มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 15 : ประจันหน้า!

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 15 : ประจันหน้า!

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

สามทุ่มในกรุงเทพมหานคร การจราจรบนถนนบางสายยังติดขัด ในขณะที่บางสายกลายเป็นแหล่งพบปะที่ ‘รู้กัน’ ว่าจะหาสินค้าหรือบริการชนิดใด ในเงาสลัวริมคลองหลอด ตลอดจนใต้เงาไม้รอบวังสราญรมย์ ชายหนุ่มหลายวัยนั่งอยู่ บ้างเป็นคู่ บ้างจับกลุ่มสนทนา มองผิวเผินก็เหมือนคนนั่งเล่นสนทนากันทั่วไป จนเมื่อมีรถยนต์แล่นช้าๆ เลียบมาใกล้ทางเท้า เด็กหนุ่มจึงก้าวออกจากเงามืด ส่งยิ้มให้ผู้ที่อยู่ในรถลดกระจกลงเพื่อดูหน้าชัดๆ

“ไปเที่ยวไหมน้อง”

“เที่ยวครับ”

“เท่าไหร่” คำถามนี้แปลได้ทั้ง ‘ราคา’ และ ‘ขนาด’ ของสินค้า

“พี่ให้เท่าไหร่ครับ” เด็กหนุ่มถาม เพราะนี่เป็นครั้งแรก และเขาคือลูกค้ารายแรก ยังไม่รู้ว่า ‘ราคากลาง’ มาตรฐานนั้นเท่าไร โฟล์กแค่มาลอง ‘ยืน’ ตามที่มีคนแนะนำ

“ทำอะไรได้บ้างล่ะ”

“ทำได้หมดครับ แล้วแต่พี่”

ขึ้นไปบนรถคันเล็กคับแคบ แทบว่ายังไม่พ้นออกจากจุดซื้อขาย มือของชายผู้เป็นลูกค้าก็ละจากพวงมาลัยวางแปะที่เข่า ลูบไล้โลมเล้าเบาๆ แล้วในวินาทีต่อมาก็รูดซิปกางเกงลง ควักเอาหนอนน้อยที่โฟล์กเลี้ยงไว้ตั้งแต่เกิดออกมาสู่ภายนอก เขาหัวเราะน้อยๆ เมื่อสัมผัสความนุ่มนิ่ม พูดกลั้วหัวเราะ

“ยังไม่ตื่นเลย ถ้าไม่แข็งพี่ไม่จ่ายนะ”

โฟล์กหวั่นขึ้นมาว่าจะถูกเบี้ยว ภาวนาให้เจ้าหนอนของเขาตื่นในฉับพลัน ใจสั่นด้วยความกลัวและระแวงหลายเรื่อง

ผู้เป็นลูกค้าพาไปจอดในมุมมืดหนึ่งไม่ไกลจากจุดที่รับขึ้นรถ ท่าทางคงรีบร้อนอาการ เพราะขณะที่เขากำลังดูดดื่มความเป็นหนุ่มของโฟล์กนั้นก็คอยจะมองเวลาอยู่เป็นระยะ โฟล์กบอกไม่ถูกว่าตนเองมีความรู้สึกเสน่หาในเพศเดียวกันหรือไม่ แต่ความเป็นชายของเขาก็ตื่นเต็มที่เมื่ออยู่ในครอบปากของลูกค้าผู้บรรเลงเพลงชิวหาอย่างช่ำชอง ไม่กล้าร้องดังเพราะกลัวเสียงจะลอดออกไปนอกรถ พลันรู้สึกคล้ายปวดปัสสาวะ…ทำไมต้องมาปวดตอนนี้เนี่ย…โฟล์กคิด ฝ่ายลูกค้ารู้ว่าอารมณ์มาถึงที่สุดแล้วก็ผงกหัวรัวเร็วและถี่ขึ้นจนเด็กหนุ่มทนไม่ไหว ระเบิดสิ่งที่อัดอั้นไว้ออกมา เขาก็ใช้ปากและหน้าของตัวเองรับไว้ราวเป็นเป้าของลูกธนูที่พุ่งมาสุดแรง…เลอะไปทั้งหน้าและเสื้อผ้า ทว่าดูเขาจะพอใจในรูปแบบนี้

เขาจัดการตัวเองลวกๆ ก่อนจะหยิบเงินส่งให้โฟล์กห้าร้อยบาท

“พี่ไม่วนรถไปส่งแล้วนะ มีงานต้องรีบไปต่อ”

จะจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่นาทีต่อมาโฟล์กก็ยืนอยู่ข้างถนน มองรถคันนั้นแล่นออกไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าจะหนีไปจากตรงนั้นให้พ้นโดยไว ในมือของเด็กหนุ่มกำเงินไว้ห้าร้อยบาท มันมีอานุภาพมากพอที่จะไม่รบเร้าให้ลูกค้าวนรถพากลับไปหย่อนยังจุดเดิม

โฟล์กเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ หาน้ำดื่มและบะหมี่ถ้วยมาประทังความหิว อุ่นใจว่ามีเงินหลายร้อยอยู่ในกระเป๋า…เงินซึ่งได้มาง่ายดาย แทบไม่ต้องลงทุนหรือทำอะไรเลย บะหมี่หมดถ้วย กำลังวังชาก็กลับคืนมา คิดว่าคืนนี้ถ้าได้ลูกค้าอีก ก็จะมีรายได้เกือบพันหรือพันกว่า ขาสองข้างจึงพาเด็กหนุ่มก้าวไปยืนยังริมคลอง จุดเดิมที่พบกับลูกค้ารายแรก

ลูกค้ารายที่สองมิได้ขับรถมาเทียบ หากเดินเข้ามาหาเหมือนคนเดินสวนกันแล้วแวะทักทาย คุยกันจนมั่นใจว่าโฟล์กขายบริการแน่แล้ว เด็กหนุ่มก็ถูกรวบตัวไปโรงพัก ตำรวจในเครื่องแบบมาจากไหนก็ไม่รู้อีกสองนายเข้ามาประกบ ในขณะที่เด็กหนุ่มคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ใกล้กันวิ่งหนีแตกกระเจิงไป

เงินห้าร้อยบาทที่ได้มาจากลูกค้ารายแรกกลายเป็นค่าปรับ

“โทษฐานมาเดินในที่เปลี่ยวยามวิกาล”

“ไม่ลงว่ามาขายตัวเหรอครับ” โฟล์กถามไปซื่อๆ ก็ได้คำตอบว่า

“เอาน่า…ลงแบบนี้แหละ” นายตำรวจตอบอย่างรำคาญแล้วตลบเป็นความหวังดี “อายุยังน้อย ยังเป็นเยาวชน อย่าให้มีประวัติว่าค้าประเวณีเลย อ้อ! แล้วใบเสร็จนี่เก็บไว้ให้ดีนะ ถ้าคืนนี้ถูกจับมาอีก ไม่มีใบเสร็จให้ดู ก็ต้องจ่ายค่าปรับอีกรอบนะ”

เด็กหนุ่มออกจากสถานีตำรวจอย่างงุนงง เดินกลับมาที่คลองก็เห็นคนที่แตกกระเจิงเมื่อครู่กลับมายืนกันใหม่แล้ว จากสายตาและรอยยิ้มที่มองมา โฟล์กแปรเป็นคำพูดได้ว่า…มือใหม่ละสิน้อง ใหม่ๆ ก็เจอแบบนี้แหละ อีกหน่อยก็รู้ทางหนีทีไล่

โฟล์กตัดสินใจเปลี่ยนที่ยืน ข้ามฝั่งจากคลองมาเดินเตร็ดเตร่แถวกำแพงวัดโพธิ์ รถยนต์คันโก้ชะลอความเร็วแล่นเลียบช้าๆ ตามจังหวะก้าวเดินของเขา พลางลดกระจกลงถาม

“น้องไปเที่ยวไหมครับ”

“ไปครับ”

“เท่าไหร่ ทำอะไรได้มั่ง”

โฟล์กรู้แล้วว่าบนสนทนาหนีไม่พ้นทำนองนี้ หนนี้จึงตอบได้คล่อง

“ดูด ชัก ไซร้ ห้าร้อย เอาด้วยแปดร้อย ไม่สด ไม่แตกในครับ”

คนบนรถยักไหล่นิดหนึ่งก่อนเลื่อนกระจกปิดแล้วขับกระชากออกไปอย่างไม่แยแส ชายสองคนคุยกันอยู่ไกลๆ โฟล์กไม่แน่ใจว่าเป็นเด็กขายเหมือนกันหรือไม่ เพราะหน้าตาท่าทางดูเหี้ยมเกรียม หันมาทางเขาหลายครั้ง จนในที่สุดก็เดินเข้ามาหา

ใจคอไม่ดี สังหรณ์ว่าภัยร้ายกำลังจะมาถึงตัว เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่รู้ว่าพวกมันซุ่มอยู่ทางไหนอีก กำลังสับสนจนก้าวขาไม่ออก เด็กหนุ่มที่ยืนอีกฝั่งก็พุ่งเข้ามาประชิดตัว กระซิบบอก

