มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 18 : I am what I am

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 18 : I am what I am

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

ผู้อำนวยการสั่งให้ดูเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดที่ติดในบริเวณโรงเรียน แต่ก็ช้ากว่าคลิปที่มีนักเรียนคนหนึ่งถ่ายจากชั้นสองของอาคารเรียนว่อนไปทั่วโลกโซเชียล เสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแชร์หรือส่งต่อขยายออกไปในเวลาอันรวดเร็วจนติดเทรนด์

สาธิตกดรับสายพี่สาวคนโตที่โทร.เข้ามา

“บาส เห็นคลิปหรือยัง”

“คลิปนักเรียนตบป้าในโรงเรียนใช่ไหม เจ้บุ๋ม”

“แสดงว่าเธอเห็นแล้ว” น้ำเสียงสุจารีร้อนใจ “พนักงานที่โรงแรมบอกว่าเหมือนตาอ้น ที่นั่นก็โรงเรียนตาอ้น”

“ก็ตาอ้นนั่นแหละ” สาธิตบอกพี่สาว “ผมอยู่กับหลานตอนนี้ พอดีมาประชุมศิษย์เก่ากับ ผอ.เรื่องงานร้อยปี”

“นายบาส…เจ้ใจคอไม่ดีเลย ไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้”

สาธิตพ่นลมหายใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะถึงอย่างไรฝ่ายนั้นก็ไม่เห็น สิ่งที่เขาพยายามจะบอกพี่สาวทางอ้อมหลายครั้งเรื่องพฤติกรรมของลูกชายคนเดียวที่อาจจะไม่แมนสมชายอย่างที่มารดาปรารถนา แต่สุจารีก็ไม่ยอมรับรู้…สาธิตรู้ว่าหล่อนรู้ แต่ไม่ยอมรับ จึงหลอกตัวเองว่าลูกเป็นชายทั้งแท่ง

ครั้งหนึ่งที่สาธิตพยายามบอกตรงๆ สุจารีก็แย้งว่า อรุษเป็นนักกีฬา เล่นเก่งทั้งฟุตบอลและบาสเกตบอล ไม่ชอบวอลเลย์บอลเลย สาธิตก็อยากจะจับตัวพี่สาวเขย่าเผื่อความคิดคร่ำครึว่าเด็กผู้ชายที่เล่นกีฬาของผู้ชายนั้นเป็นการแสดงความเป็น ‘ชายแท้’ อย่างหนึ่ง

ดีที่ตอนนั้นสาธิตไม่คิดจะเอาชนะพี่สาวด้วยการเถียงว่า คู่นอนล่าสุดที่เขาเพิ่งมีอะไรมาด้วยกัน โดย ‘ฝ่ายรับ’ นั้นเป็นถึงนักมวยที่เคยคาดเข็มขัดแชมป์มาแล้ว

“เจ้บุ๋มจะมารับอ้นกี่โมง ผมจะอยู่เป็นเพื่อนหลานจนกว่าเจ้จะมา”

“วันนี้เจ้ไปรับลูกไม่ได้ กำลังจะให้รถที่โรงแรมไปรับ บาสอยู่นั่นก็ดีแล้ว เจ้ฝากหน่อย พาหลานมาส่งบ้านที”

วางสายจากพี่สาวแล้ว สาธิตยังต้องตามไป ‘เคลียร์’ เรื่องที่เกิดขึ้นในฐานะผู้ปกครอง กว่าจะตกลงกันได้ก็แทบเอาปาดเหงื่อ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอม

อรุษเดินตามอาไปที่รถ เหลือบเห็นพี่ชิระอยู่ที่ทางเดิน ฝ่ายนั้นเห็นเขาเหมือนกัน…เห็นแล้วก็เปลี่ยนเส้นทาง ใจของอรุษจึงยิ่งหม่นลงไปอีกเมื่อคิดว่าพี่ชิระไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าตน หันมาหาเพื่อนสนิทที่เดินมาเคียงกัน

“ยังไม่อยากกลับบ้านเลย เราไปที่หอนายก่อนได้ไหม”

