มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 23 : หน้าใหม่คนคุ้นเคย

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 23 : หน้าใหม่คนคุ้นเคย

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

อาร์มมองสายเรียกเข้าอย่างระอา ร้อยวันพันปีไม่เคยพบหน้า ญาติดี หรือติดต่อกัน หากก็กดรับสาย กรอกเสียงลงไป

“อีจุ๊บแจง ต่อผิดหรือเปล่า”

“ที่เห่าอยู่นี้ชื่ออาร์มรึเปล่า ถ้าใช่ก็ไม่ผิด”

ต่างฝ่ายต่างเข่นเขี้ยวใส่กันผ่านหน้าจอทั้งที่ไม่เห็นหน้า

“อย่าเพิ่งเปิดศึก ฉันมาดี”

“มีอะไรว่ามา เสียเวลาทำงาน”

อาร์มกลับมีเวลาว่างและกลับมา ‘รับงาน’ เหมือนเดิม หลังจากที่เวียนถ่ายแบบเซ็กซี่ให้นิตยสารออนไลน์หลายฉบับ หากไม่ยอมถอดหมด เมื่อมีเด็กที่ใจกล้าและร้อนเงินกว่าเรียงหน้าเดินผ่านกล้อง ชื่อของอาร์มก็ค่อยๆ ห่างไป ด้านคุณบี๋ก็ไม่ส่งงานอะไรให้ เพราะมัวแต่ไป ‘ปั้น’ คู่จิ้นลักษณ์ราม ทำท่าว่าจะติดตลาดเสียด้วย อาร์มจึงเป็นเด็กในสังกัดที่กลายเป็นหมาหัวเน่าโดยไม่เคยเป็นลูกรัก

คุณบี๋จะเรียกไปทำงานบ้างก็เป็นแฟชั่นโชว์เล็กๆ อาร์มจึงกลับมาโพสต์ ‘ขายของ’ ในโลกออนไลน์อีกครั้ง ทั้งรับรีวิวสินค้าซึ่งโดยมากเกี่ยวกับเรื่องเพศ และเปิดกลุ่มลับ ขายคลิปให้แก่สมาชิกกลุ่ม คุณบี๋รู้แต่ก็ไม่ท้วงติงอย่างใด นั่นหมายความว่าคุณบี๋เลิกสนอาร์มแล้วโดยสิ้นเชิง

หากกระนั้น อาร์มก็ ‘อัป’ ค่าตัวขึ้นมาได้ ค่าที่เคยเป็นนายแบบแมกกาซีนมาแล้ว

“มึงมี ‘งาน’ ไหม” จุ๊บแจงส่งเสียงถามมา

‘งาน’ ที่ว่า มิได้หมายถึงตำแหน่งงานว่าง หากเป็น ‘ของ’ ที่ใช้กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ บอกอย่างตรงไปตรงมาก็คือยาไอซ์นั่นละ

“มี จะเอากี่จี จีละ…” อาร์มบอกราคาค่อนข้างสูงกว่าเจ้าอื่น

“เหมาหมด คืนนี้ปาร์ตี้ใหญ่ บุฟเฟต์ชาบู”

อาร์มระวังระไว

“กูจะรู้ได้ไงว่ามึงไม่เป็นสายให้ตำรวจ แกล้งมาล่อซื้อ”

จุ๊บแจงเปิดวิดีโอคอล กวาดให้เห็นรอบสถานที่ที่เตรียมจัดกิจกรรมวันนี้

“นอกจากงานแล้ว มึงสนใจมาแจมมะ” สารภาพไปตามตรง “ลูกค้าเขาอยากได้มึงมาแจมด้วย”

“ให้เท่าไหร่ เรตเดิมไม่ได้แล้วนะ”

“เรียกมาเลย ลูกค้าฉันเปย์ไม่อั้นอยู่แล้ว ขอให้ได้ที่อยากได้ จัดให้ถึงใจก็แล้วกัน”

“มึงก็รู้ว่า ระดับกูแล้ว ไม่มีกั๊กฟีล”

ตกลงทั้งเรื่องซื้อ ‘งาน’ และ ‘ตัว’ เรียบร้อยแล้วอาร์มก็เข้าห้องน้ำไปเตรียมตัว คืนนี้คงได้เงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยก็สองหมื่น