“ตามฉันมา เดินเร็วๆ”

จากเดินเร็วเปลี่ยนเป็นวิ่ง พ้นจากหนุ่มหน้าเหี้ยมสองคนนั้นแล้ว โฟล์กก็พบว่าตนเองหายใจหอบเหนื่อยอยู่ท่ามกลางร้านขายดอกไม้หลายร้านที่ปากคลองตลาด

“ไอ้สองคนนั้นมันตามฉันทำไม ฉันไม่รู้จักมันเลย”

“ก็นายไปยืนในเขตมันน่ะสิ ไม่รู้เหรอว่าแต่ละฝั่งมีผู้คุม ไอ้เซ้งมันคุมอยู่โซนนั้นเลยไปจนถึงท่าเตียน” มองหน้าอีกฝ่ายที่ยังตื่นก็ถาม “นายมาใหม่เหรอ ถึงไม่รู้ เออ…ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนด้วย”

“เพิ่งมาลองดูวันนี้ ได้ลูกค้าแล้วก็โดนตำรวจซิวเลย”

เด็กหนุ่มผิวปากพ่นลมก่อนว่า

“มาคืนแรกก็โดนรับน้องทั้งสองฝั่งเลยนะ”

แค่นี้ก็ทำให้รู้ว่าช่ำชองในพื้นที่และบริการแค่ไหน แนะนำตนเองไป ฝ่ายนั้นก็ตอบกลับมาว่า

“ฉันชื่อ อาร์ม ยินดีที่ได้รู้จัก” ดูเวลาแล้วจึงบอกเพื่อนใหม่ “อยู่แถวนี้อีกสักพักค่อยกลับไปยืน ตำรวจกำลังจะลงรอบที่สอง”

“มิน่าล่ะ เขาถึงให้เก็บใบเสร็จไว้”

“แล้วไม่ลงบันทึกว่าเราขายตัวด้วยใช่มะ” อาร์มย้อนอย่างรู้ทะลุปรุโปร่งในการ ‘หากิน’ ของคนในเครื่องแบบผู้อ้างว่าเพื่อให้อยู่ในศีลธรรมอันดี

“นายพักที่ไหนล่ะ”

โฟล์กส่ายหน้าเมื่ออาร์มถาม

“ไม่มีที่พักหรอก ก่อนหน้านี้ฉันก็กินนอนอยู่ร้านเกม”

คืนนั้น อาร์มจึงชวนโฟล์กไปค้างที่ห้องด้วยกัน เมื่อตกลงใจแล้วว่าจะไม่กลับไป ‘ยืน’ เป็น ‘เด็กวัง’ อีก อาร์มจึงได้รู้ว่า โฟล์กรู้จักหาเงินโดยเอาตัวเข้าแลกจากร้านเกมนั่นเอง โฟล์กหนีออกจากบ้านเพราะทนพ่อเลี้ยงไม่ไหว เงินติดตัวที่มีอยู่ใช้จ่ายเป็นค่าชั่วโมงในร้านเกม…ไม่เคยรู้มาก่อนว่าร้านนั้นให้บริการอย่างอื่นอีก เห็นแต่เจ้าของร้านคุยโทรศัพท์บ่อยๆ ดูเขาวุ่นวายกับการติดต่อมากพอดู

ลูกค้ารายหนึ่งถูกใจเด็กหนุ่มที่กำลังเล่นเกม เจ้าของร้านจึงมาเลียบเคียงถาม โฟล์กก็ยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรในตอนแรก แต่ก็รับปากไปงงๆ เดินไปที่หลังร้านตามที่เจ้าของบอก ลูกค้ารออยู่ตรงนั้นแล้ว เข้าไปในห้องน้ำเขาก็ถอดกางเกงแล้วใช้ร่างกายของโฟล์กบำบัดความใคร่ เสร็จสิ้นไปในเวลาไม่นาน โฟล์กก็ได้เงินสามร้อยบาทมาเป็นค่าตอบแทน

“ร้านเกมนี่แหละตัวดี” อาร์มว่า “เปิดร้านเกมบังหน้า แต่รับแทงบอลกันเยอะ คนเสียพนันหาเงินไม่ได้ ก็กลายเป็นกะหรี่จำเป็น รู้ไหม ลูกค้าส่วนใหญ่ที่อยากได้ชายแท้แมนๆ ที่ไม่ใช่กะเทยแอ๊บแมนน่ะ เขาหาจากร้านเกมกับที่พนันบอลทั้งนั้น”

