มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 11 : Mister Rainbow Guy

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 11 : Mister Rainbow Guy

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

“กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน หลังจากคราวนั้น”

“หกเจ็ดปีแล้วมั้ง”

“เขาทำอะไรอยู่ ฉายรู้หรือเปล่า”

“เขาไม่ค่อยบอกอะไรฉายหรอก ที่รู้ก็แค่เขาเคยเปิดร้านข้าวมันไก่พักหนึ่ง รู้อีกครั้งก็ขับรถส่งของ สุดท้ายคงหนีไม่พ้นต้องมาช่วยงานที่บ้าน บ้านเขารับจ้างขับสิบล้อส่งของน่ะ”

“ฉายรอเขาหรือเปล่า”

“ไม่รอ เพราะถ้ารออย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง คนที่ทรมานก็คือคนที่รอนั่นแหละ มีแค่ความรู้สึกดีๆ เป็นสิ่งผูกพันกันก็พอแล้ว ฉายไม่เคยได้ตัวเขาอยู่แล้วนี่”

“แล้วถ้าวันหนึ่งเขากลับมา บอกว่าเขาพร้อมแล้วที่จะอยู่ด้วยกัน ฉายจะไปกับเขาไหม”

นิ่งไปไม่ตอบ สาธิตจึงคิดว่าเมฆฉายลังเล…คงยังผูกพันกับผู้ชายในอดีตคนนี้อยู่มาก

“ดูท่าจะตัดสินใจยาก งั้นผมถามใหม่ดีกว่า ถ้าเขากลับมาหา ฉายจะไปกับเขาไหม ถ้าตอนนั้นฉายยังมีผมอยู่”

เมฆฉายเอียงหน้ามองมา

“เรากำหนดอนาคตได้ด้วยเหรอ”

“อาจจะไม่ได้ แต่ใจของเรา เราก็ต้องรู้ไม่ใช่เหรอ” สาธิตย้อน

“วันที่เขามาหา เรา…หมอกับฉายอาจจะไม่มีกันแล้วก็ได้ ไม่ฉายก็หมอ ไม่ใครก็ใครสักคนหนึ่งอาจจะทนกันไม่ได้จนต้องขอเดินจากไปเอง”

“ฉายคอยผมมานาน ตั้งแต่ปีหนึ่ง ไม่เสียดายเหรอ ถ้าจะจากกันไป ในเมื่อวันนี้เราได้อยู่ด้วยกันแล้ว”

เมฆฉายหัวเราะน้อยๆ

“ก็บอกแล้วไง เด็กแพทย์ในวันนั้น กับหมอในวันนี้เป็นคนละคนกัน และวันที่เราต้องแยกทางกันเดิน เราทั้งคู่อาจกลายเป็นอีกคนหนึ่งแล้วก็ได้”

“ผมไม่มีวันเปลี่ยน” สาธิตยืนยัน

“แต่ฉันอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ฉายไม่รับรองตัวเองขนาดนั้นหรอก”

“เราเลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า แหม…วันนี้แดดดีจัง” ว่าพลางหันหน้าไปมองวิวด้านนอก

“หมอ ฉันขออะไรสักอย่างได้ไหม”

“ฉายจะขออะไร”

“ฉายเข้าใจว่าคนอย่างเราๆ นี่ ถ้าคบกันมันมีปัญหามากกว่าผู้ชายผู้หญิง อย่างน้อยๆ ก็เริ่มจากสายตาของคนที่มองมา ฉายไม่แคร์นะว่ามันจะมีปัญหาอะไรบ้าง ขอแค่หมอมีอะไรให้พูดกันตรงๆ ฉายไม่ชอบคนโกหก”

“ผมก็ไม่ใช่คนโกหกพกลมอะไรอยู่แล้ว อย่างผมชอบฉาย ผมก็บอกตรงๆ ว่าชอบ”

“ฉายไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักหรอก คบๆ กันไป เราอาจจะเจออะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่คิดว่าเขาเป็น ถึงตอนนั้น หมอจะรับฉายได้เหรอ”

“ผมชอบฉาย ผมก็ต้องรับได้สิ” สาธิตไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “แล้วผมก็หวังว่า ถ้าฉายมารู้ทีหลัง ว่าผมเป็นคนยังไง ฉายจะยังชอบผมอยู่”

