มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 19 : เพื่อนเก่า-เพื่อนหลาน

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 19 : เพื่อนเก่า-เพื่อนหลาน

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

บรรยากาศรื่นเริงครึกครื้นจากงานคืนสู่เหย้ากระจายทั่วทุกตารางนิ้วในโรงเรียน เมื่อศิษย์เก่าหลายรุ่นต่างรื้อฟื้นความหลังและวีรกรรมเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน เสียงหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นเป็นระยะไม่ขาด จะมีบ้างที่ไม่รื่นรมย์ไปกับบรรยากาศนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ เมฆฉาย

ทั้งมิได้เป็นศิษย์เก่าและอยากกลับบ้านตั้งแต่ละครเลิก แต่สาธิตก็ยังรั้งตัวไว้…เป็นสิ่งเดียวที่เมฆฉายกระหยิ่มใจอยู่ลึกๆ ว่า จนถึงวันนี้ วันที่สาธิตแนะนำให้คนรู้จักว่าเมฆฉายเป็นคู่ชีวิตของเขาอย่างเปิดเผย ไม่อับอายกระมิดกระเมี้ยนอ้อมแอ้มบอกเมื่อมีคนถามว่า…นี่ใคร

มันคือการยอมรับที่คนอย่างสาธิตมีให้เมฆฉาย

หากกระนั้น เมฆฉายก็ต้องแลกกับความอึดอัดใจมากบ้างน้อยบ้าง ในการเป็นคนรักของสาธิต ล่าสุดก็วันนี้ก่อนมาที่โรงเรียน สาธิตไม่ชอบใจชุดที่เมฆฉายสวม ออกจากบ้านแล้วก็ตรงไปที่ห้องเสื้อประจำของเขา จัดแจงแปลงโฉมใหม่ด้วยเหตุผลว่า

‘ผมอยากให้ฉายดูดี’

เมฆฉายยอมรับว่า เมื่อเปลี่ยนชุดแล้วตนเองก็ดูดีมีรสนิยมขึ้นจริงๆ แต่แวบหนึ่งก็นึกขึ้นมาว่า เพื่อให้ตนเองดูดีขึ้น หรือเพื่อให้สาธิตไม่อายเพื่อนเวลาแนะนำเขาให้คนอื่นรู้จัก

ผู้ร่วมโต๊ะล้วนเป็นศิษย์เก่ารุ่นเดียวกัน แต่ละคนมีชีวิตการงานที่หรูหรา หลายคนเมฆฉายเคยพบและ ‘แหก’ มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ทุกคนก็ทักทายแค่ตอนแรก จากนั้นก็สนทนากันเองโดยที่เมฆฉายไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรือภูมิหลังของเรื่องราวน่าสนุกเหล่านั้น

สาธิตคงพอรู้ถึงความอึดอัดนี้อยู่บ้าง จึงหันมาแตะมือกระซิบบอกเป็นระยะ

“อีกแป๊บเดียวก็กลับกันนะ”

แต่ ‘อีกแป๊บ’ ของสาธิตกินเวลานานจนเมฆฉายสรุปเอาว่าสาธิตคงจะอยู่จนงานเลิกนั่นแหละ

กำลังหาทางจัดการกับความเบื่อหน่ายที่กลายเป็นคนนอกวงสนทนาอยู่นี้ เสียงหนึ่งก็ทักขึ้นมาจนต้องหันไปมองด้วยความประหลาดใจ

“ฉาย…เมฆฉายใช่ไหม”

เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มในเครื่องแบบตำรวจ ผมสั้นเกรียนถูกระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว

“เจน…” เมฆฉายครางออกมาอย่างไม่แน่ใจนักว่าถูกคน ครั้นฝ่ายนั้นได้ยินชื่อตนเองก็มั่นใจว่าทักไม่ผิด จึงถามต่อ

“มากับใครเหรอ เจนเห็นฉายวอบแวบก็ไม่แน่ใจ กำลังจะกลับอยู่แล้ว แต่ยังติดในใจ เลยขอเข้ามาทักเสียหน่อย จะหน้าแตกก็ให้รู้กันไป”