นึกถึงอีจุ๊บแจง…คงเป็นอย่างที่เขาว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ตราบใดที่ยังเอื้อประโยชน์ให้กันได้ มันก็ยังหันหน้ามาตกลงกันได้อยู่ดี ผัวฝรั่งของจุ๊บแจงตายไปแล้ว สมบัติทั้งหมดถูกแบ่งให้ลูกหลายคนและภรรยาอย่างยุติธรรม มีกระเด็นมาถึงจุ๊บแจงก้อนหนึ่งไม่มากไม่น้อย พอจะตั้งตัวได้ถ้าคิดจะทำมาหากิน

จุ๊บแจงเลยกลายเป็น ‘แม่เล้าออนไลน์’ ชักชวนเด็กหนุ่มมาอยู่ในสังกัดหรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘โม’

โมแม่จุ๊บแจงก็แข่งขันกับอีกหลายๆ โม ทั้งที่เด็กในสังกัดก็คนเดียวกันไปกว่าครึ่ง โมไหนหางานให้ได้มากกว่าก็รักมากเป็นพิเศษ

ทุกวันจุ๊บแจงจะโพสต์รูปเด็กในโมบนโลกออนไลน์ ปิดหน้าไว้ อวดแต่หุ่นร่าง ใครต้องการเห็นหน้าและติดต่องานต้องสมัครเป็นสมาชิก แบ่งเป็นสองแบบ

‘แบบแรกฝากเงินห้าร้อย เห็นหน้าน้องๆ ที่รับงาน ถ้าจะใช้บริการก็จะหักเงินฝากนี้ไปในค่าตัว แล้วครั้งหน้าค่อยฝากใหม่ เงินฝากนี้มีอายุสามเดือน ถ้าไม่ใช้บริการน้องๆ ขออนุญาตริบไว้ แล้วถ้าอยากติดต่องานเมื่อไหร่ ค่อยฝากใหม่นะคะ’

แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้เงินฝาก สนใจอีกแบบมากกว่า

‘ค่าเข้าห้าร้อย เห็นหน้าน้องที่รับงานทุกคน มีรีวิวงาน แบบนี้ไม่มีหมดอายุ อัปเดตน้องๆ ตลอดจนแอดมินตาย ถ้าจะติดต่องานน้องก็จ่ายเต็มนะคะ ไม่มีหักเงินฝาก’

อาร์มคิดว่าอีจุ๊บแจงมันก็แน่ เพราะในสังกัดนั้นมี ‘เด็ก’ หลากหลายแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา นักกีฬา คนขับรถรับจ้าง เทรนเนอร์ฟิตเนส แม้แต่ทหารและตำรวจ ที่อยากหาลำไพ่พิเศษ

หล่อนเคยทาบทามอาร์มไปเป็นเด็กในสังกัดเหมือนกัน แต่อาร์มไม่เล่นด้วย เพราะลำพังตัวเองรับอิสระก็หาลูกค้าได้ไม่ขาดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งนายหน้าโดนกินค่าหัวคิวไปเปล่าๆ

จัดแจงตัวเองเรียบร้อยแล้ว อาร์มก็หอบ ‘งาน’ ไปพบจุ๊บแจงยังที่นัดหมาย ‘ผู้เล่น’ บางคนมาถึงแล้ว เห็นอาร์มก็เก็บอาการไม่อยู่ด้วยไม่คิดว่าจะได้มาเจอตัวจริง ยกนิ้วโป้งชูให้จุ๊บแจงเป็นการชมว่า แม่จุ๊บแจงนี่แน่จริงๆ

มั่นใจว่ามิได้ถูกล่อซื้อ อาร์มก็ผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อเริ่มเพลง ก็บรรเลงเมดเลย์เป็นชุดหมดไปหลายอัลบั้ม

“สนใจไปเต้นปะ ฉันติดต่อให้ได้นะ” จุ๊บแจงถามเมื่อเสร็จจากกิจกรรมกลุ่มและอาร์มไม่เหลืออาการ ‘ค้าง’

“ไม่อะ ขี้เกียจเต้นรูดเสา ได้เงินน้อย”