“แต่ ‘ชอบ’ กับ ‘รัก’ มันไม่เหมือนกันนะหมอ”

“ต่างกันยังไง”

“ถ้าเราชอบ เราจะมองแต่ด้านดีของเขา แต่ถ้าเรารักเขา เราจะรับเอาความบกพร่องของเขามาอยู่ในชีวิตเราด้วย” น้ำเสียงเมฆฉายจริงจัง “วันนี้…เราทั้งคู่อาจจะอยู่ในขั้นที่เรียกว่าชอบ จะว่าหลงก็ยังได้ แต่ต่อไป เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงกันมากขึ้น ความชอบสุดขีดในวันนี้ มันก็อาจจะค่อยๆ จางไปก็ได้”

“หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นรัก เพราะเราต่างยอมรับข้อบกพร่องของกันและกันได้ ใช่ไหมล่ะ” สาธิตย้อน “คุณอย่าพูดเหมือนจะพัฒนาไปทางร้ายอย่างเดียวสิ”

สาธิตหันมายิ้มให้แล้วบังคับพวงมาลัยต่อไป ไม่คิดว่าจะถูกตามตรงๆ

“หมอมีเซ็กส์ครั้งแรกกับผู้ชายเมื่อไหร่”

“ปีหนึ่ง” เขาตอบทันที

“กับใคร” เมฆฉายถามต่อ

“จำเป็นด้วยเหรอ” สาธิตย้อน หากก็นึกถึงเรื่องที่คุยกันไปเมื่อครู่ เมฆฉายแทบไม่มีอะไรปิดบังเกี่ยวกับความหลังของเขา และคำขอที่เป็นเหมือนสัญญาของการคบกันว่าจะไม่โหก เมื่อเห็นเมฆฉายพยักหน้าแทนคำตอบว่า…จำเป็น เขาจึงบอก

“พี่ก้อง…ก้องภู”

ฮ้า!…จริงเหรอ…เป็นไปได้ไง..ไม่น่าเชื่อเลย

สาธิตคิดว่าจะยินคำเหล่านี้จากเมฆฉายประกอบท่าทางตื่นเต้น ประหลาดใจ ไม่คิดว่าผู้ที่เด่นดังในมหาวิทยาลัยตอนนั้นจะเป็นครั้งแรกของเขา ทว่าการสนองตอบของเมฆฉายคล้ายว่าเจ้าตัวจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วด้วยซ้ำ

“ฉาย…ไม่แปลกใจเหรอ”

“ไม่” คำตอบชัดเจน “วันที่หมอไปส่งพี่ก้องรับลูก เป็นวันรำลึกความหลังใช่มะ”

“รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเหรอ” สาธิตถาม

“ฉายไม่มั่นใจหรอก แต่อะไรบางอย่างทำให้สังหรณ์ใจว่ามันเป็นอย่างนั้น หมออย่ากังวลว่าฉายรู้ยังไงเลย กังวลว่ามีใครรู้อีกจะดีกว่า” เมฆฉายหมายถึงอุษณีย์พร ภรรยาของก้องภู

“เดี๋ยวนี้ ผมไม่ได้เจอพี่ก้องอีก” เสียงของสาธิตอ่อยลงไป จะว่าเขายอมรับและสารภาพ หรือเกริ่นนำเพื่อแทนคำสัญญากลายๆ ก็ไม่แน่ชัด

เมฆฉายยักไหล่อย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เขาแค่ต้องการทดสอบดูว่าสาธิตจะปิดบังเรื่องส่วนตัวหรือเปล่าเท่านั้น

“หมอรู้ไหม ทำไมพี่ก้องถึงลาออกตอนปีสาม”

“เขาถูกรีไทร์”

เมฆฉายยิ้ม ส่ายหน้าน้อยๆ ราวกับว่า สาธิตเป็นนักศึกษาที่โลกอยู่ในตำราเรียนเท่านั้น กระทั่งเรื่องซุบซิบที่เซ็งแซ่ชนิด ‘เขารู้กันทั่ว’ สาธิตก็ไม่รู้เลย

“เขาถูกบีบให้ออกเพราะไปมีอะไรกับอาจารย์ในคณะ แล้วอาจารย์คนนั้นก็เป็นคู่ขาคณบดีด้วย”

