มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 10 : กะเทยไม่ใช่โรคติดต่อ!

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 10 : กะเทยไม่ใช่โรคติดต่อ!

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

แสงไฟหน้ารถส่องกระทบร่างที่เดินเดียวดายอยู่ริมทางเท้า สาธิตรีบหักพวงมาลัยเข้าชิดข้างทางแล้ววิ่งลงไป

“ฉาย! เมฆฉาย”

คนถูกเรียกหันมา เซแทบล้มเมื่อคนเรียกพุ่งตรงเข้ามาโถมกอด พร่ำถาม

“คุณหายไปไหนมา”

“ปล่อยก่อนสิ ฉันหายใจไม่ออก”

ครั้นสาธิตคลายอ้อมแขนแล้ว เมฆฉายกลับเป็นฝ่ายถาม

“หมอเพิ่งกลับมาเหรอ”

“ผมกลับมาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่พบฉาย จึงออกไปตาม โทรหาก็ไม่ได้ ทำไมปิดเครื่อง”

“ฉายไม่ได้ปิดเครื่อง แต่แบตหมด ไม่ได้เอาที่ชาร์จมาด้วย” เมฆฉายยกมือถือที่ดับสนิทให้ดูเป็นหลักฐาน อย่าพูดถึงแบตเตอรี่เลย จากสภาพที่ปรากฏแค่ยังโทร.ออกรับสายได้ก็นับว่าบุญ “ลงมาถามยืมที่ชาร์จแบตที่รีเซฟชันก็ไม่มี แล้วฉายกลับเข้าห้องไม่ได้ ไม่รู้รหัส ขอเขาเปิดให้ เขาก็ไม่เชื่อว่าฉายมาพักกับหมอ”

“แล้วทำไมไม่ให้เขาโทรหาผม”

“ฉายบอกแล้ว แต่เขาไม่เชื่อนี่” เมฆฉายยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

“แล้วฉายไปอยู่ที่ไหนมา”

“ฉันหิว ก็เลยเดินไปหาอะไรกินที่…” เมฆฉายบอกชื่อร้านสะดวกซื้อเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

“ของกินที่ห้องตั้งเยอะ ทำไมต้องออกไปซื้ออีก”

คนถูกถามยกนิ้วชูประกอบการไล่เรียงเหตุผล

“ข้อหนึ่ง ไม่มีของที่ฉันอยากกิน ข้อสอง หลายอย่างฉันไม่รู้ว่ากินยังไง”

สาธิตทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้คำตอบ ไม่รู้จะอ่อนใจหรือขำดี

“ตกลงว่าฉายได้กินอะไรหรือยัง”

“ซื้อบะหมี่ถ้วยกินกับลูกชิ้นทอด ไม่รู้หมอจะกลับมากี่โมง ก็เลยนั่งคุยกับพ่อค้าลูกชิ้นจนเขาขายหมดแล้วถึงเดินกลับมา กะว่าโทรขึ้นไป ถ้ายังไม่กลับ ฉายก็จะกลับแฟลตละ”

สาธิตบอกให้เมฆฉายขึ้นรถ ถึงคอนโดฯ แล้วสั่งผู้จัดการให้นำคีย์การ์ดสำรองมาให้เมฆฉายทันที กำชับให้บันทึกไว้ว่าเมฆฉายมีสิทธิ์เข้าออกห้องเขาเหมือนเจ้าของคนหนึ่ง เรียบร้อยจากเรื่องนี้เขาก็แกะส้มตำใส่จาน

“ผมซื้อมาฝาก แต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยอยู่ไหม อาจจะเซ็งแล้วก็ได้”

เมฆฉายมองอย่างถูกใจกว่าอาหารหลายอย่างในตู้เย็น ตักเข้าปากคำเดียวก็ร้องออกมา

“เฮ้! นี่มันส้มตำเจ๊ต่ายนี่นา หมอไปซื้อถึงนู่นเลยเหรอ”

“ก็ตอนผมกลับมาแล้วไม่เจอคุณนี่แหละ คิดว่าฉายโกรธหรืองอนผมกลับบ้านไปแล้ว โทรไปก็ปิดเครื่องหนี”

“หมอเลยไปตามฉันละสิ”

สาธิตไม่ยอมตอบตรงๆ หากยิ้มกลบความเขิน ถามเลี่ยงไป

“ยังอร่อยอยู่ไหม”

