รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 8 : ใส่ร้ายอันน่าบัดสี

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 8 : ใส่ร้ายอันน่าบัดสี

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 8 –

มัทมีนาหน้าชา…

ต่อให้มันไม่ใช่ความจริงแม้คำพูดเดียว เธอก็ไม่คุ้นกับการโดนใส่ร้ายกันแรงขนาดนี้

ตลอดเวลานับตั้งแต่มีโอกาสรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เรียน เล่น และไม่คิดจะบีบให้ทางเดินของตัวเองแคบลงด้วยการทำผิด จนต้องละอายฟ้าเกรงกลัวดิน แต่แล้ว…ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเธอทำเรื่องน่าบัดสี มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ เหมือนร่างกายไม่ตอบสนองไปแวบหนึ่ง ชาตั้งแต่หน้าจนลามมาถึงมือ

แย่งสามีคนอื่นหรือ มัทมีนาโกรธจนหน้าซีด

“พี่โสคะ เรียกรปภ.ค่ะ แจ้งตำรวจให้ด้วย มีนอยากรู้ความจริง แต่มีนจะไม่ยืนทนให้คนอื่นมาใส่ร้ายกันอย่างนี้ เอาไว้ไปคุยกันที่โรงพัก”

“ค่ะ ค่ะ” สาวรุ่นพี่ลนลานนิดๆ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ทำให้มีสติพอจะหันไปกวักมือเรียก พนักงานที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ซึ่งก็หันมามองพอดี

“ดาด้า ดาด้า! มาเร็ว!”

จากนั้นก็รีบพุ่งไปที่ประตูบริษัท เพื่อตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ตอนที่โสรยาผละไป ทิชากรเตรียมจะบริภาษต่อแล้ว แต่มัทมีนาชิงถามก่อนว่า

“สามีเธอชื่ออะไร”

“ชื่ออะไรงั้นเหรอ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องยังจะ…!”

“ฉันถามว่าชื่ออะไร!” มัทมีนาตะคอกกลับบ้าง เสียงดัง “ไม่ใช่เอาแต่เป็นบ้าร้องกรี๊ดๆ ให้คนอื่นเขาทุเรศนัยน์ตา แล้วตอบดีๆ นะ ถ้าหลุดชื่อหมูหมากาไก่ที่ฉันไม่รู้จักออกมา ฉันส่งเธอเข้าคุกแน่!”

ท่าทางหยิ่งผยองราวเจ้าหญิงผู้แน่ใจว่าทั้งชีวิตไม่เคยทำผิด ไม่กลัวเกรง ไม่อายฟ้าอายดิน ทำให้ทิชากรยิ่งเข่นเขี้ยว โทสะที่สูงเทียมเมฆอยู่แล้ว ยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก

“ไม่ต้องมาทำหน้าว่าไม่รู้ไม่เห็น หน้าด้าน! ฉันสืบมาหมดแล้ว ถึงได้ตามตัวแกมาจนเจออยู่นี่ไง ไม่มีทางที่แกจะปฏิเสธได้หรอกว่าไม่จริง ผัวฉันชื่อทศ รู้จักไหมล่ะ ทศทิศน่ะ!”

คำขู่อาจจะไม่มีผลใดๆ ต่อมัทมีนา เนื่องจากเธอเองก็โกรธมาก โกรธจนตัวเริ่มสั่น แต่การได้ยินชื่อทศทิศ ก็ทำให้อะไรๆ กลับตาลปัตร

หญิงสาวถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเอาอากาศไปไล่โทสะที่ใกล้ระเบิดเต็มที

ที่แท้ผู้หญิงคนนี้คือ ‘ทิชา’ ภรรยาของเพื่อนรักเธอ มัทมีนาไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อจริงนามสกุลจริงจากปากทศทิศ จึงไม่รู้จัก เท่าที่ได้ยินจากน้องสาวฝาแฝดของเขามา ก็มีแต่คุณสมบัติในด้านลบล้านประการ ซึ่งรวมๆ กันแล้วเรียกว่า ‘อำมหิต’

“ที่แท้…คุณก็คือผู้หญิงที่ไปกดดันป้ากันยาถึงเตียงในโรงพยาบาล ทั้งที่ป้ากันยารักษามะเร็งอยู่จนท่านอาการทรุด เกือบเอาชีวิตไม่รอด แล้วก็เรียกสินสอดทองหมั้นตั้งสิบล้านเอากับคนที่เพิ่งจบออกมาทำงานได้ไม่เต็มห้าปีดี พอผู้ชายไม่มีให้ก็ตามกดดันทุกทาง เพื่อให้เขายอมรับลูกในท้องให้ได้นี่เอง ใช่ไหม”

คราวนี้กลายเป็นทิชากรที่หน้าชา เพราะคนที่ยืนมุงอยู่ห่างๆ ล้วนได้ยินแล้วพากันทำหน้าเหมือนเพิ่งบรรลุว่า ที่แท้แล้วคนที่ร้ายกาจในเหตุการณ์นี้คือใคร

ตอนนั้นโสรยา พนักงานรักษาความปลอดภัย และพนักงานประชาสัมพันธ์มาถึงแล้ว แต่ยังไม่ตรงเข้าจัดการอะไร เพราะสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน

“ขอโทษนะคะ” มัทมีนาต่อบทโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายรุกไล่ “ฉันเห็นใจว่าคุณไม่อยากเป็นฝ่ายผิด แต่การที่คุณคิดว่าผู้หญิงทุกคนในโลก ทั้งเพื่อนร่วมงานผู้หญิง ทั้งผู้หญิงที่แค่เดินผ่านไปมา ไม่เว้นแม้แต่แม่กับน้องสาวของเขา ยังพยายามแย่งสามีคุณ มันเป็นจินตนาการที่ฉันเข้าไม่ถึง ถ้าฮอร์โมนมันแปรปรวน ฉันขอแนะนำว่าหมออาจจะมียาให้กิน ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองอาละวาดไปทั่วเมืองอย่างนี้ พี่ๆ คะ ฝากจับไว้ด้วยนะคะ มีนอยากกลับบ้านเต็มที ไร้สาระ”

