มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 22 : กลายพันธุ์

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 22 : กลายพันธุ์

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

ส่งเมฆฉายกลับบ้านเรียบร้อยแล้วสาธิตจึงกลับมาที่โรงแรม พบเอกบดินทร์อีกครั้งที่ล็อบบี

“อาจารย์เม่นพักที่นี่เหรอครับ คิดว่าอยู่บ้านเสียอีก”

“พรุ่งนี้คณะจัดสัมมนาที่นี่น่ะครับ ไม่อยากตื่นขับรถมาแต่เช้า ก็เลยเปิดห้อง” มองคู่สนทนาด้วยดวงตาฉายความสนุกเช่นเดียวกับน้ำเสียง “ผมก็งี้แหละครับ มีงานที่ไหนชอบเปิดห้องนอนที่นั่น ไม่เหนื่อยเดินทาง”

สาธิตยิ้มพลางเหลือบดูนาฬิกาที่รีเซปชัน

“ยังไม่ดึกเท่าไหร่ ไปหาที่นั่งดื่มกันไหมครับ เจ้าถิ่นแนะนำที่ไหน”

“ผมไม่เข้าผับบาร์นานแล้วละครับ” เห็นหน้าสาธิตหงอยไปจึงว่า “แต่บาร์ในโรงแรมนี่ก็ดีนะครับ หมอจะดื่มหนักแค่ไหนก็ได้ เมาแล้วก็ขึ้นไปพักได้เลย เดี๋ยวนี้ด่านตรวจเยอะด้วย”

ตกลงแล้วสาธิตก็เดินตามเอกบดินทร์เข้าไปในบาร์ที่เห็นว่าตกแต่งอย่างมีรสนิยม บริกรนำไปนั่งที่มุมหนึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว ส่งเมนูเครื่องดื่มเล่มเล็กให้ แต่ไม่มีใครเสียเวลาเปิด

“เบอร์เบิ้นครับ ออนเดอะร็อก” สาธิตสั่งให้ตนเอง

“โค้กครับ” เอกบดินทร์สั่งบ้าง

“อ้าว! อาจารย์ ทำไมสั่งโค้กล่ะ”

บริกรลังเล เพราะแบบนี้อาจมีการเปลี่ยนออร์เดอร์ แต่เอกบดินทร์พยักหน้าพลางโบกมือแทนคำว่า…ตามนั้น แล้วหันมาบอกเพื่อนใหม่

“ผมไม่ดื่มเหล้านานแล้วครับ ตั้งแต่เป็นอาจารย์ ผับ บาร์ ทุกอย่างพวกนี้ งดหมด”

“ทำไมล่ะครับ”

“ไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ลูกศิษย์น่ะสิ” เอกบดินทร์บอก “ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ผมท้าคุณหมอดวลแน่ๆ ให้รู้กันไปข้างหนึ่ง”

“ว้า…แบบนี้ผมก็มอมอาจารย์ไม่ได้สิ” สาธิตหยอกทีเล่นทีจริง

“หมอจะมอมผมทำไม หมอชวนไปไหน…” เอกบดินทร์แกล้งทอดเสียงอย่างมีความหมาย “ผมก็ไม่ปฏิเสธหรอก”

มือทั้งสองฝ่ายแปะลงที่เข่าของกันและกัน พอดีเด็กเสิร์ฟยกเครื่องดื่มมาวาง จึงชักมือออกเสีย

“อาจารย์หัดดื่มไว้ก็ดีนะครับ ไปอยู่ที่เกาหลีน่ะเลี่ยงไม่ได้หรอก ที่นั่นเขาวัฒนธรรมกินดื่ม” สาธิตเล่าให้ฟัง “ผมไปคุยงานทีไร เสร็จงานต้องดื่มทุกที ทุกทีนี่หมายถึงทุกวันนะ เผลอๆ จะเป็นทุกมื้อด้วยเอ้า เบียร์ไม่เท่าไหร่ เบาๆ เหมือนน้ำเปล่า แต่โซจูนี่ตัวร้ายเลย ลองครั้งแรกนี่ร้อนลงไปถึงกระเพาะ”

“ถึงตอนนั้นคงค่อยๆ ลองดูครับ ร้างไปนาน ไม่รู้ร่างกายจะรับได้อยู่ไหม”

“เป็นอาจารย์มหา’ลัยนี่ เจอเด็กๆ น่ารักเพียบเลยสิ ถามจริงๆ นะอาจารย์ จริงไหมที่ว่า อาจารย์บังคับนักศึกษาให้มีอะไรด้วยแลกเกรด”