“อร่อยมาก รสชาติเจ๊มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เห็นปากหมาๆ อย่างนั้นนะ ตำส้มตำอร่อยมาก ขนาดเซ็งแล้วยังอร่อยอะ คิดดู เจ๊แกรำฉุยฉายให้ดูรึเปล่า”

สาธิตย่นคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร เมฆฉายจึงหัวเราะก่อนเล่าย่อๆ

“เจ๊ต่ายนางเป็นละครเก่า หมดตัวเพราะเลี้ยงผู้ชาย กินยาตายแต่รอดมาได้ ก็เลยอ๊องๆ เอ๋อๆ บางทีเท่านั้นแหละ ไม่ได้เป็นประจำหรอก ลูกค้าส้มตำรู้เรื่องนี้ดี เพราะแกเล่าให้ฟังหมด แต่ถ้าใครทำหน้าไม่เชื่อนะ แกทิ้งครกทิ้งสากแล้วมารำให้ดูเลย จนเราบอกว่าเชื่อแล้วน่ะแหละ แกถึงกลับไปตำต่อ”

เมฆฉายเล่าอย่างสนุก พลางนึกถึงเมื่อครั้งเจอกับตัวเอง เห็นสาธิตคล้อยตามเรื่องที่เล่า จึงถามถึงที่บ้านเขา

“แล้วกินข้าวกับที่บ้านเป็นไงบ้าง”

“ก็ดีนะ”

“ก็ดีแปลว่า…ดีหรือไม่ดี”

“แปลว่าดี แล้วผมจะเล่าให้ฟัง พรุ่งนี้ฉายว่างไหม ไปเที่ยวทะเลกันมะ”

“พรุ่งนี้เหรอ…” เมฆฉายครุ่นคิด เหมือนจะมีโปรแกรมอะไรสำคัญสักอย่างที่หมายไว้ในหัว พอนึกออกก็บอกเสียงอ่อยแกมเสียดาย “พรุ่งนี้มีประกวด Mister Rainbow Guy ฉันไม่อยากพลาดเลย”

“ที่ไหนก็มีทีวีน่า หรือจะดูในเน็ตก็ได้” สาธิตตอบอย่างเห็นทุกสิ่งเป็นเรื่องง่าย พลันเหลือบเห็นโทรศัพท์ของเมฆฉายที่เก่าจนแทบจะนำไปเป็นที่ทับกระดาษก็ว่า “ผมให้ดูจากมือถือผมก็ได้ เน็ตแรง ไม่กระตุกแน่”

“ไม่กลัวฉันจะรู้ความลับอะไรในมือถือหมอเหรอ”

“ค้นดูให้หมดเถอะ แถมรหัสปลดล็อกให้ด้วย” สาธิตท้าทายแล้วสรุป “ตกลงไปทะเลด้วยกันนะ ค้างสองคืน”

“ได้ ขอแวะเก็บของที่แฟลตก่อนไปนะ”

สาธิตพยักหน้าตอบรับ พรุ่งนี้เถอะ เมฆฉายจะเซอร์ไพรส์ เพราะที่ชวนไปพัทยานี้ เขาไปในฐานะกรรมการตัดสิน Mister Rainbow Guy เมฆฉายจะได้ดูอย่างติดขอบเวทีเลยทีเดียว

 

เมฆฉายกำชับให้สาธิตคอยอยู่ในรถ เพราะเก็บเสื้อผ้าใส่เป้ใช้เวลาไม่นาน แต่เหตุผลจริงๆ เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาตามลงมาด้วย เมื่อผ่านวินมอเตอร์ไซค์หน้าแฟลต เรื่องที่คิดก็เกิดขึ้นจริง

“ว่าไงจ๊ะพี่ฉาย หายขึ้นรถเศรษฐีไปหลายวัน ขุดทองได้กี่บ่อล่ะจ๊ะ” วินคนหนึ่งเริ่ม อีกคนก็ผสมโรง

“บ่อทองกลายเป็นอุโมงค์ขุนตานแล้วมั้งเนี่ย”

“ได้มาเท่าไหร่ เลี้ยงขนมน้องๆ บ้างสิ”

เมฆฉายพ่นลมหายใจอย่างระอา

“กูไปเอากันมา แต่ไม่ได้ขายตัวโว้ย จะได้มีเงินมาเลี้ยงพวกมึง แล้วนี่ตกลงเป็นวินหรือแมงดา จะมาไถเงินกูเนี่ย”