สาธิตเป็นฝ่ายเบิกตากว้างเสียเองเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดคือผู้ชายจึงไม่มีใครระแคะระคายมากเท่าเรื่องชู้สาวระหว่างชายกับหญิง

“ถ้าสมัยนั้นมีกล้องวงจรปิด คลิปคงว่อนเน็ตแล้วละ”

เวลานั้นผ่านมาแล้วเกือบสิบปี แต่สาธิตกลับรู้สึกว่าก้องภูเป็นของร้อนและแสลงสำหรับตนในตอนนี้ ดีแล้วที่ห่างกันไป ไม่ติดต่อกันอีก

 

ฟ้าสีครามและน้ำทะเลระยับเล่นกับเปลวแดดยามเที่ยงวันต้อนรับเมฆฉายสู่พัทยา อยากวิ่งลงไปเล่นเดี๋ยวนั้น ทว่าสาธิตยั้งไว้ก่อนเหมือนผู้ใหญ่รั้งเด็กให้กินข้าวก่อนกระโจนสู่เครื่องเล่นในสวนสนุก

“ไม่ต้องรีบร้อนน่า ยังมีเวลาอีกเยอะ กินข้าวก่อนดีกว่า”

“นั่งโต๊ะตรงชายหาดได้ไหม ฉายอยากเห็นทะเลชัดๆ” เมฆฉายต่อรอง

สาธิตพยักหน้า พนักงานเดินนำทะลุกลางร้านลงไปที่โต๊ะใต้ร่มหูกวางใบหนาอันเป็นบริเวณติดชายหาด ส่งเมนูให้ เมฆฉายดูรายการอาหารแล้วแทบตาค้าง จะหาที่ต่ำกว่าร้อยแทบไม่เจอ รู้ว่าสาธิตมีเงิน แต่เมฆฉายก็ไม่อยากรับบทนางล้างผลาญ เลยบอกอ้อมแอ้มว่า

“หมอสั่งมาเลยนะ ฉายกินอะไรก็ได้”

“มีอะไรแนะนำมั่งน้อง” สาธิตถาม “ร้านนี้อะไรอร่อย”

สาวน้อยวัยรุ่นดูขี้เล่นและคะนองเกินวัยรีบเสนอ

“อร่อยทุกอย่างค่ะ แต่ถ้าเป็นเมนูหอย ร้านหนูหอยใหญ่และสดกว่าร้านอื่นแน่นอน ทั้งหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยแครง รับประกันกินแล้วตะกายฝาทั้งคืนแน่ค่ะ”

สาธิตขำกับลีลาของเจ้าหล่อน โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายนั้นเน้นคำสำคัญอย่าง หอย ใหญ่ สด ให้นึกอย่างมีเลศนัยในน้ำเสียง อะไรหนอ ทำให้เด็กตัวแค่นี้ปากกล้าวาจาสองแง่สองง่ามกับลูกค้าได้อย่างนี้ คงเป็นเพราะสังคมที่นี่ หรือการทำธุรกิจที่ต้องแย่งลูกค้าชนิดที่ว่าปาดหน้าเค้ก ฉุดแขนกันไปซึ่งหน้าก็เป็นได้

นายแพทย์หนุ่มสั่งอาหารหลายจาน เด็กสาวจดรายการแล้วก็เดินหายไปในร้าน

“ฉายไม่เคยมาทะเลเลยเหรอ”

สาธิตถามเมื่อเห็นเมฆฉายมองทะเลเบื้องหน้าอย่างปลาบปลื้ม ทั้งที่มันมิได้สวยอย่างทะเลกระบี่ อ่าวไทย หรืออันดามัน ที่น้ำทะเลสีครามใส หาดทรายก็เนียนละเอียดเหมือนแป้ง

“เคยมาครั้งนึงตอนทัศนศึกษาสมัยเรียนประถม แต่ก็จำได้ไม่ลืม”

“ประทับใจอะไรเหรอ ถึงจำได้ไม่ลืม”

“ฉายโดนแมงกะพรุนกัดน่ะสิ เห็นใสๆ หยุ่นๆ ไปจับมาดู เจอดีเลย”

“แล้วครั้งนี้ล่ะ ฉายจะจำได้ไหม”

“ถ้ามีอะไรน่าประทับใจก็คงจำได้แหละ ฉายชอบทะเลนะ แม้ครั้งแรกจะโดนแมงกะพรุนเล่นงานจนอดเล่นน้ำก็เหอะ”