“ไม่ๆ อันนี้ไปเต้นที่คลับ เหมือนเดินแบบน่ะ แต่ก็มีซ้อมท่าทางนิดหน่อย ไม่ยากหรอก” จุ๊บแจงกล่อมต่อไปเพราะตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย “งาน Circuit ปีนี้ แว่วมาว่าจัดใหญ่กว่าทุกครั้ง นี่ก็รวมตัวกันให้ควั่ก ทั้งนายแบบ ทั้งแดนเซอร์”

เพราะเบื่อหรืออยากลองทำอะไรใหม่ไม่รู้ได้ แต่อาร์มก็พยักหน้ารับ จุ๊บแจงจึงรวบรัดอย่างใจร้อน

“งั้นคืนนี้ไปลองชิมลางดูก่อนไหมล่ะ เอาแค่เดินแบบ ยังไม่ต้องแสดงชุดที่ต้องซ้อม” เสนอและยังโน้มน้าวอีกว่า “อย่างแกเนี่ย เดินออกมารอบเดียว คงได้เงินยัดใส่กางเกงกลับไปสักพันละ ตกลงไปนะ”

“ไปก็ไป” อาร์มตกลง

 

 

คลับแห่งนั้นควรจะเรียกว่าดิสโกเธคมากกว่าในความคิดของเมฆฉาย เพราะเมื่อหลุดประตูเข้าไปก็พบกับโถงกว้าง ตั้งโต๊ะขาเดี่ยวเล็กๆ กระจายทั่วสำหรับวางเครื่องดื่ม แต่ไม่มีเก้าอี้

“ที่นี่เขาไม่นั่งกันหรอกฮะ ดีเจเปิดแต่เพลงแดนซ์” เจ็ตบอกขณะพาคณะทัวร์แหวกคนเข้าไป พบใครที่รู้จักก็ทักทายกันเรื่อยจนถึงโต๊ะที่จองไว้

เมฆฉายมองเวทีใหญ่ด้านในสุดนั้น คิดว่าตนเองกำลังเดินเข้ามาชมคอนเสิร์ต ดีเจเล่นเพลง EDM ผสมเสียงอย่างชำนาญให้ท่วงทำนองสนุกสนานทุกลมหายใจ จอภาพใหญ่ติดสองข้างเป็นกราฟิกเลื่อนไหลไปกับจังหวะดนตรี

เจ็ตและปูนหยุดที่โต๊ะข้างเวทีที่ยื่นออกมาเหมือนแค็ตวอล์กเดินแบบ

“อีกสักเดี๋ยวโชว์ก็เริ่ม” ปูนบอก “เด็ดๆ ทั้งนั้น”

สาธิตและเมฆฉายเพียงพยักแล้วยิ้มตาม มองไปรอบตัวเหมือนกับตนเพิ่งหลุดออกมาจากโลกเมื่อยี่สิบปีก่อนเพราะสิ่งที่เห็นตอนนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เมฆฉายเลิกเที่ยวผับและดิสโกเธคอย่างจริงจังตั้งแต่ก่อนจบมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็มีบ้างหากเพื่อนชวน แต่ก็ขอตัวกลับก่อนทุกครั้ง ในขณะที่สาธิตเที่ยวอีกแนว เขานิยมฟังเพลงเบาๆ จิบเครื่องดื่มรสร้อนแรงหากละมุนช้าๆ ให้เสียงเพลงกับรสเหล้าเคล้ากันเป็นรสสุนทรีย์

“ที่นี่เที่ยวได้หมดฮะ ไม่ว่าจะเพศไหน ผู้หญิงผู้ชาย เข้าได้หมด”

สาธิตสังเกตตามที่ปูนบอกก็พบว่ามีลูกค้าหญิงปะปนอยู่ด้วย แม้ไม่มาก แต่ก็มี

ไฟหรี่ลงทั้งที่ภายในก็สลัวและวับแวมอยู่แล้ว ดนตรีเร่งเร้าเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ‘โชว์’ กำลังจะเริ่ม

“ลืมภาพอะโกโก้ เด็กรูดเสาแบบเก่าไปได้เลยฮะ ที่นี่มีแต่ ‘แดนเซอร์’”

