มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 14 : ผู้ช่วยคนใหม่

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 14 : ผู้ช่วยคนใหม่

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

โฟล์กมองดูยอดเงินที่อุษณีย์พร…ลูกค้ารายล่าสุดโอนมา เป็นจำนวนเกินครึ่งหมื่นสำหรับหน้าที่เป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย ที่เรียกกันว่า ‘เด็กเอนท์’ อันย่อมาจาก Entertain หน้าที่ก็ตรงตัวคือให้ความบันเทิงแก่ลูกค้าตามระดับการจ้างงาน

ผู้ชักนำให้โฟล์กเข้าสู่วงการนี้ก็คือ อาร์ม

หลังจากที่โฟล์กเล่าเรื่องที่ตนต้องสวมบทบาทเป็น ‘ทาส’ ความรู้สึกแหยงเกือบเข็ดขยาดแต่ก็พ่ายแพ้แก่จำนวนเงินที่ได้รับ และเงินนั้นก็หายวับไปกับตาเมื่อต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลของแม่ อาร์มจึงชวนไปสมัครเป็น ‘เด็กเอนท์’ เพื่อเพิ่มช่องทางหารายได้

“จะคอยแต่ไปนวดหรือรอออฟไม่ได้หรอก ยิ่งมีช่องทางมาก โอกาสได้งานก็ยิ่งมาก”

เชื่อตามที่อาร์มแนะนำแล้ว โฟล์กจึงได้รู้จัก ‘บอร์ดงาน’ มันก็เหมือนกับประกาศนั่นแหละ ว่ามีลูกค้าต้องการบริการแบบใด ใครสนใจ รับได้ ก็รับงานนั้น

โฟล์กมิได้รังเกียจผู้หญิง เขาพูดคุยเอาอกเอาใจได้ แต่ไม่สามารถตามเจ้าหล่อนไปถึงบนเตียง จึงรับเพียงงานระดับทั่วไปคือ ‘เอนท์’ อันได้แก่การเป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย หรือควงคู่กันแบบคนรัก เอาอกเอาใจกันที่เรียกว่า ฟิวแฟน และอาจรวมถึงเป็นเพื่อนดื่ม ชงเหล้า ป้อนให้ และยอมให้ถูกเนื้อต้องตัวได้ตามสมควร แต่ไม่ถึงกับล้วงคลำขยำบีบของสงวน

ลูกค้ารายแรกของโฟล์กเป็นผู้หญิง คือ อุษณีย์พร

โฟล์กไปพบหล่อนแล้วสวมบทบาทของคู่รักต่างวัย ชวนกันไปจิบกาแฟในสวน ร้องคาราโอเกะ แล้วไปนั่งฟังเพลงด้วยกันเป็นการปิดท้าย โฟล์กรู้ว่า ‘ลูกค้า’ พอใจที่เขาสวมบทบาทคนรักของหล่อนได้อย่างแนบเนียน ผิดกับเด็กเอนท์บางคนที่เกาะเกี่ยวลูกค้า พะเน้าพะนอมากไปจนดูเป็นพาร์ตเนอร์หรือเด็กขาย

ระดับที่โฟล์กไม่ยอมรับเด็ดขาดคือ ‘เอนท์อัป’ ซึ่งแม้ค่าจ้างสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงก็มากตามไปด้วย เพราะงานแบบนี้มียาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะย่อมาจากคำว่า อัปยา นั่นเอง เกิดเคราะห์ร้ายถูกจับตอนกำลังลอยก็ยุ่งกันพอดี ส่วนระดับที่สูงกว่านี้ ราคาเฉียดหมื่นคือ ‘เอนท์วี’ อันย่อมาจาก VIP ซึ่งบริการขั้นสุดท้ายจะจบลงที่เพศสัมพันธ์

“ฉันจะรับเอนท์วีกับผู้ชายเท่านั้น แต่ไม่ยอมเอนท์อัปเด็ดขาด”

“ก็ตามใจแก” อาร์มยักไหล่ ถือว่าได้ช่วยเพื่อนอย่างดีที่สุดแล้ว

 