ถ้าโฟล์กไม่เคยผ่านประสบการณ์ร้านเกมมาก่อน ก็คงว่าอาร์มเพ้อเจ้อเกินจริง มาสะดุดนิดหนึ่งเมื่ออาร์มพูดถึงชายแท้แมนๆ โฟล์กจึงสังเกตว่า รูปร่างท่าทางของอาร์มที่ดูเป็นผู้ชายหน้าตาดีหุ่นดีคนหนึ่ง เมื่อเจ้าตัวพูดน้ำไหลไฟดับก็มีจริตแบบสตรีแทรกอยู่เป็นพักๆ ต่อเมื่อคบกันนานเข้า โฟล์กก็รู้ว่าถ้าอาร์มเอาเรื่องขึ้นมาก็กลายเป็นคนปากร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ถ้านายไม่มีที่ไป มาอยู่ด้วยกันไหมล่ะ หารค่าเช่าห้องกัน” อาร์มเสนอ โฟล์กก็ตกลง

เด็กหนุ่มสองคนช่วยกันหาค่าเช่าห้องและขยับขยายย้ายไปอยู่หอพักที่ดีกว่า รู้สึกว่าลืมตาอ้าปากขึ้นได้เมื่อรายได้หลักมาจากการทำงานในบาร์อะโกโก้…ถึงจะเป็นบริการที่ผิดทำนองของศีลธรรมอันดีงาม แต่เงินก็สะพัดเข้ากระเป๋า ซ้ำยังไม่ต้องกังวลว่าจะต้องวิ่งหนีตำรวจหรือมาเฟีย เพราะคุณแม่ ‘จ่าย’ ค่าคุ้มครองแล้วก็รับประกันได้ในระดับหนึ่งว่าจะไม่ถูกวอแวจากคนในเครื่องแบบ

อาร์มใจกล้าเป็นเด็กเต้นในขณะที่โฟล์กขอเป็นแค่เด็กเสิร์ฟ

ในตอนเช้าอาร์มแต่งตัวไปโรงเรียน…ก็แต่งไปอย่างนั้น หากถึงกระนั้น โฟล์กก็ยังเห็นว่าอาร์มโชคดีที่ได้เข้าโรงเรียน และยังสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนได้ แม้อาร์มจะบอกเหตุผลซ่อนนัยว่า

“ชุดนักเรียน นักศึกษานี่แหละ หาเงินง่าย”

โฟล์กก็ยังเห็นว่าอย่างน้อยอาร์มก็ไม่ทิ้งการเรียนเสียทีเดียว ส่วนตัวเองนั้น ไปเรียนนวดที่วัดโพธิ์แล้วรับงานนวดตัวนวดเท้าอยู่พักหนึ่ง คนที่บาร์ก็ชวนให้ไปนวดที่ร้าน ซึ่งโฟล์กก็รู้ว่าเป็นร้านที่ ‘นวด’ พอเป็นพิธี แต่ ‘นาบ’ เป็นสำคัญ แม้จะรายได้งาม แต่ก็ต้องแข่งกับคนอื่นๆ ในร้าน และยังต้องหักค่าหัวคิวให้เจ้าของร้าน อย่างไรก็ดี โฟล์กได้สะสมประสบการณ์จากลูกค้าหลายประเภทก่อนที่จะลาออกจากร้านทั้งที่ยังเป็น ‘ดาว’ ในขณะนั้น

เจ้าของร้านไม่พอใจที่ต้องเสียรายได้จากเด็กที่กำลังมีคิวจองแน่น

“ไปแล้วไปลับอย่ากลับมานะ อีคนเนรคุณ”

อาร์มสวนกลับอย่างไรบ้างโฟล์กก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าร้านแทบแตกทีเดียว แล้วอาร์มก็เป็นคนเสนอให้รับลูกค้าเอง ไม่ต้องหักค่าหัวคิวให้ใคร เว็บไซต์สำหรับโพสต์เสนอบริการก็มีเยอะแยะ

หลายคนที่ทำอาชีพอิสระมักเรียกตัวเองหรือบอกคนอื่นอย่างกำกวมว่าเป็น ‘ฟรีแลนซ์’ อันจะหมายความถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งๆ ที่มีคนจ้างงาน เป็นอิสระ ไม่เป็นลูกจ้างในสังกัดใด หรือจะหมายถึงผู้ว่างงานที่ไม่มีใครจ้างหรือยังหางานไม่ได้ ก็ตอบแก้ขวยไม่ให้เสียหน้าได้ว่าทำงานฟรีแลนซ์

แต่อาร์มเรียกอาชีพที่ตนทำอย่างหน้าชื่นว่าเป็น ‘กะหรี่อิสระ’

