มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 21 : ครอบครัวอีกฝ่าย

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 21 : ครอบครัวอีกฝ่าย

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

ลูกค้ากลุ่มแรกของสปาคือบรรดาเพื่อนฝูงของนายแพทย์สาธิต ที่เขาบอกกล่าวโดยตรง และอาศัยเพื่อนส่งข่าวต่อกันไปแบบปากต่อปาก ไม่ได้ทำพิธีเปิดหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เอิกเกริก เพราะรู้ดีว่ากิจการของตนนั้นเป็นประเภทไหน อย่างไรก็ดี ในวันเปิดวันแรก เมฆฉายก็จุดธูปไหว้รอบทิศ ขอให้ดำเนินการราบรื่น บรรยากาศชื่นมื่นเกิดจากคำอวยพรและกระเช้าดอกไม้ที่ลูกค้าหิ้วมาแสดงความยินดีกับกิจการใหม่ของนายแพทย์สาธิต

บางคน…เมฆฉายเคยพบและ ‘ฉะ’ มาแล้ว แต่วันแรก เมฆฉายตั้งใจว่าจะไม่ทำสิ่งอัปมงคล แม้สถานที่แห่งนี้จะว่าไปแล้วก็คือสถานอโคจรแหล่งใหม่ของกลุ่มเก้งกวาง เจอหน้าคนที่ไม่ชอบใจก็ยิ้มแห้งๆ ส่งกุญแจล็อกเกอร์ให้ ถ้าไม่ชอบใจหนักก็ให้โฟล์กรับหน้าแทน

เปิดวันแรกจึงเป็นการทดลองรูปแบบการจัดการ และสำรวจความพึงพอใจของลูกค้ากลายๆ

หลายเสียงเอ่ยชมเรื่องการตกแต่งสถานที่ ความร้อนอุณหภูมิพอดีในห้องอบไอน้ำและห้องซาวน่า ‘ห้องย่อย’ ซึ่งเป็นห้องสำหรับทำกิจกรรมเข้าจังหวะอย่างเป็นส่วนตัวจัดว่าดีเพราะมิดชิด ระบบล็อกแน่นหนาและผนังสูงป้องกันคนอุตริปีนผนังขึ้นมาดูว่าห้องข้างๆ ทำอะไรกันอยู่

ผู้ที่เมฆฉายคิดว่าต้องมาเยือนแน่ๆ คืออาร์ม แล้วก็ไม่ผิดคาด เมื่ออาร์มเดินเข้ามาในวันหนึ่งของการเปิดในสัปดาห์ที่สอง ยกศอกพาดเคาน์เตอร์ขณะเปิดกระเป๋าสตางค์ค้นหาเงิน ควักแบงก์ม่วงส่งไป

“คิดยังไงตั้งค่าเข้าราคานี้ แพงกว่าที่อื่น”

“ก็จะได้สกรีนลูกค้าไปด้วยในตัว” เมฆฉายตอบ ส่งกุญแจล็อกเกอร์ให้ “ที่นี่ห้ามใช้ยาเสพติด และห้ามค้าประเวณีนะ”

จะบอกเป็นการทั่วไปกับทุกคนหรือเหน็บเฉพาะกับตน อาร์มไม่สน เบะปากยักไหล่เดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องล็อกเกอร์

สายตาหลายคู่มองอาร์มดุจเล็งไว้เป็นเป้าหมาย ชายหนุ่มก็ส่งยิ้มและสายตามีไมตรีให้ไป กระหยิ่มใจที่ได้ยินเสียงกระซิบลอยมาถึงหู

“ใช่คนที่ถ่ายเล่มนั้นรึเปล่า ไม่ยอมเปิดหมดสักที”

“อือ…คนนี้แหละ เจอวันนี้ขอดูให้เห็นกับตาหน่อย ว่าไอ้ที่ตุงจนเกือบทะลักน่ะ ของจริง ไม่ใช่โฟโต้ช็อป”

อีกคนมาเหนือกว่า

“แกไม่ได้เข้ากลุ่มเขาเหรอ หายไปพักนึงตอนเป็นนายแบบ ตอนนี้กลับมาเปิดกลุ่มใหม่แล้ว” คนพูดหมายถึงกลุ่มลับในโลกออนไลน์ที่สมาชิกต้องจ่ายเงินค่าเข้าชม “ถอดหมด เห็นไปถึงลำไส้ใหญ่เลยละ แล้วจะรู้เองว่า…” ไม่พูดต่อ หากกำมือยกแขนขึ้นมาชู

คนฟังก็ได้แต่ห่อปากร้องอู้หูพลางจินตนาการถึงขนาดที่เพื่อนเปรียบเปรย

 

