มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 20 : แฟนปลอมๆ

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 20 : แฟนปลอมๆ

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

เด็กหนุ่มสองคนว่าที่ดาราหน้าใหม่ถ่ายรูปคู่กัน คุณบี๋ลงมือแต่งหน้าและทำผมให้เองเพราะมีฝีมืออยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ทำ บัลรามอยู่ในชุดเสื้อช็อปส่วนเลอลักษณ์อยู่ในชุดนักศึกษาแขนยาวผูกเน็กไท

ซีเนียร์ตัวร้าย กับไอ้ต้าวเฟรชชี…พอไหวไหม หมอบาส”

“ชื่อเรื่องนี้จริงๆ เหรอ”

สาธิตพยายามกลั้นขำ เห็นบัลรามก็ยิ่งขำด้วยรู้จักมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่มเก้งก้าง มาวันนี้ใส่เสื้อช็อปเป็นรุ่นพี่ปีสี่คณะวิศวกรรมศาสตร์แล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าจะแสดงออกมายังไง

“อุ๊ย! หมอบาสนี่ ไม่ดูละคร ดูซีรีส์บ้างเหรอ เดี๋ยวนี้เขาตั้งชื่อเทือกๆ นี้ทั้งนั้นแหละ” คุณบี๋แกล้งสัพยอก “เรื่องสุดท้ายที่ดูคืออะไร อย่าบอกนะว่าดาวพระศุกร์ ตอนนี้นางเอกเล่นเป็นแม่แล้ว”

“นี่ก็ว่าไป ผมดูซีรีส์ฝรั่งมากกว่า”

คุณบี๋ดูภาพถ่ายคู่ของเด็กหนุ่มแล้วก็ครึมครางออกมาอย่างพึงใจ

“สองคนนี้ พอจับมาเข้าคู่กัน เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ จริงๆ”

“ยังไงฮะ เกี่ยวอะไรกับวิชาวิทย์” คนเป็นหมอถาม

“หมอบ๊าส…” คุณบี๋เสียงสูงอธิบาย “ก็แบบว่า เข้าคู่กันแล้วดูลงตัว ไปด้วยกันได้ ที่เมื่อก่อนพูดว่า เคมีเข้ากันนั่นแหละ เออ…ที่คนเราถูกชะตาหรือเหม็นหน้าใครนี่ มันเกี่ยวกับเรื่องเคมีในร่างกายด้วยใช่มะ”

สาธิตมิได้ตอบ เพราะเหมือนคุณบี๋มิได้อยากรู้คำตอบ คงแต่พูดเรื่อยตามปากพาไปเท่านั้น แม้จะปรายตาไปทางเด็กสาวที่มานั่ง ‘เฝ้า’ แฟน

“รามนี่ต้องฝึกแอ็กติ้งอีกหน่อย เด็กวิศวะมันต้องเข้มๆ เหี้ยมๆ หน่อยปะ” คุณบี๋ไม่ได้ถาม แต่พูดเรื่อยเจื้อยให้ฟัง “อีเรื่องนี้นะ รุ่นพี่เรียนวิศวะปีสุดท้าย เป็นเดือนมหา’ลัย สาวๆ รุมกรี๊ด แต่ไม่สนใจใครจนกระทั่งเจอนายเอก เป็นเด็กแพทย์ปีหนึ่ง บังเอิญอยู่หอพักเดียวกัน ก็เลย…”

คนเล่าปล่อยให้คำพูดลอยหายไป หันมาถามคนที่สนทนาด้วย

“มันจะเป็นได้ไหม หมอบาส ไอ้รุ่นพี่วิศวะมากินตับน้องหมอเฟรชชีนี่น่ะ ฉันไม่ได้เป็นเกย์…แต่ฉันชอบนายคนเดียว” ประโยคท้ายคุณบี๋แกล้งล้อเลียนคำพูดจากตัวละครหลายเรื่อง

สาธิตสะอึก นึกถึงเหตุการณ์ระหว่างตัวเองกับก้องภู

คุณบี๋หัวเราะเมื่อเห็นสาธิตทำหน้าเจื่อนและเงียบไป

“ไม่ต้องคิดหาคำตอบหรอกหมอ บี๋ก็ถามไปยังงั้นแหละ เรื่องมันจะเป็นไปได้หรือไม่ คนดูชอบ แฟนๆ จิ้นตาม ก็โอเคแล้วละ ยังไงเด็กเราก็ได้มากกว่าเสีย” คุณบี๋จาระไนให้ฟังอีกว่า “ยิ่งถ้าติดตลาดเป็นลูกรักของแม่จีนนะ…แฟนคลับชาวจีนน่ะ…โกยทรัพย์กันไม่หวาดไม่ไหว แม่ๆ จีนนี่เปย์หนักยิ่งกว่าแม่ยกลิเกอีกนะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” สาธิตถามปนหัวเราะ ไม่เชิงว่าไม่เชื่อถือ

