำให้เรวัตดูตกใจที่ได้พบเขาอีกครั้ง เพียงแต่มันเป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถขุดขึ้นมาดูได้ จึงได้แต่ทำใจปล่อยมัน

หลังจากนั้น เรวัตก็พยายามสานสัมพันธ์กับมัทมีนาในฐานะเพื่อนเก่าที่มีโอกาสกลับมาพบกันใหม่ เหมือนต้องการจะติดตามการเคลื่อนไหวของฝ่ายเขา แต่ก็น่าแปลก ที่เรวัตทำไป โดยไม่ได้มีท่าทีคิดจะทำอันตรายมัทมีนา หรือขายเพื่อนด้วยการบอกเรื่องบ้านของทศทิศให้ทิชากรรู้

เรวัตเพิ่งจะขยับตัวจู่โจมด้วยคำพูดที่ทำให้ทศทิศรู้สึกว่าเรื่องของทิชากรจะร้ายแรงขึ้น หากปล่อยให้เขาลงมือต่อ ก็ตอนรู้โดยไม่คาดฝันจากมัทมีนาว่าทศทิศจะอยู่กรุงเทพฯ อีกเพียงสามวัน

มันไม่ใช่การยุแยงตะแคงรั่ว เพราะถ้าเขากำจัดคนถึงเจ็ดคนในคืนเดียวได้เพื่อความปลอดภัยของทศทิศ หรือไม่ก็ความปลอดภัยของตัวเอง อย่างไรเสียเรื่องนี้มันต้องใหญ่โตจนไม่สามารถจบได้ง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของคนอื่น มันจึงเป็นแค่การกระตุ้นให้เขาจับตาดูผู้พูดมากขึ้น และมาวันนี้ จู่ๆ เรวัตก็ไปปรากฏตัวที่บ้านของทศทิศ ทำให้ปีเตอร์ เดวิด และตัวทศทิศเองเกิดความแตกตื่น

จากนั้นเรวัตก็มาปรากฏตัวที่นี่เพื่อจับตาดู…และขัดขวางไม่ให้อามันต์ไปตามนัดหมาย

“มันมีอะไร”

“…คุณอาจะมีความสุขกว่านะครับ ถ้าไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น”

ตอนที่เรวัตตอบ อามันต์สังเกตเห็นขอบตาอีกฝ่ายแดงก่ำ แต่มันก็บอกอะไรเขาไม่ได้

เมื่อรอจนแน่ใจแล้วว่าเรวัตจะไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม อามันต์ก็ค่อยๆ ถอยออกจากจุดที่ปะทะกันเมื่อครู่ ทิ้งให้เรวัตยืนหลับตาด้วยความ…เสียใจอยู่ลึกๆ

การรู้เหตุผลของเรื่องราวจนทะลุปรุโปร่ง ไม่ใช่ใบรับรองว่าจะสามารถจัดการอะไรก็ได้ตามใจตน

นับตั้งแต่รู้ว่าความเลวร้ายทั้งหลายกำลังหายใจรดต้นคอพวกเขาอยู่ เรวัตก็รู้แล้วว่าบางสิ่งบางอย่าง…ได้เตรียมจุดจบไว้ให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ทุกย่างก้าวของอามันต์…เขารู้สึกเหมือนได้ยินประโยคที่เรวัตพูดซ้ำๆ ไม่หยุด

‘…คุณอาจะมีความสุขกว่านะครับ ถ้าไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น’

เรวัตไม่ได้เตือนให้อามันต์ระวังอันตรายอันจะเกิดกับตัวเอง กับมัทมีนา หรือกับคนอื่นๆ แต่เรวัตพูดถึงการที่เขาจะไม่มีความสุขหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ‘คนพวกนั้น’