เงินที่แม่ต้องใช้ในขณะนี้ใกล้ครบจำนวน โฟล์กไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จะมาเมื่อไหร่อีก แต่ถ้าได้เงินวันนี้แล้ว ก็จะขอพักเอาแรงสักหน่อย แล้วค่อยตั้งหลักใหม่ทำงานสะสมเงินไว้เป็นค่ารักษาแม่ เพราะมะเร็งต้องรักษาหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายเวียนมาเรื่อยๆ จนกว่าจะหายหรือตายนั่นละ

ลูกค้ากำลังอาบน้ำหลังนวดเสร็จและได้รับบริการเสริมแล้ว ขณะที่โฟล์กแต่งตัวเสร็จนั่งรอเพราะยังไม่ได้ค่าตัว ออกมาจากห้องน้ำก็ยังอ้อยอิ่งแต่งตัวอีกหลายนาทีกว่าจะเสร็จ ถามขึ้นมาว่า

“มีธุระที่ไหนหรือเปล่า โรงแรมนี้มีบุฟเฟต์อร่อย”

โฟล์กอยากจะบอกตรงๆ ว่า…ไม่มีครับ แต่ผมอยากรีบไปจะได้ไม่กวนเวลาพี่ จ่ายเงินให้ผมเถอะ…แต่ก็ยั้งปากไว้เมื่อลูกค้าเสนอว่า

“ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปกินข้าวเป็นเพื่อนกันหน่อย พี่เลี้ยงเอง แล้วจะเพิ่มให้จากค่านวด”

นั่นแหละ โฟล์กจึงยังมิได้กลับ ตามเขาไปเช็กเอาต์ที่เคาน์เตอร์แล้วเอากระเป๋าไปเก็บที่รถ ก่อนจะย้อนมาที่ห้องอาหารของโรงแรม

บุฟเฟต์นานาชาติหัวละเกือบพันรสชาติดีสมราคา โฟล์กและลูกค้าของเขาตักอาหารมาเต็มที่ ต่างคนต่างดูแลกันไม่ต่างกับคนรัก ไม่สนสายตาใครจะมองว่าอย่างไร ปิดท้ายด้วยขนมหวานชิ้นเล็กหลายอย่างแล้วผู้เป็นลูกค้าก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

“กินเพลินจนลืมเวลา วันนี้พี่มีความสุขมาก ไว้คงได้นัดกันอีกนะ”

“ได้ครับพี่ เมื่อยเมื่อไหร่ก็โทร.หาผมได้ตลอด” โฟล์กยิ้มตอบ

เขาล้วงกระเป๋าเสื้อนอก โฟล์กคิดว่าถึงเวลาที่จะได้รับค่าตัวแล้วก็นิ่งรอ ทว่าในใจเต้นระทึก เวลาที่เงินจะลอยเข้ามาสู่มือมันสร้างความรู้สึกปรีดาเสมอ ผิดคาดเล็กน้อยเมื่อเขาทำหน้ายุ่งน้อยๆ

“สงสัยจะทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถ พี่ยืมมือถือเราหน่อยสิ ขอบอกทางนู้นว่าอาจจะถึงเลตหน่อย” เขาหมายถึงนัดหมายที่พูดเป็นระยะตอนที่นวดและกินข้าว

โฟล์กยื่นโทรศัพท์ให้เขากดหมายเลข ยกขึ้นพูดแล้วก็ทักซ้ำๆ กับปลายสาย หันมาบอกกับโฟล์กว่า

“สงสัยในนี้สัญญาณไม่ดี พี่ออกไปคุยข้างนอกแป๊บเดียว เรียกเช็กบิลเลยก็ได้ ลูกค้าเยอะ เดี๋ยวจะคอยนาน”

โฟล์กได้แต่พยักหน้าเมื่อเห็นเขาเดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่หน้าร้าน เรียกพนักงานเก็บเงิน คอยไม่นานพนักงานก็กลับมาพร้อมบิล จังหวะที่ก้มมองราคาอาหารและเงยขึ้นเพื่อจะบอกว่า คอยเดี๋ยว คนจ่ายเงินออกไปโทรศัพท์หน้าร้าน โฟล์กก็เห็นเขาลดโทรศัพท์ หย่อนลงในกระเป๋า แล้วก็เดินจากไป

“เฮ้ย!”