“มีครับ แต่ไม่ใช่อาจารย์บังคับฝ่ายเดียวนะ นักศึกษาเสนอให้เองก็มี” เอกบดินทร์เล่าประสบการณ์ที่เคยผ่านมา “นักศึกษาบางคนรู้ว่าตัวหน้าตาดี หรือรู้ว่าอาจารย์สนใจ ก็ใช้วิธีเข้าหาแบบนี้บ้าง อาจารย์รุ่นใหม่ๆ กับนักศึกษาน่ะ อายุห่างกันกี่ปีเชียว บางคนเป็นรุ่นพี่เรียนจบไปไม่กี่ปีก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะ แล้วในมหาวิทยาลัยนี่ ต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ต้องกลัวเรื่องพรากผู้เยาว์ มันก็ยิ่งสปาร์กกันง่ายขึ้น”

“แบบนี้แสดงว่า…ก็ต้องมีนักศึกษาเข้ามาหาอาจารย์เม่นบ้างน่ะสิ” สาธิตหยอด “ถ้าผมเป็นนักศึกษา ก็อยากเข้ามาสนิทด้วยหรอก หรือไม่ก็ตามไปลงทะเบียนวิชาที่อาจารย์สอน แต่ไม่ตั้งใจเรียนหรอกนะ เข้ามานั่งมองอาจารย์เฉยๆ”

เอกบดินทร์หัวเราะเบาๆ แต่ห่างไกลจากคำว่าไร้เดียงสา

“ถึงไม่เป็นนักศึกษาก็สนิทกันได้ครับ” ขยับตัวนิดหนึ่งจึงเล่าเรื่องที่สาธิตถาม

“เรื่องเด็กมาเสนอตัวให้นี่ ผมก็เจอเหมือนกัน แต่ผมไม่เล่นด้วย ระดับเดือนมหา’ลัยเลยละ หล่ออย่างเดียว แต่ไม่ค่อยเข้าเรียน ผมเองก็ขึ้นชื่อว่าแจก F เก่งเสียด้วย นายคนนี้รู้ตัวว่าไม่รอดแน่เลยเข้ามาหาผม คงคิดมาอย่างดีแหละ เพราะวันนั้นผมกลับบ้านค่ำ ที่คณะเหลือผมคนเดียว เขาก็เลยบุกเข้ามาพบ”

“แล้วอาจารย์ให้ A ไหมครับ” สาธิตเย้า

“F ตามระเบียบครับ ต่อให้งานดี ถูกใจแค่ไหน ถ้าเป็นลูกศิษย์อาจารย์กันผมไม่ฉวยโอกาสแบบนี้แน่ บางคนแผนสูงกว่านั้น แอบอัดคลิปเสียงไว้ แล้วก็พยายามพูดเหมือนว่าเราเป็นฝ่ายชักชวน เด็กเดี๋ยวนี้น่ะ ร้ายออก”

สาธิตนึกถึงคำของหลานชายขึ้นมา…อาบาสไม่รู้เหรอ เด็กเดี๋ยวนี้มันร้ายยยย

“จากคราวนั้นก็ไม่เจออีก พวกนี้ก็เขาก็เล่าต่อกันแหละครับ อย่างผมนี่ เขาก็ว่าใช้วิธีการนี้ไม่ได้”

“ที่อาจารย์ไม่ไปผับบาร์ เพราะเหตุผลนี้ด้วยหรือเปล่า”

“มันก็มีส่วนนะ ผมเป็นอาจารย์ที่ค่อนข้างเฮี้ยบเรื่องพวกนี้ รับไม่ได้ด้วยที่เห็นลูกศิษย์อาจารย์ไปเมากันตามร้านเหล้า ความสนิทชิดใกล้แบบนี้ คนอื่นจะมองได้ว่าเราให้เกรดเด็กคนนั้นดีเพราะเป็นศิษย์โปรด มีเยอะครับ แต่ผมคนนึงละไม่ขอเป็นอย่างนั้น” เอกบดินทร์จริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หากน้ำเสียงในตอนต่อมาราวระบายสิ่งที่อยู่ในใจ “ไอ้การเป็นครู อาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหานี่มันก็ล่อแหลมต่อเรื่องผิดศีลธรรมนะครับ เพราะสังคมมองว่าเป็นอาชีพที่สั่งสอนผู้อื่น ต้องเป็นต้นแบบที่ดี เวลามีข่าวเรื่องครูกับลูกศิษย์ทีไร ทัวร์ลงหนักกว่าอาชีพตลอดเลย”

“สมมตินะครับ สมมติว่า นักศึกษาที่อาจารย์สอนจบไปแล้ว กลับมาหาอาจารย์…แบบว่า…”