พนักงานแผนกประชาสัมพันธ์ไม่ทันได้รับคำ ทิชากรก็คิดจะพุ่งเข้าหามัทมีนาจนพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องตะครุบตัว

มัทมีนาได้ยินเสียงชุลมุนก็หันกลับไปเตือน

“ระวังด้วยนะคะพี่ เขาท้องอ่อนๆ อยู่ ใส่ส้นสูงอย่างนั้น ไม่รู้มีแผนอะไรหรือเปล่า”

พอบอกอย่างนั้น โสรยาเป็นคนแรกที่ร้องด้วยความตกใจ แล้วผละออกจากกลุ่มที่ช่วยกันตะครุบตัวสาวท้อง ในขณะที่พนักงานประชาสัมพันธ์คนสวยเองก็ผละออก แล้วกระโดดไปเกาะกลุ่มกับโสรยา เหลือเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยคนเดียวที่ไม่กล้าปล่อยเพราะอีกฝ่ายอยู่ในลักษณะจะพุ่งไปให้ได้ ขืนปล่อย…ก็หน้าทิ่มเท่านั้น

“คุณดาด้า อย่าปล่อยให้ผมจับคนเดียวสิครับ ผมกลัว!”

“เธอจะกลัวทำไม ตัวเธอออกโต หิ้วเขามือเดียวยังได้เลย จับไว้ๆ แล้วอย่าให้เขาล้มนะ โอ๊ย ฉันจะบ้าตาย มีใครตั้งกล้องไว้หรือเปล่า มาบอกฉันทีว่านี่รายการล้อกันเล่น!”

“ปล่อยฉันนะอีพวกบ้า!” ทิชากรแผดเสียงหน้าตาแดงก่ำ

โสรยาทำหน้าแหยกับการโดนด่าในระยะเผาขน “ก็หยุดดิ้นสิคะแม่ เราจะได้คุยกัน”

“ใครแม่แก ฉันไม่อยากคุย ปล่อยนะ ไม่งั้นฉันแจ้งตำรวจแน่!”

“โอเคๆ แจ้งตำรวจก็แจ้งตำรวจ เห็นพ้องต้องกันค่ะ ไปๆ คุณไก่ พาไปสงบอารมณ์ที่ห้องรักษาความปลอดภัยเถอะ แล้วถามตำรวจว่าจะให้ทำยังไง…”

พอได้ยินว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยตัวใหญ่จะพาไปกักตัว ทิชากรก็เริ่มด่าสาดเสียเทเสีย แต่คนที่เธออยากด่าจริงๆ กลับไม่อยู่นานแล้ว เพราะตั้งแต่เธอโดนตะครุบตัว มัทมีนาก็เดินออกนอกประตูไปเรียบร้อยแล้ว

ผ่านประตูกระจกบานเลื่อนสู่เทอเรสกว้างด้านหน้าออกมาได้ มัทมีนาต้องรีบสูดลมหายใจเข้าลึกยาวอีกครั้ง เพื่อขับไล่โทสะที่อัดแน่นในเนื้อตัวจนไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งอื่น แม้แต่เลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย

หญิงสาวรู้ว่าจะต้องไปแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนไร้เรี่ยวแรงจะก้าว โชคดีที่เมื่อยืนอยู่เหนือบันไดทอดขึ้นอาคารใหญ่ เธอเห็นอามันต์เดินสวนขึ้นมาในชุดเชิ้ตขาวแขนยาวกางเกงยีน สวมแว่นกันแดดดำสนิท เดินสวนขึ้นมาพอดี

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอเห็นร่างสูงสมส่วนกับท่าทางการเดินที่มั่นใจในตัวเอง มัทมีนาจึงรู้สึกเหมือนความเครียดที่อัดเบียดอยู่เต็มเนื้อเต็มตัว คลายความขึงตึงลง

หญิงสาวอยากจะเดินเข้าไปหาเขา แต่ก็รู้ตัวดีว่าหากก้าวลงไปตอนนี้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเธออย่างปัจจุบันทันด่วนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ จึงได้แต่ยืนนิ่งจนอามันต์ขยับหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็น

“มีน?”

มัทมีนาไม่ได้พูดอะไร แค่ยื่นมือสั่นระริกให้เขาดู อามันต์ก็รีบก้าวขึ้นมายืนบนบันไดขั้นแรกสุดเช่นเดียวกับเธอ พร้อมจับมือข้างนั้นมากุม

“เป็นอะไร ทำไมตัวเย็น จะเป็นลมเหรอ”

“เปล่าค่ะ ไม่ถึงขนาดนั้น…” หญิงสาวตอบเสียงระโหย “แค่รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดตายจากสมรภูมิ…”

กล่าวจบ มัทมีนาก็ค่อยๆ โน้มตัว ก้มลงไปแตะหน้าผากที่ต้นแขนของชายหนุ่มแล้วหลับตาลง

อามันต์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่เข้าใจที่เธอพูด แต่เมื่อเห็นดวงหน้าซีดขาวและเหงื่อที่ซึมออกมาตรงตีนผม เขาก็ค่อยๆ ขยับตัวให้เธอพิงมาที่อก มือหนึ่งยกขึ้นบังแดดให้ และไม่ลืมจับต้นแขนอีกข้างของเธอไว้ด้วยเผื่อจะเกิดเหตุฉุกเฉิน