ครั้นเลอลักษณ์พยักหน้า อรุษก็บอกกับผู้เป็นอา

“อาบาสไปส่งที่หอลักษณ์นะครับ เดี๋ยวอ้นโทรบอกแม่เอง ว่าให้ไปรับที่นั่น” นิ่งไปก่อนเอ่ยต่อ “แม่เขารู้”

“รู้ว่าอะไร” สาธิตถาม คิดว่าถึงเวลาที่พี่สาวและหลานชายต้องยอมรับเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที “รู้ว่าอ้นเป็นแบบไหน หรือว่ารู้ว่าอ้นกับเพื่อนเป็นอะไรกัน”

“อ้นกับลักษณ์เป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ นะครับ” ผู้บอกคือเลอลักษณ์

สาธิตหันไปมองเด็กหนุ่มแล้วก็เชื่อตามที่ฝ่ายนั้นบอก เขาเองก็เคยผ่านช่วงชีวิตเช่นนี้มาแล้ว ไม่พยายามค้นหาว่าเด็กสองคนเคยมีสัมพันธ์ทางกายไปถึงขั้นไหน แต่เมื่อเขายืนยันว่าไม่ใช่แฟนก็คือไม่ใช่ เด็กวัยรุ่น…เพื่อนเป็นคนสำคัญที่จะชักนำไปในทางที่ดีและร้าย เพื่อนทั่วไปอาจมีมากมาย แต่เพื่อนสนิทที่จะพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เปิดใจให้กันทุกอย่าง แม้จะหายาก แต่ก็ต้องมีสักคนหนึ่ง…เช่นในยามนี้ อรุษต้องการระบายและได้ยินคำปลอบโยนจากเพื่อนมากกว่าจากผู้ใหญ่ที่คอยจ้องแต่จะเอาโทษ

จอดรถที่หน้าหอพัก…สาธิตพอใจที่เป็นหอพักค่อนข้างดี ดูมิใช่แหล่งมั่วสุม

“อย่าลืมโทรบอกแม่นะ แล้วโซเชียลก็ไม่ต้องไปอ่านมาก” สาธิตบอกหลาน ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่อาจห้ามได้

“คุณอาไม่ลงมาก่อนเหรอครับ” เลอลักษณ์ถาม

“ไม่ละ เด็กๆ ปลอบกันเองน่าจะสบายใจกว่าอาอยู่ด้วย”

“แต่ผมกลับคิดว่า ถ้ามีผู้ใหญ่อยู่ด้วยน่าจะดีกว่า” น้ำเสียงเลอลักษณ์สั่นราวตกประหม่าเมื่อพูดต่อไป “ผมอยากให้คุณอาอยู่ด้วย”

สาธิตยิ้มแล้วรีบขับรถออกมา…ก่อนที่เขาจะเอาตัวเองกระโจนลงไปในบ่วงอารมณ์ของเด็กหนุ่ม

 

งานครบรอบหนึ่งร้อยปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียนจัดขึ้นอย่างใหญ่โต เป็นงานคืนสู่เหย้าที่รวมทั้งศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน อาจารย์ที่ทำงานอยู่และที่เกษียณแล้ว ซุ้มอาหารซึ่งเป็นร้านมีชื่อและร้านของศิษย์เก่าแต่ละรุ่นนำมาจัดไว้รอบสนามฟุตบอล อุษณีย์พรมากำกับงานด้วยตนเองแม้ว่าตั้งท้องลูกคนที่สอง สาธิตแนะนำคณะกรรมการศิษย์เก่าให้ติดต่อออร์กาไนเซอร์ของหล่อน อุษณีย์พรก็ยินดีรับและจัดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะหลังเสร็จงาน หล่อนจะได้คอนเน็กชันอีกเพียบ

สาธิตพาเมฆฉายเข้าไปทักทายเมื่อถึงโรงเรียน

“สวัสดีฮะคุณอ้อม มีน้องแล้ว ยังต้องมาคุมงานเองอีกเหรอฮะ” เมฆฉายถาม

“แค่สองเดือนเอง ต่อให้ป่องกว่านี้ก็ต้องมาคุมเองค่ะ งานคุณหมอ น้อยกว่านี้ได้ไง” หล่อนตอบรื่นเริง