“ไม่ครับ” เอกบดินทร์ส่ายหน้า “รู้จักกันแบบนั้นไปแล้ว ผมไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ที่เคยมีมา ครั้งนึง ผมเคยจะหาเด็กรับงาน”

สาธิตรู้ว่าหมายถึงงานประเภทไหนจึงไม่ขัด คงฟังต่อไป

“ก็เหมือนทั่วไปละครับ อวดแต่หุ่น พอขอดูรูปหน้า ผมตกใจเลยว่าเป็นลูกศิษย์ที่เคยสอน เกือบไปแล้วเหมือนกัน”

ยิ้มบางๆ ปรากฏในหน้าของนายแพทย์หนุ่ม พึมพำเบาๆ

“ดีจัง ที่ผมไม่ใช่นักศึกษาของอาจารย์”

“อีกเคสที่ผมเจอก็แทบเหวอไปเหมือนกัน” เอกบดินทร์เห็นสาธิตยังตั้งใจฟัง จึงเล่าต่อไป “นักศึกษาชายหญิงอยู่ด้วยกันมาสองปี ไม่บอกให้ที่บ้านรู้ ต่างคนต่างเช่าหอพักแต่จริงๆ มาอยู่ด้วยกันน่ะครับ สวีตกันมากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ไม่มีใครอิจฉาเลย เพราะสองคนคบกันราวกับว่าทั้งโลกมีแค่ฉันกับเธอเท่านั้น จนวันหนึ่งทะเลาะกันถึงทำร้ายร่างกาย ความเลยแตกไปถึงทางบ้าน เพราะฝ่ายหญิงไปแจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้”

“ผมเดาว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายชนะ” สาธิตเดา

เอกบดินทร์ไหวไหล่ยิ้มน้อยๆ เป็นคำตอบว่า ทำนองนั้น หากก็ยังมีเงื่อนงำ

“ก็โดนวินัยนักศึกษากันไป แม่ฝ่ายหญิงจับแยก บังคับเด็ดขาดไม่ให้พบกัน แต่หมอรู้ไหม คนที่ถูกกระทำจริงๆ น่ะคือฝ่ายชาย” คนฟังเบิกตาอย่างสงสัย เขาเลยให้ความกระจ่าง “ผู้หญิงทำร้ายตัวเองทั้งหมด แต่ผู้ชายกลายเป็นฝ่ายทำผิด เพราะสังคมเรามักเห็นใจเหยื่อฝ่ายหญิงมากกว่าฝ่ายชาย หลังโดนวินัยนักศึกษาแล้ว ผู้ชายยังโดนขุดอีกว่าเมื่อก่อนเป็นกะเทย ที่มาคบน้องคนนี้ก็เพราะอยากให้ช่วยบังหน้าว่าเป็นชายแท้หรือเป็นไบ ผู้หญิงก็…” เขาทอดเสียงอย่างเพลียใจ “ว่ากันตามตรงๆ นะหมอ ก็เป็นแบบที่ไม่มีใครเอาหรอก ไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจทั้งสิ้น พอมีคนสนใจก็เรียกร้องเอาเต็มที่”

เอกบดินทร์หัวเราะน้อยๆ เมื่อนึกถึงตอนที่ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายมาพบ

“ไอ้ทฤษฎีโลกกลมนี่มันคงจะจริงนะหมอ ที่ผมว่าเรื่องนี้ทำให้ผมเหวอไป ก็เพราะผมไม่รู้มาก่อนว่า พ่อของน้องผู้หญิงน่ะ คือ…” เขายักไหล่และปล่อยให้ประโยคหายไปดื้อๆ

“แฟนเก่าอาจารย์เม่นเหรอครับ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เอกบดินทร์รีบแก้ไข “เคยเจอกันในซาวน่าสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ เขามาสัมมนา ก็ติดต่อกันช่วงเวลาสั้นๆ แค่นั้น”

สาธิตเปลี่ยนเรื่องถามถึงแผนอนาคตของอีกฝ่าย

“อาจารย์ไปเกาหลีกี่ปีครับ เผื่อผมไปที่นั่นได้มีโอกาสเจอกันอีก”

“สี่ปีครับ”

“นานเหมือนกันนะเนี่ย”

“ผมกะว่า ไปถึงก็ทุบหน้า” เขาหมายถึงทำศัลยกรรม พูดติดขำให้สนุกสนาน “กลับมาก็ได้หน้าใหม่เลย”

“อย่างอาจารย์ไม่ต้องทำเพิ่มแล้ว รับประกันโดยหมอศัลยกรรมแท้ๆ เลย”

“จริงเหรอครับ”

“จริงสิ ผมไม่ได้แกล้งยอนะ อย่างอาจารย์เม่นนี่ แค่บำรุงดีๆ กับรักษารูปร่างก็พอแล้ว”