 

เสียง ‘กร็อบ’ ดังเมื่อโฟล์กดัดตัวท่าสุดท้าย คลายแขนออกช้าๆ เมฆฉายก็เอ่ยชม

“นวดดีจริงๆ นี่ตัวเบาหวิวเลย”

เด็กหนุ่มยิ้มรับคำชม เหลือบเห็นหน้าจอโทรศัพท์มีข้อความเข้าจึงหยิบมาเปิดอ่าน เมฆฉายไม่ได้ซอกแซกสนใจอยากรู้ แต่ก็นึกห่วงว่าเป็นเรื่องทางบ้านหรือไม่ สบายใจเมื่อโฟล์กบอกให้หายสงสัย

“ไม่ใช่ที่บ้านหรอกครับ เพื่อน…” ระบุอีกว่า “คนที่อยู่ด้วยกัน ที่เล่าให้พี่ฉายฟังไงครับ”

“อ้อ…” เมฆฉายตอบรับเท่านั้น ไม่สนใจซักถามอีก แต่โฟล์กกลับเล่าเอง

“เขาถามว่าผมเป็นไงมั่ง ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาอยากมาเที่ยวหา”

โฟล์กรู้ว่าอาร์มมิได้อยากมาด้วยความเป็นห่วงหรอก แต่อยากจะมาดูว่า เขาอยู่อย่างไร มีทิศทางจะขยับขยายหรือไม่…ว่ากันตรงๆ ก็คือ มีแนวโน้มจะ ‘งาบ’ เจ้าของที่นี่เป็นสมบัติส่วนตัวหรือเปล่าต่างหาก

“ถ้าเขาอยากมาหา ก็มาสิ” เมฆฉายอนุญาต

“พี่ฉายไม่ว่าอะไรนะครับ” โฟล์กถามอย่างเกรงใจ

“จะไปว่าอะไร เพื่อนมาเที่ยวหาเฉยๆ ไม่ใช่เหรอ นานๆ มาทีก็ไม่ว่าหรอก”

ครั้นโฟล์กบอกว่าอาร์มจะมาหาวันนี้เลย เมฆฉายก็ไม่ขัด บอกว่าตามสบายแล้วก็ลุกไปดูช่างขัดกระเบื้องที่ห้องอบไอน้ำ โฟล์กจึงส่งโลเคชันไปให้อาร์ม ราวสองชั่วโมงต่อมา อาร์มก็นั่งอยู่ที่ศาลาริมสระว่ายน้ำกับรูมเมตเก่า กวาดสายตาสำรวจทั่วบริเวณ

“นี่สปาจริง หรือซาวน่าเกย์” อาร์มตั้งข้อสังเกต เมื่อรูปปั้นประดับสวนชวนให้คิดไปทางนั้น เพราะเป็นรูปหนุ่มเปลือยสองคนเอี้ยวตัวกระหวัดกัน “บอกฉันมาตรงๆ”

“ก็กึ่งๆ แหละ ให้บริการทุกเพศ แต่โซนนั้น” โฟล์กพยักไปทางอาคารหลักที่ตกแต่งเป็นแบบโมร็อกโก “เฉพาะแขกผู้ชาย มียิม สตรีม ซาวน่า จาคุซซี”

โฟล์กทอดเสียงตอนท้าย อาร์มจึงต่อให้อย่างสนุก

“มีห้องมืดเขาวงกตด้วยใช่มะ”

ครั้นโฟล์กพยักหน้ารับ อาร์มก็วิจารณ์ต่อสนุกปาก

“ห้องมืดนี่ขาดไม่ได้เลยนะ เป็นที่เดียวที่อีพวกหน้าผีจะหากินได้”

อาร์มมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ว่าต่อให้เห็นในไฟสว่างแค่ไหนก็ ‘ล่อ’ ให้คนสนใจได้ ต่างจากพวกที่หน้าตาไม่ชวนมอง ซ้ำหุ่นยังแห้งเป็นแย้แดดเดียว หรือไม่ก็อ้วนเผละเป็นช้างน้ำ อย่าว่าแต่จิกเลย แค่เดินเข้าไปนั่งข้างๆ ก็เหม็นเปรี้ยวกลิ่นตุ๊ดอ้วนร้อยโล คนที่หมายตา เขาก็ลุกหนีไม่อยากวิสาสะด้วย

“มีห้องมืดนี่แหละดี อีพวกนั้นจะได้มีที่สิง คอยจับจูบลูบคลำทั้งมืดๆ นั่นละ อยากได้หล่อเบอร์ไหนก็มโนเอาเอง แต่อย่าเผลอเปิดไฟนะ”

