มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 17 : ดูตัว

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 17 : ดูตัว

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

ตั้งแต่ถูกจับได้ว่าแอบไปพบกับอาร์มหลายครั้ง สาธิตก็พยายามที่ไม่คิดถึง ‘รส’ ของเด็กหนุ่มคนนั้น และขอให้พบใครสักคนที่จะสามารถปรุงรส ‘จัดจ้าน’ ได้ทัดเทียมกับอาร์ม หย่อนไปสักหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะสำหรับเมฆฉาย…รสเสน่หาที่ปรนเปรอให้ยิ่งจืดกว่าที่เคยจางมาแล้วเสียอีก ไม่ผิดกับคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมาสิบปี แล้วหน้าที่แม่บ้านก็ดึงเอาเวลาทั้งหมดไป หากสามีคึกจะปลุกไฟในตัว ภรรยาก็ทำตื่นเต้นวูบวาบสนองไปแกนๆ เท่านั้น

แต่สาธิตก็ไม่แหนงหน่ายในตัวเมฆฉาย กลับเกรงใจมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ หลายหนที่เขาคิดจะไป ‘หาอะไรกินนอกบ้าน’ ก็ส่งรูปของหวานของคาวมาให้เมฆฉายดู เขายังได้คำตอบกลับทำนองว่า

‘คนนี้น่ารักดีนะ’

‘คนนี้ผอมไป เบาๆ กับเขาหน่อยนะ’

หรือมากที่สุดคือคำเตือน

‘เช็กอายุให้ดีก่อนนะ เดี๋ยวโดนข้อหาพรากผู้เยาว์’

สาธิต ‘รายงาน’ เมฆฉายอย่างนี้ก็ไม่มีเรื่องบาดหมางอย่างใดอีก เพราะเวลาส่วนใหญ่เขาก็ให้แก่เมฆฉาย มิได้มุ่งหาคนใหม่เปลี่ยนไปทุกมื้อ และไม่เคย ‘นัดยิ้ม’ กันที่คอนโดฯ อันถูกให้ค่าว่าเป็น ‘บ้าน’ สำหรับเขาและเมฆฉาย

อาร์มรามือไปเหมือนกัน

ข้อนี้เมฆฉายรู้ได้เองโดยมิต้องตามสืบหรือเค้นเอาจากสาธิต เพราะเท่าที่ได้เจอมาด้วยตัวเอง และที่โฟล์กเล่าให้ฟังถึงนิสัยใจคอของอาร์ม เมฆฉายก็รู้ว่า ถ้าสาธิตแอบ ‘นัดยิ้ม’ หรือ ‘แอบแซ่บ’ กับอาร์มจริงๆ ไอ้เด็กนั่นต้องเย้ยมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ส่งเป็นข้อความยั่วโมโห ก็ต้องส่งมาเป็นคลิป หรือมาลอยหน้าเยาะถึงสปา

แต่นี่ก็หายไปนานจนคิดว่าน่าจะเลิกติดต่อกันไปแล้ว

เมฆฉายจึงวางใจจากเรื่องนี้ มุ่งหน้าเตรียมงานสปาที่ใกล้ถึงเวลาเปิดเข้ามาทุกที จนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น จนกระทั่งวันหนึ่งสาธิตมารับด้วยหน้าตาเหมือนคนแบกโลก ปากอมความลำบากยากใจ เมฆฉายก็หวั่นว่าเขาต้องมีเรื่องหนักใจแน่ๆ

สาธิตมองหน้าเมฆฉายพักใหญ่จึงระบายลมหายใจหนักออกมา

“เดือนนี้ที่บ้านผมจะมากินข้าวที่นี่”

“ที่สปานี้เหรอ” เมฆฉายถามเพื่อความแน่ใจ

“ใช่”

“ก็มาสิ ทำไมหมอดูท่าทางลำบากใจ”

“คืองี้ พูดตรงๆ เลยนะ ที่บ้านเขาบอกว่าจะมาตรวจดูความเรียบร้อยว่าไปถึงไหนแล้วน่ะ…ข้ออ้าง ที่จริงคืออยากมาดูตัวฉายต่างหาก”

“ดูตัวฉัน” เมฆฉายฉงน ชี้นิ้วเข้าตัวเอง

“อือ…” สาธิตครึมคราง “ก็คงแว่วมาจากเพื่อนๆ ผมนะแหละ ว่าตอนนี้ผมมีคนคบหาเป็นตัวเป็นตนแล้ว เตี่ยก็บอกให้พาไปพบหลายหนนะ แต่ผมคิดว่าฉายคงยังไม่พร้อม ทีนี้…”