“ผมจะพยายามทำให้ฉายจำ ว่าครั้งหนึ่งเรามาเที่ยวทะเลด้วยกัน”

“อย่าพยายามเลย คำว่าพยายาม บางทีมันก็แปลว่าฝืนใจ เราไม่จำเป็นต้องสร้างสตอรีที่นี่หรอก ปล่อยไปตามธรรมชาติ เดี๋ยวมันก็มีสตอรีขึ้นมาเอง เชื่อสิ”

สาธิตยิ้ม กำลังจะตอบเมฆฉายก็มีเสียงเตือนข้อความเข้า ยกโทรศัพท์ขึ้นมาก็เห็นว่าปักเป้าส่งไลน์มา ข้อความบอกว่า…มีอะไรจะให้ดู…แล้วก็ตามด้วยภาพถ่ายเป็นชุด

สาธิตเปิดดูแล้วผงะ ตาค้าง โทรศัพท์แทบร่วงหลุดมือ

ปักเป้าแปลงเพศแล้ว ภาพที่ส่งมาคือ ‘น้องสาว’ ของหล่อน ที่เจ้าตัวอุตส่าห์ตั้งชื่อให้ว่า ‘น้องตรุษจีน’ เพราะหล่อนขุดลำตาลแล้วแต่งใหม่เป็นบ่อน้ำทิพย์ในวันนั้น

ได้เห็นอย่างไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์คล้ายกับที่เจ๊อั๋นเปิดให้ดูในหอพักสมัยเรียนปีหนึ่ง

“อาหารมาแล้วค่า…” เด็กสาวร่างเล็กแต่แข็งแรงไม่น่าเชื่อ ยิ้มร่ายกถาดอาหารเข้ามาเสิร์ฟ ไล่เรียงเมนูที่สั่งสนุกสนาน

“ส้มตำปูม้า หมึกไข่นึ่งมะนาว แซ่บๆ กุ้งแช่น้ำปลา น้ำจิ้มรสเด็ด เผ็ดสะท้านทรวง รับประกันแสบทุกรู”

“ทุกรูเลยเหรอจ๊ะ อีหนู” เมฆฉายสนุกไปด้วย

“ทุกรูเลยพี่ ตั้งแต่เข้ายันออก ซี้ด…แน่ๆ”

“จานนี้ก็เด็ดนะ” ว่าพลางมองหาที่ว่างบนโต๊ะ “หอยแครงลวก สะดุ้งน้ำสามวิ พี่น่ารักทั้งคู่ หนูเลยเลือกแต่ตัวใหญ่ๆ มาให้ นานๆ กินหอยทีใช่ป่าว…รู้น้า”

เด็กสาวยังจำนรรจา แต่สาธิตทำหน้าพิพักพิพ่วน มองหอยแครงลวกแล้วภาพที่ปักเป้าส่งมาก็ซ้อนทับ ยิ่งภาพสุดท้ายมีแท่งแก้วหรือ ‘โมลด์’ ที่จำเป็นสำหรับผู้แปลงเพศ ก็ดันเหมาะเจาะพอดีกับที่เด็กเสิร์ฟยกเครื่องดื่มมาให้เขา

“น้ำสับปะรดปั่นค่ะ”

มันเสิร์ฟมาในแก้วทรงยาวสูง ปากแก้วมีสับปะรดชิ้นเล็กๆ เสียบประดับ หากสาธิตเห็นภาพทั้งหมดนั้นเป็นแท่งโมลด์ สำลักออกมาทันที

“ใจเย็นพี่ แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้วเหรอ”

“กินน้ำก่อน” เมฆฉายเลื่อนแก้วน้ำสับปะรดให้ แต่สาธิตยกมือปางห้ามญาติ

“ขอน้ำเปล่าดีกว่า” ยกแก้วดื่มน้ำ สงบสติแล้วก็ว่า “น้อง หอยแครงนี้เอาไปทำอะไรได้มั่ง”

“อ้าว! ไม่กินลวกแล้วเหรอพี่ หอยร้านหนูสดทุกตัว นี่สะดุ้งน้ำร้อนแป๊บเดียวนะ ทั้งหวาน ทั้งกรอบ เด้งสู้ปากนัวลิ้นแน่ๆ เชื่อหนู” หล่อนว่าพลางกระดกลิ้นรัวราวทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่การกินอาหาร