“แหม มันก็ต้องได้มั่งแหละ ร้อยสองร้อย บ่อทองของสงวนของเรา จะให้ใครมาควักไปฟรีๆ ได้ไง ใช่มะ” หันไปหาพวก แล้วเสียงเฮก็ลั่นขึ้นมาอย่างถูกใจ

น่าเบื่อหน่ายเสียจริงๆ…เมฆฉายคิด…เมื่อไหร่จะพ้นไปจากการถูกล้อเลียนทำนองนี้เสียที มันไม่สนุกสักนิด ล้อมากเข้าก็อารมณ์ขึ้น จึงต้องย้อนให้เจ็บแสบมั่ง

“กูมีให้คนละบาท รอมึงตายก่อนนะ จะเอาตีนคีบใส่ปากให้เรียงตัวเลย” ว่าพลางยกเท้าร่อนต่อหน้า “แต่ถ้ารอตายห่าไม่ไหว ไว้กูระเบิดถังขี้พ่อมึงเมื่อไหร่ จะจ่ายค่าตัวให้ ให้พอซื้ออาหารหมามาป้อนพวกมึง”

“อ้าว! หยอกเล่นนิดเดียว ทำไมเล่นลามถึงพ่อแบบนี้ล่ะพี่” คนเป็นหัวโจกเสียงแข็งขึ้น

“ก็ไอ้ส้นตีนที่ไหนเห่าใส่กูก่อนวะ” เมฆฉายตะเบ็งคืนบ้าง ให้รู้ว่าอย่าข่มกันง่ายๆ

“กูจะเป็นอะไรก็เรื่องของกู ไม่ได้หนักหัวกบาลใคร อย่าเที่ยวไล่ดูถูกคนอื่นเขานักเลยว้า”

มาถึงตอนนี้เสียงก็อ่อนลง พยายามให้สติ

“พวกมึงเองก็ไม่ได้มีใครชื่นชมยกย่องนักหรอก เวลามีใครว่าพวกวินขี้โกง นิสัยไม่ดี พวกมึงชอบเหรอ พวกมึงรู้สึกยังไง พวกกูก็รู้สึกไม่ต่างกันหรอก” เมฆฉายตวัดสายตาแลบางคน “ถ้าเก่งกันนัก ก็อย่าหาแดกกับกะเทยสิวะ กูรู้นะ ว่าพวกมึงบางตัวทำตัวเป็นชาวนา ไถกะเทยแดก อี่ธ่อ! ไอ้แมงดา”

คนที่เมฆฉายสบตาหลบหน้าวูบ…มากกว่าหนึ่งคน

ราวสิบนาทีเมฆฉายก็สะพายเป้ลงมา วินคนหนึ่งจอดส่งลูกค้ากะเทยคนหนึ่งในแฟลต หล่อนจ่ายค่าโดยสารไปร้อยหนึ่งโดยไม่มีเงินทอน แลกกับได้ขยำหน้าอกและลูบไล้ขณะซ้อนเข้ามาที่แฟลต

เมฆฉายมองภาพนั้นแล้วเหลือบไปยังวินซึ่งแซวตนเมื่อครู่ คนทั้งวินก็หลบหน้าวูบ เพราะต่างเคยได้ค่าทิปนอกจากค่าโดยสารทำนองนี้กันเกือบทุกคน

 

รถของสาธิตเลี้ยวเข้าไปในห้างสรรพสินค้าก่อน มิได้มุ่งออกไปพัทยาทันที เมฆฉายคิดว่าเขาคงมีธุระที่คลินิกจึงไม่ถาม แต่กลับผิดคาดเมื่อเขานำไปที่ร้านโทรศัพท์ เจ้าของร้านออกมาต้อนรับด้วยตัวเองอย่างคนคุ้นเคย แล้วบอกว่าเตรียมไว้ให้แล้ว

“ขอมือถือคุณหน่อย” สาธิตแบมือต่อหน้าเมฆฉาย

“เอาไปทำไม”

“เอามาเหอะน่า เร็วๆ”

เมฆฉายยื่นโทรศัพท์เครื่องเก่าให้ สาธิตรับไปแล้วก็ส่งต่อให้เจ้าของร้าน

“เปลี่ยนซิมเลยนะ”