ร้องได้เท่านั้นก็ผลุนผลันจะรีบตาม แต่ถูกรั้งไว้โดยพนักงานเพราะยังไม่ได้จ่ายเงิน

“ผมไม่หนีแน่ครับ แต่ไอ้คนนั้นมันเอามือถือผมไปแล้ว”

“สิบแปดมงกุฎหรือเปล่าน้อง ถ้าปล่อยก็หายไปทั้งคู่สิ มุกนี้โบราณแล้วน้อง”

“เขาเอามือถือผมไปจริงๆ นะครับ” สับสนนึกอะไรไม่ออก โฟล์กก็ควักกระเป๋าเงินของตัวเองส่งให้ผู้จัดการ “กระเป๋าผม มีบัตรทุกอย่าง ผมให้ไว้เป็นประกันว่าผมไม่หนีแน่ๆ”

ครั้นผู้จัดการยอมปล่อย โฟล์กก็วิ่งสุดฝีเท้าไปที่ลานจอดรถ เพื่อจะพบว่ารถคันนั้นไม่อยู่แล้ว

หมดแล้วทุกอย่าง…เข่าอ่อนแทบไม่มีแรงเดิน โฟล์กทรุดตัวลงไปกับพื้น โทษชะตาที่โหดร้ายของตัวเอง ค่านวดก็ไม่ได้ เสียโทรศัพท์ไปอีกเครื่อง แล้วยังต้องจ่ายค่าอาหารอีกสองพันกว่าบาท…จะเอาที่ไหนจ่าย

“โฟล์กหรือเปล่า ทำไมมานั่งตรงนี้”

เสียงทักนั้นทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น สีหน้าเขาแปลกใจเมื่อถาม

“อ้าว! ร้องไห้ทำไม”

เห็นว่าเป็นลูกค้าที่เคยรับงาน และอยู่ในกลุ่มที่เคยรู้สึกดีด้วย โฟล์กจึงบอกสั้นๆ แต่ครบถ้วน

“ผมมารับงานแล้วถูกลูกค้าโกง เอามือถือผมไปด้วย” ถามออกไปตรงๆ “พี่มีให้ผมยืมสักสามพันก่อนไหมครับ ผมจะเอาไปจ่ายค่าอาหาร”

สาธิตเอียงหน้าไม่เข้าใจ รายละเอียดจึงตามมาว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนมาถึงจุดนี้

“โอเค เข้าใจละ กลับไปที่ห้องอาหารด้วยกัน”

สาธิตยื่นบัตรเครดิตให้เพื่อชำระค่าอาหาร พาไปนั่งสงบจิตใจที่ล็อบบี

“ถ้าไม่เจอพี่ผมคงแย่แน่” โฟล์กยกมือไหว้ “พี่จดเบอร์โทรให้ผมหน่อย ถ้าผมได้เบอร์ใหม่แล้วจะโทรบอก”

“แล้วกลับบ้านยังไง มีค่ารถไหมนี่” สาธิตถาม

“นั่งรถเมล์ครับ มีสายที่ผ่านหอผมอยู่” โฟล์กไม่ยอมบอกตรงๆ ว่าในกระเป๋าเขาเหลือแค่ห้าสิบบาท ไม่อาจเรียกแท็กซี่ ขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินได้

โดยไม่คาดคิด สาธิตควักธนบัตรส่งให้ห้าร้อยบาท

“ให้ผมทำไมครับ”

“เอาไว้ใช้ อย่างน้อยก็น่าจะต่อชีวิตได้สักสามวัน” ตบบ่าเด็กหนุ่มเบาๆ “ค่อยๆ คิดไปนะ”

“ขอบคุณครับพี่ ถ้าไม่เจอพี่ผมแย่แน่ๆ ไม่รู้เลยว่าทำยังไงดี ถ้าพี่มีอะไรให้ผมทำ บอกได้เลยนะครับ”

สาธิตนึกขึ้นมาได้เดี๋ยวนั้น

“ไปทำงานด้วยกันไหมล่ะ พี่กำลังจะเปิดสปา”

“ได้สิพี่ ให้ทำอะไรได้หมดเลย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” สาธิตหัวเราะน้อยๆ “เรานวดดีนะ พี่อยากให้เราไปเทรนการนวดให้พนักงาน นวดอย่างเดียวนะ ไม่ต้องเสริม”

“สปาพี่อยู่แถวไหนครับ”

“ที่…” สาธิตบอกที่ตั้งแล้วก็ว่า “แต่อยากให้ไปอยู่ประจำที่นั่นเลย มีที่พัก มีอาหารให้”