“ที่บ้านหมอไม่อยากรอ ก็บุกมาถึงนี่เสียเลย”

“ก็…ทำนองนั้น” สาธิตเสียงอ่อย “ฉายจะว่าอะไรไหมล่ะ”

“จะว่าอะไร ที่บ้านหมออยากมาก็มาสิ แล้วฉายต้องเตรียมอะไรมั่ง เราไม่มีห้องอาหาร หมอจะทำเองหรือจะสั่งร้านมา”

“ผมกะจะสั่งจากร้านเพื่อนๆ ฉายจะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่ก็…ผมอยากให้เตี่ยประทับใจมากกว่านี้ ฉายก็รู้ว่าคู่เรา…” เขาปล่อยประโยคให้หายไป

“บ้านหมอกินอาหารไทยไหมล่ะ ฉายทำให้ได้ มากันกี่คน” เมฆฉายบอกอย่างไม่ทุกข์ร้อน มีอะไรให้ต้องกลัวเล่า

“ที่บ้าน…รวมผมด้วยก็หกคน ถ้าพี่เขยมาด้วยอีกสอง ฉายอีกหนึ่ง ก็เก้าคน” สาธิตถาม “ไหวไหม ผมให้โฟล์กช่วยเป็นลูกมือ”

เมฆฉายรับปากว่าทำได้ ไม่หนักใจ แต่สาธิตก็รู้ว่าเมฆฉายกังวลกับเรื่องนี้แทบทุกย่างก้าวและลมหายใจเข้าออก เพราะตั้งแต่เขาบอกเรื่องนี้ เมฆฉายก็คอยแต่จะถามว่า พ่อคุณชอบอะไรเป็นพิเศษ แม่คุณกินปลาหรือเปล่า พี่สาวคุณชอบอาหารเหนือหรืออาหารใต้ มีใครเป็นมังสวิรัติหรือไม่ และอีกสารพัดที่สรุปได้ว่า เมฆฉายกลัวจะเลือกเมนูตั้งโต๊ะและปรุงได้ไม่ถูกปาก

เมื่อถึงวันนัดหมาย สุจารี พี่สาวคนโตเป็นคนแรกที่ออกปากชมอย่างทึ่ง

“โอ้โห…นายบาส นี่เพื่อนเราทำเองจริงๆ หรือเนี่ย ฉันนึกว่าให้เชฟที่โรงแรมทำส่งมา”

“ทำเองครับ จะไปดูหลักฐานในครัวก็ได้” สาธิตว่าหัวเราะ

เชิญทุกคนนั่งโต๊ะแล้วโฟล์กก็รินน้ำใส่แก้ว เรียบร้อยแล้วก็ยืนอยู่ใกล้ๆ พี่สาวคนรองถามถึงคนปรุงอาหาร

“ไหนล่ะ เชฟมือทองของเธอ”

เมฆฉายออกมาพร้อมกับไก่อบทั้งตัว วางบนจาน จุดไฟให้ลุกท่วม

“ไก่อบภูเขาไฟฮะ”

“หมดแล้วใช่ไหมคุณ มานั่งด้วยกันสิ”

เมฆฉายยกมือไหว้ทุกคนเมื่อสาธิตแนะนำ

“นี่เมฆฉายครับ ที่อยู่ด้วยกันตอนนี้” สาธิตเลือกใช้คำที่คิดว่าบิดาจะรับได้มากที่สุด ทุกคนก็พยักหน้าอือออว่ารับรู้แล้ว อยากจะชวนให้เริ่มลงมือรับประทานอาหารเลย แต่ก็เห็นเก้าอี้ว่างอยู่สองที่

พี่สาวคนรองจึงบอกว่าสามีของหล่อนติดธุระกะทันหัน มาไม่ได้…เตี่ยเบ้ปากน้อยๆ เป็นเชิงว่า…มาอีหรอบนี้ทั้งปีทั้งชาติ ในขณะที่พี่สาวคนโตยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุย วางสายแล้วบอกว่า

“คุณจิรัญหลง จีพีเอสพาไปโผล่ไหนก็ไม่รู้ ดูแล้วก็วนๆ อยู่แถวนี้ อีกเดี๋ยวคงถึงหรอก บอกว่าไม่ต้องรอ เริ่มกันได้เลย”