“เครื่องเก่านี่ล่ะครับ ขายไหม หรือจะเอาไปด้วย” เจ้าของร้านถาม

“นี่หมอจะทำอะไร” เมฆฉายอยากจะโวยวายกว่านี้ แต่ทำได้เพียงกระซิบเสียงเขียว

“ก็เปลี่ยนมือถือให้ไง เครื่องคุณเก่ามากแล้ว ชาร์จแบตเต็มคุยได้ห้านาทีก็ดับ ถึงเวลาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้แล้ว”

ฝ่ายเจ้าของร้านจัดการรวดเร็วเพราะสาธิตติดต่อมาก่อนหน้านี้ ยื่นโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ เมฆฉาย รับมาแล้วยังถามว่า

“เครื่องเก่าฉันล่ะ เอาคืนมาด้วย”

“คุณจะเก็บไว้ทำไม ให้เฮียไปเหอะ”

“ไม่ได้!” เมฆฉายเสียงแข็ง “มันจะเก่า จะแย่ยังไง มันก็เป็นเครื่องแรกที่ฉันซื้อหามาด้วยตัวเอง”

สาธิตนิ่งไปเมื่อสัมผัสอารมณ์ในน้ำเสียงนั้นได้ รู้ว่าเมฆฉายไม่ได้พูดเล่นๆ…เอาเรื่องทีเดียว

“เครื่องเก่าเฮียใส่ไว้ในกล่องเครื่องใหม่แล้วนะ”

เมฆฉายเปิดดูเพื่อเช็กว่าได้คืนจริงๆ จึงยอมรับเครื่องใหม่ ออกจากร้านจนนั่งในรถมาระยะหนึ่ง จึงพูดขึ้นมา

“หมอไม่น่าทำแบบนี้ ฉันไม่มีปัญญาผ่อนคืนให้หรอกนะ”

“จะผ่อนคืนทำไม ผมซื้อให้ฉาย”

“ซื้อให้ทำไม ฉันไม่ได้ขอสักหน่อย เป็นสายเปย์เหรอ”

“ผมซื้อให้ เพื่อความสบายใจของตัวเอง” สาธิตตอบ “ผมไม่อยากโทรหาฉายแล้วไม่ติดเพราะแบตหมด โทรศัพท์ดีๆ ไม่ต้องชาร์จแบตบ่อย อย่างน้อยก็สองปีละ ซิมใหม่บวกแพ็กเกจเน็ต…อย่าเพิ่งด่าผมนะ ผมจัดการจ่ายรายเดือนให้เอง”

เมฆฉายหันมองสาธิต เขาเหมือนวัยรุ่นเอาแต่ใจที่อยากได้อะไรก็ทำทันที ไม่สนว่าจะต้องลงทุนเท่าไร ผลที่ได้คุ้มหรือไม่ แค่ทำแล้วสบายใจที่ได้ทำ เขาก็มีความสุข

“เบอร์เก่าฉายมีใครต้องติดต่อเป็นพิเศษไหมล่ะ” ถามแล้วบอกให้สบายใจว่า “ไม่หายหรอก ถึงโรงแรมแล้วผมจัดการให้”

“ก็คงต้องงั้นแหละ” เมฆฉายว่า พึมพำเสียงอ่อนแกมอาย “มือถือแบบนี้ ฉันใช้ไม่เป็น”

“ค่อยๆ หัดไป เดี๋ยวพอใช้คล่องคุณจะกลับไปใช้แบบเดิมไม่ได้อีก”

“ถามจริงเหอะ หมอจะไปพัทยาทำไม ฉันหมายถึง ทำไมต้องวันนี้” เพราะเมฆฉายต่อรองให้ไปสัปดาห์หน้า แต่สาธิตยืนยันว่าต้องวันนี้เท่านั้น

“ผมต้องไปเป็นกรรมการตัดสิน Mister Rainbow Guy น่ะสิ” ตอบอมยิ้ม หันมาดูคนนั่งข้างก็เห็นเมฆฉายเบิกตากว้าง “กะจะบอกตอนใกล้งานเริ่ม แต่รู้แล้วก็แล้วกัน”

เมฆฉายอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ไม่ใช่บ้าผู้ชายอยากไปดูเขาเดินแฟชั่นชุดชั้นในหรอก แต่อยากเข้าไปดูงานประกวดแบบนี้ในโรงละครบ้างก็เท่านั้นเอง เมื่ออารมณ์ดี เมฆฉายก็หาเรื่องคุย และเรื่องใกล้ตัวที่นึกได้ก็คือการนินทาเพื่อน

“หมอรู้ไหม ร้านอีเปี้ยวเจ๊งแล้วนะ”

“เปี้ยว?”