ดีเจเปลี่ยนเพลงใหม่ แล้วก็เห็นว่าขบวนชายหนุ่มในกางเกงชั้นในตัวเดียวเลื่อนไหลออกมาจากสองข้างเวที เรียงกันเป็นหน้ากระดาน แล้วก็เดินเดี่ยวโชว์ตัวทีละคนราวกับแฟชั่นโชว์ ทว่ามีผู้พากษ์เสียงแนะนำตัวว่า ‘แดนเซอร์’ แต่ละคน ชื่อเรียงเสียงไร ไม่ว่าอ่อนแก่แค่ไหน ทุกคนจะถูกเรียกว่า ‘น้อง’

ชุดแรกผ่านไป ชุดที่สองก็ออกมาลักษณะคล้ายกัน ทว่าเต้นพร้อมเพรียง มีแปรแถวยักย้าย บอกให้รู้ว่าผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างดี มิใช่แค่ใส่กางเกงในแล้วออกมาโยกๆ ยั่วๆ ตามใจตัวเอง

“ดูไปทั้งคืนก็เพลินดีฮะ แต่ละชุดก็ครีเอตดี” ปูนให้รายละเอียดเพิ่ม

เมฆฉายเพลินอย่างที่ฝ่ายนั้นว่า เพราะแต่ละชุดการแสดงเหมือนจะมีคอนเซปต์ อย่างที่ผ่านไปเมื่อครู่เป็นทาร์ซานเจ้าป่า ‘น้อง’ แต่ละคนนุ่งกางเกงในลายเสือเหมือนกันหมด มีเถาวัลย์คล้องคอบ้าง สวมศีรษะบ้าง พอให้ดูเป็นคอลเล็กชัน จากนั้นก็ตามด้วยชุด ‘โอลิมปัส’ ที่เมฆฉายนึกเอาเอง เพราะแต่งกายคล้ายเทพโรมัน คือมีผ้าขาวๆ คลุมตัว สวมพวงมาลาสีทอง รับกับกางเกงในสีทองตัวจิ๋วที่เห็นวับแวมยามเยื้องย่างหรือโยกย้าย

ปูนสะกิดเมฆฉายว่าชุดต่อไปเด็ด เพราะมี ‘หน้าใหม่’

สำหรับเมฆฉาย ทุกหน้าล้วนเป็นหน้าใหม่ แต่คนที่เที่ยวและรันวงการมาอย่างทะลุก็คงรู้ว่าโชว์แต่ละชุดเป็นอย่างไร ใครหน้าใหม่หน้าเก่า ปูนคงรู้มาเพราะเป็น ‘วงใน’ จึงสะกิดให้จับตาดู

จับตาอย่างเดียวไม่พอ ต้องเลี้ยงดริงก์น้องให้สนุกไปด้วย ปูนรินเหล้าลงแก้วส่งให้เมฆฉาย

“มีสักร้อยนึงไหมฮะ ถือส่งให้น้องพร้อมแก้วนี้เลย ตอนที่มาถึง”

เมฆฉายยุขึ้น ไหนๆ มาสนุกทั้งทีก็อย่ากั๊ก

ละอองน้ำโปรยปรายมาจากเบื้องบนเป็นฝอยละเอียด ตามมาด้วยฟองสบู่ลอยละล่อง ‘น้องๆ’ ในชุดเสื้อกันฝนแบบบางสีต่างๆ ออกมายืนเรียง ยามก้าวเดิน ‘น้องชาย’ ก็กวัดไกวตามแรงย่ำ เสียงกรี๊ดดังขึ้นพร้อมกัน ถึงคราวเดินเดี่ยว แต่ละคนก็ยักย้ายสุดเหวี่ยง ยกขวดโซดาที่ถือติดมือมาราดจากหัวถึงเท้าเพื่อให้เซ็กซี่บ้าง ดึงทึ้งเสื้อกันฝนเนื้อบางให้ขาดบ้าง แต่ไม่ให้ล่อนจ้อนจนเปลือยบนเวที

ที่ ‘ฮ็อต’ ก็มีคนกวักไปรับเหล้าพร้อมเงิน ก็ต้องย่อตัวรับ ดื่มหมดแก้วให้เห็นเดี๋ยวนั้น คืนแก้วไปแต่เก็บเงินไว้ รายได้อยู่ตรงนี้