“โฟล์กออกไปรอข้างนอกหน่อยสิ เจ้บุ๋มโทรบอกพี่จิรัญที ว่าจะมีคนยืนคอยข้างหน้า” อาร์มสั่งการ

“โอเคจ้ะ รถ…”

หล่อนบอกยี่ห้อและเลขทะเบียนรถของสามี โฟล์กก็พยักหน้ารับทราบและออกไปยืนคอย จำเลขทะเบียนไม่ได้หรอก แต่แถวนี้ก็ไม่มีสถานที่หรือร้านอื่นใดที่คนทั่วไปจะมา จึงคิดว่าหากมีรถหรูสักคันเลี้ยวมาจอดก็คงจะใช่แน่ๆ

เป็นจริงดังคิด ฝ่ายคนขับก็คงจำรถของสมาชิกที่บ้านได้ จอดดับเครื่องสนิทเปิดประตู เด็กหนุ่มก็ก้าวเข้าไปยกมือไหว้ต้อนรับ

ต่างฝ่ายต่างอึ้งตะลึงไปเมื่อได้พบกัน

โลกกลมหรือโชคชะตาเล่นตลกอะไร ที่ทำให้หนุ่มใหญ่คนนี้…จิรัญ ผู้ครั้งหนึ่งเป็นลูกค้าของเขา เป็นสามีพี่สาวคนโตของหมอสาธิต

ตั้งสติได้แล้วโฟล์กก็เชิญจิรัญเข้าไปข้างใน เมื่อพบคนที่คอยอยู่เขาก็นิ่งสงบ ดูมิใช่คนเดียวกับผู้สวมบทบาท ‘เจ้านาย’ จูง ‘ทาสสุนัข’ เดินไปรอบห้องเหมือนตอนนั้นเลย

“จะเปิดได้เมื่อไหร่ล่ะ สปาเนี่ย” ผู้เป็นบิดาถามขึ้นมาก่อน

“เดือนหน้าก็คงเปิดได้แล้วครับ” สาธิตตอบ

“คนอื่นๆ ว่าไง มาเห็นแล้วมีอะไรแนะนำตี๋เล็กบ้าง” เตี่ยถามแล้วจี้ไปที่เขยใหญ่ “ว่าไง จิรัญ”

“ไม่มีคอมเมนต์ครับ เดินเข้ามานี่ก็ดูดีเลย ผมว่าเปิดพรุ่งนี้เลยก็ยังได้”

เตี่ยระบายลมหายใจออกมาอย่างผิดหวัง

“อะไร เดินเข้ามานี่ไม่เห็นอะไรเลยเรอะ ดูเผินๆ เหมือนจะดี แต่ก็มีหลายอย่างไม่เรียบร้อย ลื้อมองไม่เห็นอย่างนี้ไง เตี่ยเลยไม่กล้าให้ลื้อเป็นผู้อำนวยการเต็มตัว”

จิรัญเม้มปาก ข่มตัวเองให้นั่งนิ่งราวไม่สะทกสะท้านต่ออะไรทั้งสิ้น

“อาหารนี่อร่อยดีนะ แกงไตปลานี่รสจัดถึงเครื่องจริงๆ” มารดาเอ่ยชมขึ้นมา

เมฆฉายหน้าบาน เอ่ยออกไปว่า

“ทีแรกก็กลัวว่าจะเผ็ดไปหรือเปล่า เพราะฉายคิดว่าคนจีนชอบอาหารจืดๆ”

แม่ของสาธิตหุบยิ้มเงียบไป เมฆฉายก็รู้ได้ทันทีว่าพลาดไปเสียแล้ว แต่จะพลาดตรงไหนก็ไม่รู้ละ สาธิตเอื้อมมาตบหลังมือเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

สุจารีช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น

“ถ้าเบื่องานสปาบอกนะ จะขอให้ไปคุมครัวอาหารไทยที่โรงแรม” หันมาทางน้องชาย “ยอมใช่ไหม นายบาส”

“ตกลงลื้อสองคนเป็นอะไรกัน” เตี่ยถามขึ้นมาในทันทีนั้น

“ก็…เป็นเพื่อนกันนะเตี่ย เพื่อนสนิทกัน” สาธิตตอบ

เตี่ยตบโต๊ะปังจนทุกคนสะดุ้ง

“ใครๆ ก็ว่าลื้อสองคนคบกัน แล้วยังจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันยังไง อาตี๋เล็ก บอกเตี่ยมาตรงๆ ลื้อสองคนนอนด้วยกันใช่ไหม”