สาธิตขยับจะถามถึงก้องภู แม้ไม่ใช่ศิษย์เก่าที่นี่ แต่เขาก็อาจติดตามภรรยามาทำงาน ยังนึกหาวิธีที่จะไม่ดูกระโตกกระตาก เมฆฉายก็ปากไวถามในสิ่งที่อยากรู้พอดี

“พี่ก้องอยู่ไหนฮะ ปล่อยคุณอ้อมคุมงานคนเดียวได้ยังไง”

“ไม่อยู่หรอกค่ะ ไปอเมริกาเมื่อเช้านี้เอง ยังบ่นว่าเสียดาย เพราะอยากมาดูละคร”

“อเมริกาจริงๆ หรืออเมริกาบาร์แอนด์ไนต์คลับฮะ” เมฆฉายแซว “ล้อเล่นนะฮะ”

“ไปอเมริกาจริงๆ ค่ะ อ้อมไปส่งที่สนามบินเมื่อเช้านี้เอง คุณฉายสบายดีนะคะ”

“สบายดีฮะ พอทำงานแล้วก็นึกถึงคุณอ้อมว่า วุ่นวายแต่สนุกมันเป็นยังไง จริงๆ วันนี้ก็สองจิตสองใจ เพราะไม่ใช่ศิษย์เก่าที่นี่ แต่อยากมาดูละคร เขาเล่นรอบเดียวด้วย”

“ตัดสินใจถูกแล้วค่ะ” อุษณีย์พรแย้มให้ฟัง “อ้อมดูรันทรูเมื่อคืน” หล่อนหมายถึงการซ้อมใหญ่เสมือนจริง “สนุกมาก อย่างกับมืออาชีพแน่ะ แอบกระซิบให้รู้ก่อนว่า อย่าพลาดตอนแปลงร่างเชียว”

“หูย…ขนลุกอะ ดูสิฮะ” เมฆฉายยื่นแขนให้ดูว่าขนลุกจริงๆ พลางลูบแขนไปมา ตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปดูละครไวๆ

“คุณหมอไม่ต้องห่วงงานข้างนอกนี้นะคะ รับรองว่าพอละครจบ แขกออกจากหอประชุมแล้ว สังสรรค์กันต่อที่สนามได้เลยค่ะ อาหาร เครื่องดื่ม พร้อม” อุษณีย์พรรับปาก

“คุณอ้อมพูดอย่างนี้ผมก็สบายใจครับ ขอตัวไปหาเพื่อนๆ กับอาจารย์ทางโน้นก่อนนะครับ”

“เชิญตามสบายค่ะ” อุษณีย์พรยิ้มแล้วหันไปสั่งการต่อ

 

หอประชุมเต็มไปด้วยคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าพาครอบครัวมาด้วย กิจกรรมหลักก่อนการแสดงเริ่มจึงเป็นการตามหาเพื่อนร่วมรุ่น บางรุ่นก็นัดกันใส่เสื้อทีม เกาะกลุ่มทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือไม่ก็เคารพอาจารย์อาวุโสที่มาร่วมงาน เสียงฮือฮาดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้ทุกสายตาต้องเหลียวหันไปมอง ก็พบสตรีผู้หนึ่งในชุดราตรีสีม่วงระยิบระยับยาวลากพื้น ผมยาวดูรู้ว่าเป็นวิกแต่ก็จัดเป็นทรงได้แนบเนียน ใบหน้าแม้จะเหี่ยวด้วยวัยแต่ขนตาปลอมและการระบายเปลือกตาให้เข้มลึกก็ทำให้ดูมีสง่า รับกับลิปสติกสีเปลือกมังคุด

“ใคร”

“เออ…ใครกันนะ คุ้นๆ แต่นึกไม่ออก”

เสียงซุบซิบทำนองนี้ดังขึ้นอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ดูเจ้าตัวจะภูมิใจนักหนาที่สร้างความพิศวงแก่ผู้ร่วมงานได้ ครูคนหนึ่งเดินเข้ามารับแล้วเชิญไปยังที่นั่งซึ่งจัดไว้สำหรับอาจารย์อาวุโส แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเพราะนึกออกเดี๋ยวนั้นว่า

“มาสเซอร์ชานนท์”