สาธิตเลิกจากคลินิกแล้วก็มานั่งสังเกตการณ์ที่ส่วนต้อนรับ พลางทักทายเพื่อนฝูงคนรู้จักอยู่ในที อาร์มตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์ เนื้อตัวพราวไปด้วยหยดน้ำ ท่อนล่างมีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กพันไว้อย่างหมิ่นเหม่จะหลุดอยู่รอมร่อ

“ขอถุงยางหน่อย” บอกด้วยเสียงไม่สบอารมณ์

เมฆฉายส่งให้ อาร์มรับไปแล้วนิ่วหน้า

“ขอไซซ์ใหญ่กว่านี้ แล้วก็หลายอันหน่อย ถุงเดียวไม่พอ” ชายตาไปยังสาธิต “เพราะ…หลายคน”

สะใจที่เห็นเมฆฉายทำฟึดฟัด สะใจกว่าที่เห็นสาธิตกระตุกน้อยๆ วางท่าคอแข็ง รับถุงยางมาแล้ว อาร์มจึงส่งสายตาเชิญชวนไปยังสาธิต

“ขึ้นไปสนุกด้วยกันไหม พี่หมอ”

สาธิตยิ้มเจื่อนจาง เบือนหน้าไปทางอื่นไม่สนใจอีก

 

บ่ายวันถัดมาไม่มีนัดพิเศษที่คลินิก สาธิตก็ตรงไปเคาะประตูห้องพักอาร์ม พบหน้าก็ต่อว่า

“เมื่อวานอาร์มไม่น่าทำแบบนั้น ไปยั่วพี่ฉายเขาทำไม”

“อาร์มเนี่ยนะ ยั่วพี่ฉาย” เขาว่า “อาร์มยั่วพี่หมอต่างหาก เมื่อคืนนี้นะ อาร์มปล่อยสุดเหวี่ยงเลยละ สนุกกว่าที่เราทำที่หาดพัทยาอีกนะ”

“พอทีอาร์ม” สาธิตเสียงแข็ง “จะทำให้มันได้อะไรขึ้นมา ถ้าจะยั่วให้พี่หึง โอเค…สำเร็จแล้ว พี่หึง พี่ไม่ชอบ”

“แต่พี่ก็ไม่เคยให้สถานะอาร์ม” เด็กหนุ่มย้อนทันควัน “พี่หมอก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าแฟนพี่มันน่าเบื่อเหมือนขอนไม้แห้ง ถึงต้องมาเอากับอาร์ม พี่เห็นอาร์มเป็นอะไร ใช่…ถึงอาร์มจะรับงาน ขายตัว เป็นกะหรี่ หรือเป็นอะไรแล้วแต่ใครจะพูด แต่อาร์มไม่อยากได้เงินพี่ อาร์มอยากได้พี่มาเป็นของอาร์ม เข้าใจไหม”

“อาร์มใจเย็นๆ ไว้พี่จะจัดการเรื่องนี้ แต่ขอไว้ก่อนว่า อย่าไปยั่วพี่ฉายอีก”

“กลัวมันจะทิ้งหรือไง” อาร์มโต้กลับ “แล้วพี่ไม่กลัวอาร์มทิ้งพี่บ้างเหรอ ใช่ซี้…พี่เห็นอาร์มเป็นของตายนี่นา ถ้าพี่เห็นอาร์มเป็นแค่คนทำให้หายคัน จากนี้ไปอาร์มก็จะคิดเหมือนคนอื่น เห็นพี่เป็นลูกค้าเหมือนกัน”

พูดจบ อาร์มก็ปราดเข้ามารัดร่างสาธิตด้วยวงแขน ปรามมิให้เขาเถียงด้วยการประกบปากและบดบี้จนอีกฝ่ายหนึ่งเจ็บ สาธิตพยายามขัดขืน หากแล้วก็เพลี่ยงพล้ำให้แก่เด็กหนุ่มผู้ช่ำชองกว่าและรู้ว่าจะสยบให้เขาเชื่องอย่างไร ในนาทีต่อจากนั้น สาธิตก็ปล่อยตัวและอารมณ์ให้เพริดไปกับลีลาของอาร์ม

แต่งตัวกลับมาที่รถ ตำหนิตัวเองในใจ

เมื่อไรเขาจะสลัดอาร์มให้พ้นไปได้เสียที

 

 

ตั้งแต่คบกันมา เรื่องที่เมฆฉายพูดถึงน้อยที่สุดคือครอบครัวของตน สาธิตเองก็มิได้ซักไซ้จะรู้พื้นเพให้ได้ เพราะเท่าที่คบอยู่กับ ‘คนนี้’ ก็เป็นสุขดีแล้ว กับคิดอีกว่า ถ้าเมฆฉายพอใจจะพูดถึงก็คงเล่าให้ฟังนานแล้ว ที่ไม่เคยเอ่ยแสดงว่าไม่อยากพูดถึง