“ไม่ละ” สาธิตยกจานหอยแครงลวกวางบนถาดของเด็กเสิร์ฟ “เอาไปทำแกงใบชะพลูมาก็แล้วกัน ลงบิลเป็นสั่งสองจานก็ได้”

“หอยนางรมสดยังเอาอยู่ป่าวคะ” เด็กเสิร์ฟถาม เพราะเพื่อนอีกคนกำลังยกถาดออกมา

“เอาไปทำออส่วนนะ”

นั่นแหละ หล่อนจึงถอยออกไป เบรกเพื่อนที่กำลังจะเสิร์ฟหอยนางรมสดไว้ แล้วกลับไปในครัวด้วยกัน

“ทำไมเปลี่ยนใจเสียล่ะ” เมฆฉายถามเพราะคิดว่าผิดปกติ

“กินก่อน ไว้ค่อยเล่าทีหลัง” เห็นเมฆฉายยังเอียงหน้าราวหาคำตอบ สาธิตก็เบี่ยงความสนใจ “ลองชิมตำปูม้านี่ซิ อร่อยสู้ของเจ๊ต่ายที่แฟลตได้รึเปล่า”

สาธิตพยายามสงบใจด้วยการมองฟ้ามองทะเลอยู่หลายนาทีเพื่อให้ภาพติดตาค่อยๆ เลือนไป ไม่อย่างนั้นคงกินอะไรไม่ลงแม้แต่คำเดียว

 

เมฆฉายมองภาพในมือถือของสาธิตประกอบเรื่องเล่าของเขาแล้วก็ขำ

“มันต้องแยงไอ้แท่งนี้ไว้ตลอดเลยเหรอ หมอ”

“ไม่ตลอดหรอก แต่ก็ต้องทำบ่อยๆ กันรูตีบ” สาธิตอธิบาย “แล้วก็ต้องเพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อยๆ”

สายตาของสาธิตยังฉายรอยครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เมฆฉายจึงถาม

“หมอคิดอะไรอยู่เหรอ บอกได้หรือเปล่า”

“ผมกำลังคิดว่า อีกหน่อยปักเป้าอาจมีปัญหา”

“ยังไง”

“จากรูปที่ส่งมา บอกได้เลยว่าฝีมือไม่ดีนัก ก็หวังว่าจะไม่อักเสบหรือเน่าขึ้นมาทีหลัง ที่น่าห่วงอีกอย่างก็คืออารมณ์”

“ยังไงเหรอ ปกติอีปักเป้าก็ขึ้นชื่อว่าป่วงอยู่แล้วนะ นี่มันจะเป็นยังไงอีก”

“ก็อาจจะเป็นมากกว่านี้ ถ้าไม่รักษาระดับฮอร์โมนให้ดี” สาธิตบอก “หลังแปลงเพศแล้วต้องกินฮอร์โมนไปตลอดชีวิต”

“อย่าเพี้ยนไปกว่านี้เลย เพี้ยนกว่านี้ก็บ้าละ”

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

สาธิตพึมพำ หากลึกๆ มั่นใจว่าปักเป้าอาจไปถึงจุดนั้นสักวัน…เร็วหรือช้า มันก็ต้องมาถึงแน่ๆ

ยังไม่พ้นวันที่ปักเป้าออกจากโรงพยาบาล เพื่อนในกลุ่มก็ทั้งโทร.ทั้งแชตหาด้วยเรื่องเดียวกันว่า ปักเป้าส่งรูป ‘น้องตรุษจีน’ ไปอวดเพื่อนจนว่อนไปหมด

 

 

“คารวะฮองเฮา ขอให้อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

เสียง ‘สาวๆ’ ที่แหบห้าวขัดกับรูปโฉมอรชรดังประสานกันแล้วย่อตัวลงไล่เป็นคลื่นตามจังหวะก้าวย่างของเจ้าแม่โรงละครที่เข้ามาตรวจงาน ดูความเรียบร้อยก่อนการประกวดคืนนี้จะเริ่ม

สาธิตอดขำไม่ได้ กระซิบบอกเมฆฉายว่าคนนี้คือคุณเกื้อกรุณ เยี่ยมรณยุทธ์ (1) ทายาทตระกูลผู้ดีเก่า กะเทยรุ่นลายครามผู้บุกเบิกให้พัทยากลายเป็นที่พำนักของเหล่า ‘ลูกสาว’ ทั้งที่เฉาะแล้วและยังไม่ได้ ‘เฉาะ ’…แปลงเพศ