“ครับ เตี่ย” สาธิตอ้ำอึ้งตอบ

“ก็แค่นั้นแหละ” เตี่ยเอ่ยออกมา ทุกคนหันมองกันเลิ่กลั่กว่าหมายความว่าอย่างไร แล้วเตี่ยก็เป็นผู้ขยายออกมาเอง

“เตี่ยรู้ตั้งนานแล้ว ตี๋เล็ก ว่าลื้อไม่ชอบผู้หญิง ที่ผ่านมาก็ค่อยยังชั่วที่ไม่มีข่าวแย่ๆ จนเตี่ยได้ยินว่าลื้อคบหากันจริงจัง ก็รอว่าจะพามาให้รู้จักเมื่อไหร่ อาตี๋เล็ก…ถึงเราจะเป็นครอบครัวจีน แต่เตี่ยก็รู้นะว่าโลกเดี๋ยวนี้มันไปถึงไหนแล้ว เตี่ยเสียใจนะ ที่ลูกชายเตี่ยไม่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง แต่เตี่ยก็ไม่อยากฝืนใจลื้อนะ ลื้อรู้ไหม เตี่ยรอจากลื้ออยู่เรื่องเดียว คือรอว่า เมื่อไหร่ลื้อจะยอมรับกับเตี่ยออกมาตรงๆ ว่าลื้อชอบผู้ชาย ไม่ชอบผู้หญิง”

สาธิตอึ้งไป ไม่นึกว่าเตี่ยมีความคิดเช่นนี้ หันไปทางสุชาดา พี่สาวที่สนิทที่สุด หล่อนก็พยักหน้าน้อยๆ ดุจว่าหล่อนรู้ความคิดนี้ของบิดามาพักหนึ่งแล้ว

“อาฉาย…อาตี๋เล็กลูกชายเตี่ยมันหน้าตาดีนะ ฐานะมันก็ดี ต้องมีคนเล็งมันเยอะแน่ๆ ลื้อล่ามมันไว้ให้ดี ไม่งั้นลื้อจะปวดหัวกับมันชิบหายตายโหงเลย”

เมฆฉายยิ้มเจื่อนๆ รับโอวาท โล่งอยู่ในใจว่าเหตุการณ์ไม่ร้ายอย่างที่คิด

 

กินข้าวเสร็จแล้วสาธิตก็พาเดินชมรอบสปาแล้วจึงมาส่งที่รถ แยกย้ายกันกลับ

จิรัญคอยจนเตี่ยและม้าออกไปก่อน…อย่างลูกเขยที่ดี แล้วจึงบอกภรรยาว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับบ้าน ได้จังหวะที่โฟล์กกำลังจะหันกลับเข้าข้างในเป็นคนสุดท้าย เขาก็เรียกไว้ก่อน

“น้อง…ใช่…คนที่เราเจอกันตอนนั้นใช่ไหม”

“ใช่ครับ”

“คืนนี้ไปเที่ยวกับพี่ไหม ออกไปนั่งฟังเพลงกัน”

โฟล์กตอบตรงไปตรงมา

“ขอบคุณที่ชวนครับ แต่ผมคิดว่าคงไม่เหมาะ อีกอย่าง…ผมไม่ค่อยชอบแบบที่ทำ…ตอนนั้น”

จิรัญเข้าใจว่าเด็กหนุ่มหมายถึงอะไร จึงตบบ่าบอกให้สบายใจ

“ไปนั่งดื่มเป็นเพื่อนพี่หน่อย แค่นั้นจริงๆ”

“ผมต้องขออนุญาตคุณหมอก่อนครับ และต้องช่วยพี่ฉายเก็บโต๊ะด้วย”

“สองชั่วโมงพอไหม” เขาถาม “เอางี้นะ อีกสองชั่วโมงพี่กลับมารับ”