“คนนี้แหละ พี่ฉาย เอาเลย”

ปูนเชียร์ เมฆฉายก็ยื่นแก้วขึ้นไปให้เห็น แดนเซอร์หนุ่มก็ย่อตัวลงรับ สองสายตาปะทะกัน ชะงักไปทั้งคู่ แต่มิอาจก้าวถอยหลัง จำต้องเดินหน้าต่อไป

เมฆฉายยิ้มให้อาร์มอย่างทำหน้าไม่ถูก อาร์มรับแก้วไปยกดื่ม ส่งคืนให้เมฆฉายแล้วดึงตัวเข้ามาหอมแก้มฟอดใหญ่ ตาไวเห็นสาธิตอยู่ข้างๆ ก็ย้ายไปจูบปากไม่แคร์สายตาใคร

ปูนกรี๊ดปรบมืออย่างถูกใจ ในขณะที่เมฆฉายและสาธิตยังยืนงง

 

อาร์มลัดเลาะเบียดคนมาถึงโต๊ะหน้าเวที ยิ้มร่าเข้ามาทักทาย

“หวัดดีฮะ พี่ฉาย พี่หมอบาส” เต้นไปตามจังหวะเพลง “ชอบโชว์ชุดไหนเป็นพิเศษฮะ เรนนี่บอยรึเปล่า”

อาร์มไม่เปิดศึกกับเมฆฉาย แต่เกาะเกี่ยวชวนเต้นจนเมฆฉายทำตัวไม่ถูก นึกถึงที่โดนขโมยหอมแก้มตะกี้ยังขนลุกไม่หาย ในขณะที่สาธิตก็ทำหน้าพิพักพิพ่วน เพราะรู้ว่าอาร์มกำลังยั่ว…ทั้งยั่วเขาและยั่วอารมณ์เมฆฉาย

ชายหนุ่มคนหนึ่งลัดเลาะมาชนแก้ว เห็นหน้าแล้วก็แปลกใจ

“เจน! มาทำอะไรที่นี่”

เจนยิ้มและพยักหน้าทักทุกคน

“มาเที่ยวน่ะสิ ถามแปลก อย่างเราจะมาเที่ยวบ้างไม่ได้หรือไง”

“ได้น่ะมันได้…” เมฆฉายลากเสียงยาวทั้งตะเบ็งแข่งกับเสียงดนตรี “แต่พอรู้ว่านายทำงานอะไร มันก็หวั่นๆ ว่าปลอมตัวมาสืบมาจับอะไรหรือเปล่า”

อาร์มได้ยินเกือบทั้งหมด เย็นวาบขึ้นมาทันทีด้วยตนเองก็ทำเรื่องไม่ถูกกฎหมายอยู่ พินิจผู้เข้ามาทักอีกครั้ง เห็นแค่ผมสั้นเกรียนรอบศีรษะ ไม่ต้องสวมเครื่องแบบก็รู้ว่ามีอาชีพอะไร จึงคงรักษาท่าทางไว้ไม่ให้มีพิรุธ

“แล้วฉายล่ะ ทำไมวันนี้ออกมาได้ ปกติไม่ใช่แนวนี้ไม่ใช่เหรอ”

“ก็เปิดหูเปิดตามั่ง นานๆ ที” อดถามไม่ได้ “ที่ว่ามากับเพื่อน ใครเหรอ เรารู้จักปะ”

เจนเกือบตอบออกไปแล้วว่ามากับอรุษ อยู่ที่โต๊ะอีกฟากหนึ่ง แต่ยั้งไว้ทัน เลยกลบเกลื่อนไปว่า

“พวกที่เคยเรียนนายร้อยด้วยกันน่ะแหละ ฉายไม่รู้จักหรอก”

“แสดงว่าตอนนี้มีตำรวจหลายนายเลยสิ” เมฆฉายถามกึ่งล้อ เจนก็ตอบกลับสนุกสนาน

“จะแจ้งเบาะแสอะไรล่ะจ๊ะ หือ อยากให้ไปซุ่มจับใคร”

เมฆฉายหัวเราะตอบ

“มีละกันน่า รับรองว่า จับได้ละดัง”

เจนขอตัวออกไปก่อน เมฆฉายก็ไม่รั้งตัวไว้ ทั้งสองฝ่ายต่างยกมือแนบหูให้กันแทนคำว่า…แล้วจะโทร.หานะ