เวลาที่สาธิตได้รู้มาถึงเมื่อเขากลับบ้านแล้วพบเมฆฉายกำลังเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า ใจประหวั่นในนาทีแรกว่า หรือเมฆฉายจะรู้ว่าวันนี้เขาไปพบอาร์มแล้วจึงจะเก็บข้าวของจากไป ทำนิ่งปกติไว้ก่อนเป็นดีที่สุด แล้วก็โล่งใจว่ามิใช่เรื่องอาร์ม

“ยายเสีย ฉายจะกลับบ้านสักอาทิตย์นึงนะ”

“จะไปยังไง” สาธิตถาม แล้วก็บอกว่า “ผมไปเป็นเพื่อน”

แล้วสาธิตก็จัดแจงทุกอย่างหลังจากเมฆฉายบอกว่าบ้านเกิดของตนอยู่ที่ใด แม้จะอยู่ในจังหวัดใหญ่ มีสนามบิน แต่บ้านของเมฆฉายก็สรุปได้ง่ายๆ ว่ายังเป็น ‘บ้านนอก’ สาธิตจึงให้บุศรินจองตั๋วเครื่องบิน จองรถเช่าให้ไปคอยส่งที่สนามบิน และจองที่พักในเมือง เมื่อถึงสนามบิน บุศรินก็ส่งทุกอย่างเข้ามาในอีเมล เช็กอินเรียบร้อยแล้วก็พาเมฆฉายไปนั่งรอเวลาขึ้นเครื่องในเลานจ์…ห้องรับรองของสายการบิน

พระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งอยู่ในห้องนั้น เมฆฉายเห็นตั้งแต่ก้าวแรกแล้วจึงเมินไปอีกทาง วางกระเป๋า ลุกมากดกาแฟก็รู้สึกว่าพระสงฆ์รูปนั้นมองตาม ทำท่าจะลุกขึ้นมาทักทาย เมฆฉายก็บิดตัวไปอีกทางบอกชัดว่ารังเกียจ ไม่อยากเสวนาด้วย

จนมีประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง พระรูปนั้นก็เดินขึ้นไปก่อน พนักงานย่อไหว้…เมฆฉายมองด้วยความรำคาญใจรำคาญสายตา คิดว่าพนักงานคนนั้นออกจะ ‘ทรีต’ ภิกษุรูปนั้นมากเกินไป

“ดูเหมือนฉายไม่ชอบพระรูปนั้น” สาธิตถามเมื่อนั่งคู่กันบนเครื่อง คำตอบไม่คาดฝัน

“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องฉันเอง”

“ถ้างั้น เขาก็คงไปงานศพยายเหมือนกัน”

“ถ้ายายไม่ตาย ก็คงไม่โผล่หัวมาหรอก” น้ำเสียงประกาศชัดว่าไม่ชอบหน้า “ในบรรดาหลานยายทั้งหมด ‘ไอ้นี่’ เป็นหลานที่ยายรักที่สุด ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรสักอย่าง”

“เขาบวชเป็นพระ” สาธิตเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ชัดว่าแค่ปรารภหรือทักท้วง

“แค่โกนหัวห่มเหลือง ฉายไม่ถือว่าเป็นพระหรอก เป็นแค่คนที่เอาศาสนามาบังหน้าหาความสุขสบายใส่ตัวเท่านั้นแหละ อย่าหวังว่าจะยกมือกราบ แค่หน้า ยังไม่อยากจะมองเลย”

“เล่าให้ผมฟังได้ไหม เกี่ยวกับที่บ้านฉาย”

มองออกไปยังเมฆขาวที่เคลียอยู่นอกลำเครื่องบิน หันกลับมาในห้องโดยสาร พนักงานย่อตัวเสิร์ฟอาหารให้ภิกษุรูปนั้นอย่างพินอบพิเทาก็ยิ่งขัดเคืองตา

“ยายฉันมีลูกสาวเจ็ดคน ลูกแต่ละคนแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็มีแต่หลานชาย น้าคนที่สามมีลูกก่อน ลูกเขาจึงเป็นหลานชายคนโต ก็อย่างที่เดาได้แหละ ทุกคนเห่อและเอาใจสารพัด ตอนนี้ก็อยู่ดีกินดีมีข้าวกินสามมื้ออยู่ในคุก หนนี้เป็นหนที่สาม ข้อหาเดิมคือขายยา” เมฆฉายพ่นลมหายใจระอา “แต่ที่บ้านก็ยังเชื่อว่าหลานชายหัวแก้วหัวแหวนถูกใส่ร้าย ไม่ได้เลวโดยสันดาน ลูกฉันเป็นคนดี…หมอเคยได้ยินมะ”