“…เป็นไงมั่ง” เขาถามเบาๆ และมัทมีนาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างของชายหนุ่ม

มันทำให้วางใจว่าไม่ได้อยู่คนเดียว หากจะมีใครเข้ามาทำร้ายก็คงมีคนช่วย

ผ่านไปเกือบหนึ่งนาที กลางแดดร้อนตอนเย็นที่สาดลงมาจากท้องฟ้า มัทมีนาก็สามารถกลับมายืนได้ตามปกติ เหลือแค่อาการสั่นน้อยๆ

“…ไปกันได้แล้วค่ะ”

อามันต์กวาดตาดูสีหน้าที่กลับมาดีขึ้น แต่ยังนับว่าซีดอยู่ของเธอ แล้วรู้สึก…เป็นห่วง

“มือยังเย็นอยู่เลย เดินไหวแน่เหรอ” เขาถามพร้อมวัดอุณหภูมิด้วยการกระชับมือเธอแน่นขึ้น ซึ่งมันก็ช่วยให้อุ่นได้มากขึ้นจริงๆ

ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ มัทมีนาไม่รู้จริงๆ ว่ามันเริ่มขึ้นที่ใด ตั้งแต่กระโดดกอดเขาด้วยความดีใจที่ไทเป หรือเกิดขึ้นนานกว่านั้นแล้ว แค่เธอรู้ไม่ทัน…รู้เพียงตอนนี้มันเป็นไปแล้ว ไม่มีแม้เวลาจะทบทวน

มัทมีนาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเป่าปากพลางใช้หลังมือปาดเหงื่อชื้นๆ บนหน้าผากของตน “มีนไหวค่ะคุณอา ไปกันเถอะค่ะ มีนไม่อยากให้ใครออกมาเห็นว่ามีนเสียศูนย์มากกับเรื่องเมื่อกี้”

อามันต์ยังไม่รู้ว่า ‘เรื่องเมื่อกี้’ คืออะไร แต่เขาก็พยักหน้าแล้วพาหญิงสาวเดินลงบันไดอย่างระมัดระวัง

ไม่ได้ประคอง…แต่ก็จับมือข้างเดิมไว้แน่นและมองเธอตลอดเวลา ซึ่งมัทมีนาพอใจมากกว่าที่เขาจะทำเหมือนเธออ่อนแอ

รอจนถึงรถยนต์แล้ว ได้อากาศเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศ มัทมีนาค่อยรู้สึกกลับมาเป็นปกติ หายใจได้คล่อง ร่างกายก็หยุดสั่น

อามันต์มองเธอผ่านแว่นดำพร้อมขมวดคิ้ว อย่างที่หญิงสาวอยากจะเอามือไปคลายคิ้วของเขาให้เลิกผูกกัน

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ มีนไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ถ้าไม่ไหวมีนจะบอก”

เขาพยักหน้าก่อนดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด จากนั้นก็เคลื่อนรถยนต์แบบซีดานคันใหญ่ออกจากที่จอดรถหน้าบริษัท

ความตั้งใจของอามันต์คือไปหาพ่อกับแม่ของมัทมีนา หรืออาจจะต้องแวะโรงพยาบาลกลางทางถ้าเธอต้องการ ส่วนเธอจะเล่าเรื่องส่วนตัวหรือไม่ เขาไม่บังคับ ทว่าออกจากที่ทำงานเธอได้ไม่นาน หญิงสาวก็เล่าออกมาเอง

“…เมื่อกี้มีผู้หญิงที่บอกว่าเป็นภรรยาของนายทศ มาอาละวาดหาว่ามีนไปแย่งสามีเขาค่ะ”

“สามีเขา? แย่งทศน่ะเหรอ”

“ค่ะ” มัทมีนาแค่นหัวเราะแต่ไม่ขำด้วย “มีนก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าเขาไปจับแพะชนแกะมาได้ยังไง ถึงได้กลายเป็นมีนไปแย่งทศ”

กล่าวจบ หญิงสาวก็ถอนใจ กดหลังให้จมลงไปในพนักพิงยิ่งขึ้น ระหว่างนั้นก็ชั่งใจในเรื่องที่จะพูด เนื่องจากมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเพื่อน แต่อาจเพราะอามันต์เคยช่วยเธอกับทศทิศในอุบัติเหตุเมื่อตอนพวกเธอยังเด็ก มัทมีนาจึงรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนในมาตั้งแต่ต้น

“…คุณอายังไม่ได้เจอทศ คงยังไม่ทราบใช่ไหมคะว่าช่วงนี้ทศเขาพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ปัญหาร้อยแปดประดังเข้ามาหา”

“ยัง”

“แม่ทศป่วยหนักค่ะ เป็นมะเร็ง ส่วนพ่อที่แยกไปมีครอบครัวใหม่ตั้งนานแล้ว กลับมาขอเงินค่าเลี้ยงดู แล้วช่วงนี้ภรรยายังเร่งเรื่องงานแต่งงานด้วย…” หญิงสาวต่อบทพร้อมหันไปมองใบหน้าด้านข้างของอามันต์ “…เรื่องแม่ ทศจัดการเรียบร้อยเป็นอันดับแรกค่ะ แต่เรื่องพ่อกับภรรยายังคาราคาซัง”

“เขาก็เลยมาหามีนเหรอ”

“เขาคงไม่รู้ว่ามีนกับทศโตมาด้วยกันค่ะ อาจจะเห็นจากไหนหรือมีคนบอกว่าสนิทกันเกินไปเลยเข้าใจผิด หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะ…”

พอหายตกใจกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอะเจอ สมองของมัทมีนาก็เริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เธอเคยคิดว่าจะมีความเป็นไปได้อย่างเดียวคือทิชากรเข้าใจผิด แต่คิดไปคิดมา…มีเรื่องที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกันอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

“ไม่ถูก…”

“หือ?”

“มีนไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวัน ค่อนข้างอยู่ข้างนอกมากกว่าในบริษัทด้วยซ้ำ แต่วันนี้ผู้หญิงคนนั้นมาดักมีนถูก แล้วเราก็ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่เขากลับเข้ามาหาได้ถูกคนทั้งที่เพิ่งเลิกงาน คนเป็นล้าน ถ้าเขารู้เรื่องมีนมาก่อน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามีนเป็นเพื่อน ไม่ใช่คนที่เขากล่าวหา แสดงว่าการที่เขามาเล่นงานมีน เขาต้องการผลทางอ้อม หรือไม่ก็…ตรงๆ

“คุณอาใส่ชื่อหมู่บ้านมีนลงไปในแอพแผนที่แล้วขับไปก่อนนะคะ ถึงหมู่บ้านแล้วเดี๋ยวมีนค่อยบอกทางเข้าบ้านอีกที ตอนนี้ขอมีนโทร.หาทศก่อน เพราะไม่แน่ว่าพรุ่งนี้มีนอาจจะโดนฝ่ายบุคคลเรียกไปสอบสวน ถ้าเขาต้องการข้อมูลเพิ่มก็คงต้องอ้างทศกับบริษัท”

ครั้นแล้วหญิงสาวก็ติดต่อหาทศทิศ และประโยคแรกที่เธอถามเพื่อนรัก ก็ดึงความสนใจของอามันต์ให้ตรึงอยู่กับเธอได้อยู่หมัด

“ทศ นายหลบหน้าเมียนายอยู่ใช่ไหม ฉันไม่ได้หมายถึงแค่หลบแล้วหลบไม่ได้ แต่นายหลบได้สำเร็จ”

ทศทิศเงียบไปนิดเดียว ก่อนจะตอบเพื่อน

“ก็…ใช่ เราเพิ่งย้ายออกจากที่พักสวัสดิการไปอยู่บ้านข้างนอก คงเพราะอย่างนี้มั้ง พอไม่ได้เตรียมกระเป๋าเดินทางออกจากไซต์งาน สายของเขาเลยไม่รู้ว่าเราจะไปกรุงเทพฯ วันไหน เมื่อไหร่”

“เขาก็ไปหาได้นี่ เมื่อก่อนเขาก็ตามนายแจไม่ใช่เหรอ เห็นว่าไปหมดทั้งที่บ้านที่ทำงาน ไซต์งานก็ไป”

“มาก็ไม่ออกไปเจอสิ เขาเข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว”

“แล้วไม่อายหรือไง ถ้าเขาประจานขึ้นมา”

ทศทิศถอนใจเฮือก “…ทุกวันนี้ถึงเขาไม่ลุกขึ้นมาโหวกเหวกเป็นเรื่องเป็นราว เขาก็รู้กันหมดแล้วไม่ใช่เหรอไง จะมาโวยวายให้เห็นจังๆ สักที ก็แค่สนองให้คนที่สงสัยแน่ใจเท่านั้นแหละ”

“แต่เมื่อก่อนนายไม่ได้หลบหน้าหลบตานะทศ ทำไมเพิ่งมาทำ”

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนรักของเขา สามารถมองเห็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามาได้ แต่เขาก็ไม่ได้คิดเผื่อหรอกว่า สิ่งที่เขาจะทำนั้น มัทมีนาจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องทุกครั้งไป

ลงว่าเธอถามเขาอย่างนี้ แสดงว่าคงมีอะไรเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ

“มีอะไรหรือเปล่า มานี”

“ตอบมาก่อน”

ทศทิศเลียริมฝีปากด้วยความลำบากใจ หากเป็นไปได้ เขาไม่อยากเปิดเผยแม้แค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อย เพียงแต่เพื่อนรักของเขารู้จักเขาดีเกินไป ที่สำคัญยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายอย่าง

บ้าชะมัด…

“ตอนนี้เรา…ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเด็กในท้องทิชาไม่ใช่ลูกเรา”

มัทมีนาอ้าปากค้าง “นายรู้ได้ไงว่าไม่ใช่ ตรวจดีเอ็นเอแล้วเหรอ!”

“เปล่า ก็แค่คราวก่อนที่เราไปกรุงเทพฯ ที่พานายไปดูบ้านใหม่น่ะ เราไม่ได้ไปหาทิชาตามที่เขาโทร.ตาม เขาก็เลยตามมาหาเราที่นี่ ก็โดนด่าไปตามระเบียบ”

“แล้ว”

“เราพยายามไม่ทะเลาะด้วย แถมยังพาเขาไปกินข้าว เขาก็บ่นอะไรของเขาไปตามเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องลูก เราก็เลยหาจังหวะแอบหยิบบัตรนัดตรวจครรภ์ในกระเป๋าทิชามาดู พอรู้ว่าวันนัดคือเมื่อวานซืน เราก็เลย…เข้ากรุงเทพฯ อีกที ไปเซอร์ไพรส์ทิชาที่คลินิกที่เขาฝากครรภ์”

“หา”

“ก็เขาอยากให้เราทำตัวเป็นสามีที่ดี เราก็ไปแสดงตัวให้เห็นว่าเป็นสามี”

นึกถึงวันนั้นแล้ว ทศทิศยังจำสีหน้าของทิชากรยามเห็นเขาปรากฏตัวได้ติดตา ตอนนั้นเขาทำทีเป็นรีบมาตามนัดที่คลินิกฝากครรภ์ และเกือบจะคลาดกับภรรยาที่เพิ่งเดินตามพยาบาลเข้าไปในห้องตรวจ แต่พอทิชากรเห็นเขากลับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม

ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าโวยวายประจานตัวเองว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับเธอ เพราะหากทำอย่างนั้น ทุกอย่างที่เธอพยายามทำมาตลอดจะพังครืน เนื่องจากทุกคน ณ ที่นั้นจะกลายเป็นพยานให้เขาทันที

เธอถามเขาว่ามาได้อย่างไร ทั้งยังไล่ให้กลับ แต่เขาไม่ยอม ที่สุดแล้ว…เมื่อทำอะไรไม่ได้ เธอก็ทิ้งเขาไปดื้อๆ

“ทิชาหนีกลับก่อน เราก็เลยโกหกหมอว่าทะเลาะกันมาเมื่อคืน ว่าจะปรึกษาเรื่องฮอร์โมนแปรปรวนแล้วก็อยากให้ตรวจอัลตร้าซาวด์ เราอยากเห็นลูก อายุครรภ์ตอนนี้จะเห็นอะไรได้บ้าง พอหมอบอก เราก็เอามาเทียบตาราง สรุปแล้ว เด็กโตกว่าระยะเวลา…ตั้งเกือบเดือน”

มัทมีนาพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “ดีจริงเพื่อนฉัน…วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน หลอกเขาแล้วก็หลอกหมอกับพยาบาล ใครสอนใครสั่งให้ทำอย่างนี้นะ…”

อามันต์รู้ว่ามัทมีนาแค่บ่นไปตามเพลง แต่เขาอดไม่ได้จะ…รู้สึกแปลกนิดๆ เมื่อโดนพาดพิงถึง เพราะเธอไม่รู้ว่าคนที่สอนทศทิศก็คือคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนนอกข้างๆ เธอนี่

ความจริง มันก็ไม่ใช่แผนการของเขาคนเดียว เพราะถ้าเขาลงมือเอง เขาสามารถถอนรากถอนโคนปัญหาให้ได้ โดยอีกฝ่ายไม่มีสิทธิกระดิกตัวก่อเรื่องต่อ แต่ตอนที่เขาบอกทศทิศว่าจะช่วยสางปัญหาให้ งานเขาจะได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น หมอนั่นกลับไม่อยากให้ใช้วิธีรุนแรง อามันต์จึงทำเพียงวางแผนให้ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าปมปัญหา ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

แล้วผลมันก็เป็นอย่างที่เห็น…วุ่นวายต่อเนื่อง บานปลายมาถึงเธอ ตอกย้ำว่าทศทิศไม่ใช่นักแก้ปัญหาชีวิตที่ดี

“เราไม่มีทางเลือกนะมานี แรกๆ เราเสียใจที่ทำให้ทิชาไม่ได้อย่างที่เขาหวัง แต่ระยะหลังเรารู้สึกเหมือนทิชาไม่ได้ต้องการแต่งงานกับตัวเราจริงๆ หรอก เขาแค่อยากแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะหน้าตาสมเกียรติ แต่ไม่มีใครหลงเชื่อเขา นอกจากเรา”

“มันเป็นความคิดที่เกิดขึ้นหลังจากนายรู้ว่าไม่ใช่ลูกมากกว่าไหม”

“ก็อาจใช่ แต่ยังไงความจริงก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือไง รู้ว่าไม่ใช่ลูกอย่างนี้ก็ดีแล้ว จบๆ กัน”

“จบกับผีน่ะสิ นายเล่นคิดเองเออเอง คิดว่ารู้ความจริงแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันงั้นเหรอ เขาฟิวส์ขาดมาลงเอากับฉัน มาอาละวาดที่ทำงานเมื่อกี้นี้เอง”

ทศทิศเกือบตั้งหลักไม่ทัน เมื่อเพื่อนรักหักมุมเรื่องกลับมาอย่างกะทันหัน

“หา?”

“ฉันบอกว่า คุณทิชาเมียนาย มาดักตบฉันที่ทำงานเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง!”

“มานี เฮ้ย…เรา เรา…” เขาตกใจจนพูดติดๆ ขัดๆ “เราเพิ่งคุยกับทิชาไปเมื่อบ่าย …”

“ขอเลิกกันใช่ไหม”

“ก็…ใช่”

“นั่นไง ไม่ต้องสงสัยต่อเลย โกรธจนเห็นช้างตัวเท่าหนู มาที่ทำงานตอนงานเลิกเสียเลย พรุ่งนี้ฉันโดนฝ่ายบุคคลเรียกแน่ๆ”

“มานี…” ทศทิศคราง พร้อมกันนั้นก็นึกถึงคำเตือนของอามันต์ ในตอนที่เขาเลือกที่จะใช้วิธีนี้แยกตัวเองออกจากปัญหาของทิชากร

‘การปล่อยให้อีกฝ่ายเหลือสิทธิที่จะเลือกต่อ มันไม่ใช่แผนการที่ดีหรอกนะ’

แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเพิ่งตัดสินใจรับโทรศัพท์ของทิชากรเมื่อเกือบสองชั่วโมงที่ผ่านมาเพื่อขอจบเรื่องนี้ แน่นอนว่าทิชากรโกรธมาก แต่เขานึกไม่ถึงว่าเธอจะพาลมาลงเอากับมัทมีนา

“โธ่เว้ย มานี เราขอโทษ”

“ไม่ได้อยากได้คำขอโทษ” มัทมีนาตัดบท “ฉันไม่ได้โกรธ แต่อยากรู้ว่าจะเอายังไงต่อมากกว่า เราเตรียมการกันไว้หมดแล้วนะ ว่าจะย้ายบ้านให้นายวันเสาร์นี้”

“…วันเสาร์มีอะไรไม่สะดวกแล้วหรือไง”

“ไม่เกี่ยวกับฉัน เกี่ยวกับการที่คุณทิชาเขาสามารถมาดักตบฉันที่ทำงานได้”

“แล้ว…ยังไง”