“ร้านดอกไม้ที่หมอเคยไปซื้อไง หลังจากฉันสะบัดบ๊อบออกมา มันก็ลากไถไปต่อได้อีกเดือนเดียวเท่านั้นเอง”

“เขาหาใครช่วยไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“อีนี่มันมีแต่เงินกับความฝัน แต่ไม่มีสมอง” เมฆฉายเครื่องติดเมื่อได้พูดถึงเพื่อนเก่าผู้เคยเป็นนายจ้าง “ร้านมัน ขาดฉันไปสักคน ก็รอวันเจ๊งได้ ถ้าไม่นับว่ามันเป็นเจ้าของเงินนะ ฉันนี่แหละ เจ้าของตัวจริง”

“ทำไมอย่างนั้นล่ะ”

“ก็ทั้งสั่งของ จัดดอกไม้ อะไรอีกสารพัด ฉายทำคนเดียวหมด อีเปี้ยวแค่จิ๊จ๊ะเวลาลูกค้าเข้าเท่านั้นละ กำกุหลาบเป็นช่อยังไม่สวยเลย”

สาธิตไม่คิดว่าเมฆฉายอวดตัวเองเกินไป เพราะจากที่เขาพบครั้งแรก เปี้ยวก็จัดการอะไรในร้านของหล่อนไม่ได้เลย เคยให้บุศรินสั่งดอกไม้เพื่อมอบให้เพื่อนในโอกาสสำคัญ…งานทั่วไปแบบนี้เขาไม่รบกวนเอกอนงค์ ระบุให้สั่งจากร้านของเปี้ยว บุศรินก็บ่นและโน้มน้าวให้เปลี่ยนร้าน เพราะสินค้าที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของหล่อน ส่วนเมฆฉายนั้น…เขารับรู้เรื่องความสามารถและการจัดการมาจากเอกอนงค์

‘คุณฉายแกดี๊ดีนะคะ ถ้าเอกทำร้านแบบมีหน้าร้าน ต้องชวนแกมาเป็นผู้จัดการแน่ๆ’

‘ถึงอย่างนั้นเชียว’ เขาเคยแกล้งย้อนล้อๆ เอกอนงค์ก็ว่า

‘ดอกไม้แต่ละอย่าง ใบไม้แต่ละชนิด มันทนมือทนลมได้ต่างกัน พอต้องเอามาจัดรวมกัน คนที่จัดการเก่งๆ เขาจะรู้ค่ะ ว่าต้องลำดับงานอะไรก่อนหลัง คุณฉายแกมีตรงนี้ จะรู้ตัวหรือไม่เอกไม่รู้ละ แต่คุณฉายเป็นคนจัดการอะไรได้เป็นระบบ และน่าจะเด็ดขาดด้วยนะ’

ตัดสินใจแน่นอนแล้ว สาธิตจึงถามออกไป

“ผมจะเปิดสปาที่โรงแรมของที่บ้าน อยากให้ฉายมาเป็นผู้จัดการให้”

“ฉายต้องทำอะไรมั่ง”

“ตอนเริ่มต้นก็ต้องคุยกันเยอะละ ผมให้สิทธิ์ฉายตั้งแต่คุมงานและตัดสินใจแทนผมได้ทุกอย่าง”

“เงินเดือนเท่าไหร่”

“ไม่มีจ่าย ให้เป็นเจ้าของแล้ว ต้องจ่ายเงินเดือนด้วยเหรอ” สาธิตหันมาถาม ทั้งตาและปากพราวด้วยเล่ห์

“ฉายไม่คิดว่าหมอจะบ้ายิ่งกว่าซื้อมือถือให้อีกนะนี่”

“คุณก็ยังไม่ได้ทำอะไรไม่ใช่เหรอ มาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ช่วยกันทำมาหากินสิ ผมต้องดูคลินิกด้วย ยกโรงแรมกับสปาให้ฉายบริหารเลย”

“ถ้าฉายทำเจ๊งอย่ามาว่ากันทีหลังนะ”