แล้วชื่อนั้นก็ขยายออกไปเหมือนคลื่น พร้อมกับความตื่นตะลึงด้วยอัศจรรย์ใจว่านี่หรือคือ ครูหรือมาสเตอร์ชานนท์ ผู้สอนวิชาพละ เป็นโคชฟุตบอลที่ฝึกซ้อมนักเรียนไปแข่งขันจนได้แชมป์ ถ้วยรางวัลด้านกีฬาหลายชนิดในตู้โชว์ของโรงเรียนก็เป็นฝีมือมาสเตอร์ชานนท์ทั้งนั้น และคนเดียวกันนี้เองก็เป็นผู้สอนวิชาลูกเสือ เป็นหัวหน้าครูเมื่อต้องพาลูกศิษย์ไปเข้าค่าย

สาธิตและเพื่อนที่เป็นกรรมการจัดงานเข้าไปสวัสดีเมื่อรู้ว่าเป็นใคร

“สวัสดีครับ มาสเซอร์…ชานนท์”

ผู้ถูกทักแกล้งทำตาเขียว ตีแขนอย่างหมั่นไส้

“มาสเซอร์ของเธอตายไปหลังเกษียณปีที่แล้วละย่ะ”

“แล้วนี่ใครล่ะครับ” ศิษย์เก่าอีกคนหนึ่งย้อนสนุกสนาน

“เรียกฉันว่า เลดี้ชาลินี เข้าใจนะจ๊ะหนุ่มๆ”

มาสเตอร์ชานนท์กลายเป็นหัวข้อซุบซิบอย่างเปิดเผยนับแต่วินาทีนั้น เพราะเหล่าศิษย์เก่าทั้งหลายต่างเคยเรียนด้วยอย่างน้อยก็หนึ่งวิชา ยิ่งพวกนักกีฬาด้วยแล้วกลัวกันลาน เพราะมาสเตอร์เป็นโคชที่เฮี้ยบและเคร่ง งานแต่งงานของมาสเตอร์จัดที่โรงเรียนนี้ ลูกก็จบจากที่นี่ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันนี่เอง…ไม่มีใครรู้มาก่อนว่า มาสเตอร์ชานนท์จะมีอีกร่างหนึ่งซุกซ่อนไว้ และได้ฤกษ์เปิดเผยอีกหนึ่งตัวตนวันนี้เอง

“ฉันไม่ชอบนะ เวลาใครบอกว่าตัวตนที่แท้จริง” เลดี้ชาลินีกรีดกรายบอกศิษย์เก่าที่คุยด้วย “ตอนฉันสอนที่นี่ นั่นก็ตัวตนของฉัน ตอนนี้ที่ฉันเป็น ก็ตัวตนของฉัน ถ้าบอกว่านี่คือตัวตนที่แท้จริง แสดงว่าที่ผ่านมาฉันเฟกงั้นเหรอ”

“มาสเซอร์…” พอผู้ฟังทำตาเขียว คนพูดจึงรีบเปลี่ยนสรรพนาม “เลดี้รู้ตัวว่าชอบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“ไม่รู้สิ แต่หลังเกษียณแล้ว ฉันก็อยากมีชีวิตอิสระของตัวเองบ้างปะ”

จากหางตาเห็นกลุ่ม ‘ลูกสาว’ ผลักๆ ดันๆ กันอยู่ เลดี้ชาลินีจึงร้องออกไป

“มีอะไรยะ แม่พวกนั้น”

“หนูอยากถ่ายรูปกับครูค่ะ ได้ไหมคะ”

“เข้ามาสิ” เลดี้ชาลินีอนุญาต เหล่าลูกสาวก็กรูกันเข้ามาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว

“ครูต๊าชเวอร์มากเลยค่ะ ไอดอลมาก ปังปุริเย่ที่สุด” ชมแล้วก็ถามสิ่งอยากรู้ “ครูขา หนูถามจริงๆ ลูกครูรับได้ไหมคะ ที่ครูเปิดตัวแบบนี้อะค่ะ”