จบเพลงพอดีอาร์มก็ขอตัวออกไป สาธิตโล่งใจ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมวันนี้อาร์มรามือง่ายนัก

บนเวทีเริ่มการแสดงอีกรอบ หากครั้งนี้ไม่มีอาร์มเป็นผู้ร่วมแสดงอีก

โชว์ชุดท้ายๆ เหลือแดนเซอร์น้อยลง แต่มี ‘สาวๆ’ มาร่วมโชว์ เป็นสีสันให้กับค่ำคืน

“เห็นคาบาเรต์แบบนี้แล้ว นึกถึงปักเป้านะ” เมฆฉายสะกิดสาธิต “สมัยเรียน นังปักเป้ามันไม่เคยพลาดสักงาน แต่กว่าจะได้เป็นตัวควีนก็ปีสี่ ถ้าไม่แก่ บังคับกะเทยเด็กไม่ได้”

สาธิตฟังแล้วนึกภาพตาม เขาเคยเห็นปักเป้าแต่งหญิงโชว์บ้าง ‘พี่ๆ’ ของหล่อนรับงานโชว์ตามบาร์เกย์เล็กๆ สมัยนั้น คณะเดียวแต่รับงานหลายที่ อาศัยวิ่งรอกไปให้ครบ ปักเป้าไม่ใช่สมาชิกประจำ แต่ถ้าวันใดคนขาด พี่ๆ หรือเจ๊ๆ ก็โทร.ตามให้หล่อนไปเต้นในตำแหน่งที่ว่างอยู่

หล่อนแต่งตัวจากหอพักออกไปโดยไม่สนใจว่ารูปโฉมที่เป็นหญิงนั้นเดินออกจากหอพักชาย ร้ายไปกว่านั้นคือ ปักเป้าใช้เทปหนังไก่สีน้ำตาล อย่างเดียวกับที่ใช้กับกล่องกระดาษนั่นแหละ ‘พัน’ แล้วดึงไป ‘พาด’ ไว้ข้างหลัง ที่หล่อนเรียกว่า ‘แต็บ’ สวมกางเกงในตัวจิ๋วทับแล้วก็ถามเขาหน้าตาเฉยว่า

‘เนียนเรียบเหมือนของน้องนีมั้ย หมอบาส’

ในตอนนั้นสาธิตได้แต่พยักหน้าโดยไม่ออกความเห็นใดๆ

ในตอนนี้กลับนึกถึงหล่อนว่า ปักเป้าแปลงเพศมาตั้งนานแล้ว หลังจากส่งรูป ‘น้องตรุษจีน’ มาให้ดู หล่อนก็หายไปพักใหญ่ ติดต่อเขามาวันหนึ่งว่าหล่อนจะเปิดร้าน ขอให้ช่วยหาคนทำป้ายชื่อร้าน สาธิตก็ขอโฟล์กทำให้ เพราะเด็กหนุ่มกำลังฝึกฝีมือด้านนี้อยู่

จากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวของปักเป้าอีก

 

คนส่วนใหญ่มักเหมาเอาว่าการเป็นกะเทยต้องมาคู่กับคุณสมบัติการเป็นแม่ศรีเรือน ค่าที่ทำตัวเอนเอียงไปทางเพศหญิง กะเทยจึงถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นแม่บ้าน ทำอาหารเก่ง มีทักษะงานมีมือ ทั้งเย็บปักถักร้อย และอะไรอื่นอีกสารพัด ทั้งที่ในความจริงแล้ว กะเทยอีกมากสนใจงานช่าง ที่เหมาเอาเองอีกนั่นแหละ ว่าเป็นงานของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ไปจนถึงโปรแกรมเมอร์ หรือแม้แต่ช่างซ่อมรถ มิได้จำกัดเขตอยู่แค่หมวดคหกรรม