“ขนาดนั้นสิ” คุณบี๋ย้ำ “แต่ก็ต้องฝึกต้องปั้นกันดีๆ พอชื่อติดตลาดมีแฟนคลับแล้วก็ต้องฝึกการเซอร์วิสหน่อย”

“เซอร์วิสอะไรครับ” สาธิตไม่เข้าใจจริงๆ

“ก็เซอร์วิสเอฟซี แบบที่ดูแลกัน ยื่นน้ำให้ เช็ดเหงื่อให้ บังแดดให้น้อง…แบบนี้อะ แฟนคลับชอบ มีอะไรให้เก็บไป ‘จิ้น’ แต่ต้องทำให้ดูเป็นธรรมชาตินะ แล้วก็ต้องไม่เสิร์ฟจิ้นมากมายจนเฝือ จนดูออกว่าปลอม รามเนี่ย ต้องเป็นพี่ที่คอยปกป้องดูแลน้อง ส่วนลักษณ์ก็ต้องเป็นน้องที่อ้อนๆ ง้องแง้งหน่อย พอน่ารัก”

“ตกลงว่าเขาต้องแสดงบทบาททั้งในจอ นอกจอเลยเหรอครับ” ไหนๆ ถามแล้วก็พ่วงอีกหนึ่ง “แล้วเป็นคู่รักแบบไหนกันแน่ พี่น้อง หรือแฟน”

“นี่แหละ จุดขายคู่วายละ” คุณบี๋ยิ้มพลางอธิบาย “ไอ้ความสัมพันธ์แบบ ‘อีกนิดนึง’ นี่แหละ ที่ดึงแฟนคลับให้ติดตามได้ ดูแลกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ลึกๆ ก็เชียร์ให้พัฒนาไปถึงแฟน”

“ผมยอมรับตรงนี้เลย ว่าตามไม่ทัน” สาธิตสารภาพ

“อย่าว่าแต่หมอบาสเลย เด็กหมอเองก็อีกคน” คุณบี๋บ่นแกมหยอก “นี่ถามจริงๆ เถอะว่าบ้านที่บัลรามโตมาน่ะ เรือนไม้หอมหรือเมืองลับแล อะไรที่วัยรุ่นเดี๋ยวนี้สนใจ บัลรามถึงไม่ค่อยรู้อะไรเลย เฟซบุ๊กมีก็ไม่อัพเดต อย่าพูดถึงไอจี บี๋เพิ่งสมัครให้เมื่อวานนี้เอง ถ้าไม่มีจะแย่ เอฟซีไม่รู้จะตามทางไหน”

เห็นภาพถ่ายคู่ของบัลรามและเลอลักษณ์ที่พยายามแสดงสีหน้าอารมณ์อย่างพี่น้องบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว คุณบี๋ก็สบายว่าทางเลอลักษณ์คงปรับไม่ยากนัก แต่บัลรามต้องติวเข้มหน่อย

“นึกแล้วก็ขำนะหมอบาส สักยี่สิบปีก่อนนี่เดือดร้อนกันจะเป็นจะตายถ้าผู้ชายจะกลายเป็นเกย์หรือกะเทย ถึงขั้นมีกฎหมายห้ามกะเทยออกสื่อ เพราะจะทำให้เกิดการเลียนแบบ แหม…เราอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง ที่เป็นกะเทยอย่างทุกวันนี้ก็ไม่เคยเลียนแบบมาจากละครเรื่องไหน หรือจับฉลากได้มาเป็น จำความได้ก็เป็นกะเทยแล้วค่ะ ช่วงนั้นเลยดูทีวีไม่สนุก ดารากะเทยที่เล่นเป็นกะเทยมาตลอดต้องมาเก๊กชงรับบทพ่อ บทลุง ดูยังไงก็ขัดลูกตา” ระบายลมหายใจแล้วว่า “แต่ดูเดี๋ยวนี้ คู่จิ้นวายขายเต็มตลาดไปหมด ทั้งแฟนฟิค คู่ชิป เรือผี ก็เรื่องของผู้ชายกับผู้ชายทั้งนั้น”

“ยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมก็เปิดกว้างเรื่องแบบนี้ได้มากขึ้นนะครับ”

“เปิดกว้างกับยอมรับไม่เหมือนกันนะหมอ แต่สำหรับบี๋ มองว่ามันคือการตลาด อะไรที่ทำเงินได้ ถือว่า ‘รับได้’ ทั้งนั้น”

เจียระไนขมุบขมิบปากแต่ไม่เปล่งเป็นเสียงออกมา ทว่าคุณบี๋ก็อ่านออกว่า…หน้าเงิน จึงพูดไปว่า

“โลกเดี๋ยวนี้มันหมุนด้วยเงินนี่นา หมอ รู้ไหม…คู่จิ้นบางคู่น่ะ สุดท้ายก็เป็นคู่จริง พ่อแม่สองฝ่ายก็ยอมรับได้เพราะเงินมันไหลเข้ากระเป๋า ส่วนแฟนเก่าชะนีที่คบมาก่อนหน้านี้น่ะ…”