เลดี้ชาลินีไม่ตอบ แต่เปิดรูปในมือถือให้ดู เป็นรูปของตนแต่งหญิงเต็มที่กำลังเป่าเค้กวันเกิด สองข้างคือลูกชายและลูกสาว เพียงเท่านี้ก็ตอบคำถามทั้งหมดได้

“ตอนนี้ มาสเซอร์…เอ๊ย…เลดี้ คงมีความสุขมากนะครับ” สาธิตเอ่ยออกมา

“จะตอนไหนฉันก็มีความสุขทั้งนั้นละ เพราะฉันรู้ว่าฉันอยากทำอะไร I am what I am”

มาสเตอร์ชานนท์หรือเลดี้ชาลินีบอกก่อนแยกย้ายไปนั่งรอชมละคร

 

สุจารีและจิรัญมาถึงที่หอประชุมเมื่อใกล้เวลาเริ่ม เพราะต่างไม่ใช่ศิษย์เก่าที่นี่ทั้งคู่ แค่อยากมาดูลูกชายเล่นละครที่เจ้าตัวทุ่มเทฝึกซ้อมหนักหนา ทว่าเก็บเป็นความลับไม่บอกให้รู้ว่าแสดงเป็นอะไร สาธิตโบกมือให้เมื่อพี่สาวส่งข้อความบอกว่าถึงแล้ว นั่งลงพอดีกับที่ไฟในหอประชุมหรี่มืดลง ยืนขึ้นและนั่งลงอีกครั้งหลังจบเพลงสรรเสริญพระบารมี

ม่านค่อยๆ เผยออกทั้งสองข้าง บนเวทีตกแต่งเป็นสวนป่า ประดับประดาด้วยต้นไม้ดอกไม้ การจัดแสงและส่องไฟทำให้ดูระยิบระยับราวสวนสวรรค์ เสียงผู้บรรยายเท้าความถึงเรื่องอิลราช สวนขวัญของพระอิศวรและพระอุมาที่ทุกอย่างล้วนเป็นเพศหญิง ในขณะที่เหล่ากินรีออกมาร่ายรำ

ถ้าใครอยู่ใกล้เวทีและเพ่งดูจะเห็นว่า กินรีบางตัวนั้นเป็นเหล่า ‘ลูกสาว’ ในโรงเรียน

สาธิตหยิบสูจิบัตรขึ้นมา เพิ่งมีโอกาสได้เปิดดู ไล่รายชื่อก็พบว่า ผู้แสดงเป็นท้าวอิลราชคือ เลอลักษณ์

ผู้นั่งข้างเมฆฉายคือคุณบี๋ที่มาถึงไล่เลี่ยกับพี่สาวของสาธิต เมื่อท้าวอิลราชปรากฏตัวบนเวที คุณบี๋ก็สะกิดสาธิตข้ามหน้าเมฆฉาย กระซิบเสียงเบาว่า

“เด็กนี่หน้าตาท่าทางดีนะ หมอบาส รู้จักไหม”

“เพื่อนหลานครับ”

“เหรอ…ดีเลย เสร็จงานแล้วพามาคุยด้วยหน่อยสิ” คุณบี๋เล็งไว้เป็นหมายเลขหนึ่งสำหรับวันนี้

สุจารีสะกิดถามน้องชายบ้าง

“เมื่อไหร่ตาอ้นจะออก นี่เล่นตั้งนานแล้วนะ” ก้มดูสูจิบัตรก็บ่นว่า “นี่ก็ตัวเล็กนิดเดียว ใครจะไปอ่านออก”

เสียงดนตรีดังระรัว แสงวูบวาบเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ราวจะเกิดอัศจรรย์ ควันสีคลุ้งแล้วร่างหนึ่งก็เลือนๆ อยู่กลางเวที เป็นเวลาที่ท้าวอิลราชเปลี่ยนเป็นอิสตรีนามว่า อิลา

สุจารีมองอย่างทึ่งแล้วสะกิดทั้งน้องชายและสามี

“นั่น…ตาอ้นใช่ไหม”