เอกบดินทร์พยักหน้าคล้อยตาม

“ผมเป็นคนผิวแห้งมาก หน้าหนาวนี่แทบจะอาบโลชัน”

สาธิตเอื้อมมาสัมผัสมืออาจารย์หนุ่ม ลูบไปมา

“ไม่เท่าไหร่นะครับ อาจต้องเลือกโลชันที่เหมาะกับสภาพผิวหน่อย ขอโทษนะครับ” เขาย้ายขึ้นมาลูบแก้มและริมฝีปาก “ผิวอาจารย์ก็เนียนดีนะครับ แต่ผมเห็นละ ว่าผิวอาจารย์ไวต่ออากาศเย็นจริงๆ อาจารย์พกลิปมันติดตัวไว้ก็ดีครับ ปล่อยให้ปากแห้งนานๆ ไม่ดี”

“ตอนนี้…ปากผมแห้งมากเหรอครับ” เอกบดินทร์ถามออกไปอย่างใสซื่อ หากนัยน์ตาเป็นประกายเต้นระยับ

“นิดหน่อยครับ” สาธิตบอกแล้วกดริมฝีปากของตนลงไป เนิ่นนานกว่าจะถอนออกมา “ตอนนี้ปากอาจารย์ชุ่มชื้นขึ้นนิดหนึ่งละ เดี๋ยวผมส่งไลน์ให้นะ ว่าใช้ลิปมันยี่ห้ออะไร”

“ไหนๆ คุณหมอก็แนะนำแล้ว ผมอยากปรึกษาว่า รอยแผลเป็นนี่ลบให้หายได้ไหมครับ”

“ก็ต้องดูว่าเป็นแผลเป็นแบบไหน ขอผมดูหน่อยสิ”

“มันเปิดให้ดูตรงนี้ไม่ได้น่ะสิครับ” เอกบดินทร์บอกกึ่งกล้ากึ่งอาย ทว่าสายตามีสะเก็ดไฟลุกเต้น

“ที่ห้องอาจารย์สะดวกไหมครับ ผมจะดูให้ละเอียดเลย”

วางเงินไว้ที่โต๊ะเกินราคาเครื่องดื่มสองแก้ว สาธิตและเอกบดินทร์ก็ออกไปด้วยกัน สำรวจเรือนร่างกันและกันทุกตารางนิ้ว ยักโยกพลิกหมุนกันไปในทุกพื้นที่ของห้องพัก หายใจหอบเหนื่อยเมื่อคิดว่าไม่อาจลุกขึ้นมาโรมรันกันได้อีก

แล้วสาธิตก็พบว่า ‘รสชาติ’ ที่เหนือกว่าอาร์มนั้นอยู่ที่ไหน

เสียดาย…ที่อาจารย์เม่นต้องไปเกาหลีในอีกไม่ช้า และอีกนานกว่าจะกลับมา

 

งานศพยายของเมฆฉายตั้งสวดห้าวัน ซึ่งนั่นนานพอแล้วที่เมฆฉายจะอยู่บ้าน บอกกับมารดาและญาติพี่น้องว่า เสร็จจากเผาก็จะกลับเลย ไม่อยู่รอถึงเก็บกระดูก อดเหน็บไม่ได้

“ให้หลานชายสุดที่รักของยายทำไปละกัน”

ญาติของเมฆฉายมองหน้าอ่อนใจ เมฆฉายตั้งแง่มีอคติกับภิญโญมากจริงๆ ใครต่อใครเรียกกันว่า ‘พระ’ แต่เมฆฉายไม่เรียกตาม ใช้การบุ้ยใบ้หรือพยักหน้าไปให้รู้ว่าหมายถึง คนนั้น

วันสุดท้ายก่อนไปฌาปนกิจที่ป่าช้า จึงเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เมฆฉายอยู่กับญาติพร้อมหน้า สาธิตเช็กเอาต์จากโรงแรม เก็บกระเป๋าใส่รถมาแล้ว พบอาจารย์เอกบดินทร์อีกครั้ง…หลังจากที่แอบพบกันหลายคืนที่ผ่านมา ก็ยิ้มบางๆ อย่างคนรู้จักที่มีระยะห่างพอสมควร

“คงไม่ได้เจอกันอีกนานนะ ฉาย แต่ถ้าไปเกาหลีเมื่อไหร่บอกนะ จะรอพาเที่ยวอยู่ทางโน้น”

“เดินทางปลอดภัยนะเม่น” เมฆฉายลาเพื่อน

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” สาธิตกล่าวคำลา หากประโยคต่อมามีนัยที่รู้กันเพียงสองคน “ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกนะครับ”