“สวัสดีพี่เกื้อครับ”

สาธิตยกมือไหว้เจ้าของโรงละครที่กรีดกรายเต็มที่ในชุดเสื้อคลุมสีม่วงแทรกริ้วแดงออกไปทางสไตล์จีน ชายยาวลากไปกับพื้นอย่างไม่แคร์ว่าจะกวาดฝุ่นตามทางที่เดินไป

“ตบปากสิบที” หล่อนเอาพัดตีต้นแขนหมอหนุ่ม “พี่เกื้อ พี่เก้ออะไรล่ะ ถ้ายังรักกันอยู่อย่าเรียกแบบนี้”

สาธิตหัวเราะอีก รู้ว่าอีกฝ่ายหยอกล้อให้ขำเท่านั้น ไม่ได้ถือสาจริงจัง เกื้อกรุณอายุเกินหกสิบปี…วัยคราวพ่อ แต่สาธิตก็ยังรียก ‘พี่’ ไม่เรียกอย่างอื่น เพราะเคยสับสนเรื่องชื่อ ที่ใช้บ่อยๆ ก็คือ กรุณาภา ที่แผลงมาจากชื่อในบัตรประชาชน ส่วนชื่ออื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่า ละครดังในตอนนั้นนางเอกชื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็น พจมาน ทองกวาว ปริศนา คุณหญิงกีรติ หรืออี่นายกาสะลอง เกื้อกรุณสวมบทบาทมาแล้วทั้งนั้น ตอนนี้เรื่องบูเช็กเทียนกำลังดัง บรรดาลูกสาวจึงเรียกคุณแม่ว่า ฮองเฮา

“ถ้าไม่เรียกคุณแม่ คุณพี่ เรียก พี่ เฉยๆ ก็พอ” ฮองเฮาคนล่าสุดสรุป “อย่าขึ้น อี ละกัน”

ชวนกันนั่งแล้วบอกให้ลูกสาวแยกย้ายไปซ้อมบนเวที เพราะการประกวดหนุ่มหล่อคืนนี้จะมีไลฟ์ หรือถ่ายทอดสดด้วย แม้มิได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ช่องหลัก คุณแม่กรุณาภาก็ไม่แคร์เพราะช่องทางโซเชียลมีเดียเข้าถึงคนดูได้มากกว่า

“แล้วพักที่ไหนกัน”

“พักที่แซนด์แอนด์บีชครับ”

“อุ๊ยตาย! นี่ก็เผลอปล่อยไก่ ถามเจ้าของโรงแรมว่าพักที่ไหน เป็นไงมั่งล่ะ ลูกค้าเยอะไหมช่วงนี้”

“ถ้าลูกค้าโรงแรมก็พอไหวนะครับ คือน้อยกว่านี้อีกนิดหนึ่งก็จะตายละ” ว่าขำๆ “แต่ลูกค้าที่คลินิกดีครับ ขาประจำไม่ลด ขาจรเข้ามาเรื่อยๆ”

“พี่สิแย่ ทัวร์หายไปเยอะ ช่วงโลว์บางทีนะ มีลูกค้าห้าคนเท่านั้น” เล่าพลางพยักหน้าไปบนเวที “แล้วดูสิ กี่คนที่ต้องดูแล เงินออกแต่ละวันมันมหาศาล แต่เงินเข้ามันนิดเดียว ก็ต้องอาศัยให้เช่าที่จัดอีเวนต์กันไปนี่ละ บาสคงไม่ชอบมั้ง ดูกะเทยหญิงเต้น ไปดูหนุ่มๆ กันดีกว่า”

เกื้อกรุณยิ้มกริ่มส่งสายตาพราวแล้วขยายในนาทีต่อมา

“ผู้เข้าประกวดนั่นแหละ มาเก็บตัวที่นี่สองคืนละ” ลดเสียงลงเป็นกระซิบ “นี่ขนาดว่ามาเก็บตัวประกวดนะ แต่พอแยกย้ายปุ๊บ โน่น ต้นมะพร้าวริมหาดโน่น แจ้นไปขายตัวไม่กลัวว่ากองประกวดจะจับได้เลย”