อรุษในขณะนี้ คือหญิงโสภาผู้เป็นภาคสตรีของท้าวอิลราช

“ก็แปลงร่างเป็นผู้หญิงแล้ว ทำไมไม่เอาผู้หญิงมาเล่น” สุจารีขัดเคืองใจ แต่จะเกรี้ยวกราดเสียงดังก็ไม่ได้ ต้องฝืนนั่งทนดูไปจนจบเรื่อง หากไม่วายบ่นกับน้องชายเป็นระยะ ราวกับว่านั่นเป็นความผิดที่สาธิตต้องรับผิดชอบ

จบการแสดงเสียได้ สุจารีก็แทบจะปรี่ไปกระชากแขนลูกชายลงจากเวที ดีที่สามีรั้งไว้ไม่ให้หุนหันพลันแล่น

อรุษพาเลอลักษณ์เข้ามาสวัสดีคุณอาสาธิตแล้วหันไปถามมารดา

“เซอร์ไพรส์ไหม แม่”

“อ้น ทำไมทำแบบนี้” สุจารีต่อว่าบุตรชาย “ถ้ารู้ว่าจะแต่งตัวแบบนี้เล่น แม่จะไม่ยอมให้เล่น ไม่มาดูด้วย”

อรุษทำคอแข็ง

“ถ้าแม่ไม่ชอบ อ้นจะแต่งทุกวันเลย เอาให้สวยกว่าอีพวกรีเซฟชันที่โรงแรมอีก” อรุษระเบิดสิ่งที่อัดอั้นในใจตลอดมา “แปลกนะ ที่โรงแรมแม่ให้กะเทยเป็นรีเซฟชัน เป็นพีอาร์ เป็นเซลส์ได้ แล้วทำไมอ้นเป็นมั่งไม่ได้”

“ก็อ้นเป็นลูกแม่ เป็นลูกชาย”

“ลูกชายของแม่ต้องเป็นไงฮะ ถึงอ้นจะไม่แมน แต่บอกให้แม่รู้ไว้ว่าอ้นไม่ได้อยากเป็นผู้หญิง”

“แล้วอ้นจะเป็นครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้น่ะเหรอลูก”

“แสดงว่า ถ้าอ้นไม่เป็นลูกชายแบบที่คุณแม่คิด อ้นก็ไม่ใช่ลูกแม่เหรอฮะ”

สุจารีอึ้งไป หาคำตอบให้บุตรชายไม่ได้ เลดี้ชาลินีลากชุดราตรีสีม่วงมายังสาธิต เอ่ยชม

“ทำดีมากนะหมอบาส ละครสนุกมาก เด็กๆ เก่งกันทุกคน” หันมาทางอรุษแล้วยิ้มให้ “แสดงเก่งนะเรา นี่คุณแม่ละสิ ลูกเก่งมากนะ ภูมิใจเถอะ”

เลดี้ชาลินีหันมาทางอรุษอีกครั้ง

“หนูกล้ากว่ามาสเซอร์เมื่อก่อนมาก แต่อย่ากล้าจนกลายเป็นมั่นหน้าชวนหมั่นไส้ ดีใจกับหนูนะ ที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นแบบไหนตั้งแต่อายุน้อยๆ”

มาสเตอร์ชานนท์จากไปแล้ว อรุษมองมารดาราวจะบอกว่า…เห็นไหม คนอื่นเขาก็ชื่นชมยอมรับได้ทั้งนั้นที่อ้นเป็นแบบนี้ ยกเว้นแม่คนเดียว

“ถ้าแม่ไม่ชอบ อ้นไปอยู่กับลักษณ์ก็ได้ แล้วถ้าอ้นฝึกตัวเป็นลูกชายแบบที่แม่ต้องการได้เมื่อไหร่ อ้นค่อยกลับบ้านก็แล้วกัน”

สุจารีน้ำตาร่วง พูดอะไรไม่ออก สมองตื้อตัน คำพูดทั้งหมดหายไปในคอ สาธิตจึงบอกให้จิรัญพาพี่สาวกลับบ้านไปก่อน ส่วนเขาจะดูแลทางหลานชายเอง

 

“ผมแสดงเป็นยังไงบ้างครับ”

เลอลักษณ์ถามสาธิตด้วยสายตาและน้ำเสียงพิเศษ หากใครมิสังเกตก็คงคิดว่าเด็กหนุ่มถามทั่วไปในฐานะที่สาธิตเป็นคณะกรรมการจัดงานฝ่ายศิษย์เก่า