อย่างไรก็ดี ปักเป้าจัดอยู่ในกลุ่มกะเทยในความคิดแบบอนุรักษ์นิยม

พอรู้ตัวว่าชอบจะเป็นแบบไหนแล้ว ในวัยมัธยมจึงขลุกอยู่ที่ห้องคหกรรม อันเป็นการอยู่ถูกที่ถูกทางและรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย คุณสมบัติอย่างสตรีหล่อหลอมมาจากที่นั่น ปักเป้ากวาดรางวัลประเภทงานฝีมือมาทุกปีที่เรียนมัธยม เลิกประกวดไปก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัย แต่ผันไปหารายได้จากการรับออกแบบตัดชุดเชียร์ลีดเดอร์ในงานกีฬาสีของโรงเรียนต่างๆ

ความฝันอีกอย่างนอกจากการแปลงเพศคือเป็นเจ้าของร้านเบเกอรีเล็กๆ และจัดอบรมงานฝีมือกระจุ๋มกระจิ๋มในร้าน แต่ความฝันบางอย่างก็ไม่มีทางเป็นจริงง่ายๆ เมื่อปักเป้ายังต้องช่วยงานที่บ้าน

บ้านของปักเป้ารับทำข้าวกล่องและยังทำส่งตลาดให้เจ้าประจำ ลักษณะกึ่งผูกขาดกลายๆ นี้ทำให้มีงานต่อเนื่อง แม้จะเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อวนเวียนซ้ำซากอยู่หลายปี ไม่ว่าจะเป็นการตื่นตีสี่มาหุงข้าวด้วยหม้อใบใหญ่ แล้วก็ดาวไข่ใส่ถาดวันละไม่น้อยกว่าสองร้อยฟอง ก่อนนอนกลางคืน ยังต้องตักพริกน้ำปลาใส่ถุงเล็กรัดยางไว้ ดีหน่อยที่พักหลังมีแบบสำเร็จรูปขาย จึงลดงานไปได้นิดหนึ่ง หากปักเป้าก็ไม่รู้สึกว่าได้ขยับขยายไปใช้ชีวิตในแบบที่หล่อนต้องการ

ความน่ารำคาญในบ้านคือหล่อนเป็นลูกชายคนเล็ก เป็นคนสุดท้อง และเป็นคนเดียวที่ประกาศว่า…ฉันเป็นกะเทย…ในขณะที่พี่ชายแท้ๆ อีกสองคนแต่งงานมีลูกแล้วก็ยังมาเบียดเบียนอยู่กับพ่อแม่ ปักเป้าจึงมีปากเสียงกับพี่ชายบ่อยๆ เรื่องที่ตัวเองทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่พี่ชายและครอบครัวก็ยังเอาเปรียบหล่อนอยู่ร่ำไป

ตัดสินใจว่าควรจะใช้ชีวิตของตนเองสักที ปักเป้าก็ยุติการช่วยเหลืองานของที่บ้าน กำหนดในใจว่า ถ้าผ่าตัดแปลงเพศ ฟื้นตัวได้เมื่อไหร่ ก็จะออกไปเปิดกิจการของตัวเองเสียที

ร้านเบเกอรีที่สอนงานฝีมือด้วยถูกยกขึ้นมาปัดฝุ่นความคิดอีกครั้ง แล้วปักเป้าก็พบว่ายากสำหรับตอนนี้ ในยุคที่ร้านกาแฟผุดขึ้นมาหลังคาแทบจะเกยกันราวเห็ดหน้าฝน ต้นทุนครึ่งหนึ่งจมลงไปกับการตกแต่งร้านให้สวยเก๋สำหรับถ่ายรูปเช็กอิน ยังค่าจ้างคนชงกาแฟ ที่เรียกให้เก๋ว่า บาริสต้า ค่าวัตถุดิบทำขนมที่พุ่งทะยานไปถึงดาวพลูโต

คำนวณดูแล้วว่า…ไม่คุ้ม ปักเป้าจึงหันเหไปอีกทาง ที่ลงทุนเท่ากัน แต่ได้กำไรมากกว่า

ว่ากันตามจริง คนกินเบเกอรีและกาแฟ แม้จะยอมจ่ายราคาสูง แต่ก็มีจำนวนกระหยิบมือเดียว จะทำข้าวไข่เจียวเดี๋ยวนี้ก็เกร่อทั่วทุกถนนเช่นเดียวกับข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไม่ว่าจะสูตรดั้งเดิม สูตรคุณทวด หรือสูตรมั่วรายวัน ในที่สุดปักเป้าก็พบว่า อาหารที่คนไทยทุกระดับไม่เกี่ยงงอนที่จะกินและอวดชาวบ้านได้คือ ส้มตำ