เมฆฉายไม่สะดุดหูหรือระแคะระคายอย่างใด เวลาผ่านไปอีกหลายปีก็ไม่เคยได้รู้ว่า สาธิตและเอกบดินทร์เคย ‘ทำความรู้จัก’ กันอย่างไร

 

พระสงฆ์สวดเสร็จแล้วจึงถึงเวลาถวายเพล พระภิญโญนั่งอยู่กลางๆ แถวเพราะมิได้อาวุโสที่สุด หากก็มิใช่ผู้อ่อนพรรษาที่สุด เมฆฉายยกสำรับในถาดใหญ่ที่บรรจุทั้งข้าวสวย แกงเผ็ด แกงจืด จนต้องเกร็งข้อลำให้มั่นคงขณะยกไปถวายพระ พลันแขนก็อ่อนล้าและไม่เห็นขอบพรมที่เผยอ สะดุดล้มลง

สำรับทั้งถาดหกคว่ำลงที่พระภิญโญหัวถึงเท้า

เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น ตามมาด้วยความโกลาหล คนหนึ่งประคองพระภิญโญออกไป สาธิตปราดเข้ามาพยุงเมฆฉายให้ลุกขึ้น

ญาติคนหนึ่งร้องขึ้นมา

“เมฆ! ทำไมแกล้งพระอย่างนี้วะ”

“ฉันแกล้งที่ไหน เห็นๆ กันอยู่ว่าสะดุดล้ม” โต้กลับทันควัน “อุบัติเหตุน่ะ รู้จักมั้ย”

เมฆฉายเป็นเด็กที่ ‘แรง’ มาแต่ไหนในความรับรู้ของญาติและคนในหมู่บ้าน สาธิตสัมผัสได้ตั้งแต่มาถึงแล้วว่า คนที่นี่ออกจะเกรงเมฆฉาย คือยกไว้ว่าอยู่ในระดับที่เหนือกว่านิดหนึ่งอยู่ในที ขณะเดียวกัน ถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับพระภิญโญ เมฆฉายก็จะกลายเป็นตัวร้าย แจกแจงเหตุผลอย่างไรไม่มีใครฟัง…เพราะพระเป็นพระ

แม่ของเมฆฉายขอร้องให้สาธิตพาไปสงบจิตใจที่บ้านก่อน แล้วค่อยไปพบกันที่ป่าช้าตอนทำพิธีฌาปนกิจ หากเมฆฉายฮึดฮัด

“ฉันลาตรงนี้ละแม่ อยู่ช่วยงานทุกคืนมาถึงตอนนี้ คงไม่มีใครว่าฉันเป็นหลานอกตัญญูแล้วละ ขนาดคนที่นั่งๆ นอนๆ รอให้คนคลานเข้าไปหาน่ะ ยังไม่มีใครว่าเลยนี่” พูดพลางกวาดตาแลให้ครบหน้าญาติที่นั่งเรียงกัน ชี้หัวได้เลยว่าใครจะพูดทำนองนี้บ้าง

เดินออกไปนอกศาลา ตบข้างโลงบอก

“ยาย ฉายไปก่อนนะ ส่งยายแค่ตรงนี้ละ” นิ่งไปก่อนเอ่ยประโยคสุดท้าย “ฉายรักยายนะ”

 

เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นรถแล้ว เมฆฉายก็แวะร้านขายของชำซึ่งอยู่ติดกับบ้านของตน

“ซื้อน้ำกับขนมไปกินในรถหน่อย ทั้งหิวทั้งโมโหจนตัวสั่นไปหมดแล้ว แต่ให้อยู่ต่อก็ไม่เอาด้วยหรอก”

สาธิตจึงตามเมฆฉายเข้าไปในร้านขายของชำ เผื่อได้อะไรติดไม้ติดมือออกมาบ้าง

นางทุม เจ้าของร้านชำคงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่วัด เพราะอยู่เฝ้าร้านตลอดเวลา เช่นเดียวกับนายพงษ์ผู้เป็นสามี คงสังเกตเห็นว่าเมฆฉายเก็บกระเป๋าไว้ในรถแล้วจึงถาม

“จะกลับแล้วเหรอ เมฆ ไม่อยู่เผายายก่อนเหรอ”

“ไม่ จะกลับละ ต้องรีบไปทำงาน”

นางทุมสวมวิญญาณป้าข้างบ้านจอมสาระแน

“คนที่มาด้วยใครอะ เพื่อนเหรอ หน้าตาดีนะ”