“ดีครับ แสดงเก่งกันทุกคนเลย” สาธิตตอบกลางๆ แล้วก็รู้สึกวาบร้อนขึ้นมาเมื่อเด็กหนุ่มตอบว่า

“ผมดีใจ ที่คุณอาชอบ”

คุณบี๋ไม่รอช้าเมื่อเด็กหนุ่มที่หมายตาไว้มายืนอยู่ตรงหน้า ถามออกไปทันที

“อยากเป็นดาราไหมหนู”

เลอลักษณ์ชี้หน้าตัวเอง ถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดไปหรือเปล่า

“ผมนี่น่ะเหรอครับ หรือว่าอ้น”

“ทั้งสองคนนี่แหละ สนใจไหมล่ะ” คุณบี๋ถามย้ำ

อรุษปฏิเสธก่อน

“ไม่ละฮะ ผมไม่ค่อยสนใจวงการบันเทิงเท่าไหร่”

“เสียดายจัง” คุณบี๋บ่นเบาๆ ทำหน้าว่าเสียดายจริงๆ ทั้งที่ในใจนึกว่า…ดีแล้วที่ปฏิเสธเอง เห็นจากที่เถียงกับแม่เมื่อครู่ก็รู้ว่าน่าจะคุมยากอยู่ เป้าหมายที่ต้องการหนึ่งเดียวคือเลอลักษณ์

นึกนิยมอรุษขึ้นมาหน่อยตรงที่ว่า แม้ตัวเองจะปฏิเสธแต่ก็กระตุ้นให้เพื่อนลองดูจนเลอลักษณ์รับปาก แลกเบอร์ติดต่อกันเรียบร้อย เด็กหนุ่มสองคนก็ขอตัวไปถ่ายรูปกับเพื่อนๆ และครูฝึกสอน

“พอดีเลยหมอบาส ฉันโชคดีอะไรอย่างนี้”

“พอดีอะไรเหรอครับ”

“ก็ช่องจะขยายตลาดซีรีส์วายน่ะสิ กำลังหาคู่พระนายใหม่ๆ ไอ้ที่เกิดมาก่อนหน้านี้ก็ช้ำหมดแล้ว ฉันเอารูปบัลรามให้ทางช่องดู เขาก็ชอบนะ แต่ยังหาใครประกบไม่ได้เลย จนมาเจอเด็กคนนี้แหละ คู่จิ้นวายที่ผ่านมาก็มีแต่ทรงเกาหลี บัลรามกับเลอลักษณ์นี่แหละออกมาทางไทยๆ หน่อย แต่ดูดี ชื่อก็พ้องกันพอดี ไม่ต้องประดิษฐ์ชื่อใหม่ หมอบาสคอยดูไปสิ ไม่เกินปีหน้า คู่จิ้นลักษณ์-ราม ต้องมาแน่ คุณบี๋คอนเฟิร์ม”

“มันจะไม่เชยไปหน่อยเหรอครับ ลักษณ์-ราม” สาธิตถาม “แล้วในรามเกียรติ์ เขาเป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอครับ”

“หมอบ๊าส” คุณบี๋ทำเสียงสูง “อย่าคิดอะไรหยุมหยิมสิ”

คุณบี๋วางแผนดำเนินงานของตนเองรวดเร็ว แล้วบอกสาธิตว่า

“พรุ่งนี้บี๋จะพาเลอลักษณ์ไปที่ช่อง” เห็นคนฟังขยับจะอ้าปากถามก็รีบบอกเสียก่อน “พรุ่งนี้เลยนี่ละ บี๋ใจร้อน ถ้าช่องโอเค…ยังไงก็ต้องโอเค บี๋อยู่วงการนี้มานาน รู้ว่าช่องไหนชอบเด็กหน้าตาสไตล์ไหน ที่จะบอกคุณหมอก็คือ ถ้าช่องตกลงแล้ว หมอบาสเริ่มคอร์สดูแลให้เลอลักษณ์เลยนะ”

เป็นครั้งแรกที่สาธิตอยากปฏิเสธคุณบี๋ ให้พาเด็กหนุ่มไปที่คลินิกอื่น



Don`t copy text!