“ไปครับ”

“ไม่เก็บไปคิดสักหน่อยเหรอ”

“ไม่ครับ ตัดสินใจได้เลย พี่จะให้ผมเริ่มเมื่อไหร่ล่ะ ผมเก็บของไม่นาน”

สาธิตหยุดคิดนิดหนึ่ง ไม่ตอบคำถาม แต่โทรศัพท์หาบุศริน ครั้นฝ่ายนั้นตอบกลับมาว่าเขาไม่มีคิวนัดลูกค้า แต่มีเอกสารสำคัญต้องเซ็น สาธิตวางสายแล้วจึงหันมาบอกเด็กหนุ่ม

“เอางี้นะ เดี๋ยวพี่ส่งกลับหอ แต่ขอไปธุระแป๊บนึง”

โฟล์กไม่ค้าน นาทีนี้ ต่อให้สาธิตสั่งให้เข้าไปแก้ผ้ารอในห้องน้ำหรือขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อแอบมีเซ็กส์อย่างตื่นเต้น เขาก็ยินดีลุกไปทันทีไม่เกี่ยงงอน เดินตามจากส่วนโรงแรมไปยังส่วนห้างสรรพสินค้าจึงพบว่าธุระของสาธิตอยู่ที่คลินิกของเขา โฟล์กขอรออยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าชีวิตของสาธิตเป็นอย่างไร ไม่อยากเดินเข้าไปกับเขาแล้วทำให้ถูกซุบซิบนินทา

ไม่นานหมอสาธิตก็กลับออกมา ขับรถไปส่งที่หอพัก

“ยังไม่ต้องรีบขนของไปวันนี้หรอกนะ ค่อยๆ เตรียมตัวไป” สาธิตบอกเมื่อมาถึงหน้าหอพัก

โฟล์กส่งเงินคืนให้เขา

“ผมถึงหอแล้ว ไม่ต้องใช้ค่ารถแล้วครับ”

“เก็บไว้เถอะ เผื่อต้องใช้ทำอะไร”

“ขอบคุณพี่มากจริงๆ ครับ ที่พี่ช่วยผมคราวนี้ ผมจะไม่ลืมเลย”

สาธิตเอื้อมมือมาตบหัวโฟล์กเบาๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าน้ำตาจะไหล พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงลงมา เดินเข้าไปในหอพัก เพื่อนร่วมห้องก็ทักเมื่อถึงตัว

“ใครมาส่ง ลูกค้าเหรอ”

“อือ” ตอบสั้นๆ ยังไม่อยากเล่าอะไรตอนนี้ “อาร์ม ถ้าฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น แกจะว่าอะไรไหม”

“ทำไม มีคนจะเลี้ยงเหรอ” อาร์มยิ้มกริ่ม “จะไปเป็นคุณนายหรือคุณชายที่ไหน บอกมาเดี๋ยวนี้ แล้วแน่ใจนะว่าจะไม่คิดถึงห้องเช่ารูหนูพัดลมเพดานของเจ๊เปิ้ล”

“บ้าน่า เขาชวนฉันไปทำงานด้วย แต่มีที่พักให้”

“ไม่ต้องแก้ตัวหรอก จะไปก็ไปเหอะ ทีแรกก็อยู่บ้านพักพนักงานไปก่อน อีกหน่อยก็ได้อยู่บ้านเจ้าของเองแหละ ลงมาส่งถึงหอขนาดนี้ ไม่เกิดสองอาทิตย์ก็ฟาดกันแน่ๆ” อาร์มว่าอย่างร่าเริง “ว่าแต่ ลูกค้าคนนี้คือใครกัน ฉันว่าคุ้นๆ รถเขาอยู่”

“รถแบบนี้มันก็เหมือนกันนั่นแหละ มีคันเดียวในโลกซะเมื่อไหร่” โฟล์กว่าแล้วเดินขึ้นห้องไป

หากอาร์มยังติดใจสงสัย…มันคุ้นตาจริงๆ อยากเถียงว่า ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นที่ให้จองราคาถูกทั้งประเทศก็ไม่สะดุดตาหรอก แต่นี่มันรถยุโรปและไม่ใช่ยี่ห้อแพงแบบดาษดื่นที่เศรษฐีใหม่ใช้ เสียดาย…น่าจะดูเลขทะเบียนไว้สักหน่อย มัวแต่ตื่นเต้นที่เห็นแต่ไกลว่าโฟล์กก้าวลงมาจากรถหรู