เมฆฉายหน้าเซ็งขึ้นมา ห้าวันที่กลับบ้าน ไม่มีทางหรอกที่สองผัวเมียจะไม่รู้เรื่องอะไรบ้าง ที่ถามนี่ก็คงอยากถามเองกับปาก ได้ยินเองกับหู เวลาเอาไปเมาท์ต่อจะได้ข่มคนฟังว่าเจ้าตัวบอกเอง

“ผัวฉันเอง สงสัยอะไรอีกมะ”

“ผัวเหรอ จะเป็นไปได้ยังไง เอ็งก็ดูเป็นผู้ชายนี่หว่า ถ้าเป็นกะเทย เป็นผู้หญิงอย่างอีอ๊อดนี่ก็ว่าไปอย่าง” ในความคิดของนางทุม ถ้าผู้ชายสองคนจะเป็นผัวเมียกันได้ คนหนึ่งต้องแสดงออกชัดว่าเป็นผู้หญิง

เมฆฉายข่มอารมณ์ที่ปรี๊ดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง กำลังจะทนได้อยู่แล้วเชียว ถ้านายพงษ์ไม่พูดแกมหัวเราะขึ้นมาก่อน

“อย่างนี้แม่เมฆก็อดอุ้มหลานเลยสิ น่าสงสารนะ ไม่มีคนสืบสกุลซะแล้ว” ส่ายหน้าสังเวชใจราวกับว่าเมฆฉายทำผิดมหันต์ “มีลูกชายคนเดียว ก็เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันซะนี่”

เส้นด้ายแห่งอารมณ์ที่ถูกดึงจนตึงขาดผึงในวินาทีนั้น

“จะว่าฉันเสียชาติเกิดงั้นสิ เลิกพูดถึงการผสมพันธุ์ด้วยเกสรตัวผู้ตัวเมียเสียที มีต้นไม้อีกหลายอย่างที่มันขยายได้ด้วยวิธีอื่น ทั้งตอนกิ่ง ปักชำ มันก็ทำให้รากงอกได้เหมือนกัน บางชนิดเด็ดใบทิ้งมันก็ยังอุตส่าห์งอกขึ้นมาเป็นต้น คุณภาพดีกว่าไม้ที่เพาะเมล็ดเสียอีก เพราะไอ้ที่คัดสรรเพาะเมล็ดมาอย่างดี บางทีมันก็อ่อนแอและ ‘กลายพันธุ์’ ไปตั้งเยอะ มันน่าจะหันมามองใหม่ว่า ทำอย่างไรให้ต้นไม้ที่มันมีอยู่แล้วน่ะ เติบโตงดงามและมีคุณภาพได้อย่างที่มันควรจะเป็น”

บ่นยืดยาวแล้วพักหอบเหนื่อย ที่พูดไปนี่จะเข้าใจหรือเปล่า หรือจะสูญเป็นน้ำรดหัวตอก็ไม่รู้ แต่เครื่องด่าของเมฆฉายติดแล้ว จึงว่าต่อไป

“โลกเขาไปถึงไหนๆ แล้ว หัดออกมาจากกะลาเสียบ้าง แล้วที่เป็นอยู่นี้น่ะ ขายของไม่ใช่เหรอ หรือคิดผันตัวเป็นเกษตรกรไร่เผือก เที่ยวเสือกเรื่องชาวบ้านไม่เว้นคน แม่ฉันจะมีหลานหรือไม่ มันไปหนักหัวกบาลใคร ก่อนจะดัดจริตเป็นห่วงเป็นใยนามสกุลคนอื่นว่าจะด้วนน่ะ กลับไปดูของตัวเองซะก่อนนะ ว่าไอ้ที่นอนเอ๋อนั่งเอ๋ออยู่เนี่ย มันเอาไปทำยาอะไรได้มั่ง”

เมฆฉายจี้จุดเจ็บของนางทุมและนายพงษ์ ทั้งคู่มีลูกตอนอายุมาก ลูกชายคนเดียวมีลักษณะ ‘พิเศษ’ เห็นชัดตั้งแต่สามขวบจนบัดนี้เติบโตเป็นหนุ่ม แต่ก็ไม่มีความสามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง เพราะพ่อแม่เก็บไว้ในบ้าน…ด้วยความอาย แทนที่จะพาไปรับคำปรึกษาแต่เนิ่นๆ

“ไอ้บางสกุลเนี่ย มันก็ไม่ควรจะสืบสานให้ยาวนานต่อไปหรอก เพราะไร้ประโยชน์ ออกลูกได้มาแบบนี้ เบ่งขี้ยังดีซะกว่า รักษาตัวไว้ให้ดีเหอะ อย่าตายก่อนละกัน ไม่งั้นมันคงหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้”