“ฉายไม่ทำมันเจ๊งหรอก”

“ทำไมคิดอย่างนั้น อย่ามั่นใจนักสิ”

“ผมเชื่อว่า ถ้าอะไรอยู่ในมือฉายแล้ว ฉายจะไม่ยอมให้มันแย่ แล้วก็อีกอย่าง” สาธิตแกล้งทอดเสียงจนเมฆฉายต้องตั้งใจฟัง “เพราะฉายรักผม ฉายไม่ทำให้ผมเสียใจหรอก”

“ฉันนี่นะรักคุณ ฮัลโหล ตื่น อย่าหลงตัวเองน่า เอาอะไรมามั่นใจได้อย่างนั้น”

“ความรู้สึกที่ฉายมีให้ผมไง ตอนที่เรา…” เขาทอดเสียงละคำพูดไปเพราะรู้กัน แต่หรี่ตามองอย่างมีนัย “ความรู้สึกที่ฉายส่งมา และที่ผมสัมผัสได้ มันไม่ใช่เซ็กส์ แต่เป็นเมกเลิฟ”

เมฆฉายนิ่งไป แกล้งเบือนหน้าออกไปนอกรถเพื่อซ่อนยิ้ม แอบมองที่กระจกก็เห็นสาธิตยิ้มเช่นกัน นิ่ง นาน ในความรู้สึกเบิกบานหัวใจ สาธิตจึงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“ฉายเคยคบใครจริงจังไหม” สาธิตถามพลางดักคอ “ไม่เอานายสามอาทิตย์นั่นนะ”

“นานกว่านั้น อย่างชัวร์ๆ ก็ห้าปี”

“แล้วที่ไม่ชัวร์ล่ะ”

“ไม่รู้สิ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่”

สาธิตนิ่งไปก่อนเดา

“แสดงว่าเลิกกันด้วยดี”

เมฆฉายหัวเราะ ในเสียงนั้นจะว่าปลงก็มิใช่ ขื่นก็ไม่เชิง

“ฉันก็ไม่รู้ว่าเลิกหรือเปล่า เพราะถ้าจะว่าคบไหม ก็ชักไม่ชัวร์เหมือนกัน”

“เดี๋ยวนะ ผมเริ่มงง ตกลงฉายกับใครคนนั้น…คบหรือไม่คบ เลิกหรือไม่เลิก เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม”

เมฆฉายยักไหล่อย่างไม่เห็นว่าเป็นเรื่องลับแต่อย่างใดเมื่อต้องย้อนไปในวันที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น

 

“เขาเป็นรุ่นน้อง อ่อนกว่าฉันหนึ่งปี เราอยู่วงดนตรีไทยด้วยกัน ชอบวาดรูปเหมือนกัน เวลามีงานประกวดวาดรูปหรือเล่นดนตรีไทยก็ไปด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอด ตอนขนตรงนั้นขึ้น” เมฆฉายชี้ไปที่เป้าเพื่อให้รู้ว่าหมายถึงขนเพชร “มันยังชวนไปดูเพราะตกใจ ไม่คิดว่าจะมีขนขึ้นตรงนั้น ก็คบกันแบบพี่น้อง เลิกเรียนก็ไปรอรถด้วยกัน เวลาว่างก็ไปห้องสมุด ฉายสอนการบ้านให้ จนถึงมอปลายน่ะแหละ จากเด็กตัวผอมๆ ก็โตเป็นหนุ่มขึ้นมา หล่อเสียด้วย สาวๆ กรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ทั้งขนมทั้งดอกไม้ส่งให้ไม่ขาด แต่เขาก็ไม่สนใจใครเลย”

“เขาสนใจฉายคนเดียวงั้นสิ”

“อย่างนั้นมั้ง ถึงฉันจะไม่สวยเลือกได้ แต่ก็เป็นที่รักของใครได้ละกัน”

“สรุปว่า…”