 

 

สปาเป็นรูปเป็นร่างในเวลาไม่นานนัก เพราะไม่ต้องเริ่มจากการก่อสร้าง หากปรับพื้นที่และอาคารเดิมให้เป็นแบบที่เจ้าของต้องการ เมฆฉายอยากให้เป็นแบบบาหลีเพราะสปาที่ไหนๆ ก็ตกแต่งแบบนี้ ในขณะที่สาธิตอยากได้กลิ่นอายแบบโมร็อกโก เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ หน้าที่นี้จึงตกเป็นภาระของสถาปนิกเพื่อนของหมอสาธิต ที่จะผสมผสานและเนรมิตให้ได้ดังใจประสงค์

เมฆฉายมีหน้าที่ควบคุมงาน ดูความเรียบร้อยในแต่ละวัน โดยมีเด็กหนุ่มที่สาธิตจูงมือเข้ามาฝากฝังให้เป็นผู้ช่วย

“ฉาย นี่โฟล์ก ผมพามาให้ช่วยกัน”

สาธิตบอกสั้นๆ แค่นี้ในวันที่เขาพาเด็กหนุ่มพร้อมกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งมาที่สปา เมฆฉายทั้งประหลาดใจและสงสัยอยู่ครามครัน คำพูดหลายอย่างแล่นมารออยู่ที่ปาก หากไม่หลุดพ้นออกไป เพราะสายตาท่าทางของเด็กหนุ่มมีความเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อเมฆฉายไม่แสดงอาการอะไรมากกว่านั้น สาธิตก็ปล่อยให้ผ่านไป นึกโล่งใจที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ

สิ่งที่เมฆฉายและโฟล์กคิดตรงกันเมื่อพบหน้าก็คือ คนนี้คงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหมอสาธิตแน่ๆ รอยยิ้มของทั้งคู่จึงเจื่อนจาง

เพียงสองวันที่มาอยู่ประจำในฐานะกึ่งผู้ช่วยกึ่งผู้เฝ้าไซต์งาน โฟล์กก็สรุปได้ว่าเมฆฉายเป็น ‘ตัวจริง’ ของหมอสาธิตที่ฝ่ายนั้นคบหาออกหน้า แม้จะไม่ป่าวประกาศหรือทำหวานต่อหน้าคนงาน แต่การแสดงออกหลายอย่างก็บ่งบอกให้รู้ว่า หมอสาธิตเกรงใจเมฆฉายอยู่มาก

ทุกวัน…หมอสาธิตจะมาส่งเมฆฉายตอนเช้า เดินดูความคืบหน้า รอพบเพื่อนผู้เป็นสถาปนิกบ้างหากเวลาเอื้ออำนวย ก่อนจะไปทำงานที่คลินิก ในตอนเย็นก็มารับเมฆฉายกลับบ้าน บางครั้ง…ในเช้าวันถัดไป โฟล์กก็จะได้ของกินที่หมอสาธิตซื้อมาฝาก จากร้านที่เขาพาเมฆฉายไปกินมื้อค่ำด้วยกัน สิ่งที่ทำให้หมดข้อกังขาในความสัมพันธ์ของหมอสาธิตและเมฆฉายก็คือ เมฆฉายมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะที่ช่างกำลังปรับปรุงตกแต่งสปาแห่งใหม่นี้

นึกถึงคำพูดของอาร์มที่ยุส่งก่อนขนของออกมา

‘แกรีบรวบหัวรวบหางช้างเผือกของแกไวๆ จะได้สบาย’

เด็กหนุ่มมองความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่แล้วได้แต่เจียมตัว ไม่นึกตีท้ายครัวอย่างที่อาร์มชี้ช่อง วางตัวเป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่งเท่านั้น

การแสดงออกของโฟล์กทำให้เมฆฉายสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ใจ จึงไม่ตั้งแง่ นอกจากครั้งแรกที่ได้พบและยังลำดับความคิดไม่ถูกว่าควรวางตัวอย่างไร มันทั้งตะขิดตะขวงและกระอักกระอ่วนใจที่จะพูดคุยกับเด็กหนุ่มที่ ‘รู้ทั้งรู้’ แต่ไม่พูดออกมา ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหมอสาธิต ใครรุกใครรับ ใครเป็นผัวใครเป็นเมียไม่รู้ละ รู้แต่ว่าสองคนนี้ ‘ยิ้ม’ กันมาแล้วแน่ๆ