คุณบี๋ไม่ต่อให้จบ ยักไหล่ชายตาไปทางเจียระไนให้คนฟังเติมประโยคให้สมบูรณ์เอาเอง

รู้ว่าเจียระไนเงี่ยหูฟังตลอดเวลา คุณบี๋คิดในใจว่า มีแรงตามได้เท่าไรก็ตามไปเถอะ อีกหน่อยพอคู่นี้ดัง หล่อนก็กระเด้งออกจากเส้นทาง

คนที่จะบีบหล่อนกระเด็นไปก็ไม่ใช่ใครอื่น เหล่าเอฟซี…แฟนคลับหรือ ‘แม่ๆ’ นั่นเอง

 

การถ่ายภาพจวนเสร็จเมื่อใกล้เที่ยง แขกมิได้รับเชิญก็เดินเข้ามายกมือไหว้ทุกคน

“อาร์ม…มาทำอะไรที่นี่” คุณบี๋เป็นฝ่ายถามเมื่อเขาก้าวเข้ามา

“มาบ้านเพื่อนแถวนี้น่ะครับ เห็นพี่บี๋โพสต์ไอจี ก็เลยแวะมาทักทาย”

โกหกไปทั้งที่ความจริงอาร์มไม่มีแผนการอย่างใดเลยในวันนี้ ไถหน้าจอโทรศัพท์อย่างเบื่อหน่ายแล้วก็เห็นว่าคุณบี๋โพสต์รูปที่ตนจำได้ว่าเป็นสปาของหมอสาธิต จึงรีบแต่งตัวบึ่งมาทันที

“สวัสดีครับพี่หมอ ตกแต่งแล้วสวยจัง ใกล้เปิดหรือยังครับ”

สาธิตยิ้มแห้งในขณะที่เมฆฉายมองตากร้าวเตรียมเท้าสะเอวสู้ รู้ว่าอาร์มต้องมาหาเรื่องแน่

เด็กหนุ่มยังทำไม่รู้ไม่ชี้เห็นเพื่อนเดินออกมาก็ทักทาย

“โฟล์ก สบายดีเหรอ”

“อาร์ม…แกมาที่นี่ทำไม” ถามแล้วก็แทบจะลากออกไปจากที่นั่น เพราะกลัวว่าอาร์มกับเมฆฉายจะฉะกันอีก

“ก็คิดถึงเพื่อนไง เลยแวะมาหา หรือว่าเดี๋ยวนี้ไม่อยากเจอกันแล้ว”

“ถ้างั้นก็มาคอยตรงนี้ก่อน” โฟล์กพยายามจะลากเพื่อนไปอีกทาง แต่อาร์มขัดขืน

“ฉันอยู่นี่แหละ ได้คุยกับพี่บี๋ แล้วเดี๋ยวเราค่อยคุยกันก็ได้” อาร์มยังทำสนิทสนมรู้จักทุกคนในที่นั้นด้วยการร้องออกไปทักทายช่างภาพ “พี่ป้อ สวัสดีครับ”

เมฆฉายจึงบอกเด็กหนุ่มว่า

“โฟล์กมีอะไรก็ไปทำเถอะ ทางนี้พี่ดูแลเอง อ้อ…ต้มน้ำร้อนไว้หน่อย เผื่อหมามันกัดกันแถวนี้จะได้เอาน้ำร้อนสาด”

อาร์มลอยหน้าทำหูทวนลม มองไปรอบบริเวณแล้วก็ถามสาธิต

“แต่งสวนสวยมากเลยพี่หมอ นั่นต้นอะไรฮะ” ชี้ไปที่ต้นกระดาษใบใหญ่เป็นมัน “เหมือนต้นบอน ต้นเผือก”

“ไม่ใช่ทั้งบอนทั้งเผือกหรอก” เมฆฉายสวน “แต่โดนแล้วก็คันเหมือนกัน เผลอๆ จะคันยิ่งกว่าหมามุ่ยหรือตำแย”

“น่าจะจริงแฮะ” อาร์มทำตาพราว “แค่เห็นก็คันขึ้นมาเลย ไม่รู้ผื่นขึ้นตรงไหนมั่ง ขอให้พี่หมอช่วยตรวจดูให้หน่อยได้ไหมฮะ เผื่อว่าเป็นผื่นตำแย จะได้ขอให้ช่วย ‘ตำ’ จะได้หายคัน”

“อาร์ม! พอทีเถอะ” โฟล์กบอกให้เพื่อนหยุดแล้วก็ลากไปอีกทางหนึ่ง

เช่นเดียวกับสาธิตที่แยกเมฆฉายออกไปด้วยเหตุผลว่าอยากหารือเรื่องการเปิดอย่างเป็นทางการ

 

“พี่ใช่ Naughty Cupid กามเทพแสนซน ไหมฮะ”