“แล้วฉายเป็นหลานคนที่เท่าไหร่”

“สาม แม่ฉายเป็นพี่สาวคนโต ส่วนภิญโญ…” พยักไปทางจีวรเหลืองที่กำลังขออะไรสักอย่างให้พนักงานมาย่อเข่าประเคน “เป็นคนที่สี่ ห่างกับฉายไม่ถึงปี”

“ไม่ถูกกันแต่เด็กเหรอ”

“ไม่เชิงหรอก” ยักไหล่แล้วว่า “แม่เขาท้องเข้าบ้านมา ไม่ยอมบอกว่าพ่อเป็นใคร คลอดแล้วก็ทิ้งลูกไว้ให้ยายเลี้ยง หลานคนอื่นเรียกยายว่า ยาย แต่ไอ้นั่นเรียกยายว่า แม่ ส่วนแม่จริงก็ไปๆ มาๆ กลับบ้านเมื่อต้องการพักฟื้น แล้วก็ปร๋อออกไปใหม่เมื่อหายดี หายไปคราวละนานๆ”

“หายไปไหน ไปมีแฟนใหม่เหรอ”

“ขายตัว” เมฆฉายบอกชัดเจน

“หลานยายสองคนแรกเป็นพี่น้องกัน เขาก็เล่นด้วยกัน ฉายกับไอ้นั่นเกิดไล่เลี่ยกัน แม่ฉายทำงานนอกบ้านตอนกลางวันเลยเอามาฝากยายเลี้ยง ยายเลยเลี้ยงทั้งคู่ ก็ตีกันเรื่อยละ จนถึงวัยเข้าเรียนเลยห่างๆ ไป แม่ฉายพาไปเข้าโรงเรียนในเมือง ไม่ให้เข้าโรงเรียนวัดแถวบ้าน ฉายเลยเป็นคนเดียวที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ถ้าเจอญาติๆ หมอคงได้เห็นหรอก ว่าเขาเกรงใจฉายมาก แต่ลับหลังเขาก็นินทาแม่กับฉายนะ ว่าหัวสูง”

“ผมก็ยังไม่เห็นว่าฉายกับเขาจะแตกหักกันตรงไหน จะว่าต่างคนต่างอยู่ก็ยังได้”

“จริงๆ ฉายไม่ชอบหน้ามาตั้งนานแล้วละ วันๆ ไม่ช่วยงานอะไร ไปโรงเรียนก็เอาแต่เล่น ครูมาตามให้ไปเรียนบ่อยๆ สอบตกซ้ำชั้นปีเว้นปี แล้วไงรู้ไหม…ทุกคนก็บอกว่านี่เพราะแม่เขาไม่มาดูดำดูดี เลยกลายเป็นเด็กแบบนี้ไป” ถึงจุดสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่อง “บ้านยายเป็นที่ดินแปลงเดียว ยายก็เลยแบ่งที่ดินแยกโฉนดให้ลูกทุกคนรวมตัวยายเป็นแปดแปลง มันก็ไม่ได้กว้างขวางตั้งแต่แรก พอแบ่งแปดก็เลยยิ่งน้อยลงไปอีก แต่ไอ้นั่น…ได้สองแปลงติดกัน คือส่วนที่เป็นของแม่ตัวและของยาย ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้าน แม่ฉายซื้อที่ดินปลูกบ้านกับพ่อแยกออกมาต่างหากแล้ว ก็เลยขายแปลงที่ได้เอาเงินมาไว้เป็นค่าเรียนฉาย น้าบางคนก็ทำแบบเดียวกัน เพราะได้ที่ตาบอด”

“เสร็จงานศพแล้ว เขาก็ได้ที่ดินแปลงใหญ่กว่าคนอื่นใช่ไหมล่ะ”

“มันไม่เหลือแล้วหมอ”

สาธิตเอียงหน้าฉงน

“แม่เขาติดโรคกลับมา แล้วก็มาตายที่บ้าน เสร็จงานศพยายก็โอนที่ดินสองแปลงเป็นชื่อเขาคนเดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปที่ดินหลายรอบ พอได้แล้ว มันก็ปร๋อออกไปจากบ้าน…สันดานเดียวกับแม่มันน่ะแหละ เดือดร้อนแม่กับน้าๆ ต้องคอยติดต่อให้กลับมาเยี่ยมยายบ้าง ที่ยายตายคราวนี้ ก็เพราะพะวงหาว่าหลานสุดที่รักอยู่ไหนนะแหละ ไม่รู้ว่าจะต้องไปห่วงทำไม ว่ามันจะไปตกทุกข์ได้ยาก ดูชีวิตมันสิ” เมฆฉายพยักไปทางจีวรเหลืองอีกครั้งแล้วหยัน “ถ้าไม่บวชเป็นพระ ก็คงไม่มีปัญญาทำมาหากินหรอก”