เมฆฉายคงไม่รู้ตัวว่าตนเองก็เงียบไป แต่สาธิตสังเกตเห็น เขาจึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กหนุ่มว่า

‘โฟล์กเขานวดเป็น เลยชวนมาอยู่ด้วยกัน ถ้ารับคนเข้ามาก็ให้โฟล์กสอนนวดได้’

 

งานวันนี้ไม่มีอะไรต้องคุมมากนัก แค่ลงต้นไม้แต่งสวนบาหลีตามที่ออกแบบไว้ เมฆฉายจึงเรียกเด็กหนุ่มมาคุย

“หมอบาสว่าเรานวดเก่ง ใช่ไหม โฟล์ก”

“ผมนวดเป็นครับคุณฉาย ผมเรียนมา” เด็กหนุ่มเสนอ “คุณฉายจะลองนวดไหมครับ”

“อย่าเรียกคุณ เคิน อะไรเลย เรียกพี่ก็พอ”

“ครับ พี่ฉาย” โฟล์กตอบ หากน้ำเสียงก็ยังเจียมตัวเป็นลูกจ้างอยู่ดี

“วันนี้ไม่มีงานอะไรต้องตามมาก นวดสักหน่อยก็ดี” เมฆฉายกวาดตามองรอบบริเวณแล้วพยักหน้าไปทางศาลาโล่งริมสระว่ายน้ำซึ่งคนสวนกำลังลงต้นไม้หลายชนิดเพื่อเนรมิตกลิ่นอายอย่างบาหลี “ที่ศาลาละกัน”

หน้าตาของโฟล์กแปรไปคล้ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“มีอะไรหรือเปล่า” เมฆฉายถาม

“คือ…ตรงนั้น…มันไม่ประเจิดประเจ้อไปเหรอครับ คนงานอยู่กันหลายคน” โฟล์กถามอ้อมแอ้ม

“ก็แค่นวด จะต้องอายอะไร หรือว่านวดไม่เป็น แค่อ้างเรื่องนวดบังหน้า แต่ว่าจริงๆ แล้วรับงานนาบ”

“เปล่าครับเปล่า ผมนวดเป็นจริงๆ” โฟล์กรีบปฏิเสธ โบกมือวุ่นวาย รู้สึกว่าเมฆฉายกำลังรุกคืบจะเค้นเอาเรื่องบางอย่างจากเขา

“ก็ดีแล้ว นวดไทยอย่างเดียว พี่ไม่ชอบนวดน้ำมัน” เมฆฉายว่า “ยังไม่กล้าขนาดแก้ผ้าล่อนจ้อนให้ใครมาลูบเนื้อลูบตัว ต่อให้อยู่ในห้องสองคนก็เหอะ”

เมฆฉายยิ้มอย่างมีนัยซึ่งทำให้โฟล์กหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความอาย

“นวดอย่างเดียวนะ ไม่ต้องเสริม”

เมฆฉายตรงไปที่ศาลาที่เถาสร้อยอินทนิลเลื้อยคลุม ทิ้งช่อดอกสีม่วงลงมาเป็นพวงระย้า นอนคว่ำหน้าตามที่ชายหนุ่มบอก โฟล์กยกมือพนมไหว้คล้ายไหว้ครู ก่อนจะกดนิ้วลงบนฝ่าเท้า นวดได้สักพักเมฆฉายก็ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“หมอบาสให้เราไปนวดให้บ่อยไหม”

“สองสามครั้งครับ”

เมฆฉายระบายลมหายใจน้อยๆ เป็นไปได้ทั้งสองทางว่า เด็กหนุ่มคนนี้นวดดีจริงๆ และสาธิต ‘ติดใจ’ การให้บริการของเขา ป่วยการจะถามว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเรียกคือเมื่อไร เพราะถ้าคำตอบอยู่ในช่วงเวลาไม่นานนี้…หลังจากที่เมฆฉายตกลงคบหากับสาธิตอย่างเป็นทางการ…เมฆฉายก็ยอมรับว่าจะสะเทือนใจกับคำตอบไม่น้อย