ความจริง อามันต์น่าเยาะหยันคำพูดของเรวัตเสียด้วยซ้ำ เพราะคนอย่างเขา…ลึกๆ แล้วสิ่งที่รออยู่อาจจะเป็นความตายก็ได้ แต่ไม่รู้เพราะอะไร ยิ่งใกล้ร้านอาหารซึ่งเป็นจุดนัดหมาย หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทีละน้อย ทิวทัศน์รอบกายค่อยๆ เลือนหาย เหลือเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่ดังตุบ…ตุบ

ครั้งแรกที่เขารู้สึกคล้ายๆ แบบนี้คือตอนที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าลูกเมียถูกฆ่าตายหมด ร่างกายเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง เท้ามันลอยๆ เหมือนไม่ได้เหยียบอยู่บนพื้น รอบข้างมีแต่สีขาวโพลน วันนี้ความรู้สึกแบบนั้น…หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

“คุณอา!”

เสียงเรียกอย่างร่าเริงดังขึ้นข้างหลังอย่างกะทันหัน

อามันต์ถึงกับสะดุ้งเฮือก หันขวับ

มัทมีนามาถึงตัวเขาในตอนนั้น แล้วเธอก็คว้าแขนเขาไว้

“ดีจัง มาถึงพร้อมกัน!”

มือน้อยๆ ที่คว้าจับเขาไว้ทั้งสองมือกับเสียงเรียกที่เปี่ยมด้วยความสุข ทำให้อามันต์นึกถึงวันที่มัทมีนาทักเขาที่ตลาดเหราเหออีกครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางผู้คนมากมาย กับเวลาสิบห้าปีที่ห่างเหิน มีแค่เธอคนเดียวที่จำเขาได้…และฉุดรั้งเขาไว้

ในโลกสีขาวไร้สีสันของเขา…อามันต์รู้สึกเหมือนรอยยิ้มของเธอคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดแล้ว นอกจากนี้เธอยังค่อยๆ ทำให้โลกของเขา…กลับมาเป็นเหมือนเดิม

“ทำไมมือเย็นคะเนี่ย”

คนมีสิทธิ์…จับมือเขาอย่างฉงน อามันต์จึงกระชับมือของเธอเพื่อให้ไออุ่นแทรกซึมเข้าไปจนถึงหัวใจที่เย็นเยียบของตน

“…ไม่มีอะไร แอร์ในรถหนาวไปหน่อย”

“รถใหม่” หญิงสาวยิ้มล้ออย่างซุกซน ก่อนจะออกตัวเดิน

อามันต์เป็นฝ่ายที่ไม่ยอมปล่อยมือเธอ ซึ่งมัทมีนาแค่หันมายิ้มให้อย่างอบอุ่น แต่พอใกล้ถึงแล้วเห็นกลุ่มคนยืนมุงอยู่หน้าร้านอาหาร มือที่จับกันอยู่ก็คลายออกอย่างรู้กาลเทศะ

“นั่นเพื่อนๆ มีนนี่คะ ทำไมไม่เข้าไปในร้านล่ะ” มัทมีนารำพึงแล้วเดินนำอามันต์เล็กน้อย ตรงเข้าไปหาเพื่อนผู้ชายซึ่งยืนกอดอกรวมอยู่ในคนกลุ่มนั้น

“ปิ๊บ!”

เพื่อนหันมาทันที “อ้าว มาแล้วเหรอ”

“ทำไมไม่เข้าไปในร้านล่ะ ยืนทำอะไรกัน”

“ข้างในเขามีสัมภาษณ์พี่ไทด์ลงนิตยสาร ต้องถ่ายรูป จัดแสงจัดท่า ร้านไม่ใหญ่ขนาดนั้น เราเลยต้องรอข้างนอก”

“หา?”