นายตำรวจเอ่ยยืดยาวราวไม่ได้สนใจคำตอบที่ถามว่าเมฆฉายมากับใคร

“แล้วเจนล่ะ มางานนี้กับใคร” ความคิดของเมฆฉายคือ นายตำรวจหนุ่มคงมากับภรรยาและอาจรวมลูกเข้าไปด้วย แต่คงมิได้มาในฐานะศิษย์เก่า แต่ผิดคาดเมื่อฝ่ายนั้นตอบว่า

“มาคนเดียว เราก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่นะ”

เมฆฉายเอียงหน้าถาม เจนก็ขยายว่า

“เราเรียนที่นี่ถึงปอหก แล้วย้ายไปเรียนมอต้นที่นู่น”

ที่นู่นคือโรงเรียนเดียวกับเมฆฉาย

ความเข้าใจกระจ่างขึ้นมา พร้อมกับความทรงจำว่า เจนเรียนถึง ม.4 แล้วก็ไม่มาเรียนอีก มีข่าวว่าไปเข้าโรงเรียนตำรวจ แต่เมฆฉายก็มิได้ใส่ใจจะค้นหาว่าจริงหรือไม่ เพราะชีวิตช่วงนั้นมีอะไรให้สนุกอีกมาก เจนเป็นฝ่ายบอกเองตอนนี้

“พอแน่ใจว่าอยากเป็นตำรวจ ก็ออกไปตอนมอสี่เลย ฉายล่ะ ตอนนี้ทำอะไรอยู่ นี่เปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะจากเมื่อก่อน” เจนไม่ขยายว่าเมื่อก่อนของเมฆฉายนั้นกระตุ้งกระติ้ง ในขณะที่เดี๋ยวนี้ดูนิ่งสงบและดูแมนขึ้นกว่าภาพในอดีต

“เปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือไม่ดีล่ะ” เมฆฉายแกล้งถาม

“ดีสิ” เจนตอบทันที “ฉายแต่งตัวแบบนี้ดูดีทีเดียว”

แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว นายตำรวจหนุ่มก็โน้มตัวลงมาเกือบชิดซอกคอเมฆฉาย สูดกลิ่นแล้วเงยหน้าขึ้นมาบอกว่า

“ใส่น้ำหอมด้วย” แล้วเขาก็หัวเราะออกมา “ยังจำได้เมื่อก่อน มีวันหนึ่งที่นายใส่น้ำหอมมาโรงเรียน ฉุนจนโดนแซวว่าตกบ่อน้ำหอมมา”

เมฆฉายหัวเราะเพราะไม่คิดว่าจะมีคนจำเรื่องนี้ได้

“นายจำเรื่องนี้ได้ด้วยเหรอ”

“จำได้สิ เรามองนายตลอดแหละ แต่นายคงไม่รู้”

เมฆฉายเงียบไป รู้สึกเหมือนคำพูดของเจนมีนัยบางอย่างซ่อนอยู่ หันไปข้างๆ ก็เห็นสาธิตทำหน้าตึง…เขาอึ้งตั้งแต่นายตำรวจหนุ่มก้มลงมาดมกลิ่นน้ำหอมแล้ว เมฆฉายจึงเก้อไป แนะนำว่า

“นี่เจน เพื่อนที่โรงเรียนเก่า”

นายตำรวจหนุ่มยิ้มให้ แล้วคุยกับเมฆฉายต่อ

“วันก่อนเราพบน้องคนนั้น ชื่ออะไรนะ ที่ติดฉายแจน่ะ”

“ขลุ่ยเหรอ”

“อื้อ…ใช่ ยังติดต่อกันอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวนี้ดูดีเชียว ยังกะนายแบบ เห็นทีแรกยังไม่อยากเชื่อสายตาว่าคนขับรถบรรทุกต้องดีขนาดนี้เลยเหรอ” เล่าพลางหัวเราะ “ยังคิดว่าเขาถ่ายแบบบนรถบรรทุกหรือยังไง”

“ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ขลุ่ยเขาขับรถขนของให้ที่บ้านน่ะ” เมฆฉายบอกเท่าที่รู้

“สมัยนั้นนายสองคนตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลย ทำเอาสาวๆ หมั่นไส้ทั้งโรงเรียนนะ” นายตำวจว่าแล้วยกนาฬิกาขึ้นดู “คงต้องไปแล้วละ คืนนี้เข้าเวร”

ไม่รู้อะไรดลใจให้เมฆฉายถามออกไป

“เจนเข้าเวรที่ไหน ขอติดรถออกไปได้หรือเปล่า”

“ได้สิ ฉายอยู่ที่ไหนล่ะ” เขาถามแล้วบอกต่อ “เราไปส่งที่บ้านก็ได้ เพราะยังมีเวลาอีกมากกว่าจะเข้าเวร”

เมฆฉายตกลง หันมาบอกสาธิตว่าจะขอกลับก่อน โดยมีเพื่อนเก่าไปส่ง สาธิตหน้าตึงขึ้นมาทันที แต่ไม่อาจรั้งไว้ เพราะเขาเองก็เป็นฝ่ายผัดเมฆฉายมาหลายชั่วโมงแล้ว จึงบอกเพียง

“ถึงบ้านแล้วโทรบอกผมด้วย”

เมฆฉายพยักหน้าแล้วลุกออกไปกับนายตำรวจหนุ่ม สาธิตกะเวลาว่าสมควรจะถึงบ้านแล้ว แต่เมฆฉายก็ไม่ติดต่อมา ไม่ทั้งโทร.หาหรือส่งข้อความ ความหงุดหงิดที่ก่อกวนใจในขณะนี้ก็คือ สาธิตรู้สึกว่านายตำรวจหนุ่มคนนั้นน่าจะสนใจเมฆฉายอยู่พอตัว

จนกระทั่งงานเลิก ผู้ที่อยู่เป็นกลุ่มสุดท้ายคือคณะกรรมการจัดงาน สาธิตปลีกตัวกลับก่อนเวลานั้นไม่ได้จริงๆ เดินไปที่รถ ร่างหนึ่งก็ยืดตัวลุกขึ้นมายืนอยู่ใต้แสงไฟ

“เลอลักษณ์ ยังไม่กลับเหรอ”

“ยังครับคุณอา เพื่อนๆ เขาไปเลี้ยงกันต่อ แต่ผมไม่อยากไป อยากกลับไปพักมากกว่า แต่ไม่รู้จะกลับหอยังไงครับ”

สาธิตไม่มีคำพูดใดดีไปกว่า

“ไป เดี๋ยวอาไปส่ง” นั่งบนรถแล้วก็ถามถึงหลานชาย “อ้นไปกับเพื่อนๆ เหรอ”

“ใช่ครับ ไปกันหมดทุกคน แต่ผมเหนื่อยจริงๆ เลยขอตัว”

ถึงหอพักแล้ว น้ำตาเลอกลักษณ์ก็ร่วงลงมา

“อ้าว! ร้องไห้ทำไม”

“ผมแค่น้อยใจตัวเองครับ ที่ไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่นๆ เขาบ้าง วันนี้ที่เล่นละครก็ไม่มีพ่อแม่มาดู”

สาธิตไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ไม่ต้องถามเพราะเด็กหนุ่มเล่าออกมาเอง

“ผมเป็นเด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงครับ พ่อแม่จริงๆ ผมเป็นใคร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

“แต่พ่อแม่บุญธรรมของเราก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดีเลย ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งมาเรียนที่นี่ เลือกหอพักดีๆ แบบนี้ให้หรอก” สาธิตปลอบเลอลักษณ์ “อาบน้ำ พักผ่อนนะ”