“นายเบลอแล้วละ” มัทมีนากลอกตาขึ้นข้างบนแวบหนึ่ง “ก็หมายความว่าเขารู้ความเคลื่อนไหวของฉันแบบใกล้ชิดติดจอเลยน่ะสิ ถึงได้ไม่ไปดักที่ลานจอดรถหรือหน้าบ้าน แต่รู้ว่าฉันเข้าออฟฟิศ แถมยังพุ่งเป้าถูกคนอีกต่างหากทั้งที่ไม่เคยเจอกันและเป็นตอนเลิกงาน คนเยอะอย่างกับอะไร”

“…นายจะบอกว่า…ทิชาส่งคนมาสะกดรอยเหรอ”

“ ‘คราวก่อน’ ก็ทีนึงแล้วไม่ใช่เหรอไง”

ได้ยินเพื่อนอ้างถึง ‘คราวก่อน’ แล้ว ทศทิศยิ่งปวดหัว แต่จะบอกเธอก็บอกไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ตอนนั้นเขาระแวงว่าทิชากรน่าจะจับตาดูเขาอยู่ เพราะรู้ความเคลื่อนไหวและไปดักที่กรุงเทพฯ ถูกทุกที พอเปรยเรื่องนี้กับเพื่อน มัทมีนาก็สังเกตเห็นปีเตอร์ซึ่งเป็นคนที่อามันต์ส่งให้ไปคอยดูแลความปลอดภัยให้เขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่บอกความเคลื่อนไหวของเขาให้ทิชากรรู้ เป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ไซต์งาน

แต่ถึงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ก็ไม่จำเป็นต้องบอกเธอแล้ว เพราะเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ ทศทิศไม่สามารถรับรองได้ว่าทิชากรจะไม่ส่งคนมา

“เราว่า…เดี๋ยวเราไปขนของย้ายบ้านเองดีกว่ามานี”

“ฉันขนกับนายขน ต่างกันตรงไหน”

ถ้าถามว่าต่างกันไหม ทศทิศตอบในใจได้ว่า…เมื่อก่อนอาจจะไม่ต่าง แต่ตอนนี้ต่างกันมาก ตรงทางเขามีอามันต์หนุนหลัง เพียงแต่จะบอกเรื่องนี้กับมัทมีนาก็ไม่ได้ มันเป็นความลับ

“ไม่งั้น…พักเรื่องย้ายบ้านไว้ก่อน ดีไหม”

“ใจคอนายจะดับความหวังป้ากันยากับวีสองวีสามเหรอ พอสามคนนั้นรู้ว่าจะได้หนีไปจากบ้านที่เป็นเหมือนหลุมดำดูดปัญหา พวกเขาก็รออย่างใจจดใจจ่อเชียวนะ สามคนนั้นดีใจไปแล้วว่าจะได้ไม่ต้องทนเห็นหลังคาบ้านตรงข้ามให้นึกถึงเพื่อนบ้านมหาภัย ไหนจะยังไม่ต้องเห็นหน้าตาลุงที่ชอบมากดกริ่งหน้าบ้านเพื่อไถเงินอีก”

“งั้นก็ไปแต่ตัว ไม่ต้องหิ้วอะไรไป จะได้ไม่มีพิรุธ”

“พูดน่ะพูดง่าย แต่บ้านที่มีคนป่วยยังไงก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ใช่แค่ของของคนป่วยด้วย ของคนที่ดูแลคนป่วยก็ต้องมี ไม่อย่างนั้นเกิดต้องใช้งานขึ้นมา จะให้ไปทยอยซื้อทีละชิ้นจนกว่าจะครบน่ะเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

ทศทิศเริ่มเหนื่อย…

“แต่ถ้าขนไปหมด ไม่มีทางที่คนแถวนั้นจะไม่รู้แน่ๆ ว่าย้ายบ้าน เกิดป้าบ้านตรงข้ามโทร.ไปบอกลุงนั่น จบเห่กันพอดีนะ”

“ถ้างั้นก็คงต้องขนไปแต่ของชิ้นเล็กๆ จะได้ไม่เป็นที่สังเกต ดีไม่ดี…เตียงของป้ากันยานี่แหละที่ต้องทิ้งไว้”

“จะดีเหรอมานี”

“ถึงเวลาเอาชีวิตรอดแล้วต้องทิ้งอะไรไปบ้าง ก็ต้องทิ้งล่ะน่า ปัญหานี่แก้ง่ายมาก”

“ยังไง”

“แค่มีเงิน!”

ทศทิศถึงกับอึ้ง เพราะเขาเองก็เพิ่งนึกได้ว่ามีทางออกแบบนั้น

ความจริงเขาลืมไปแล้วว่า ตอนนี้เขามีเงินจากค่าจ้างในตอนเริ่มสัญญากับอามันต์ มากจนไม่น่าเชื่อ แต่มันคงเป็นตลกร้ายเช่นเดียวกับที่เคยได้ฟังจากเพื่อนๆ เรื่องที่ถ้าจู่ๆ ถูกหวยรวยโชคขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะเอาเงินไปทำอะไรกันบ้าง ปรากฏว่าเขาไม่รู้จะเอาเงินมากมายไปละลายที่ไหน เพราะไม่เคยทำ

จะให้กินอาหารหรูหรา ก็คงไม่รู้จักร้านแพงๆ มากนัก จะให้ไปเที่ยวรอบโลก ก็คงไม่เลือกที่ที่ต่างจากความเคยชินสุดกู่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เที่ยวเมืองไทยเสียเลยก็หมดเรื่อง สรุปแล้วเขานี่มันคิดอย่างคนประหยัดเสียจนเคยตัว ต่อให้มีเงินก็ยังคิดว่าไม่มีเงิน