“เมฆ ฉันถามดีๆ ทำไมมาด่ากันฉอดๆ อย่างนี้วะ”

“หน็อย…ถามดีๆ กล้าสาบานไหมล่ะ ว่าที่สำรากออกมาตะกี้น่ะ เป็นห่วงด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้อยากเสือกเรื่องของกู”

สาธิตกลัวเรื่องจะบานปลายไปกว่านี้ จึงรีบฉุดเมฆฉายไปขึ้นรถ ไม่สนใจซื้อของอีก พาออกไปก่อนดีที่สุด ของกินเดี๋ยวค่อยแวะซื้อกลางทางก็ได้

“หมอเห็นไหมล่ะ นี่ละ ฉันถึงไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน”

 

ชายหนุ่มสองคนที่นั่งเคียงกันแสดงชัดว่าเป็นคู่รักอย่างไม่ต้องสงสัย คนแรกร่างท้วมหากดูดีที่เรียกกันว่า ‘หมี’ แนะนำตัวเองและผู้ที่มาด้วย

“ผมเจ็ตครับ ส่วนนี่ ปูน” คนนั่งข้างค่อนข้างผอมที่เรียกกันว่า ‘หุ่นลีน’ หากแต่งกายดูดีทรงเกาหลี

สาธิตยิ้มรับแล้วพาเดินชมทั่วโรงแรมซึ่งโดยปกติแล้ว สุจารี พี่สาวคนโตดูแลสาขานี้ แต่เนื่องด้วยงานที่ติดต่อมาเป็นปาร์ตี้เฉพาะกลุ่ม หล่อนจึงส่งต่อให้น้องชายที่น่าจะ…เข้าอกเข้าใจพวกเดียวกันมากกว่า…มาเป็นคนเจรจา สาธิตจึงถูกตามมาให้ตกลงรายละเอียดกับผู้จัดงาน

“หมอเคยได้ยินชื่องาน Circuit ไหมครับ” เจ็ตถามนำก่อน

“เคยครับ แต่ไม่เคยมา” ว่าพลางหัวเราะ “จองบัตรไม่เคยทัน”

“จริงเหรอครับ หมอ” เจ็ตถามกลับรื่นเริง ไม่ว่าที่สาธิตบอกนั้นจะจริงหรือเพราะมารยาท “ปีนี้ผมกันไว้ให้หมอเลย กี่ใบดีครับ”

ปูนเปิดไอแพดให้ดูภาพในปีที่ผ่านมา

“ปูนกับเจ็ตตั้งใจว่าปีนี้ Circuit จะต้องเป็นเกย์ปาร์ตี้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียให้ได้” หยุดพิจารณาดูสระว่ายน้ำแล้วก็ว่า “สวิมมิ่งพูลที่นี่กว้างดีนะครับ พูลปาร์ตี้ต้องสนุกแน่”

สาธิตดูคลิปปาร์ตี้ที่สระน้ำ ด้านหนึ่งตั้งเวทีคอนเสิร์ต ดีเจเปิดเพลงสนุกสนาน คนมาเที่ยวเกินครึ่งสวมชั้นในแค่ตัวเดียวเกี่ยวกันโยกไปตามจังหวะ ในมือถือเครื่องดื่ม ไม่ก็กระบองลม กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างไม่กั๊กฟีล

“เราประสานกับหลายที่ฮะ ทั้งคลับ บาร์ ซาวน่า โรงแรม” เจ็ตให้ข้อมูลเพิ่ม “สงกรานต์สามวัน เกย์เจอร์นีของเราจะน้อยได้ยังไง ผมกะจะให้เต้นยันรุ่ง สนุกยันค่ำ เจ็ดสิบสองชั่วโมงไม่ต้องนอนกันละ”

“หมอมีโปรโมชันพิเศษสำหรับแขกพักที่โรงแรมไหมครับ พ่วงสปาของหมอไปด้วยก็ได้”

สาธิตเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะมีคนจำนวนมากมาพักที่โรงแรม และสปาของเขาจะมีคนรู้จักมากขึ้น เพราะ Circuit น่ะ มิใช่ปาร์ตี้เล็กๆ แต่เป็นงานที่แทบจะเรียกได้ว่าเกย์ทั้งเอเชียหรือทั้งโลกปักหมุดเป็นจุดหมายต้องห้ามพลาด บริหารนิ้วรอกดจองบัตรแม้ว่าราคาจะแสนแพง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความ ‘มัน’ ที่รออยู่

หลายครั้งที่สาธิตติดต่องานกับเพื่อนชาวเกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง ไม่มีใครไม่ถามถึง

‘เคยไปงาน Circuit ไหม’