อรุษถามชายหนุ่มที่เมื่อก้าวเข้ามาก็เหมือนจะสร้างความปั่นป่วนได้ พี่โฟล์กพาแยกไปเหมือนคุมตัวกลายๆ ก็ใช่ว่าจะคุมได้ทุกนาที อรุษสะดุดตาตั้งแต่เห็นเขา จำได้ว่าเคยดูอัลบั้มวาบหวิวของอาร์มมาก่อน และยังติดตามในทวิตเตอร์ ไม่ถึงกับหลงใหลใฝ่หา แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้พบตัวเป็นๆ จึงเข้ามาทักทายทำความรู้จักและถามให้หายสงสัย

“น้องตามทวิตพี่ด้วยเหรอ เป็นสมาชิกกลุ่มหรือเปล่า” อาร์มถามเด็กหนุ่มกลับ

“เปล่าฮะ” อรุษปฏิเสธ “แค่ตามดูเฉยๆ แต่ไม่ได้เข้ากลุ่มไหนเลย รำคาญน่ะ เต้นโยกไปมาเป็นชั่วโมงไม่เห็นจะถอดจริง”

“เข้ากลุ่มสิ ถอดหมดเลย แตกด้วย” อาร์มชักชวน

“ไม่ละฮะ กว่าจะถอด กว่าจะแตก คนดูง่วงไปก่อนละ ง่วงจนหาย…” เด็กหนุ่มขยับปากเป็นคำนั้นแต่ไม่มีเสียงออกมา

“แล้วสนใจทำคอนเทนต์ด้วยกันปะ”

“ยังไงฮะ”

อาร์มเล่ารายละเอียด ‘คอนเทนต์’ ที่ว่า ก็คือการมีเพศสัมพันธ์กัน จะอย่างหนักหรืออย่างเบา ภายนอกหรือสอดใส่ ก็แล้วแต่ตกลงกัน แต่ทั้งหมดนี้มีการถ่ายวิดีโอเพื่อตัดเป็น ‘คลิป’ สำหรับจำหน่ายหรือเผยแพร่ในกลุ่มลับที่ต้อง ‘ซัพ’ หรือจ่ายค่าเข้าเป็นสมาชิก เจ้าของแอ็กเคานต์ดังๆ เรียกตัวเองว่า ‘แอ็กเคอร์’ และหลายคลิปที่ฮือฮา ก็เป็นการทำคอนเทนต์ร่วมกันของแอ็กเคอร์ชื่อดัง

อรุษสนใจแต่ก็ยังลังเล

“ผมไม่อยากให้เห็นหน้า ไม่อยากให้รู้ว่าเป็นใคร”

“ก็ใส่หน้ากากสิ” อาร์มบอกพลางเปิดคลิปตัวอย่างให้ดู “แบบนี้…ดูรู้มะ ว่าหน้าตาเป็นยังไง ถ้าเจอข้างนอกจะรู้ไหมว่าเป็นใคร”

อรุษเริ่มคล้อยตาม อาร์มจึงรีบปิดเกม

“แลกคอนแท็กกันไว้ก่อน แล้วเราค่อยนัดกัน ดีไหม พี่มีแอ็กล็อกอีกหนึ่งแอ็กเคานต์ ขอมาสิ พี่แอดเข้ากลุ่มให้ฟรี” อาร์มกดปุ่มเพิ่มอรุษเข้าไปในกลุ่มลับแล้วหยอดส่งท้ายว่า

“ดูคลิปแล้วอย่าใจเต้นต๊องเองนะ แข็งเมื่อไหร่โทรหากัน แตกด้วยกัน เสียวกว่าช่วยตัวเองเยอะ”

อรุษหน้าแดง แต่สายตาที่ส่งไปก็ท้าทายอยู่ในที

 

“น้องเป็นเด็กพี่บี๋เหรอ”

“เปล่าครับ พี่บี๋ชวนเหมือนกัน แต่อ้นไม่สน” อรุษยักไหล่ให้เห็นว่าไม่สนใจจริงๆ

อาร์มยิ้มทั้งที่ในใจหมั่นไส้ จะมีใครสักกี่คนที่ไม่อยากเข้าวงการบันเทิง

“แล้วที่มานี่…”

“อ๋อ มาส่งเพื่อนฮะ” พยักไปทางจุดที่มีการถ่ายรูปอยู่

“บัลรามก็เป็นเพื่อนพี่ เรียนคณะเดียวกัน” อาร์มพูดเพื่อให้เข้าใจว่าสนิทสนม หรี่ตามองคู่สนทนา “ยอมรับมาดีกว่า ว่าคนนั้นน่ะ แฟนใช่ปะ”

“บ้าเหรอพี่ เพื่อกันจริงจริ๊ง ลักษณ์ไม่ได้ชอบแบบอ้นหรอก มันชอบคนที่แก่กว่า แบบ…” อรุษทำท่าคิด “ชูการ์แดดดี้ กับพวกหมีๆ หน่อยน่ะ อย่างพี่ก็ยังไม่ใช่ ต้องนู่น…อย่างอาบาสนู่น ที่ลักษณ์มันชอบ”