เพื่อนผู้หญิงที่สังเกตเห็นมัทมีนาแล้ว ขยับเข้ามาพูดเบาๆ “เมื่อกี้พี่โสแกออกมาบอกว่าจองร้านนี้ไว้ให้พวกเราตอนหกโมง นี่เพิ่งห้าโมงสี่สิบห้า เพราะงั้นเหลืออีกสิบห้านาที มาก่อนเวลานัดก็งี้แหละ กรุณายืนรอไปสิ”

“โหย แรงอะ ซานิ”

“เอาจริง ก็ไม่ได้เคืองอะไรนางหรอกนะเว้ย” ยิ่งพูด เพื่อนยิ่งเสียงเบาลงไปอีก “ออกจะทึ่งๆ นางอยู่ แกคิดดูดิมานี ตอนแรกพวกเราก็งงนะว่าทำไมนัดฉุกละหุก อยากให้เรามาวันนี้ให้ได้ นี่ไงคำตอบ เขาขิง (1) แกอยู่นะเว้ย รู้ตัวหรือเปล่า”

มัทมีนาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพื่อนซึ่งรู้จักท่าทางกันดีอยู่แล้วจึงต่อบท

“พี่ไทด์มีสัมภาษณ์นิตยสารวันนี้ที่หอศิลป์ เขาก็บอกจะเลี้ยงพวกเราวันนี้ เขาเรียกสร้างโอกาสจากสถานการณ์ไง ได้เลี้ยงพวกเราด้วย ได้ขิงพวกเราด้วย แล้วเมื่อกี้ตอนแกยังมาไม่ถึง รู้ไหมไอ้ปิ๊บได้รับการแนะนำตัวให้นักข่าวรู้จักด้วยนะเว้ย”

“อ้าว ยังไง”

ซานิผายมือไปยังเพื่อนผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลาเอาการ “ไอ้ปิ๊บ นักเรียนนอก นามสกุลดัง พ่อแม่ทำธุรกิจเหมือนบ้านพี่โสกับพี่ไทด์ ในขณะที่กู เอ้ย ดิฉันค่ะ ยืนหัวโด่อยู่ข้างไอ้ปิ๊บ นางไม่ดึงเข้าไปทักทายพี่ไทด์นะคะ”

“…คิดมากไปหรือเปล่าซานิ”

“ไม่ได้คิด” เพื่อนสั่นหัวเร็วๆ “ไม่ได้โกรธด้วย เอาจริงพวกเราเข้าใจดีนะ สังคมมันก็อย่างนี้ แค่กำลังทึ่ง ชะมะไอ้ปิ๊บ”

“เออ ทีแรกก็งงนะ พาเราเข้าไปทำไมไม่เรียกไอ้ซานิไปด้วยวะ ดันบอกให้ซานิรอแป๊บ ปรากฏ นางพาไปทักทายพี่ไทด์กับอวดนักข่าวอีกนิด เสร็จแล้วก็ผลักเราออกมายืนรอนอกร้านต่อ ค่อยมาได้คิดตอนนั้นแหละว่าเออ…กูโดนใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้พี่ชายเขาไปแล้วนี่ ชิบหายละ เหลี่ยมคูกูโดนลบโดยไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย คุณหญิงแม่รู้ คุณหญิงแม่หยิกกูเนื้อเขียวแหงๆ”

“นี่ดีนะไซน์กับท๊อปมันขาเลต ไม่งั้นไซน์มันโดนลากไปคู่ไอ้ปิ๊บแน่ๆ กลับบ้านคุณหญิงแม่กระทืบปิ๊บเละเลยทีนี้ ข้อหาคบหากับลูกคนที่เขม่นกันไม่เลิกไม่รา”

“ด้วยเหตุนี้” เพื่อนผู้ชายยิ้มแบบเสแสร้งสุดชีวิตให้มัทมีนา “พวกเราจึงต้อง ‘รอกันก่อนนะจ๊ะเด็กๆ’ อยู่หน้าร้าน ทั้งที่อยากแดก เอ้ย ดื่มน้ำสักหน่อย”

มัทมีนาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปคว้าแขนผู้ชายตัวสูง ค่อนข้างแบบบางที่ยืนอยู่ไม่ไกลมาแนะนำกับเพื่อนทั้งสองคน