โฟล์กไม่รับปาก เดินกลับเข้าไปช่วยเมฆฉายเก็บจานไปล้างจนเรียบร้อย หมอสาธิตพาเมฆฉายกลับไปแล้ว เขาจึงเข้าห้องไปอาบน้ำ เอนตัวนอนอย่างกระสับกระส่ายว่าควรออกไปกับจิรัญดีหรือไม่ ตอนนั้นเขาเป็นเพียง ‘ลูกค้า’ ที่ส่วนใหญ่ก็พบเจอกันครั้งเดียว…ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่นี่เขาเป็น ‘พี่เขย’ ของคุณหมอสาธิต คุณสุจารีจะรู้เรื่องสามีของหล่อนไหม หรือแม้แต่คุณหมอสาธิตเองก็เถอะ รู้หรือเปล่าว่าพี่เขยก็เป็นไม้ในป่าเดียวกัน

เด็กหนุ่มลืมตาโพลงในความมืด พลิกตัวไปมาแล้วตัดสินใจลุกขึ้นแต่งตัว เลยเวลาที่จิรัญบอกว่าจะมารับแล้ว แต่เมื่อออกไปก็พบว่าเขายังจอดรถคอยอยู่ เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ จิรัญก็โน้มตัวมาจูบหน้าผากเบาๆ

“คิดว่าจะใจร้าย ให้พี่คอยในรถทั้งคืนเสียแล้ว”

 

 

โรงเรียนยามนี้ค่อนข้างสงบเพราะอยู่ในช่วงสอบ สนามที่เคยมีนักกีฬาฝึกซ้อมก็ว่างโล่ง หากที่เต็มคือโต๊ะนั่งสำหรับอ่านหนังสือ ทั้งในห้องสมุดและโรงอาหาร อรุษจึงชวนเพื่อนมานั่งที่ลานข้างตึกเรียน ซึ่งยังมีที่นั่งว่าง ผู้ปกครองบางคนมารอรับลูกตั้งแต่โรงเรียนยังไม่เลิก

นั่งลงแล้ว อรุษก็เปิดกระเป๋า หยิบบทที่ถ่ายเอกสารไว้สองชุดออกมา ส่งให้เพื่อนชุดหนึ่ง เลอลักษณ์รับไปแล้วก็ถามเพื่อความมั่นใจ

“เอาจริงๆ เหรออ้น”

“จริงสิ ฉันต้องออดิชันบทนี้ให้ได้” อรุษหมายถึงได้รับคัดเลือกให้เล่นละครเรื่องนี้

เป็นประจำที่โรงเรียนจะจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อระดมทุน เพื่อการกุศล และเพื่ออะไรอีกหลายอย่างที่หมายความว่า ‘หาเงินเข้าโรงเรียน’ โดยผู้ถูกขอแกมบังคับให้เป็นผู้สนับสนุนหลักก็คือศิษย์เก่า และผู้ดำเนินงานส่วนใหญ่หนีไม่พ้นนักศึกษาฝึกงานหรือครูฝึกสอนที่อยู่ในเทอมนั้น เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้าย

หลังจากโรงเรียนห่างหายจากกิจกรรมระดมทุนครั้งใหญ่ไปหลายปี และปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนมีอายุครบ 100 ปี ผู้อำนวยการจึงคิดจะจัดงานร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าครั้งยิ่งใหญ่ ไฮไลต์ก็คือการแสดงละคร

ตอนแรกกลุ่มครูฝึกสอนเสนอให้แสดงเรื่อง สังข์ทอง ตอนรจนาเลือกคู่ เพราะจะได้ให้นักเรียนมีส่วนร่วมได้มาก อย่างน้อยก็สิบสี่คน คือลูกสาวท้าวสามลเจ็ด หกเขย และเจ้าเงาะ อาจารย์หมวดภาษาไทยก็ค้านว่าเบื่อแล้ว เสนอใหม่เป็นเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ อาจารย์หมวดนาฏศิลป์ก็ส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย เพราะในสายตาของอาจารย์อาวุโสใกล้เกษียณพร่ำบ่นแต่ว่า

‘ไม่มีใครรำมโนราห์บูชายัญได้สวยเท่ารัศมีอีกแล้ว’

รัศมีคือศิษย์เก่าศิษย์รักที่อาจารย์ผู้นี้ถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์ให้สิ้นไส้สิ้นพุง และยังคงเป็นที่กล่าวถึงในชั้นเรียนให้น้องๆ ซึ่งจะว่าให้ถูกควรเป็นลูกๆ ได้แล้ว เพราะเวลานั้นผ่านมากว่า 30 ปี รัศมี…ของอาจารย์ผู้รำมโนราห์บูชายัญได้เลิศที่สุดไม่มีใครเทียบเทียมได้ ก็กลายเป็นนักเพาะกายหญิงรุ่นใหญ่ เพิ่งวางมือไปไม่กี่ปีนี้เอง