อาร์มหูผึ่งขึ้นมาทันที ทวนคำ

“อาบาส…คุณหมอสาธิตเหรอ”

“ใช่ฮะ อ้นเป็นหลานอาบาส มีอะไรหรือเปล่าฮะ”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไร” อาร์มรีบปฏิเสธ หากความคิดหลายอย่างวิ่งวนในหัว “แล้วเพื่อนเรา เขาชอบคุณหมอจริงหรือเปล่า”

“มันไม่เคยบอกตรงๆ หรอก แต่คบกันมานาน ทำไมแค่นี้จะดูไม่ออก”

อาร์มยิ้มกริ่ม แม้ยังไม่รู้ว่าควรจัดเลอลักษณ์เป็น ‘คู่แข่ง’ หรือ ‘ทีมเดียวกัน’

 

เมฆฉายทำกับข้าวเลี้ยงแขกและทีมงานถ่ายภาพ ขัดใจแขกมิได้รับเชิญคนเดียวคืออาร์ม แต่ก็พยายามข่มใจไม่มองหน้าหรือประคารมกันอีก กินข้าวแล้วคุณป้อก็พาทีมงานถ่ายรูปกลับ คุณบี๋ต้องกลับเช่นกัน แต่คราวนี้ให้เลอลักษณ์ไปด้วย เพราะจะพาไปแนะนำตัวกับผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่นัดไว้ เจียระไนยังติดหนึบขอประกบไปกับบัลราม คุณบี๋ก็ไม่ค้าน เพราะรู้ดีว่า ถึงวันหนึ่งหล่อนจะกระเด็นพ้นทางไปเอง

โฟล์กลากอาร์มออกไปอีกทาง ไม่อยากให้วอแวกับคุณหมอมากนัก

“จากนี้ไป เพื่อนเราคงจะมีความสุขขึ้นนะ” สาธิตปรารภขึ้นมากับหลานชาย

อรุษทำหน้าสงสัย ไม่เข้าใจถ้อยคำนั้น

“ลักษณ์มันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ทำไมอาบาสพูดเหมือนกับว่า ลักษณ์มันไม่มีความสุขอย่างงั้นแหละ”

“เจอกันทีไร เขาก็ได้แต่บ่นน้อยใจเรื่องครอบครัวนี่นา” สาธิตว่า “ถ้ามีแฟนคลับเป็นกำลังใจให้ความรัก ลักษณ์คงมีความสุขกว่านี้อีกเยอะ”

คนเป็นหลานชายเอียงหน้ามองอย่างทึ่งกว่าเดิม พยายามกลั้นหัวเราะ

“คราวนี้เรื่องอะไรอีกเนี่ย เด็กกำพร้าถูกเก็บมาเลี้ยง หรือเด็กที่ถูกพ่อเลี้ยงทารุณล่ะ”

“ขำอะไร ก็เพื่อนเราเขาเป็นเด็กกำพร้า มีพ่อแม่บุญธรรมเลี้ยงไม่ใช่เหรอ”

อรุษหัวเราะพรืดอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป

“อาบ๊าส…ถูกลักษณ์แกงหม้อใหญ่แล้ว กำพ้ง กำพร้าอะไรล่ะ ลักษณ์น่ะ ลูกนายพลเชียวนะ แต่ก็คงมีปมทางบ้านแหละ เลยชอบสร้างเรื่องเศร้าเล่าให้ใครๆ ฟังว่าเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงมั่ง ถูกพ่อเลี้ยงทุบตีทำร้ายมั่ง แล้วมุกประจำคืออะไรรู้มะ บอกว่าลืมกุญแจ เข้าห้องไม่ได้ แล้วก็ขอไปนอนห้องคนนั้นคนนี้ไงล่ะ”

สาธิตฟังอย่างไม่เชื่อหู อึ้งไป พลางคิดว่าถ้าสิ่งที่อรุษพูดเป็นความจริง ก็ถือว่าเขาโชคดีที่ไม่หลงไปกับแผนการของเลอลักษณ์…วัยรุ่นอายุเท่านี้ ทำไมร้ายนัก

คล้ายว่าอรุษจะรู้ความคิดของผู้เป็นอา หรือบังเอิญจังหวะเหมาะเจาะพอดีเมื่อพูดว่า

“เด็กเดี๋ยวนี้มันร้าย…อาบาสตามไม่ทันหรอก”

 

“เอ๊ะ! ตำรวจมาทำไมฮะ”

อรุษนั่งหันไปยังทางเข้า เห็นตำรวจหนุ่มในเครื่องแบบเดินเข้ามาก็แปลกใจ ท่าทางยังงงๆ ดุจมองหาอะไร หรือควรไปทางใดต่อ มากกว่าจะจู่โจมเข้ามาบุกจับรื้อค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย

สาธิตเอี้ยวตัวไปมอง คุ้นหน้าว่าเคยเห็นที่ไหนยังนึกไม่ออก ก็พอดีเมฆฉายปรี่ออกมาต้อนรับ