เด็กหนุ่มยกมือไหว้ ควานหาของในกระเป๋าแล้วตกใจ

“กุญแจห้อง…กุญแจห้องผมอยู่ไหนก็ไม่รู้ครับคุณอา” นิ่งนึกแล้วว่า “สงสัยว่าจะลืมทิ้งไว้ในห้องแต่งตัวที่โรงเรียนแน่ๆ”

“ขอกุญแจสำรองได้ไหม”

“ออฟฟิศปิดแล้วครับ ผมต้องคอยจนแปดโมงพรุ่งนี้” เลอลักษณ์หน้าสลดลงไป “ทำไมชีวิตผมต้องเจออะไรแบบนี้ตลอดก็ไม่รู้ครับคุณอา มันมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้เข้ามาอยู่เรื่อย”

“ใจเย็นก่อนน่า” สาธิตปลอบ

“ผมขอค้างบ้านคุณอาได้ไหมครับ พรุ่งนี้เช้าผมเรียกรถกลับมาเอง”

สาธิตมองหน้าเด็กหนุ่มด้วยความเห็นใจและลำบากใจ ในนาทีต่อมาเขาก็พาเด็กหนุ่มแล่นออกไปจากที่นั่น

 

เมฆฉายยังไม่นอนเมื่อสาธิตเปิดประตูเข้าไปในห้อง ตีสองแล้ว ในขณะที่สาธิตก็แปลกใจที่เห็นว่าผมเมฆฉายยังหมาดชื้น แสดงว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ความขุ่นใจก็แล่นขึ้นมา

“ฉายกลับมากี่โมง ทำไมไม่โทรบอกผม” นิ่งไปแล้วก็ว่า “หรือว่าเพิ่งกลับมา”

“จะพูดอะไรก็ว่ามาตรงๆ”

“ไปแวะ สน.ไหนมาก่อนหรือเปล่าล่ะ”

“ถ้าไปแล้วจะทำไม หมอคิดว่าฉายไปหรือเปล่าล่ะ” เมฆฉายย้อน “แล้วหมอ…ทำไมเพิ่งกลับมาตอนนี้”

“มีเรื่องให้ต้องแก้นิดหน่อย”

เมฆฉายสัมผัสได้ว่าสาธิตตอบไม่เต็มเสียงนัก

“ฉายมาถึงบ้านกี่โมง ทำไมไม่โทรบอกผม” สาธิตถามอีกครั้งอย่างใจเย็น

“มาถึงนานแล้วละ แต่ไม่อยากโทรบอกเพราะไม่เห็นจำเป็น ไม่อยากไปขัดความสนุกของหมอกับเพื่อน ฉายโทรไป ใช่ว่าหมอจะรีบกลับมาเมื่อไหร่”

“ผมขอโทษนะ ที่ไม่ได้ใส่ใจ จนทำให้ฉายรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง”

“ฉายง่วงแล้ว นอนก่อนนะ” เมฆฉายว่าแล้วก็เดินไปที่เตียง

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา สาธิตก็เอนตัวลงข้างๆ โอบกอดเมฆฉายไว้ในอ้อมแขน รำพึงเบาๆ เพราะรู้ว่าเมฆฉายยังไม่หลับ

“พรุ่งนี้ผมจะเอาน้ำหอมขวดเดิมทิ้ง ผมไม่อยากให้ใครมาสูดน้ำหอมกลิ่นเดียวกับผม”

เมฆฉายยิ้มในความมืด…สาธิตหึงเจนน่ะแหละ

“หมอ…ถ้าฉันจะขออะไรสักอย่าง หมอจะทำได้ไหม”

“อะไรเหรอ”

“หมออย่ายุ่งกับเด็กคนนั้นนะ หลานเพื่อนหมอ ที่เล่นเป็นพระเอกน่ะ” เมฆฉายพูดไปเรื่อยๆ “ฉายว่าเด็กคนนี้สนใจหมออยู่นะ”

“คิดมากน่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”

สาธิตกอดเมฆฉายแน่นเข้า ทั้งที่ตัวเขาเย็นวาบไปตลอดร่าง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนที่เขาจะกลับเข้าบ้าน