“สรุปว่าทั้งฉายและเขาถูกเมาท์ว่าคบกัน ฉันโดนหนักหน่อยเพราะแก่กว่า หาว่าเลี้ยงต้อย รู้ถึงพ่อแม่เขา ก็ถูกสั่งห้ามติดต่อกันอีก ก็โดนข้อหาเป็นสาเหตุให้ลูกเขาเบี่ยงเบนทางเพศแหละ มารู้ทีหลังว่าเพราะวัยรุ่นแถวบ้านเขาน่ะ ขึ้นมอปลายก็ทำผู้หญิงท้องต้องออกจากโรงเรียนหลายคน พ่อแม่เขาก็เลยตงิดๆ ว่าลูกเขาไม่แมนเต็มร้อย เพราะไม่เคยพาเพื่อนผู้หญิงเข้าบ้านเลย มีแต่เพื่อนผู้ชายโทรศัพท์มาหาทุกคืน ก็ฉายนี่แหละ”

เมฆฉายพ่นลมอย่างระอากับความคิดคร่ำครึของพ่อแม่ฝ่ายนั้น

“ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่าถ้าอยู่ใกล้กะเทยแล้วจะต้องเป็นกะเทยไปด้วย กะเทยไม่ได้เป็นโรคติดต่อนะ ที่จะหายใจใส่กันแล้วแพร่เชื้อได้”

“นี่แปลว่า คุณสองคนไม่ได้เลิกกัน แต่พ่อแม่จับแยกจนห่างกันไปเองใช่ไหม”

“ไม่ใช่เลย หลังจากถูกกีดกัน ฉายก็ขอน้องผู้หญิงเป็นคนต่อสายให้ แต่ฉายเป็นคนคุย ต้องโทรเข้าบ้านน่ะ แม่เขาคุมเข้ม กลัวว่าลูกจะเบี่ยงเบนไปมากกว่านี้”

“แล้วห่างกันไปเมื่อไหร่ ผมฟังแล้วมันก็ดีนี่นา”

“ตอนเข้ามหา’ลัย ฉันอยู่ปีหนึ่ง เขาอยู่ ม.6 แรกๆ เขาก็มาหาที่คณะบ้าง แล้วค่อยๆ ห่างไป ห่างแบบหายไปเลย ติดต่อไม่ได้”

“ตอนนั้นฉายเฮิร์ตไหม”

“ไม่เล้ย…ชีวิตปีหนึ่งมีอะไรให้สนุกตั้งเยอะ เพื่อนฉายบางคนแค่เทอมแรกก็ล่าแต้มกันสนุก ฉายแอบชอบเด็กแพทย์คนหนึ่ง แต่เขาไม่สน เอาจริง…เขารู้ตัวหรือเปล่าว่ามีคนแอบมองอยู่…ยังไม่รู้เลย ฉายเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่า เขาเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า”

“เด็กแพทย์คนนั้น ใช่ผมหรือเปล่า” สาธิตหันมายิ้มกริ่มนัยน์ตาพราวเมื่อพบว่ากำลังจะเป็นพระเอกของเรื่อง

“ใช่แล้วเป็นไง ถ้าไม่ใช่แล้วเป็นยังไง”

“ไม่รู้สิ ถ้าใช่ ผมอาจจะรู้สึกผิดที่ทำให้ฉายต้องคอยมานานถึงตอนนี้”

“ฉันไม่ได้คอยใคร เด็กแพทย์ที่ฉันชอบวันนั้น กับหมอในวันนี้ก็เป็นคนละคนกัน เราต่างไม่ได้เป็นคนเดิมในทุกวัน อย่างน้อยก็แก่ลง”

“แสดงว่า ฉายก็ไม่ได้รอน้องดนตรีไทยนั่นน่ะสิ เขาชื่ออะไร ไม่เห็นบอกเลย”

“ขลุ่ย”

“ขลุ่ย” สาธิตทวนคำ “เคยเป่าขลุ่ยกันหรือยัง”

“ทะลึ่ง! ฉันเป่าเป็นที่ไหน”

“ฉายก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร หยอกเล่นนะ อย่าโกรธกัน สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส”

“หมอเชื่อไหมว่า ฉันกับขลุ่ยไม่เคยมีอะไรกันเลย”

“เป็นไปได้เหรอ”

“นั่นสิ เป็นไปได้เหรอ ใครๆ ก็คิดว่าฉายกับขลุ่ยคงเป่ากันไปหลายเพลงแล้ว แต่ความจริงก็คือ มากที่สุดที่เราทำก็คือจูบกันเท่านั้นแหละ”