“เขาไม่เคยทำงานเลยเหรอ”

“เคย…แต่ก็คงติดสบายมากกว่า เป็นพระนี่มันพริวิเลจอยู่แล้วนี่” เมฆฉายเหยียดปากเมื่อพูดว่าฝ่ายนั้นมีอภิสิทธิ์

“ตอนแม่ตาย เขาบวชหน้าไฟทีนึง ตอนนั้นแหละเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชน ต่อให้เป็นเด็กไม่ได้เรื่องแค่ไหน พอโกนหัวห่มจีวรเท่านั้นแหละ กลายร่างเป็นคนดีไม่มีมลทินเลย ทุกคนก็พร้อมใจกราบไหว้ไม่กังขา แต่ฉันไหว้ไม่ลง พูดถึงเรื่องทำงาน…เขาชอบพวกรถถัง รถตัก รถแม็คโคร อะไรเทือกๆ นั้น เห็นในทีวีก็จ้องไม่วางตา ยายเผลอก็แอบไปวิ่งเล่นแถวที่เขาตักดินตักทรายกัน กับเครื่องบินก็แบบเดียวกันนี่แหละ ที่ว่าบวชหน้าไฟก็เลยยาว มาสึกตอนเกณฑ์ทหาร สมัครได้กองทัพอากาศ ก็ทำผึ่งในเครื่องแบบอยู่จนปลดประจำการ แล้วมาเป็นพนักงานขนกระเป๋าในสายการบิน ไปกรีดกระเป๋าขโมยของผู้โดยสารถูกจับได้ก็ให้ออก แล้วก็หางานทำไม่ได้อีก ความรู้ไม่มีนี่ ไปเรียนแต่ไม่ได้เรียน ก็เลยโกนหัวเข้าวัดอีกครั้ง อยู่ยาวมาถึงตอนนี้”

“เขาก็ไม่ได้มายุ่งอะไรกับฉายแล้วนี่”

“ที่ไหนได้ล่ะ คนเจ้าปัญหา มันก็เก่งแต่สร้างปัญหา ตั้งแต่เป็นพระรอบที่สองเนี่ยนะ เที่ยวเก่งยิ่งกว่าเดิม จะไปไหนต้องนั่งเครื่องบิน บางทริปก็พาเด็กไปด้วย ครั้งหนึ่งลูกของน้าหายไปหลายวัน สืบเข้าจึงรู้ว่านู่น…พานั่งเครื่องไปเที่ยวภูเก็ตนู่น ใช้ชีวิตอู้ฟู่หรูหรา แต่ก็ชอบมาขอยืมเงินน้าๆ ทีละพันสองพัน ยืมที่แปลว่าไม่คืนน่ะ แม่ฉายก็แอบให้ไม่ยอมบอกให้รู้”

เมฆฉายพ่นลมหายใจอย่างระอา สาธิตก็พอจะนึกออกว่า ถ้าเมฆฉายรู้ว่าแม่เอาเงินให้ลูกพี่ลูกน้องรายนี้แล้วจะเป็นปากเสียงกันอย่างไร

“เมื่อกี้ฉายบอกว่า ที่ดินที่ยายให้ไม่เหลือแล้ว เขาขายไปแล้วเหรอ”

“อือ…ขายให้ลูกพี่ลูกน้องด้วยกันนี่แหละ หลานยายคนที่สอง แต่มันก็ไม่โปร่งใสนักหรอก”

เหนื่อยที่ยิ่งเล่าก็มีแต่เรื่องไม่สบอารมณ์

“ตอนบวชพระแล้วเงินขาดมือ ก็ไปขอยืมญาติโยมคนหนึ่ง เอาโฉนดให้เขาไว้ จำนองนั่นแหละ จนเมื่อเขาไม่ได้เงินคืน ก็เข้ามาถึงบ้านเพราะจะปลูกบ้านให้ลูกสาวเขา ความเลยแตก ว่าโฉนดที่เขาถืออยู่น่ะมันของปลอม ของจริงโอนเป็นชื่อพี่ชายไปตั้งนานแล้ว คนดีใสซื่อที่ไหนจะปลอมเอกสารทางราชการ พากันไปเช็กที่ที่ดินกันให้วุ่น เจ้าหนี้ก็บีบบังคับให้ญาติๆ ใช้เงินที่ให้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ย ฉายก็ยื่นคำขาดกับแม่เลยว่า ถ้าแม่ควักสมทบจ่ายหนี้ให้มันนะ ฉายจะไม่กลับไปอยู่บ้านอีกเลย”