อาร์มหัวเราะกิ๊ก เพราะเมื่อไปซาวน่าครั้งหนึ่ง มีคนอุตริเปิดไฟห้องมืด เสี้ยววินาทีที่เห็นกันก็แทบจะกรี๊ด เพราะที่กำลังกลุ้มรุมกันอยู่ด้วยความเมามันนั้น ล้วน ‘เพื่อนสาว’ ทั้งสิ้น ผัดไทยจานใหญ่กระทะใบบัวเชียวละ

“ว่าแต่…แกรุกคืบไปถึงไหนละ รวบหัวรวบหางได้ยัง” อาร์มตาลุกวาว

“เฮ้ย! อยู่ที่นี่ก็ถือเป็นนายจ้างลูกจ้าง ฉันไม่คิดอะไรมากกว่านั้นหรอก” โฟล์กนิ่งไปก่อนสารภาพเสียงอ่อย “ก็ยอมรับละ ว่าก่อนหน้านั้นฉันก็ชอบเขา แต่เมื่อมาอยู่กันแบบนี้แล้วก็เลิกคิด เขามีแฟนแล้ว และพี่เขาก็ดีกับฉัน”

“ต่อให้มีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไรป่าววะ ตราบใดที่เขายังสนใจเรา ก็ถือว่าเรายังมีเครดิต” อาร์มตวัดเสียงใส่เพื่อน “แกนี่ ดัดจริตจะมีศีลธรรมไม่เข้าเรื่อง ทีไอ้ตอนแอบรักและแอบแซ่บกับเขาน่ะ ไม่คิดว่าทำผิดศีลมั่ง มันไม่ถูกที่ถูกทาง ไม่ถูกทำนองคลองธรรมมาตั้งแต่แรกแล้ว…โฟล์ก”

อาร์มยังบ่นแสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเพื่อน

“ฉันไม่เข้าใจแกเลย เรื่องอะไรจะมาเป็นแค่ลูกจ้าง ทำหน้าที่ทั้งยาม ทั้งเบ๊ อุตส่าห์เริ่มต้นรู้จักกันอย่างผัวเมียแท้ๆ เป็นฉันหน่อยไม่ได้ ป่านนี้ ถ้าอีคู่ขานั่นไม่กระเจิงไป ก็ต้องทำสัญญาตกลงจัดคิวกันแล้วละ ของแบบนี้ มันแบ่งกันได้นิ ใช่ปะ”

“เอาเหอะ ฉันพอใจจะเป็นของฉันอย่างนี้ก็แล้วกัน” โฟล์กพยายามตัดบทก่อนที่อาร์มจะเลยเถิดไปไกล “แล้วคนของนายล่ะ ไปถึงไหนแล้ว”

โฟล์กรู้ว่าอาร์มก็ยังคงมองหา ‘ช้างเผือก’ หรือ ‘สปอนเซอร์’ เป็นตัวเป็นตน เป็นหลักสักคนหนึ่ง ที่จะคบหาเลี้ยงดู ที่สำคัญก็คือ ต้องควงออกหน้าได้ ลูกค้าหลายคน ‘ติดใจ’ ให้ข้อเสนอจะเลี้ยงดู อาร์มไม่ชอบแต่ก็ไม่ปล่อยไป ยังคงเก็บไว้เพื่อดูดทรัพย์เป็นตู้กดเงินยามฉุกเฉิน สนุกกับการเป็นนายสถานีรถไฟที่เก่งกาจในการสับรางมิให้ขบวนต่างๆ พุ่งเข้ามาชนกัน หากกระนั้น โฟล์กก็รู้ว่าในความคิดคำนึง อาร์มมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว…รู้ว่ามี แต่ไม่เคยถามไถ่ว่าเป็นใคร อาร์มเองก็อมพะนำไว้ บอกแต่ว่าถ้าสำเร็จเมื่อไหร่ รับรองว่าฮือฮาถ้าเปิดตัว

เป้าหมายที่ต้องพิชิต ยังไม่สำเร็จจนวันนี้

“รายนี้ยากจังเลย” อาร์มเปรยกับลมฟ้าอากาศแล้วทำตาวาว “แต่ยากๆ แบบนี้ก็…ท้าทายดี”

“มีหวังไหมล่ะ”

ถ้าเป็นคนอื่นถาม อาร์มก็จะกลบเกลื่อนว่า…ยังไงฉันก็ต้องทำได้…เพื่อให้เห็นว่าตัวเองเก่ง แต่กับโฟล์ก อาร์มยอมรับตรงๆ