แต่หนึ่งในครูฝึกสอนที่อยู่ประจำหมวดคหกรรมยังนึกเสียดาย เพราะหล่อนคิดแบบชุดกินรีไว้แล้ว กะว่าจะเอาไปประกอบรายงานการฝึกสอนให้เพื่อนร่วมรุ่นทึ่ง สุมหัวระดมความคิดกันอีกครั้งหนึ่งก็ได้ข้อสรุปใหม่ เสนอผู้อำนวยการและประธานสมาคมศิษย์เก่าผ่านแล้ว ก็เป็นอันว่าละครที่จะเล่นในงานฉลองหนึ่งร้อยปีของการก่อตั้งโรงเรียนคือเรื่อง อิลราชคำฉันท์ ซึ่งนิพนธ์โดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์)

ทีมงานนึกสนุกด้วยเนื้อเรื่องเล่าถึงท้าวอิลราช กษัตริย์หนุ่มผู้เผลอเข้าไปในสวนขวัญเชิงเขาไกรลาสของพระอิศวรและพระอุมาที่ทุกอย่างในสวนล้วนเป็นเพศหญิงทั้งหมด ครั้นถูกจับได้ก็ถูกสาปให้เป็นหญิงตลอดไป แต่พระอุมาเห็นใจท้าวอิลราช จึงให้พรว่าจะกลับเป็นชายได้ ด้วยเหตุนี้ ท้าวอิลราชจึงเป็นชายหนึ่งเดือน และเป็นหญิงหนึ่งเดือน นามว่า อิลา สลับกันไปเช่นนี้ ส่วนบริวารของท้าวอิลราชที่กลายเป็นหญิงไปด้วยนั้นมิได้พรจากพระอุมา พระพุธจึงเสกให้กลายเป็นกินรีบินไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์

เหล่า ‘ลูกสาว’ หรือ ‘กะเทยน้อย’ ที่สนิทสนมกับคณะครูฝึกสอนกรี๊ดกร๊าด ขอจองเป็นสมุนท้าวอิลราช เพราะอยากแต่งชุดกินรี ส่วนบทท้าวอิลราชและนางอิลาต้องคัดเลือก ยังไม่สรุปว่าจะให้นักเรียนชายและหญิงเล่นสลับกัน หรือจะให้นักเรียนชายเล่นเป็นท้าวอิลราชแล้วแปลงโฉมเป็นหญิงกลางเวที

ครูฝึกสอนวิชาภาษาอังกฤษเป็นคนชอบดูละครและเคยช่วยงานละครเวทีของเพื่อนคณะนิเทศรับปากแข็งขันว่า

“แปลงร่างเป็นหญิงบนเวทีเลย ฉันทำได้” บอกพร้อมเปิดรูปให้เพื่อนดูผลงานที่เคยทำมา ฝีมือการแต่งหน้าหลายแบบทำให้เพื่อนๆ เห็นด้วย

เมื่อประกาศคัดเลือกนักแสดงแพร่ออกไป อรุษก็หยิบบทสำหรับการคัดเลือกมาซ้อม จูงมือเลอลักษณ์เพื่อนสนิทมาช่วยต่อบท เป็นท้าวอิลราชกับพระอิศวร

เลอลักษณ์ทำหน้ายุ่งเมื่อมองบทในมือ เพราะมีทั้งบทพูดและคำกลอน ภาษาก็ไม่คุ้นเคย

“ถามจริงๆ นะอ้น นายอยากเล่นบทนี้จริงๆ หรือว่ามีอะไรแอบแฝง”

อรุษยิ้มมุมปาก บอกเพื่อนอย่างไม่ปิดบัง

“ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ พี่ชิระ” น้ำเสียงที่เอ่ยถึงค่อนข้างปลื้มเมื่อพูดถึงครูฝึกสอนผู้เป็นหัวหน้าทีมในการแสดงละครครั้งนี้