 

ทีมถ่ายภาพมาถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาซึ่งก็คือสปาของหมอสาธิตที่เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ โฟล์กตื่นแต่เช้าคอยต้อนรับอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา ตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าคุณป้อ ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังเป็นผู้กดชัตเตอร์ในวันนี้ โฟล์กชอบงานสไตล์คุณป้อที่บอกไม่ถูกว่าเป็นยังไง แต่ดูปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือคุณป้อ จนเมื่อนิตยสารล้มหายตายจากแผงหนังสือไป ผลงานภาพถ่ายของคุณป้อก็ไปอยู่ในโลกออนไลน์แทน และดูจะ ‘แรง’ กว่าที่เคยลงหนังสือเสียอีก บางคอลเล็กชัน ทั้งที่นายแบบแต่งตัวมิดชิด แต่ก็เห็นกล้ามเนื้อ ส่วนโค้งส่วนนูนที่เห็นแล้วชวนจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน

ยกน้ำมาต้อนรับแล้วพาเดินชมสถานที่โดยรอบ เพื่อช่างภาพจะได้หามุมที่เหมาะใจ เลือกได้แล้วคุณป้อก็สั่งลูกน้องที่ติดตามมายกไฟและอุปกรณ์ถ่ายภาพเตรียมไว้ ตนเองใช้มือถือถ่ายภาพเล็งมุมเอาไว้ก่อน

“เรา ว่างอยู่ใช่ไหม มายืนตรงนี้หน่อย”

คุณป้อสั่งโฟล์กให้ยืนแทนตัวแบบที่จะถ่าย เพื่อดูมุมกล้องและแสงเงา

โฟล์กทำตามด้วยความเต็มใจ แม้จะเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าต้องทำท่าอย่างไร เพราะใครๆ ก็อยากเป็นแบบให้คุณป้อถ่ายให้ทั้งนั้น…เสียงเล่าลือกันว่าคุณป้อพิถีพิถันในการเลือกงาน ถ้างานไหนประเมินว่าถ่ายออกมาแล้วไม่ดีก็ไม่รับ

คุณป้อถ่ายจนพอใจแล้ว โฟล์กก็ยังสังเกตการทำงานอยู่ใกล้ๆ ด้วยท่าทางเจียมตัว กลัวจะเกะกะ แต่ก็ต้องอยู่ใกล้ตา เผื่อว่าฝ่ายนั้นต้องการอะไร คุณหมอสาธิตกำชับว่าให้ดูแลอย่างดี

“ถ่ายรูปขึ้นเหมือนกันนะเรา ทำไมไม่ไปสมัครเป็นนายแบบมั่ง”

โฟล์กยิ้มแหยเพราะเขิน ตอบไปตามตรง

“ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ ชอบแบบที่พี่ๆ ทำกันมากกว่า” หันไปทางทีมงาน แล้วก็หันมาทางช่างภาพ ถามอายๆ “คุณป้อพอจะวิจารณ์งานผมหน่อยได้ไหม สปานี่แหละครับ ถ่ายจากมือถือ”

ช่างภาพรับโทรศัพท์จากเด็กหนุ่มไปเลื่อนดูแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ

“ฝีมือดีนี่ เลือกมุมได้ไม่เลว”

“ผมก็ดูจากเว็บ กับหนังสือฝรั่งของคุณหมอครับ เห็นภาพไหนสวยก็พยายามถ่ายให้ได้มุมแบบนั้น”

“มีแต่สถานที่ ไม่ถ่ายคนบ้างเหรอ”

“ไม่ครับ ไม่รู้จะบอกเขายังไง ผมขี้เกรงใจด้วย เลยถ่ายวิวมาตัดต่อเล่น” เด็กหนุ่มยิ้มเขินๆ “ผมว่าผมชอบทำกราฟิกมากกว่า รูปนั้นไงครับ”