สาธิตพอจะเข้าใจแล้วเมื่อมาถึงตรงนี้ พอดีกับเครื่องลงจอด รับกระเป๋าออกมาแล้วก็พบคนจากบริษัทรถเช่ามาคอยอยู่ หากข้างๆ กันเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาทักเมฆฉาย

“เมฆ! มาเที่ยวนี้เหมือนกันเหรอ น้ามารับพระ” หมายถึงหลานชายเจ้าปัญหา “ไปด้วยกันเลยไหมล่ะ”

“น้ารันเอารถอะไรมาล่ะ” เมฆฉายถามนายจรัล สามีของน้าสาว

“ก็ไอ้แก่คันเดิมของน้านั่นแหละ”

เมฆฉายรู้ว่า ‘ไอ้แก่’ คือรถกระบะคันเก่าที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก

“แล้วน้าจะให้ฉันนั่งไหน เบียดข้างหน้า หรือว่านั่งกระบะ”

“ก็ต้องนั่งกระบะซีวะ แกจะให้พระนั่งกระบะหรือไง”

“งั้นน้าไปเหอะ ฉันเช่ารถมาแล้ว เดี๋ยวจะไปซื้อดอกไม้ก่อนด้วย เจอที่วัดละกัน”

“ไอ้เมฆเอ๊ย…เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกหัวสูงสักที เรียนสูงกว่าคนอื่นก็ใช่ว่าจะดีกว่าใครนะ”

“งั้นฉันถามน้ารันมั่ง เข้าวัดทุกวันพระเนี่ย ไม่ตาสว่างกันมั่งเลยเหรอ ถึงแยกไม่ออกว่าตัวไหนคน ตัวไหน…” เมฆฉายหลุดชื่อสัตว์เลื้อยคลานตัวหนึ่งออกไป “กราบไหว้กันได้ไม่ลืมหูลืมตา”

สาธิตก้มหัวน้อยๆ ให้ญาติของเมฆฉาย ก่อนจะลากออกไปมิให้มีปากเสียงหนักกว่าเดิม

 

รถยนต์คันงามเลี้ยวเข้ามาจอดในลานวัด แม้จะเป็นรถเช่า แต่ก็เป็นยี่ห้อและรุ่นที่ดีกว่ารถคันงามที่สุดในหมู่บ้าน มันจึงดึงสายตาคู่ให้จ้องมอง แล้วตะลึงเมื่อคนที่ก้าวลงมาคือเมฆฉาย หลานชายของผู้วายชนม์ที่หายหน้าไปนานไม่กลับบ้านกลับช่อง…ในคำพูดของคนในหมู่บ้าน คนขับที่ก้าวตามลงมายิ่งชวนให้ตะลึงมอง ไม่รู้เพราะผิวผ่องหรือแสงแดดต้องยามนั้นจึงเห็นว่าส่องประกาย

ศาลาวัดมีชาวบ้านที่ล้วนแต่งชุดดำมาร่วมงาน ซึ่งเมฆฉายมองว่ามันคือการจับกลุ่มนินทาคนนั้นคนนี้ในหมู่บ้าน เตือนสาธิตไว้แล้วว่าอาจจะเจอคำถามคำพูดอะไรบ้าง จะได้ไม่ตกใจไปเสียก่อน เพราะคนในหมู่บ้านนี้มักถือว่าเกือบทุกหลังคาเรือนเป็น ‘ญาติพี่น้อง’ กัน อันหมายถึงทุกคนเป็นคนในครอบครัว มีสิทธิ์ที่จะเสือกเรื่องของกันและกัน

เปิดกระโปรงหลังรถหอบดอกไม้เข้ามาในศาลา เมฆฉายก็ทักทายญาติๆ อย่างรวดเร็ว ถามถึงรูปยายและขาตั้งสำหรับจัดดอกไม้

แม่เดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย

“เดี๋ยวค่อยจัดก็ได้ กินอะไรมาหรือยัง แล้วนี่…”

“หมอสาธิต เพื่อนฉันเอง”

เมฆฉายแนะนำง่ายๆ กับมารดา แต่จากหางตาก็เห็นหลายหัวเอียงกันไปซุบซิบแก่กัน ไม่ต้องได้ยินก็รู้ว่านินทา แม่เดินเข้าไปเตรียมของในครัวก็มีคนอยากรู้อยากเห็น สะกิดถามไม่รู้แล้วว่าตกลงสาธิตกับเมฆฉายเป็นอะไรกันแน่ เมฆฉายจึงเดินเข้าไปประกาศ

“คนนี้ผัวฉันเอง พอใจรึยัง”