“คุณอาเรา”

เพื่อนๆ รีบยกมือไหว้ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนต่อหน้าอามันต์

“ใช่ที่พี่โสตื๊อแกเช้ายันเย็นว่าขอให้พามาด้วยใช่ไหม”

มัทมีนาโคลงศีรษะ “ฮื่อ”

“เห็นอย่างนี้ไม่แปลกใจแล้วล่ะ” เพื่อนพึมพำพร้อมปั้นหน้าแบบ ‘รู้กัน’ ให้มัทมีนา

ตอนนั้น โสรยาเห็นอามันต์จากในร้าน จึงรีบออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี

“คุณอา มาแล้วหรือคะ ดีใจจังค่ะ มาค่ะ เชิญค่ะ เข้ามานั่งข้างในก่อน!”

หญิงสาวชวนพร้อมยื่นมือมา ทว่าอามันต์ดึงแขนหลบก่อนเธอจะโดนตัว

ความเงียบอันชวนกระอักกระอ่วนเกิดขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะอันตรธานไปเมื่ออามันต์แก้ไขสถานการณ์ ด้วยท่าทีเหมือนเมื่อครู่ ไมได้เกิดเรื่องอะไรใหญ่โต

“ข้างในเขาทำงานกันไม่ใช่หรือครับ ไม่เข้าไปรบกวนดีกว่า”

“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณอา เขาใช้พื้นที่แค่ครึ่งเดียว โสกันโต๊ะไว้ให้พวกเรานั่งรอกันแล้วสองโต๊ะ เข้าไปพร้อมกันหมดได้เลยนะคะ ไปค่ะคุณมีน”

โสรยาเปลี่ยนเป้าหมายเป็นมัทมีนา โดยการจับมือแล้วดึงเข้าไปในร้าน ทำเอาเพื่อนอีกสองคนหันไปเลิกคิ้วให้เป้าหมายที่แท้จริง

“เข้าไปกันเถอะครับคุณอา ไหนๆ ก็ไหนๆ”

อามันต์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะตามเด็กๆ เข้าไปด้านใน และเลือกที่จะนั่งบนเก้าอี้ที่หันหลังให้กับทีมงานจากนิตยสาร

โสรยาฝากฝังโต๊ะของพวกเขากับผู้จัดการร้านแล้วพามัทมีนาเข้าไปหาธนิสร์ เหมือนที่ทำกับเพื่อนของเธอเมื่อครู่ ทว่าการปรากฏตัวของเธอดึงดูดความสนใจของนักข่าวได้มากกว่าหนุ่มนักเรียนนอก ลูกชายคุณหญิง เนื่องจากธนิสร์แสดงออกว่ายินดีมากที่ได้พบเธอ ถึงกับทักทายด้วยเสียงที่แจ่มใส ชัดเจนกว่าที่ใช้ตามปกติ

อามันต์ได้ยินเสียงผู้ชายที่ชื่อธนิสร์พูดกับมัทมีนาว่า… “ขอโทษด้วยครับ ผมกะเวลาผิดไปหน่อย ยกโทษให้ผมนะครับ”

มันทำให้เขาตัวชา ความรู้สึกเหมือนตอนเห็นโลกเป็นสีขาวโพลน หวนกลับมาอีกหน

ชายหนุ่มค่อยๆ สั่งตัวเอง…บังคับตัวเอง…ให้หันไปทางเจ้าของเสียง ตอนนั้น ธนิสร์หัวเราะกับนักข่าวจากนิตยสารและพูดต่ออีกหลายประโยค แต่แม้จะห่างกันเพียงสามเมตร อามันต์กลับฟังอีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เป็นเพราะฝ่ายนั้นพูดอย่างระมัดระวังเกินควรจนเหมือนจะช้าไปนิดหนึ่ง หรือเขาหูอื้อ ได้ยินเสียงแว่วซ้อนทับกับเสียงของธนิสร์ในหัว