เลื่อนภาพมาพอดีที่เห็นชัดว่าเป็นการนำหลายๆ ภาพมาจัดซ้อนกัน ปรับแต่งสีสันและแสงเงาให้แนบเนียนคล้ายเป็นภาพที่เกิดจากการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว

“เออ…ทางนี้น่าจะรุ่งกว่า ฝึกมือไว้นะ เผื่อจะเรียกใช้งานบ้าง”

“คุณป้อแต่งภาพด้วยเหรอครับ”

“แต่งสิ” เขาหัวเราะกับความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่ม “มันก็แต่งทั้งนั้นละ แต่งมาก แต่งน้อย มันก็ต้องแต่ง แต่ฉันมีหลักว่าถ่ายให้ดีที่สุดตั้งแต่แรก ปรับแต่งนิดเดียวก็พอ แก้ไขจุดบกพร่องที่หลงตาไปตอนถ่าย ไอ้ประเภทที่แต่งมากเกินไปจนไม่ตรงปกน่ะ ฉันไม่นิยม ถ้าต้องแต่งขนาดนั้น ก็ถ่ายหมูหมามาสักตัวแล้วรีทัชให้กลายเป็นคนไม่ดีกว่าหรือไง”

โฟล์กไม่มีคำตอบ ได้แต่ยิ้มจางๆ พลางคิดว่าปากคุณป้อนี่ก็กริบใช่เล่น

เห็นจากหางตาว่ามีความเคลื่อนไหวจากทางเข้า จึงบอกช่างภาพว่า

“คุณหมอมาแล้วครับ”

 

สาธิตและเมฆฉายมาถึงไม่นาน รถของคุณบี๋ก็จอดเทียบ ผู้ที่ตามลงมาคือบัลรามและเด็กสาวคนหนึ่ง ยกมือไหว้ทักทายกันแล้ว บัลรามก็เป็นฝ่ายแนะนำ

“เจียระไนครับ พี่หมอ”

“อ้อ…” สาธิตพยักหน้า ยกมือรับไหว้อย่างเข้าใจในนาทีนั้นว่าหล่อนเป็นใคร

เขารู้มาพักหนึ่งแล้วว่าบัลรามคบหาดูใจกับเพื่อนรุ่นเดียวกันคนหนึ่ง แต่ยังไม่เคยเจอตัวจริง มาเห็นวันนี้ก็พบว่าหน้าตาหมดจดนั้นสะสวยด้วยวัย พอที่เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันจะหลงรักได้ แต่หล่อนก็ยังห่างไกลจากคำว่าสวยสะดุดตา…มีเค้าว่าจะสวยได้ หากตอนนี้หล่อนยังมิได้เจียระไนตนเองให้งดงามสมชื่อเท่านั้น

“เขาขอตามมาด้วย” คุณบี๋พูดเรียบๆ ก็จริง แต่สาธิตก็จับน้ำเสียงไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ได้

โฟล์กและช่างภาพออกมาต้อนรับพร้อมกัน บัลรามก็ยกมือไหว้คุณป้ออย่างคนที่เคยพบกันมาแล้ว

“อีกคนล่ะ ไม่ได้มาพร้อมกันเหรอ” ป้อถาม

“เขาจะมากับเพื่อน ยังไม่ถึงเหรอ” คุณบี๋ถามกลับไป แต่รู้คำตอบอยู่แล้วเพราะไม่เห็นรถคันอื่นอีก กำลังจะต่อโทรศัพท์เพื่อตามตัว รถคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาพอดี

อรุษเปิดประตูลงมาจากฝั่งคนขับ ยกมือไหว้กราดไปทั่ว

“สวัสดีครับอาบาส พี่บี๋ ไม่สายใช่ไหมครับ อ้นดูเวลาแล้วว่าไม่เลตแน่ แต่ดันติดไฟแดงแยกสุดท้ายนี่ อีรถคันหน้าน่ะสิ เงอะงะ เป็นอีป้าที่ไหนขับก็ไม่รู้ จะฝ่าไฟแดงก็กลัวโดนใบสั่ง ลักษณ์กำลังจะเป็นดาราด้วย ไม่อยากให้เสียประวัติ”