ชื่อเต็มของเขาคือ วชิระ เป็นครูฝึกสอนแผนกวิทยาศาสตร์ แต่ใครๆ เรียกสั้นๆ ว่า ‘ชิระ’ ซึ่งก็ดูจะเข้ากับภาพลักษณ์คล้ายหนุ่มญี่ปุ่นของเขา อรุษปลื้ม ‘พี่ชิระ’ ตั้งแต่แรกเห็น พยายามหาโอกาสพบหน้าให้บ่อยที่สุด เพราะตัวเองเรียนแผนกศิลป์ฝรั่งเศส วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานก็ไม่ได้เรียนกับพี่ชิระ แต่ต้องเรียนกับครูแก่ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่กระตุ้นให้อยากฟังเนื้อหาใดๆ ทั้งสิ้น โชคดีลอยมาในวันหนึ่งเมื่อครูผู้นั้นติดภารกิจอะไรสักอย่าง อรุษก็จำไม่ได้…และไม่สนใจจะจำ แต่นั่นทำให้พี่ชิระต้องเข้าสอนแทน

แผนรุกคืบตีสนิทของอรุษก็คือ ขอให้พี่ชิระอธิบายเนื้อหาหลังหมดคาบเรียนและอีกหลายครั้งเมื่อมีโอกาสด้วยเหตุผลว่า

‘หัวไม่ไปทางวิทย์เลยจริงๆ พี่ชิระอย่าเพิ่งรำคาญอ้นนะครับ ที่ต้องให้อธิบายเรื่องเดิมซ้ำๆ’

“นึกแล้วเชียวว่าต้องเป็นเพราะพี่ชิระ” เลอลักษณ์เอ่ยออกมา

“หมดเทอมนี้พี่ชิระก็กลับไปเรียน พอเราเข้ามหา’ลัย พี่แกก็จบแล้ว ไม่รู้จะได้เจอเมื่อไหร่อีก” อรุษรำพึง

“อ้น…นายว่า…พี่ชิระรู้หรือเปล่า ว่านายแอบชอบพี่เขา” เลอลักษณ์ถามตรงๆ

“คงรู้มั้ง”

“แล้วพี่ชิระเขาเป็นแบบ…” เลอลักษณ์ปล่อยให้คำพูดหายไป แต่ก็รู้กันว่าหมายถึงอะไร

ทั้งอรุษและเลอลักษณ์นั้นต่างชอบผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ อรุษแสดงออกมากกว่า แต่ยังไม่ถึงระดับ ‘แตกสาว’ และด้วยพฤติกรรมที่ติดๆ ดับๆ สลัวสว่างสลับกันไปอย่างนี้เอง ที่ทำให้กลุ่มสาวๆ กระซิบกันสนุกปากว่าอรุษและเลอลักษณ์เป็นคู่ซี้แมงกะพรุนไฟ อันแปลว่ายังเลือกไม่ได้ว่าจะ ‘เก๊กชง’ หรือ ‘แตกสาว’ แต่ที่มั่นใจ คือ อีแมงกะพรุนสองตัวนี้กินกันเองแล้วแน่ๆ

อรุษและเลอลักษณ์เกือบมีอะไรกันแล้วเมื่อติวหนังสือหนหนึ่ง…มันเริ่มไปแล้วด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่กอดจูบกันได้สักพัก ทั้งสองก็รู้ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณว่า…ไม่ใช่ หมายถึงทั้งสองไม่ชอบที่จะมีอะไรทำนองนี้ด้วยกัน จึงตกลงเป็นเพื่อนที่สนิทและปิดบังความลับของกันและกัน

แต่ก็ไม่วายถูกเมาท์ เพราะอรุษดูค่อนมาทาง ‘สาว’ นี่แหละ จึงถูกนินทาว่าเป็นเมียเลอลักษณ์

“นายจะเริ่มจากตรงไหนก่อนล่ะ” เลอลักษณ์ถาม มองบทในมืออย่างหาจุดเริ่มต้นไม่ได้

“เอาแค่จำให้ได้ก่อน พอคล่องปากแล้วค่อยใส่อารมณ์” อรุษว่า ชี้ไปที่จุดหนึ่งในกระดาษ “เริ่มตรงนี้ละกัน”

สองหนุ่มอ่านบทโต้ตอบกันเบาๆ เพราะโต๊ะข้างมีคนอ่านหนังสือสอบ ไม่อยากรบกวน

แต่แล้วกลับสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เสียงของหญิงสูงวัยดังโช้งเช้งขึ้นมา หันไปมองดูก็พบว่าเป็นอาม่ากำลังคุยโทรศัพท์ แต่เสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนผ่านเครื่องขยายเสียง ผู้ปกครองที่อยู่ใกล้เคียงทั้งส่งสายตาและสะกิดบอกให้ลดเสียงลงหน่อย อาม่าก็มิได้นำพา ยังคงสนทนากับปลายสายต่อไป