สาธิตและเมฆฉายได้แต่พยักหน้ารับฟัง เพราะเกื้อกรุณพอใจจะเล่า เล่า เล่า โดยไม่ต้องการความเห็นหรือถูกขัดคอ ไม่นานก็มาถึงส่วนทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างโรงละครกับที่พัก มองผ่านกระจกใสเห็นชายหนุ่มไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนกระจายไปทั่วสระว่ายน้ำ

กวาดตามองไปเพลินๆ ก็ชะงักเมื่อต่างฝ่ายต่างบังเอิญปะทะสายตาสบกัน

เด็กหนุ่มยกมือไหว้ ที่ข้อมือคล้องหมายเลขผู้เข้าประกวด

เมฆฉายถามเมื่อเห็นว่าสาธิตนิ่งคล้ายถูกสะกด

“ใครน่ะ หมอรู้จักเหรอ”

“อาร์ม…” นิ่งไปราวหาคำตอบสักครู่ “ลูกค้าที่ร้านน่ะ”

“อ๋อ”

“อ๋อ แปลว่า”

“แปลว่า อ๋อ ลูกค้า ไม่ใช่ ‘โจทก์’ เก่า”

เมฆฉายแหย่เล่นเท่านั้นเอง แต่สาธิตวูบไหวในความรู้สึกขึ้นมาทันที

 

คณะกรรมการตัดสิน Mister Rainbow Guy มาพบกันพร้อมหน้าครั้งแรกก่อนการประกวดเริ่มยี่สิบนาที ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวมากเพราะต่างรู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์สาธิต เจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดัง คุณบี๋ นักปั้นมือทองแห่งยุค คุณป้อ ช่างภาพมือหนึ่งที่ผลงานภาพถ่ายผู้ชายกลายเป็นจินตนาการให้เก้งน้อยกะเทยแก่หยิบไปใช้เวลาช่วยตัวเอง จะมีกรรมการมือใหม่และอายุน้อยที่สุดก็แค่น้องปัทม์ ในฐานะเมกอัปอาร์ทิสชื่อดังคิวแน่น

เมฆฉายดีใจที่ได้พบน้องปัทม์อีกครั้ง เล่ารวบรัดว่ามากับหมอสาธิตได้อย่างไร ฝ่ายนั้นก็เบิกตากว้างว่าก้าวหน้าไปไกลกว่าที่คิด นัดหมายกันว่าถ้าการประกวดเลิกแล้วค่อยเล่ารายละเอียดกัน

สามชั่วโมงผ่านไปก็ได้ผู้ชนะเลิศในการประกวดซึ่งไม่ผิดความคาดหมายกันสักเท่าไร เพราะคนที่ได้ตำแหน่งนั้นเดินสายประกวดเป็น ‘เทพบุตร’ มาแล้วทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นเทพบุตรลำไย เทพบุตรสงกรานต์ เทพบุตรลอยกระทง และบาร์อีกหลายแห่ง แต่ที่เป็นเรื่องเล่าเมาท์มอยกันในกลุ่มพี่เลี้ยงกะเทยผู้อมพะนำให้ยังเป็นปริศนาว่าเคย ‘งาบ’ เด็กในสังกัดมาแล้วหรือไม่ ก็คือตอนที่ประกวดหนุ่มน้อยบ้านนาเทศกาลกินปลาน้ำจืด ผู้เข้าประกวดคนอื่นก็แค่พกห่อหมกขึ้นประกวด แต่รายนี้ยัดปลาดุกมาทั้งตัว มองแต่ไกลก็ยังเห็นเงี่ยงเป็นรูปชัด

ก่อนเอ่ยราตรีสวัสดิ์แล้วแยกย้ายกันไปสำราญหลังจบการประกวด กะเทยผู้จัดการก็เตร่เข้ามาหาคุณบี๋ ยกมือไหว้

“เอเป็นคนดูแล ‘น้อง’ เองค่ะ อยากให้น้องมาขอบคุณคุณบี๋ด้วยตัวเอง เอตามน้องแป๊บนึงนะคะ”

“ไม่ต้องตามหรอก”

คำตอบของคุณบี๋ทำให้เอหน้าเจื่อนไป หมายใจจะดันเด็กในสังกัด…ผัวเด็ก ให้ก้าวหน้ากว่านี้ ยิ้มค่อยฉายขึ้นเมื่อคุณบี๋ลดเสียงลงถามเหมือนกระซิบ