คนได้ยินหน้าม้านแล้วยิ้มเจื่อน หลบหน้าวูบวาบ หากก็ไม่วายลอบมองสาธิตเป็นระยะ เสียงพึมพำลอยลมมาทำนองว่า…เสียดาย…หรือไม่ก็…ดูไม่รู้เลยว่าจะเป็นสายเหลืองแบบเมฆฉาย

“หมอส่งฉันแล้ว จะกลับไปนอนเล่นที่โรงแรมก็ได้นะ กลางคืนค่อยมาฟังสวด หรือไม่ต้องมาก็ได้ ไปเที่ยวในเมืองเหอะ ฉายไม่ว่าหรอก” บอกยืดยาวแล้วสรุปว่า “ฉายจะนอนที่บ้านจนกว่าจะเสร็จงาน”

“ไม่เป็นไร ผมอยู่ช่วยทางนี้ดีกว่า”

“มันไม่มีอะไรให้ช่วยน่ะสิ หมอดูไปรอบตัวซิ มีอะไรให้หมอทำได้มั่ง นอกจากนั่งเป็นเป้าให้เขานินทาอยู่เนี่ย”

สาธิตไม่ค้านแต่ก็ไม่กลับไป ลากเก้าอี้มานั่งข้างเมฆฉายที่บรรจงเสียบดอกไม้ลงไปบนก้อนโอเอซิสชุ่มน้ำที่มัดรอบกรอบรูปของยายอย่างชำนาญ เสียงหนึ่งทักทายเมฆฉายก่อนตัวมาถึง สาธิตเห็นว่าเมฆฉายพ่นลมหายใจอย่างระอาระคนรำคาญ

“เมฆฉาย…มาจัดดอกไม้เองเลย กรอบรูปยายหล่อนต้องสวยกว่างานศพใดในหมู่บ้านแน่ๆ หล่อนซื้อดอกไม้มาจากไหนอะ สวยๆ ทั้งนั้นเลย ท่าจะแพงนะ ลิลลีนั่นปาไปตั้งเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เขาขายเป็นช่อหรือนับเป็นดอก แบบหล่อนเป็นยังไงอะ ต้องร้อยมาลัยหรือเย็บแบบมะ ฉันช่วย”

“ขอบใจนะ แต่กรอบรูปยาย ฉันอยากทำเอง”

“งั้นฉันช่วยปักดอกไม้ประดับหีบก็ได้” เพื่อนเก่ายังเสนอ เมฆฉายก็เลยให้ช่วยปักพุ่มดอกไม้ แยกออกไปอีกโต๊ะหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเสียงของนางกอเจื้อยแจ้วตลอดเวลาที่นางยังหายใจ

เพื่อนเก่าของเมฆฉายคนนี้ชื่อ กอ ซึ่งดันคล้องจองพอดีกับที่ยุคหนึ่งเรียกกะเทยว่า นางกอ

กอบวชเป็นพระมาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นหลานมัคนายก ลุงให้หลานบวชเพื่อจะได้ทุ่นค่าข้าวปลาอาหาร เวลามีคนมาถวายเพลหรือถวายสังฆทาน อาหาร ขนม ผลไม้ต่างๆ ก็ไหลออกประตูวัดไปสู่บ้านญาติ พอรู้ว่าตนมีอำนาจอย่างใด นางกอก็เลยไม่รังเกียจที่จะต้องโกนหัวห่มจีวร ไม่ได้แต่งตัวสวยงามอย่างกะเทยคนอื่นๆ แต่งเล่นกัน เพราะเพียงจีวรผืนเดียว นางกอก็เนรมิตเป็นอะไรต่างๆ นานาได้ ไม่ว่าจะเป็นชุดว่ายน้ำหรือชุดราตรียาว

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น นางกอก็เป็นกะเทยสาวหนึ่งเดียวในวัด จากเณรก้าวสู่ตำแหน่ง ‘หลวงเจ๊’ ครองอำนาจในกุฏิและยึดงานดอกไม้งานฝีมือต่างๆ ในวัดยามมีงานเป็นภาระของตัว บางครั้งที่เป็นงานใหญ่ งานล้นมือ ก็ให้คนมาตามเมฆฉายไปช่วยเป็นระยะ

แต่ตอนนี้นางกอสึกแล้ว หลังจากที่ยึดจีวรเป็นชุดราตรีมายาวนาน

“สึกตอนที่มีเรื่องกับภิญโญน่ะแหละ” เมฆฉายบอกสาธิตที่พยายามจะช่วยด้วยการเล็มหนามกุหลาบออกจากก้าน ก่อนที่จะเห็นว่าไร้ความหมาย เพราะเมฆฉายตัดฉับเหนือขึ้นไปกว่านั้น

“อย่าบอกนะ ว่าทะเลาะกันเรื่อง…”

“เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด นางสิงห์สองตัวก็ใช้ผัวคนเดียวกันไม่ได้ฉันนั้น” เมฆฉายว่า

สาธิตตะลึงไป สะกิดใจอยู่เหมือนกันว่าพระภิญโญมองตนด้วยสายตาแปลกๆ

“ก็แย่งเด็กลูกวัดกันนั่นแหละ นังกอออกงิ้วมากกว่า เพราะถือว่าตัวเป็นเจ้านางหลวงคุ้มใหญ่มานานหลายปี มีเรื่องหนนั้น ชาวบ้านก็ไม่อยากเอาไว้ทั้งคู่ นางกอเลยยอมสึก ภิญโญก็ย้ายไปอยู่วัดอื่น สร้างเรื่องที่หนึ่ง แล้วก็ย้ายไปอีกที่หนึ่ง เร่ร่อนไปเรื่อย ถึงตามตัวไม่ค่อยได้”

กว่าเมฆฉายจะจัดดอกไม้เสร็จก็จวนค่ำ จัดวางหน้าศพเรียบร้อยแล้วจึงไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ที่บ้าน สาธิตมาส่งจึงได้เห็นบ้านเมฆฉายเป็นครั้งแรก ลักษณะกลางๆ ไม่เอนไปทางมั่งมีหรือขัดสน ลานกว้างมีราวตากผ้าเรียงราย

“เมื่อก่อนแม่เป็นบ้านที่โรงแรม ตอนนี้รับซักรีดอยู่บ้าน”

สาธิตพยักหน้ารับรู้ ไม่แปลกใจที่ว่าเมฆฉายจัดการงานสปาได้ดี ส่วนหนึ่งก็คงหล่อหลอมโดยไม่รู้ตัวจากชีวิตในวัยเด็กนี้ กลับมาที่วัดอีกครั้ง สาธิตก็พบว่าสายตาทุกคู่จ้องมายังเขาและกระซิบกระซาบแก่กัน เมฆฉายจึงบอกว่า

“เรื่องหมอคงแซ่ไปทั้งหมู่บ้านแล้วละ เขาเลยอยากเห็นว่าหน้าตาหมอเป็นยังไง”

สาธิตรู้สึกวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเอาตัวเองไปอยู่ตรงไหน จะยืนรับแขก…เมฆฉายก็ค้านเพราะขี้เกียจตอบคำถามว่านี่ใคร จะช่วยยกน้ำเสิร์ฟแขก ก็มีคนทำไปหมดแล้ว รวมถึงงานอื่นๆ เพราะญาติของเมฆฉายต่างเกรงใจให้เหตุผลว่า เขาเป็นแขกจากกรุงเทพฯ

“หมอกลับไปก่อนก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ฉายพูดจริงๆ นะ ไม่โกรธด้วย”

เริ่มจะเห็นด้วยแล้วเหมือนกัน แต่ดูเชิงอีกสักนิดหนึ่งก็ได้ ถ้าอึดอัดถึงที่สุดแล้วค่อยกลับ

ชายหนุ่มในชุดดำล้วนคนหนึ่งเข้ามาทักเมฆฉาย ดูจากการแต่งกายก็รู้ว่ามีระดับและเข้าทีกว่าคนที่นี่

“เสียใจด้วยนะฉาย” เขาว่า

จากคำทักทาย สาธิตก็รู้ว่าเพื่อนของเมฆฉายคนนี้มิได้อยู่ในกลุ่มเครือญาติที่เรียก เมฆ

“หมอบาส นี่เพื่อนฉายสมัยเรียน เอกบดินทร์”

“สาธิตครับ เรียก บาส อย่างที่ฉายบอกก็ได้”

“เม่นครับ (1) เรียกสั้นๆ ง่ายดี”

“เม่นเขาเป็นอาจารย์อยู่ที่…” เมฆฉายเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “ได้ทุนไปต่อเอกที่เกาหลี ไปเมืองไหน เมื่อไหร่นะ พร้อมหรือยัง”

“เมืองแดกู…อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ภาษาเกาหลีก็พูดไม่ได้ นี่ไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรมั่ง”

“นี่ไง ให้หมอบาสแนะนำสิ บินไปเกาหลีบ่อย”

เอกบดินทร์เบิกตากว้างอย่างดีใจ

“เหรอครับ งั้นคงต้องขอคำแนะนำสักหน่อยแล้ว”

“ด้วยความยินดีครับ อาจารย์เม่น”

เมฆฉายรับแขกต่อไป เอกบดินทร์ก็ชวนสาธิตไปคุยอีกทางหนึ่ง

 

เชิงอรรถ : 

(1) เอกบดินทร์ หรือ พี่เม่น จากเรื่อง จากแดกูสู่หัวใจ

 



Don`t copy text!