“มีบ้าง แต่ก็ยังรับประกันไม่ได้หรอก”

“ทำไมล่ะ”

“ฉันรุก เขาก็หนี พอฉันจะตัด ก็โผล่มา แต่พอจะรวบก็ดิ้นหลุดไปซะอีก”

“คนหรือปลาช่อนเนี่ย” โฟล์กย้อนหมายจะให้สนุก แต่ได้ผลแค่หน้าเจื่อนๆ ของอาร์ม “แกก็อย่ารุกเขามากนักซี แล้วยังไง ที่ว่าพอมีหวัง”

อาร์มยิ้มกริ่มทำตาพราว บอกให้รู้ว่าตนมีกลเม็ดเด็ดพรายอยู่อีกมาก

“ก็ถึงเขาจะหนีฉันแค่ไหน แต่ก็ยัง ‘นัดยิ้ม’ กับฉันน่ะสิ เฮ้อ…” แกล้งถอนหายใจอย่างรำคาญ “อีแก่ที่คบอยู่คงนอนนิ่งเป็นขอนไม้ตายซากตากแห้ง แทงเท่าไหร่ไม่สะเทือนละมั้ง ถึงดอดมาแอบแซ่บกับฉันอยู่”

“แล้วเขาให้ตังค์แกมะ” โฟล์กถาม เพราะอาร์มไม่ค่อยนอนกับใครฟรีๆ

“ไม่! ไอ้ที่นอนด้วยแล้วได้เงินน่ะ เรียกกะหรี่” อาร์มตอบหนักแน่น “แต่กับรายนี้ฉันไม่คิดเงิน แกคิดดูนะ ถ้าเขาจ่ายให้ฉันทุกครั้ง เขาก็จะคิดว่าฉันเป็นเด็กขายอยู่เรื่อยน่ะสิ เรื่องอะไรจะทำให้เขาคิดว่าเราง่าย ถ้าหิวก็แค่ซื้อกิน”

“แล้วยังไง นอนกับเขาฟรี แค่นี้เหรอ”

“เออสิ” อาร์มว่า “ถ้าจับได้อยู่มือ ฉันก็กินยาว ทำตัวเป็นบ้านเล็ก เป็นบุคคลปริศนาไปก่อน”

อาร์มลดเสียงลงกระซิบข้างหูเพื่อน

“บอกให้รู้เลยนะ พี่หมอน่ะ ติดใจฉันมาก” ทำเสียงจึ๊กจั๊กอย่างให้รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร “จะท่าเบสิกหรือพิสดารแค่ไหน ไม่มีใครทำได้เหมือนฉันหรอก”

โฟล์กเห็นเมฆฉายเดินลงมาจากชั้นสอง คิดว่าอาร์มมาถึงนานพอสมควรแล้ว น่าจะบอกกล่าวแนะนำให้เจ้าของได้รู้จัก อย่างน้อยก็ถือเป็นมารยาท จึงพาไปทักทาย

“พี่ฉาย นี่อาร์มฮะ ที่เล่าให้ฟัง”

สองสายตาประสานกันแล้วก็คล้ายร่างกลายเป็นหิน ในขณะที่ประกายไฟจากตาส่งถึงกัน

อาร์มยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งก่อนยกมือไหว้

“สวัสดีครับ พี่ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก”

“พี่ฉายกับอาร์มเคยเจอกันแล้วเหรอครับ” โฟล์กถามเมฆฉาย แต่อาร์มเป็นคนตอบ

“เคยสิ ตอนไปพัทยา ที่ฉันหารถกลับไม่ได้ไง ฉันติดรถเขากลับมา” หันไปยิ้มให้เมฆฉายนัยน์ตาเยาะ “คุยกันมาตลอดทาง สนุกมากเลยนะฮะ”

“ใช่ สนุ้ก…สนุก” เมฆฉายย้อนบ้าง

“เสียดาย ถ้าพี่ฉายตามคุณหมอไปตั้งแต่กลางคืนนะ สนุกกว่านี้อีก ยิ่งดึก คนยิ่งเยอะ มาแจมกันเป็นกลุ่มใหญ่เลย”

“อุบาทว์”

“แหม…คนที่ร่วมวงทำอุบาทว์ด้วยก็ผัวพี่ปะ” อาร์มย้อนอย่างถือว่าเหนือกว่า แล้วพลันก็นึกได้ หันมาทางเพื่อน “โฟล์ก…นี่ก็แสดงว่า คนที่ชวนแกมาอยู่ที่นี่ คือพี่หมอบาสงั้นสิ”

“ใช่” ตอบแล้วก็ถามอย่างหวั่นในคำตอบ “หรือว่าคนที่แกหมายตา…”