ครั้นสาธิตส่ายหน้าปฏิเสธ ก็ถูกมองราวกับว่า

‘ไปอยู่ที่ไหนมา จัดที่ประเทศตัวเองแท้ๆ พวกฉันอยู่ไกล ยังดั้นด้นจะไปให้ได้’ และก็จริงตามนั้น เพราะทุกคนหมายมาดว่าจะต้องมีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ยืนโยกอยู่ในงานปาร์ตี้ให้เลือดสีรุ้งพุ่งกระฉูด

“เรื่องโรงแรมผมไม่ปัญหา เดี๋ยวให้เซลส์เสนอโปรโมชันไป ส่วนสปา” ถึงอย่างไรสาธิตก็ไม่เรียกที่ของเขาว่า ซาวน่า ทั้งที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า “ต้องปรึกษากับแฟนผมอีกคน คุณเจ็ตคุณปูนว่างไหมล่ะครับ ไปที่สปาผมด้วยกัน”

เมื่อไม่มีใครติดขัดอันใด ก็พากันไปหาเมฆฉายที่สปา คุยรายละเอียดถึงสิ่งที่ต้องการได้เรียบร้อยลงตัว เจ็ตก็เอ่ยขึ้นมา

“น่าจะจีบคุณหมอขอที่จัดงานตั้งนานแล้ว” หันไปขอความเห็นจากปูน “เราจัดโฟมปาร์ตี้ที่นี่ดีไหม เฉพาะแขกวีไอพี เป็นปาร์ตี้เอ็กซ์คลูซีฟ”

“ก็ดีนะ” ปูนสนับสนุน “ที่นี่สวย แปลกตาดี แบบบาหลีผสมโมร็อกโก ลูกค้าต้องชอบมากแน่ๆ”

“นี่ถ้าอ้อมไม่แนะนำมา ผมคงยังไม่รู้จักหมอจนแล้วจนรอด คิดว่าหมอทำคลินิกอย่างเดียว” เจ็ตบอกถึงที่มาว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าควรประสานหมอสาธิต “ผมเคยทำงานกับอ้อมตอนเปิดบริษัทใหม่ๆ พอตั้งตัวได้ก็ตกลงแยกกันไปเติบโตตามแนวทางของตัวเอง”

สาธิตและเมฆฉายรู้สึกว่ามีอะไรในถ้อยคำนั้น แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

“ทำไมล่ะครับ ขัดคอกันเหรอ”

“เปล่าครับ เปล่า” เจ็ตรีบโบกมือปฏิเสธ “อ้อมเป็นเพื่อนที่น่ารักมาก ใจนักเลง แฟร์และแฟรงก์” เขาหมายถึงตรงไปตรงมา “ผมชวนเขามาช่วยงานนี้นะครับ แต่ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ว่าที่คุณแม่ลูกสองเลยให้ลูกน้องมาช่วยผมเต็มที่ คนไม่รักกันจะช่วยกันแบบนี้เหรอครับ”

เจ็ตยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าให้กับเรื่องในอดีต

“คุณหมอรู้จักพี่ก้องไหมครับ สามีอ้อมน่ะ” ลดเสียงเบาราวจะเอ่ยเรื่องสำคัญ “เขาก็เป็นอย่างเราๆ นี่ เห็นนิ่งๆ น่ะ แต่ร้ายกาจนะ ตามแจจะเอาผมให้ได้เลย ดีนะผมไม่เล่นด้วย แต่ก็รู้แหละว่าถ้าอยู่ต่อไปคงใจอ่อน ‘เสร็จ’ เข้าสักวัน เลยชิงแยกตัวไปตั้งบริษัทเอง” หันไปทางผู้ที่มาด้วย “ผมคบกับปูนแล้วด้วยตอนนั้น ไม่อยากไม่ซื่อตรงกับเขา ทั้งทางกายและทางใจ”

สาธิตหันมองเมฆฉายก็นึกละอายขึ้นมาหน่อยๆ ว่าใจเขาไม่เข้มแข็งเหมือนเจ็ต

เจ็ตเห็นว่าคงมีอะไรซ่อนอยู่ในท่าทีนั้น จึงหันเหอีกไปอีกทาง ชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“คุณฉายทิ้งสปาไปสักวันหนึ่งได้ไหมฮะ คืนนี้ผมจะชวนไปที่คลับ ได้ไปดูตัวอย่างเป็นน้ำจิ้มไว้ก่อน ว่าปาร์ตี้จะออกมาหน้ายังไง”

เมฆฉายอิดออดแต่สามคนรบเร้า จึงต้องยอมถูกลากไป

แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้เห็นว่าเดี๋ยวนี้ โลกหมุนไปถึงไหนแล้ว

 



Don`t copy text!