เลอลักษณ์ก้าวลงมายืนข้างๆ ไหว้ทุกคนแล้วยืนนิ่ง หากจับจ้องมาทางสาธิตเป็นพิเศษจนเขาต้องเสเบือนหน้าไปทางอื่น พอดีกับที่คุณบี๋กวาดทุกคนให้เข้าไปเตรียมถ่ายรูปด้านใน สาธิตจึงโล่งใจที่ไม่ต้องมีท่าทีวางหน้าไม่ถูกกับเด็กหนุ่มนานนัก

นึกถึงวันงานคืนสู่เหย้าที่โรงเรียน เขาส่งเลอลักษณ์กลับหอแล้วพบว่าลืมกุญแจห้อง เลอลักษณ์ขอมาค้างที่ห้องเขา…จะว่ารบเร้าหรือออดอ้อนก็ได้ แต่สาธิตปฏิเสธ นึกถึงสปา…ถ้าพามาค้างที่สปา ขอให้โฟล์กดูแลก็ทำได้ แต่เขาไม่อยากให้เมฆฉายรู้เรื่องนี้…อารมณ์กรุ่นๆ ขัดเคืองแล่นขึ้นมาเป็นริ้วเมื่อนึกว่าถ้าเขาตกลงไปในเกมของเด็กหนุ่ม เมฆฉายก็อาจจะทำแบบเดียวกันกับเพื่อนตำรวจของเขาได้

สาธิตจึงติดต่อไปที่คุณบี๋

เขารู้ว่าคุณบี๋มีบ้านหลังใหญ่ที่ในอาณาบริเวณนั้น มีบ้านอีกหนึ่งหลังที่คุณบี๋ปลูกไว้สำหรับเด็กในสังกัดอยู่อาศัยในช่วงที่ต้องควบคุม ฝึกฝน ก่อนที่จะก้าวไปสู่แสงไฟในวงการบันเทิง

เช้าวันถัดมา สาธิตก็ได้รับแจ้งจากคุณบี๋ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี คุณบี๋ส่งเลอลักษณ์กลับหอพักตอนสาย อีกสัปดาห์ต่อมาก็ได้รับข่าวว่าทั้งเลอลักษณ์และบัลรามเซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเรียบร้อย จากนั้นก็นัดหมายคิวสำหรับการเสริมแต่งให้ดูผ่องใสเตรียมเป็นไอดอลหน้าใหม่วัยทีน

สาธิตค่อนข้างระวังตัว…ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของเมฆฉาย หรือความรู้สึกลึกๆ ในใจตัว ที่บอกเขาว่าอย่ายุ่งกับเด็กคนนี้มากนัก โชคดีที่ทั้งบัลรามและเลอลักษณ์มีพื้นฐานโครงหน้าที่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องฉีดหรือเสริมเพิ่มอะไรมากมาย ควรเน้นไปที่การดูแลผิวพรรณและรูปร่างมากกว่า คิวนัดของเลอลักษณ์จึงไม่มากเท่าคนอื่น

และทุกครั้งที่พบกัน สาธิตจะให้บุศรินอยู่ด้วยเสมอด้วยเหตุผลว่า

‘จะได้รายงานคุณบี๋ถูก ว่าทำอะไรไปบ้าง’

เลอลักษณ์ใช่ว่าจะไม่รู้ ครั้งสุดท้ายที่เขาไปคลินิก สบโอกาสนิดเดียวที่บุศรินออกไปรับโทรศัพท์ เด็กหนุ่มก็เอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

‘ผมไม่คิดว่า คุณอาจะเกลียด จนไม่อยากเจอหน้าผม’

สาธิตไม่มีโอกาสอธิบายเพราะบุศรินกลับเข้ามาพอดี และจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้เจอเลอลักษณ์อีก ทว่าคำพูดของเด็กหนุ่มก็กวนอารมณ์ให้รู้สึกผิดมาจนวันนี้

 



Don`t copy text!