เพราะฉะนั้นเรื่องจะให้ซื้อเตียงคนป่วยซ้ำอีกเตียง เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีอยู่ในหัวเลย

“…นั่นสินะ ทำไมเรานึกไม่ถึง ถึงมันจะหลายหมื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจ่ายไม่ได้ ถ้าไม่ขนเตียง มันก็จะง่ายขึ้นหน่อย”

“ใช่ไหมล่ะ” มัทมีนารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นความคิดที่ดี “ไม่ขนของใหญ่ ไปแต่เช้ามืด ป้าบ้านตรงข้ามจะได้ไม่โทร.เรียกใครบางคนมาดู”

“แล้วเรื่องคนสะกดรอย…”

“นายว่าพวกนี้เขาทำงานล่วงเวลาไหม”

ทศทิศรู้ว่าวันนี้อามันต์ไปหามัทมีนา จึงนึกอยากให้เธอหันไปถามคนข้างๆ ให้หน่อย แต่ทำไม่ได้

“ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของสถานการณ์ ถ้าแค่อยากรู้ความเคลื่อนไหว ไม่ได้กะฆ่าแกงอะไรกัน ก็ไม่น่าจะทุ่มเทเท่าไหร่ เอาเป็น…เราจะโทร.ไปหาทิชาเองแล้วกัน”

“เพื่อ?”

“กลบเกลื่อนให้เขาวางใจว่าเราไม่เลิก ไม่หนี บางทีถ้าเขาคิดว่าเราไม่ได้ตั้งใจหนี ก็อาจจะไม่หนักมือนักเรื่องคนตามประกบ อะไรอย่างนั้น”

“…ฉันไม่ชอบเรื่องโกหกหลอกลวงกันเลย ทศ”

“เขาก็หลอกเราเหมือนกันนะ มานี”

มัทมีนาเสยผมยาวนุ่มของตนอย่างกลุ้มๆ “แล้วแต่นายแล้วกัน มีอะไรก็โทร.คุยกันอีกที”

“ได้ มานี…”

“อะไร”

“ขอบใจมากนะ…”

แม้จะเป็นแค่คำสั้นๆ แต่มัทมีนาก็รู้ว่ามันแทนความรู้สึกมากมายหลายคำ

หลังตัดสายจากเพื่อนรัก เธอจึงอดไม่ได้จะรำพึงให้คนข้างๆ ได้ยิน

“…ทั้งพ่อทั้งเมีย เป็นตัวร้ายกันหมดเลยค่ะคุณอา มิน่าทศถึงได้เตลิดขนาดนั้น”

“ร้ายแรงอย่างนั้นเชียวเหรอ”

“พักก่อนมีนเจอพ่อทศ รายนั้นใช้วิธีประจานลูกค่ะ แล้วก็เรียกร้องความสงสารจากคนรอบๆ ตัว ส่วนเมียก็ใช้อิทธิพลข่มขู่ โอ่ด้วยว่าตัวเองเป็นลูกนายทหารใหญ่ นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องมากกว่านี้หรือเปล่า เพราะทศบอกว่า ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูก”

อามันต์นิ่งไปนิดหนึ่ง คล้ายตั้งใจฟังเรื่องและคิดตามด้วยความไม่สบายใจ

“…ได้ยินมีนถามเรื่องตรวจดีเอ็นเอ เขาตรวจแล้วเหรอ”

“ยังหรอกค่ะ เด็กอยู่ในท้อง เสี่ยงไป แต่เขามั่นใจอย่างนั้นก็เลยหลบหน้าคุณทิชา แล้วก็โทร.คุยกัน บอกเลิกกัน กะว่าคุณทิชาคงจะถอยไปดีๆ ปรากฏว่าคุณทิชาเลือกที่จะฟาดงวงฟาดงามาถึงมีน คงกะจะบีบทศด้วย ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จนะคะ มีนต้องโทร.หาทศ”

“แล้วเรื่องที่มีนบอกว่า เขารู้ความเคลื่อนไหวของมีนแบบใกล้ชิดติดจอล่ะ”

“อ๋อ” มัทมีนายิ้มแห้ง “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่รู้เลยว่ามีนกับทศตาขาวไปเองหรือเปล่า พอดีคุณทิชาเขาเคลมตัวเองว่าเป็นลูกนายทหารใหญ่ แล้วมีนก็โดนดักเจอได้ง่ายๆ ก็เลยฟุ้งซ่านกันนิดหน่อยว่าจะมีคนคอยตามจับตาดู”

“จริงเหรอ” น้ำเสียงเขากดหนักลงด้วยความเครียดขรึม ทำเอามัทมีนาต้องรีบปฏิเสธ เพราะเกรงว่าหากปล่อยให้เขาคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่จะไม่ดี

“ไม่แน่ใจจริงๆ ค่ะคุณอา ก็แค่คิดเผื่อด้วยว่าถ้าเขาคิดจะทำร้ายมีนจริงๆ จังๆ คงให้คนอื่นมาทำนานแล้ว แต่นี่เขาคงฟิวส์ขาดมากกว่า”

“แน่ใจนะ” อามันต์ถามย้ำพร้อมหันมาสบตาเธอด้วยสีหน้าจริงจัง

มัทมีนาเห็นความห่วงใยในสีหน้าของเขาแล้ว รู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด และเธอก็ชอบความรู้สึกนั้นพอๆ กับไม่อยากให้เขาคิดมาก

“คง…ไม่มีอะไรมากไปกว่าคุณทิชาต้องการรู้ว่าทศไปไหนและคิดจะทำอะไรหรอกค่ะ อย่างที่บอก…ถ้าเขาคิดจะทำจริง มีนว่าไปดักหน้าบ้านมีนดีกว่า แต่นี่มาทำเอิกเกริกขนาดนี้ คนรู้กันทั่ว เกิดมีนเป็นอะไรขึ้นมา เขาจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง”