“เจน เข้ามาก่อนสิ”

แนะนำตัวกันแล้ว สาธิตก็ถามเมฆฉาย

“ฉายนัดเพื่อนมาที่นี่เหรอ”

คิดว่าถามซื่อๆ เสียงเรียบๆ แต่เมฆฉายกลับหน้าตึง คอแข็ง แถมตาขวางนิดๆ แม้ไม่เอ่ยออกมา สาธิตก็แปรเป็นคำพูดได้ทำนองว่า

‘ทำไมฉายจะนัดเพื่อนมาที่นี่ไม่ได้ ทีหมอยังให้ใครมาได้เป็นโขยง’ หรือไม่ก็

‘ถ้าหมอไม่ชอบ คราวหน้าฉายนัดเจอกันที่อื่นก็ได้ หมออย่าดิ้นก็แล้วกัน’

ไม่ว่าอย่างไหนก็เป็นอันไม่ดีทั้งคู่ สาธิตจึงเงียบไป แต่ไม่ยอมลุกจากที่

“ถ้าไม่ร้อนใจจริงๆ ก็คงไม่มากวนหรอกครับ” นายตำรวจหนุ่มเอ่ย จงใจมองสาธิตอย่างรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของสถานที่

“ไม่กวนหรอก เจน เจอกันที่นี่สะดวกที่สุดแล้ว ถ้าใครจะไม่พอใจก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่ปัญหาของเรา” เมฆฉายเหน็บสาธิตแล้วจึงถาม “ธุระร้อนที่ว่าคืออะไร ถ้าเป็นเรื่องเงิน ช่วยไม่ได้นะ บอกไว้ก่อน”

“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอก แต่เป็นเรื่อง…” เจนรีบบอกแล้วก็กลับลังเลใจที่จะเล่า

สาธิตรู้ว่าผู้เป็นแขกต้องการความเป็นส่วนตัว จึงชวนหลานชายลุกไป แต่อรุษไม่ยอม

“ถ้าไม่ใช่เรื่องลับอะไร อ้นนั่งฟังด้วยได้ไหมฮะ”

อรุษเสียงใส ยิ้มเบิกบาน อยากนั่งต่อ มองหน้านายตำรวจหนุ่มรูปหล่อไปนานๆ จนเขาลากลับนั่นแหละ ที่อาร์มถามว่าอรุษมีสเป็กแบบไหนแต่ไม่ได้คำตอบน่ะ คำตอบนั่งอยู่ตรงหน้านี้เอง…อรุษชอบหนุ่มในเครื่องแบบ

“ก็ไม่ลับเท่าไหร่หรอก น่าอายมากกว่า” เจนอนุญาตให้นั่งฟังได้แต่ขอร้อง “อย่าขำก็แล้วกัน”

แล้วนายตำรวจหนุ่มก็เริ่มเรื่องด้วยคำถาม

“ฉายรู้จัก อักษราวดี ไหม คนแต่งเรื่อง…” เขาเอ่ยชื่อละครดังเรื่องหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว

เมฆฉายรู้จักละครเรื่องนี้ดีเพราะติดงอมแงม ไม่พลาดสักตอน มันเป็นละครย้อนยุคกลิ่นอายท้องทุ่งบ้านนา เป็นเรื่องของชาวบ้านทะเลาะกันอันมีตัวละครนำเป็นแม่ผัว ลูกสะใภ้ และโสเภณี พบกันแต่ละทีต้องประคารมไปจนถึงวางมวย ตบกันล้มคว่ำไปข้างหนึ่ง สาธิตพอจะรู้จักผ่านหูบ้างเพราะความดัง แต่ที่จะสนใจมานั่งดูกับเมฆฉายนั้นไม่อยู่ในความคิด แค่เพลงละครขึ้น เขาก็ลุกไปทำอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

อรุษรู้จักเหมือนกัน ตามประสาวัยรุ่นที่เรื่องไหนดัง เป็นท็อปปิค หรือ Talk of the town ก็ต้องไถทวิตเตอร์ดู ยิ่งเรื่องไหนที่วิจารณ์ หรือ ‘ขุด’ ชนิดที่บางเรื่องต้องว่า ‘ลากไส้’ กันออกมาประจานยิ่งอ่านคอมเมนต์สนุกกว่าดูละครเสียอีก กรณีนี้ก็เช่นกัน

“อ้นดูแค่คัตซีนเท่านั้น” เขาหมายถึงตอนสั้นๆ ที่ตัดมาสร้างกระแส “ขนาดดูคลิปสั้นยังไม่จบเลย มีแต่ด่ากันหนวกหู อ้นดูซีรีส์ญี่ปุ่น เกาหลีมากกว่า คนแต่งที่พี่เจนถามถึงนี่ เขาเขียนละครหลายเรื่องนี่นา แต่ก็…” อรุษยักไหล่แทนคำพูดว่า ก็งั้นๆ “วนเวียนแต่แม่ผัว ลูกสะใภ้ กะหรี่ จีไอ ไม่รู้ติดใจอะไรนักหนากับเรื่องพรรค์นี้ อีตัวร้ายทำอะไรไม่ได้ก็หน้าด้านหิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ในบ้านพระเอก”