อาร์มห่อปากพ่นลมออกมา แสดงสีหน้าประหลาดใจที่โลกกลมอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ้มให้เมฆฉาย

“เป็นแบบนี้ไปได้ยังไงไม่รู้เนาะ แต่ช่างเหอะพี่ ไหนๆ เราสามคนก็ใช้ผู้ชายคนเดียวกันไปแล้ว ไม่ต้องถามเนาะ ว่าอยู่กับใครเป็นผัว อยู่กับใครเป็นเมีย เข้าถ้ำน้ำแตกได้เหมือนกัน เราน่าจะตกลงกันดีๆ ว่า จะจัดเวรกันยังไงให้ลงตัวดีกว่า ว่ามะ”

“อีทุเรศ อี…” เมฆฉายพ่นออกไปอีกหลายอี ทว่าอาร์มจะเดือดร้อนเลือดขึ้นหน้าก็หาไม่ ยังคงลอยหน้าลอยตาเพราะถือว่าที่หมอสาธิตแอบมาพบตนนั้น ก็เพราะลีลาของเมฆฉายไม่ได้เรื่องนี่แหละ

โฟล์กพยายามห้ามให้อาร์มหยุด

สาธิตเดินเข้ามาได้ยินเสียงเอะอะก็เตรียมถาม แต่คำพูดก็หายไปในลำคอเมื่อพบว่าสามคนที่เขารู้จัก…และมีสัมพันธ์ด้วย ยืนประจันหน้ากันอยู่ พลันความคิดก็สว่างวาบเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาในความมืด ส่งให้เห็นสายใยโยงยางทุกหน่วยเข้าด้วยกัน

อาร์มกับโฟล์กเป็นเพื่อนกัน และต่างเคย ‘ผ่าน’ เขามาแล้วทั้งคู่

“โลกกลมนะครับพี่หมอ อาร์มมาเยี่ยมเพื่อน ไม่เคยรู้เลยว่าโฟล์กทำงานกับพี่ แต่ก็ดีครับ วันหลังอาร์มจะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ ทำอะไรสนุกๆ กัน” เว้นนิดหนึ่งก่อนย้ำ “ด้วยกัน…ดีไหมครับพี่ฉาย”

ปรายยิ้มและคำพูดของอาร์มทำให้เมฆฉายโกรธจนตัวสั่น กำหมัดแน่น

“ฉันจะกลับบ้าน” ว่าแล้วก็สะบัดหมุนออกไปที่รถ

“โฟล์ก…ดูเพื่อนด้วย ให้เขากลับไปก่อน แล้วดูแลทางนี้ให้เรียบร้อย พี่จะพาพี่ฉายกลับบ้าน”

“ครับ พี่หมอ”

ลับหลังสาธิตและเมฆฉายไปแล้ว อาร์มก็บอกกับเพื่อน

“ฉันว่ามันชักจะสนุก ปกติแล้วฉันไม่อยากแชร์สปอนเซอร์กับใครนะ แต่กับรายนี้มันน่าแย่ง กูจะทำให้อีแก่ค้างปีนี่กระอักเลือดเลย โฟล์ก…แกร่วมมือกับฉันไหม ถ้าสำเร็จ ฉัน…”

“พอๆ” โฟล์กรีบห้าม “หยุดคิดแล้วเลิกเสียทีได้ไหม อย่างแกน่ะ จะหาที่ดีกว่านี้อีกเท่าไหร่ก็ได้”

อาร์มตวัดสายตามองโฟล์กอย่างคนแปลกหน้า

“ฉันไม่ได้อยากหาที่ดีกว่านี้ ฉันจะเอา ‘คนนี้’ เข้าใจไหม” อาร์มเน้นย้ำ

เห็นโฟล์กระบายลมหายใจอย่างระอา ยิ่งกระตุ้นโทสะ

“ถ้าไม่เอาด้วย ก็อยู่เฉยๆ ละกัน หรือว่าเดี๋ยวนี้เข้าข้างฝ่ายนั้น เห็นคนอื่นดีกว่าเพื่อนไปแล้วหรือไง”

โฟล์กอ่อนใจที่จะหาคำพูดมาโน้มน้าวให้อาร์มเปลี่ยนความคิด ทำได้แค่นิ่งฟังเงียบๆ จนอาร์มกลับไป ฝากคำพูดทิ้งท้าย

“มึงคอยดูไป อีโฟล์ก พี่หมอขาดกูได้ไม่นานหรอก เพราะกูมี ‘ไม้เด็ด’”

 



Don`t copy text!