“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ได้ออกไปนวดใครอีกไหม”

“ไม่ครับ” โฟล์กตอบทันที “ผมไม่ได้รับงานที่ไหนอีก เพราะถือว่าเป็นลูกจ้างของที่นี่แล้ว”

“ครั้งสุดท้าย…ที่หมอชวนเรามาทำงานที่นี่น่ะ หมอบาสเขาเรียกเราไปนวดเหรอ” อดไม่ได้ แม้พยายามถามเรียบๆ แต่ในใจเต้นโครมคราม กลัวคำตอบ

“เปล่าหรอกครับ ผมถูกลูกค้าโกง แล้วคุณหมอมาพบพอดี”

เมฆฉายเอียงหน้าแทนคำถาม โฟล์กจึงเล่าถึงเหตุการณ์ที่ลูกค้าเรียกไปนวดแล้วเบี้ยวค่าตัว ซ้ำยังฉกโทรศัพท์ของเขาไปด้วย โชคดีที่หมอสาธิตบังเอิญพบในวันนั้น เขาจึงเทิดทูนสาธิตไว้ประหนึ่งผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือในยามวิกฤติ

“ต้องใช้เงินมากเหรอ” เมฆฉายถาม

“มากครับ แม่ผมเป็นมะเร็ง”

“แล้วคิดว่าจะพอไหม กับค่าใช้จ่ายที่ต้องหาน่ะ”

“ตอบตามตรงก็ยังไม่พอหรอกครับ แต่ก็ดีว่าได้เป็นเงินเดือน อีกอย่าง” โฟล์กทอดเสียงราวไม่แน่ใจ แต่ก็พูดออกมา “เรื่องอาการของแม่ ถ้าโรงพยาบาลแจ้งมาว่ายังไง ผมจะได้ถามคุณหมอก่อน ได้ยินเรื่องโรงพยาบาลเลี้ยงไข้หวังเก็บค่ารักษานานๆ หรือบวกค่านั่นค่านี่จนจ่ายไม่ไหว ผมก็กลัวจะแจ็กพ็อตเจอเข้าบ้าง”

น้ำเสียงของโฟล์กไม่ทำให้เมฆฉายรู้สึกว่าเขาตอแหล ปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องให้น่าสงสารแบบที่เด็กนวดหรือเด็กขายมักเล่าให้ลูกค้าฟัง และเรียกค่าทิปเพิ่มจากความน่าสงสารนั้น

“แล้วก่อนหน้านี้อยู่ยังไง ทำงานอะไร เล่าให้ฟังได้ไหม” เมฆฉายลองหยั่ง “ตั้งแต่มาอยู่ด้วยกัน ยังไม่ได้นั่งคุยทำความรู้จักกันดีๆ เลย”

“ได้ครับ” โฟล์กตอบ “เรื่องของผมไม่มีอะไรเป็นความลับ ผมมาจากต่างจังหวัด ทนถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายไม่ไหว เร่ร่อนอยู่ในกรุงเทพ เช่าห้องถูกๆ อยู่กับเพื่อน ทำมาเกือบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ เด็กขาย หรือเต้นในบาร์ ที่ทำแล้วสบายใจที่สุด ก็รับงานนวดนี่แหละครับ”

“แสดงว่าตอนนี้ เพื่อนที่มาด้วยกันก็อยู่คนเดียวสิ” เมฆฉายระงับคำพูดไว้ก่อนจะเสนอออกไปว่า ทำไมไม่ชวนมาอยู่ด้วยกัน

“ไม่ได้มาด้วยกันหรอกครับ ผมกับเพื่อนเพิ่งมารู้จักกันที่กรุงเทพนี่เอง” เด็กหนุ่มนิ่งไปเมื่อนึกถึงครั้งแรกที่พบเพื่อนใหม่ “ถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ ป่านนี้ผมก็คงตายเพราะพวกนักเลงไปแล้ว”

เมฆฉายเอียงหน้ามองอย่างสนใจ โฟล์กจึงเล่าเรื่องของตนเมื่อครั้งแรกที่ได้พบเพื่อนใหม่ ผู้ชักนำให้ชีวิตเขาเดินมาบนเส้นทางสายนี้…อาร์ม

 



Don`t copy text!