อรุษสะบัดหน้ากลับมาบ่นกับเลอลักษณ์

“สงสัยหูตึง หรือไม่ก็อยากอวดว่ารวย เชอะ” เพราะเนื้อหาที่ได้ยินนั้นมีเงินจำนวนหลักล้านเข้ามาเกี่ยวข้อง

ปลายสายคงทำให้อาม่าขัดเคืองใจ เพราะอาม่าผุดลุกขึ้นยืนแล้วพ่นถ้อยคำหยาบคายหลายคำเป็นการโต้ตอบ ผู้ปกครองที่อยู่ในบริเวณนั้นรีบเอามือปิดหูลูก กลัวว่าจะได้ยินคำไม่ดีและจำเอาไปพูด สะกิดเตือนอาม่าอีกครั้งให้ออกไปโทรศัพท์นอกบริเวณ กลับถูกตะคอกสวน

“อั๊วคุยโทรศัพท์อยู่ มาขัดอยู่ได้ ไม่มีมารยาท”

ผู้ปกครองรายนั้นหน้าเสีย เพราะเตือนด้วยความหวังดีแท้ๆ กลับเป็นฝ่ายผิด

อรุษหงุดหงิดทนไม่ไหว จึงลุกไปยืนบอก

“คุณป้าฮะ ที่นี่สถานศึกษานะ ข้างบนเขาก็สอบกันอยู่ เขาต้องการความสงบ คุณป้าออกไปคุยข้างนอกได้ไหมฮะ”

อาม่าเลือดขึ้นหน้าลมออกหูที่มีเด็กวัยรุ่นมายืนชี้หน้าสั่งสอน…อรุษไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น แต่อาม่าเห็นเป็นอย่างนั้นไปแล้ว จึงสวนกลับทันที

“มึงอย่ามาเสือกเรื่องของกู” ชี้หน้าแล้วกวาดสายตาไปโดยรอบ “รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”

“อย่าบอกว่า ฉันเป็นประธานบริษัทนะ มุกแบบนี้เอาไว้เล่นในติ๊กต๊อกเหอะ รู้จักปะ”

ยิ่งอรุษโต้ อาม่ายิ่งเพิ่มดีกรีความเดือด

“ฉันบริจาคให้โรงเรียนเท่าไหร่ แล้วทำไมฉันจะคุยโทรศัพท์ตรงนี้ไม่ได้” หันไปทางผู้ปกครองที่เตือนเมื่อครู่แล้วว่า “พวกมึงสองคนเป็นญาติกันใช่ไหม ถึงได้เข้าข้างกันอย่างนี้”

อรุษปากไว สวนกลับทันควัน

“สาระแน!”

อาม่าหูอื้อตาลาย ปรี่เข้ามาหาเด็กหนุ่มฟาดฝ่ามือลงไปที่หน้าเต็มแรง

เพี๊ยะ!

เสียงดังพอๆ กับที่อาม่าตะคอกว่า

“อีนี่ด่ากูว่าสาระแน”

“มึงมาตบหน้ากูทำไม!”

โดยไม่ทันตั้งตัว อรุษก็ตบสวน พร้อมจิกผมอาม่าลากดึงไปจนครูและผู้ปกครองที่อยู่บริเวณนั้นต้องเข้ามาจับแยก

อาม่านอนแน่นิ่งบนพื้นจนคิดว่าหมดสติไปเสียแล้ว กำลังจะเข้าไปช่วยแก้ไข อาม่าก็ลืมตา ขยับตัวเองลุกนั่งบนเก้าอี้ได้ก็วางท่ากร่าง

“กูไม่เอามึงไว้แน่ กูจะแจ้งตำรวจ ว่าอีนี่มันตบกู”

เสียงฝีเท้าหลายคู่รัวเข้ามาใกล้ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นผู้อำนวยการและอาจารย์หลายคน อรุษเตรียมฟ้องเต็มที่ แต่ครั้นเห็นหน้าพี่ชิระก็เสียใจขึ้นมาวูบหนึ่ง…พี่ชิระไม่น่าจะมาเห็นตนเองในเหตุการณ์อย่างนี้…กวาดสายตาต่อไปก็ได้พบดวงหน้าที่จะขอความช่วยเหลือได้

“อาบาส! ช่วยอ้นด้วย” อรุษฟ้องสาธิต “อีป้านี่มันตบอ้นก่อน” 

 



Don`t copy text!