นายตำรวจหนุ่มระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักอก พร้อมกับคิดว่าบทสนทนานำมาให้ง่ายขึ้น

“ก็นี่แหละที่เป็นปัญหา”

ทุกคนหันมามองเจนเป็นตาเดียว

“เขามาอยู่ที่แฟลตเราสองอาทิตย์แล้ว ไม่ยอมกลับสักที”

คนฟังตะลึง ไม่แน่ใจว่าเจนกำลังพูดถึงละครหรือเรื่องจริง

อรุษจิ้มมือถือครู่เดียวก็หันหน้าจอมาให้นายตำรวจหนุ่มดูรูป

“คนนี้ใช่ไหมครับ”

เจนพยักหน้า อรุษเบ้ปากที่แปรเป็นคำพูดได้ว่า…ยอมให้อยู่ด้วยได้ไงเนี่ย หน้าอย่างนี้ แค่จะนัดยิ้มยังไม่อยากเลย ถ้าเป็นตัวเองนะ ไม่บล็อกหนีก็ปฏิเสธไปซึ่งหน้าแล้ว

“เจนคุยกับเขานานแล้ว เพิ่งมาเจอกันตอนเขาดังนี่”

เปิดรูปในโทรศัพท์ให้ดู อรุษก็ร้องขึ้นมาทันที

“อย่าบอกนะ ว่านี่คือรูปที่ส่งมาให้ดู”

ครั้นเจนพยักหน้า อรุษก็บอกให้ตาสว่าง

“นี่มันรูปดาราเกาหลี ไม่ดังเท่าไหร่หรอก แต่อ้นรู้จัก”

“หวังเจอกิมจิ ได้เจอแหนมซะนี่” เมฆฉายเย้าน้อยๆ หากอรุษว่าแรงกว่า

“แหนมเน่าด้วยนะ”

“เราก็ไม่ค่อยรู้จักดาราเท่าไหร่หรอก” เจนสารภาพกับเมฆฉาย

“แหม…ตำรวจไทยนี่ ทำไม…” อรุษห้ามปากตัวเองไว้ทันก่อนหลุดบางคำออกมา “เรื่องบุกเรื่องจับนี่อะ ตามเก่ง…”

“แล้วยังไง ลุงนักเขียนรสแหนมขนข้าวของมาอยู่ด้วย จะเป็นคุณนายตำรวจให้ได้ละสิ”

“ก็ทำนองนั้น” เจนสารภาพ “ฉายก็รู้ว่าเจนไม่ได้ปิดบังตัวเองอะไร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศนี่ ว่าชอบแบบไหน ใครซุบซิบว่าเป็นหรือไม่เป็น เจนไม่เคยเดือดร้อน แต่พอเขามาอยู่ด้วย ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ…เหมือนนางร้ายในละครเขานั่นแหละ เจนอาย ถ้าจะต้องเปิดตัวมีคนควงอย่างเป็นทางการละก็ เป็นฉายยังดีซะกว่า ไม่ใช่กะเทยแก่แตกสาวขนาดนี้”

สาธิตขยับตัวนิดหนึ่งให้รู้ว่าอย่ายุ่งกับเมฆฉาย

“ขนาดนั้นเลยเหรอพี่” อรุษนึกสนุก “แต่ก็นะ แค่เห็นรูป ส่องมาจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ากะเท๊ย กะเทย”

“พี่ไม่ได้รังเกียจนะ” เจนบอกเด็กหนุ่ม “แต่พี่อาย เวลาเขาทำอะไรที่เราไม่ชอบ”

“ยังไงฮะ เช่นว่า…”

“อย่างเบาๆ ก็ผูกโบทาลิปแดง หิ้วตะกร้าปั่นจักรยานไปจ่ายตลาด ทำกับข้าวแล้วก็เคาะประตูไปแจกจ่ายให้หลายห้อง คนเลยเล่าลือกันทั้งแฟลต” นิ่งไปเมื่อนึกถึงข้อดีของฝ่ายนั้น “เขาก็มีน้ำใจดีหรอก ทั้งซักรีดเสื้อผ้า ขัดรองเท้า ทำกับข้าวให้กิน เจนขอบใจเขานะ แต่มันก็อึดอัด พอเขาไม่ยอมกลับเสียที เจนเลยไม่กลับแฟลต นอนที่ สน.แทน”