“ที่เขาว่าคนนี้ ทำปลาดุกเผาสะเดาลวกอร่อยน่ะจริงเหรอ”

“ไม่จริงค่ะ” เอรีบตอบวี้ดว้ายตกใจ ยิ้มกริ่มเมื่อแถลงว่า “ไม่ใช่ปลาดุกหรอกค่ะ ปลาชะโดต่างหาก ทั้งดุ ทั้งดัน พุ่งชนเขื่อนพังทลายแน่ๆ ให้น้องมาพบได้ไหมคะ”

คุณบี๋ไม่ตอบ แต่เสควานหาอะไรในกระเป๋าเสื้อแล้วร่วงลงมา เอรีบก้มเก็บคีย์การ์ดห้องพักส่งให้ จดจำหมายเลขห้องพักแม่นยำ ยิ้มที่ส่งกลับไปให้คุณบี๋มีความหมายที่รู้กัน

ลักษณะทำนองนี้เกิดกับผู้เข้าประกวดอีกหลายคน ผู้จัดการเด็กวิ่งกันให้วุ่น เด็กบางคนไม่เคยก็เกลี้ยกล่อมกันไป เพราะผู้ชมในโรงละครแห่งนี้ มีจำนวนมากที่ต้องการเด็กระดับที่เคยผ่านเวทีประกวดมาบ้าง แม้จะไม่ได้คล้องสายสะพายเป็นเทพบุตรก็ไม่เป็นไร ขอให้อย่างน้อยมีเครดิตว่าเคยประกวด

 

เมฆฉายเอี้ยวตัวไปคุยกับผู้ติดรถมาด้วยที่เบาะหลังขณะสาธิตขับรถมุ่งตรงกลับไปโรงแรม

“บังเอิญจังที่น้องปัทม์พักที่โรงแรมหมอบาส”

“มีเวลามานิดเดียว ช่วงพักก็อยากเต็มที่หน่อย” บอกเหตุผลพลางชมกับเจ้าของ “โรงแรมนี้วิวทะเลสวย บริการก็ดี”

ถึงโรงแรมลงจากรถแล้ว เมฆฉายก็บอกสาธิตว่า

“ฉายจะไปคุยกับน้องปัมท์ต่อที่ห้อง หมอไปด้วยกันไหม”

“ไม่ดีกว่า คุยกันให้สนุกเถอะ” สาธิตขอตัว “ผมอาบน้ำนอนดูทีวีรอก็แล้วกัน”

“ถ้าง่วงก็หลับไปเลยนะ เผื่อทางนี้คุยกันยาว”

แยกกันที่ลิฟต์ เมฆฉายและน้องปัทม์ออกไปก่อน ออกจากลิฟต์แล้วสาธิตจึงตรงไปที่ห้อง ทว่ายังไม่ทันจะถึงดีก็มีเสียงข้อความเข้า…สองข้อความ เนื้อหาอย่างเดียวกันคือ ชวนให้ออกไปพบ

ข้อความหนึ่งจากอาร์ม อีกข้อความหนึ่งจากก้องภู

สาธิตปฏิเสธทั้งคู่ หากแล้วก้องภูก็ส่งมาอีกครั้งพร้อมรูปของเขาคู่กับอาร์ม

พี่เจอน้องเขาที่ชายหาด รู้ว่าบาสอยู่ที่นี่เลยอยากชวนมาสนุกด้วยกัน เจอกันที่หาดข้างโรงแรมนะ พี่กับน้องจะเล่นนำไปก่อน บาสมาถึงแล้วก็เข้ามาแจมได้เลย

นี่ก็เป็นความตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งของก้องภู ถ้าระหว่างเริงรักกันอยู่นั้นบังเอิญมีคนผ่านมา จะบังเอิญจริงหรือแกล้งบังเอิญก็ตามที มันจะปลุกสัญชาตญาณดิบของก้องภูให้ฮึกเหิมขึ้น

สาธิตละล้าละลังอยู่หน้าห้อง จะเปิดประตูเข้าไป หรือหมุนตัวกลับ มุ่งไปที่ชายหาดดี

 

เชิงอรรถ : 

(1) เกื้อกรุณ จากเรื่อง ฟลอร์เฟื่องฟ้า

 



Don`t copy text!