อามันต์ไม่แปลกใจที่คนทั่วไปอย่างมัทมีนาจะคิดเช่นนั้น เนื่องจากมันเป็นกรอบความคิดที่เติบโตมาพร้อมกับเธอ เช่นเดียวกับทศทิศที่คิดว่าขอแค่ความจริงกระจ่าง เรื่องไม่ดีที่ผ่านมาก็จะจบลง

ไม่เหมือนอามันต์ที่เล็งเห็นเรื่องยุ่งตั้งแต่ทศทิศ ปล่อยให้การตัดสินใจตกอยู่ในมือทิชากรครึ่งหนึ่ง ไม่ได้บังคับให้เหลือทางเดียวเหมือนที่อามันต์เสนอให้ทำ

“…ถ้าเป็นอย่างที่มีนคิดก็ดี”

“ค่ะ ถ้าปัญหามันจะค่อยๆ คลี่คลายลงจะดีมาก เพราะยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องรออยู่”

“เรื่อง?”

“พ่อของทศค่ะ ยังมีเรื่องของพ่อทศให้จัดการอีกเรื่อง”

อามันต์หันมาสบตาเธอเมื่อถามแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปให้ความสนใจกับการขับรถ

“มีนจะทำอะไร”

“ขั้นแรก มีนอยากรู้ความจริงค่ะว่าทางครอบครัวใหม่ของพ่อทศ เขาไม่คิดเลี้ยงดูพ่อทศจริงหรือเปล่า หรือแค่จะรวมหัวกันรีดไถเงินลูกชายคนโต แถมตอดลูกๆ คนเล็ก มีนก็เลยว่าจะจ้างนักสืบ ตอนนี้หาๆ อยู่ ส่วนขั้นที่สองคิดว่าคงต้องหาทางให้พ่อทศฟ้องมาเร็วๆ”

“…ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ ปกติไม่น่าจะอยากให้เรื่องถึงโรงถึงศาล”

มัทมีนาย่นจมูกอย่างเซ็งๆ

“ขืนยื้อไว้ ก็เท่ากับปล่อยให้คุณลุงมารีดมาไถสิคะ ถ้าครอบครัวทางโน้นไม่คิดจะเลี้ยงดูคุณลุงจริง ก็ให้ยื่นฟ้องศาลมาเลย จะได้ต่อรองกันถูก จบแล้วจะได้เลิกๆ แยกย้ายกันไปทำมาหากิน ไม่ต้องมาเห็นหน้ากันให้เหม็นเบื่อ แต่มีนกลัวว่ามันจะเป็นแค่การรวมหัวมารีดไถลูกน่ะสิคะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องมันจะกลายเป็นอีกแบบหนึ่งทันที อาจจะมีอลเวงหมู่ เช่น ทศจะยิ่งไม่จบเรื่องกับพ่อ ด้านคุณลุงก็จะไม่ยอมเหมือนกันเพราะผลประโยชน์เห็นๆ แล้วเรื่องขึ้นศาลก็จะไม่มี เรื่องจะไม่จบ…มากมายหลายประการค่ะคุณอา”

นับตั้งแต่มีเวลาอยู่กับเธอมากขึ้น อามันต์ก็เริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไม ทศทิศถึงระวังตัวแจกับเพื่อน

มัทมีนารู้จักทศทิศดีเกินไป ทั้งยังช่างสังเกต สามารถวิเคราะห์แยกแยะสิ่งที่เห็นได้อย่างละเอียด เพียงแต่ในความเห็นของอามันต์…มัทมีนาไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ เจ้าแผนการ จึงไม่รู้จักการเป็นฝ่ายควบคุม

วิธีคิดของเธอไม่ต่างจากทศทิศ เป็นวิธีของคนทั่วไปที่ยินยอมให้ฝ่ายตรงข้ามมีโอกาสสู้ ซึ่งอามันต์คิดว่ามันไม่เหมาะสม หากจะปล่อยให้เธอแก้ไขปัญหาพวกนี้ต่อ

“มีนหานักสืบได้หรือยังล่ะ”

“ยังค่ะ แต่น่าจะไม่ยาก ขอเวลารวบรวมข้อมูลก่อนว่าที่ไหนดี”

“เดี๋ยวอาหาให้เอง”

ไม่ได้ขอความเห็น และไม่ได้เสนอตัว แต่เป็นการสรุปว่าจะหาให้ ทำเหมือนกับเธอจะต้องเห็นด้วยและปล่อยให้เขาจัดการแน่ๆ กระนั้น ช่างเป็นความเอาแต่ใจเหมือนที่เธอทำตอนบอกทศทิศว่าจะจัดการเรื่องหานักสืบให้ ซึ่งมันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะคนใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่านั้น ที่จะสามารถทำได้

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม…มัทมีนาถึงต้องซ่อนยิ้มไม่ให้เขาเห็น

“คุณอารู้จักนักสืบหรือคะ”

“ไม่ถึงกับรู้จักโดยตรงหรอก แต่ก็พอจะมีคนรู้จักให้ช่วยได้บ้าง ไว้จะถามให้ น่าจะได้ภายในวันสองวัน ช้าสุดก็สามวัน”

“คุณอาเสร็จธุระแล้ว ไม่รีบกลับหรือคะ”

“ยังหรอก ยังมีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่าง” โดยเฉพาะเรื่องงานกับทศทิศ ที่ดูท่าจะนานกว่าที่คาด “เอาไว้คุยรายละเอียดอีกทีแล้วกัน ตอนนี้ถึงหมู่บ้านแล้ว บอกทางไปบ้านมีนเถอะ อาไปไม่ถูก”

“ได้ค่ะ”

Don`t copy text!