“คุณนายแหนมนี่ใช่ย่อย” อรุษรำพึง

“อย่าแซวสิ ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่มีวันเอาด้วย” เจนยั้งปากทันก่อนคำว่า…เอาไม่ลง…จะหลุดออกมา ทำท่าขนลุกเกรียวเมื่อนึกถึงตอนพบกันครั้งแรก “ไม่รู้ว่าหลงผิดคิดยังไง ว่าเป็นนักเขียนดังแล้วจะต้องมีคน ‘อยากได้’ ถ้าพวกดารานักร้องก็ว่าไปอย่าง อย่างน้อยก็หน้าตาดี ตอนเจอกันนะ โผเข้ามากอด รัดอย่างกับงูเหลือม เจนทั้งสะดุ้งทั้งกลัว ท่าทางเขาดู…หิวมาก”

อรุษหัวเราะคิกเมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ดูรูปในมือถือประกอบก็พอจะนึกความรู้สึกของเจนออก

“ดูแล้วก็คงอดอยากปากแห้งอยู่หรอก สภาพ…”

“เจนจะให้ฉายช่วยอะไร” เมฆฉายถามเข้าสู่ประเด็นที่นัดพบกันวันนี้

“เจนอยากให้ฉายช่วยเป็นแฟนเจนหน่อย ไปเจอกับเขา เขาจะได้เก็บของออกไปจากแฟลต”

ทุกคนอึ้งไปเมื่อได้ฟังความคิดของนายตำรวจหนุ่ม สาธิตเป็นคนแรกที่แสดงออกทันทีว่าไม่เห็นด้วย

“จะดีเหรอ” เมฆฉายท้วง “รูปร่างหน้าตาฉายก็ใช่ว่าจะดีกว่าเขาสักเท่าไหร่”

“ก็น่าเอากว่าคนนั้นละกัน” เจนตอบไปทันที สาธิตก็หน้าตึงขึ้นมาอีก

“อย่างน้อย ถ้าต้องปะทะกัน ฉายก็น่าจะสู้ได้”

“แผนนี้ไม่สำเร็จหรอกฮะ” อรุษส่ายหน้า “นางอุตส่าห์ขุดรูปดาราเกาหลีมาหลอกคุยกับพี่เจนตั้งนาน ถ้าพี่เจนจะหาคนไปไล่ ก็ต้องเอาคนแบบรูปที่นางส่งมานี่แหละ”

“คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่จะหาที่ไหนน่ะสิ”

“อ้นไงฮะ” อรุษชี้มาที่ตัวเองอย่างมั่นใจ “รับรองว่า ป้าแหนมเน่าค้างปีนี่เก็บกระเป๋ากลับบ้านนอกไม่ทันเลย”

“จะดีเหรอครับ” เจนลังเล

อรุษนึกสนุกและคึกแล้ว จึงรวบรัดดำเนินการอย่างรวดเร็วตามประสาวัยรุ่นใจร้อน รำคาญพวกผู้ใหญ่ที่เชื่องช้าเงอะงะ

“ถ้าพี่เจนใจร้อน เราก็ไปกันเดี๋ยวนี้เลย” หันไปบอกสาธิตว่า “อ้นจอดรถทิ้งไว้ที่นี่นะฮะ เสร็จธุระแล้วค่อยมาเอา ถ้าแม่โทรตาม อาบาสบอกปัดๆ ยังไงก็ได้”

ไม่กี่นาทีต่อมาอรุษก็นั่งคู่นายตำรวจหนุ่มในรถของเขา

“ตื่นเต้นจัง ไม่ได้ทำอะไรสนุกๆ แบบนี้มานานละ”

“ยังไงก็ขอบใจล่วงหน้านะ เสร็จงานแล้วพี่เลี้ยงข้าวมื้อนึง”

“ไม่เอาเลี้ยงข้าว ขอเป็นอย่างอื่นได้ไหมฮะ”

อรุษออดอ้อน ส่งสายตาที่เพื่อนๆ นิยามว่า สายตาร้ายกาจ

เจนรู้ทันจึงรีบดักคอ

“พี่ไม่พรากผู้เยาว์แน่ๆ อายุถึงสิบแปดรึยัง เราน่ะ ยั่วเก่งนักนะ”

“โฮ้ย! ไม่ขนาดนั้นหรอก” อรุษว่า “แค่หอมแก้วทีเดียวก็พอ ได้มะ”

ครั้นถึงแฟลต อรุษก็สวมบทบาท ‘ตัวจริง’ ของพี่เจน ปะทะกับนางนักเขียนดังที่แยกไม่ออกระหว่างชีวิตและเรื่องที่ตัวเองแต่ง ในขณะที่เจนก็ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏต่อหน้านี้คือความจริง หรือบทบาทสมมุติจากละครเรื่องไหน ทว่าคนก็แห่กันออกมามุงดู เชียร์กันสนุกระหว่าง ‘ทีมเด็ก’ และ ‘ทีมแก่’

อรุษแน่กว่าจึงเป็นฝ่ายมีชัย

และเย็นวันนั้นเอง เจนก็ต้องหอมแก้มหนึ่งทีเป็นรางวัลที่สามารถขับไล่ข้าศึกผู้รุกรานสถานพำนักส่วนตัวได้ แถมด้วยการดูหนังรอบดึกหนึ่งเรื่อง และนัดพบกินขนมอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา



Don`t copy text!