อามันต์รู้สึกเหมือนเลือดในกายไหวเวียนช้าลงอย่างปัจจุบันทันด่วน จากนั้นก็เริ่มหนาวมากขึ้น และค่อยๆ รู้สึกเหมือนโดนดึงกลับไปอยู่ในโลกขาวโพลน

ในโลกนั้นมีภาพบิดเบี้ยวรางเลือนผุดขึ้น เป็นช่วงขณะที่เขาใกล้จะหมดสติสัมปชัญญะจากการโดนทำร้ายด้านหลัง…

ในคืนที่ลูกเมียเขาถูกฆ่าตาย

มีคนคนหนึ่ง…ส่งเสียงร้องโวยวาย

อาจจะไม่ดังจนสามารถเรียกความสนใจของผู้คนที่กำลังเงยหน้าดูพลุในงานเทศกาล แต่เสียงนั้นก็เสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทที่ใกล้จะดับของเขา

‘…อย่า’

‘ทำไมต้องทำเขา…’

‘ไม่เอา ผมกลัว’

‘ยกโทษให้ผมด้วย!’

ยิ่งธนิสร์พูดกับมัทมีนามากเท่าไร อามันต์ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางคำของชายหนุ่มรุ่นเดียวกับเธอ ซ้อนทับความทรงจำที่ไม่เคยเลือนหายไปจากหัว

มันหลอกหลอนเขาทุกคืนในช่วงต้น ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งระยะ แต่ความจริงแล้วมันไม่เคยจางหายไปด้วยกาลเวลา มันแค่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เพื่อรอเวลาจะกลับมาทำร้ายเขาใหม่

โลกของอามันต์กลายเป็นสีขาวไปแล้ว เมื่อได้ยินธนิสร์พูดคำสุดท้ายว่า ‘ผมต้องหนีรถติดแทบตาย เพราะกลัวจะไม่ทัน’

ตาย…

กลัว…

อามันต์รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลายเป็นซากศพเย็นชืด มือเกร็งจับเท้าแขนเก้าอี้แน่นเหมือนไม่สามารถปล่อยได้จนชั่วชีวิต ในหัวมีภาพเลือนๆ ในคืนวิปโยคผุดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเหมือนมันจะทะลักออกมาจากทุกรูขุมขน

มัทมีนาขอตัวกลับมาตอนนั้นและสังเกตเห็นเข้า จึงก้มตัวลงกระซิบถามด้วยความเป็นห่วง

“คุณอาเป็นอะไรไปคะ”

มือของเธอที่แตะลงมาบนแขนเขาอย่างนุ่มนวลช่วยดึงให้เขากลับมาจากโลกสีขาวอีกหน อามันต์ค่อยๆ ปล่อยมือที่เกร็งอยู่ เพื่อจับมือของเธอ

ทันทีที่มือของเขาแตะโดนมือของเธอ…มัทมีนาถึงกับสะดุ้งเฮือก เนื่องจากมันเย็นเฉียบ…เย็นเหมือนน้ำแข็ง

ทีมนิตยสารเสร็จงานตอนนั้นพอดี โสรยาแวบมาขอตัวกับเด็กๆ “เดี๋ยวพี่ไปส่งพี่ๆ เขาที่ลิฟต์ก่อนนะคะ สั่งอาหารรอไปก่อน แป๊บเดียว”

เพื่อนๆ ของโสรยารับคำอย่างว่าง่าย ในขณะที่อามันต์กัดฟัน…พยุงตัวลุกขึ้น แล้วตามกลุ่มของนิตยสาร โสรยาและธนิสร์ออกจากร้าน

มัทมีนามองด้วยความงุนงง ก่อนจะตัดสินใจตามเขาไป

 

เชิงอรรถ : 

(1) แสลง แปลว่า อวด

Don`t copy text!