เมฆฉายนิ่งไปราวจะค้นหาความรู้สึกระหว่างตนกับใครคนนั้น

“ใครๆ ก็คิดว่า เกย์ กะเทย พอคบกันแล้วก็ต้องมีอะไรกัน และเซ็กส์เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่ทำไมคนเราจะรู้สึกดีต่อกัน รักกัน โดยไม่ต้องมีอะไรกันไม่ได้เหรอ เราจะคิดถึงใครสักคนเพราะเขาเป็นคนที่เราอยากคิดถึง ไม่ได้เหรอ ฉายกับขลุ่ย…ทั้งชีวิตที่คบกันมา จูบกันไม่ถึงห้าครั้งมั้ง”

“คงเพราะผู้ชายด้วยกันไม่ต้องกังวลเรื่องได้เสียกันแล้วจะท้องเหมือนผู้ชายกับผู้หญิง ก็เลยดูเหมือนง่าย เปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ ก็ง่าย เห็นแบบนี้บ่อยๆ ก็เลยคิดว่า เกย์หรือกะเทยที่คบกัน ต้องมีอะไรกันแล้ว” สาธิตแสดงความคิดเห็น “ที่ฉายว่า จูบกับขลุ่ยไม่ถึงห้าครั้งน่ะ ครั้งไหนที่ประทับใจคุณมากที่สุด”

“ครั้งสุดท้าย”

“ทำไมล่ะ”

“เขาดึงฉายไปจูบเอง ต่อหน้าแฟนเขา”

สาธิตเบิกตากว้างหันมอง ไม่คิดว่าขลุ่ยจะกล้าอย่างนั้น

“อย่าคิดว่าเขาประชดแฟนนะ ถ้าคนเราละเอียดในความรู้สึก หมอจะรู้ว่าการจูบส่งๆ เพื่อประชดใครสักคน กับจูบด้วยใจที่ลึกซึ้งต่อกัน สัมผัสมันต่างกันมาก”

“ซีนนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง”

เมฆฉายยักไหล่อีกครั้งก่อนเล่า

“หลังจากที่เขาห่างไปหลายปี ไม่ได้ติดต่อกัน เขาจะปรากฏตัวเสมอในวันสำคัญของฉาย อย่างวันเกิดหรือรับปริญญา ปีที่เรียนจบ เขาพาผู้หญิงคนหนึ่งมาแนะนำให้รู้จัก ก็แฟนน่ะแหละ จำไม่ได้ว่าเจอกันตอนไหน คบกันมากี่ปี แต่เขากำลังจะแต่งงานกัน”

“แล้ว…”

“ฉายไม่รู้ว่าขลุ่ยเล่าอะไรให้แฟนเขาฟังบ้าง เกี่ยวกับตัวฉัน แต่เด็กคนนั้นดูจะเข้าใจและเกรงอยู่ ไม่รู้สิ ฉายไม่รู้สึกว่าเขาเห็นฉายเป็นศัตรู เป็นอีแก่ที่จะมาแย่งผัวเขาไป” เมฆฉายระบายลมหายใจน้อยๆ “งานคืนสู่เหย้าปีสุดท้ายที่โรงเรียน ฉายหวังว่าจะได้พบขลุ่ยในงาน แต่เขาไม่มา จนงานเลิก จึงได้เจอกันที่ลานจอดรถ เขาไม่เข้าไปในงาน แต่คอยจนเกือบงานเลิก”

“เขาพาแฟนมาด้วยเหรอ”

“อือ เขาพามาด้วย ฉายเลยได้รู้ว่าเขายังคบกันอยู่ แฟนเขาก็ยังทักทายดีเหมือนเดิม ขลุ่ยชวนเดินเล่นรอบโรงเรียน เก็บบรรยากาศเก่าๆ แฟนเขาก็ไม่ตามมา นั่งคอยอยู่ในรถนั่นแหละ จนเรากลับไปที่รถอีกครั้ง โบกมือลากันแล้ว ขลุ่ยก็ดึงฉายเข้าไปกอด แล้วก็จูบ ต่อหน้าแฟนเขา”

เมฆฉายนิ่งไปเมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น

ขลุ่ยประทับปากไว้นาน…นานจนเมฆฉายเกรงใจสตรีที่อยู่ตรงหน้า ถอนปากออกมาแล้วเขายังบอกว่า…ผมคิดถึงพี่

อะไรบางอย่างในน้ำเสียง แววตา และสัมผัสนั้น ทำให้เมฆฉายรู้ว่าเขาเหงา และคิดถึงตนเองจริงๆ

 



Don`t copy text!