แต่ร้านส้มตำทั่วฟ้าเมืองไทยก็น้อยอยู่เสียเมื่อไหร่

ในที่สุดปักเป้าก็ตัดสินใจว่าจะเปิดร้านยำ

รถเข็นหนึ่งคันขึ้นป้ายสวยเก๋เป็นชื่อร้านว่า ‘ปักเป้าเคล้ายำ’ จอดในตลาดโต้รุ่ง เพื่อนกะเทยบางคนสนับสนุน

“เปิดร้านยำก็ดี เดี๋ยวนี้หายำอร่อยๆ ไม่ค่อยได้ แต่เสียดายนิดหนึ่ง ที่หล่อนจะเจอแต่ลูกค้าชะนี ไม่ได้แอ๊วลูกค้าหนุ่มๆ”

“ทำไมล่ะ” ปักเป้าสงสัย

“ผู้ชายน่ะ มันต้องชวนกันไปกินลาบ น้ำตก แล้วส้มตำเป็นของแถม ถ้าผู้ชายชวนกันไปกินส้มตำหรือยำนะ แกหมายหัวไว้เลยว่า ไม่ใช่ชายแท้” แล้วคนพูดก็สรุปเป็นทฤษฎีของตนว่า “ชายแท้ไม่กินยำ จำไว้”

ไม่ว่าทฤษฎีนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ปักเป้าก็เห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง

เปิดร้านใหม่สัปดาห์แรกลูกค้ายังไม่มาก แต่ก็มีมาเรื่อยๆ เป็นกำลังใจตัวเองว่า…ไปได้ เมนูยังไม่หลากหลาย ก็เหมือนร้านยำทั่วไปนั่นแหละที่ยืนพื้นด้วยยำวุ้นเส้น ยำหมูยอ ยำไข่เค็ม แต่ด้วยรสมือของปักเป้าประกอบกับลูกค้าถ่ายรูปและโพสต์ในโซเชียลมีเดีย จำนวนลูกค้าจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นคู่กับเมนูยำที่สร้างสรรค์ไปถึงขั้นพิสดาร ชนิดที่ว่าไม่น่าจะเอามารวมกันได้ แต่ปักเป้าก็เคล้าได้อร่อยถูกปาก อย่างยำข้าวโพดหอยแครงสด หรือยำยอดมะพร้าวหอยแมลงภู่ดอง

“ก็ลูกค้าอยากกินแบบนี้ เราก็ต้องเอาใจลูกค้าสิ” ปักเป้าตอบหลายคนที่ถามถึงเมนูพิสดารพันลึก “เขาเป็นคนกิน เราเป็นคนทำให้เขากินเท่านั้น”

จำนวนลูกค้า…หรือจะถือว่าเป็น ‘แฟนคลับ’ ก็ได้ เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันจนปักเป้าจัดการคนเดียวไม่ไหว จึงชวนเพื่อนเก่าที่เติบโตมาด้วยกันในห้องคหกรรมแล้วตอนนี้ยังว่างงานอยู่มาเป็นผู้ช่วย น้ำอบ…ชื่อนี้เจ้าตัวตั้งเอง…รับคำชวน หน้าที่มีตั้งแต่เตรียมของที่ปักเป้าเป็นผู้จ่ายตลาด แจกบัตรคิว ตักยำใส่ถุง และคิดเงิน ดีที่เป็นร้านซื้อกลับ ไม่มีโต๊ะนั่ง ไม่อย่างนั้นน้ำอบก็ต้องพ่วงหน้าที่เป็นคนเช็ดโต๊ะและล้างจานอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ปักเป้าให้ค่าจ้างค่าเหนื่อยเป็นราคาเพื่อนฝูง

ส่งยำถุงสุดท้ายให้ลูกค้าแล้ว ปักเป้าก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ปวดไปหมดทั้งแขนโดยเฉพาะข้อมือ หัวไหล่ไปถึงบ่า ยกน้ำเย็นในกระบอกกรอกปากลงไปราวกระหายหนัก หากแท้จริงเจ็บคอเพราะแหกปากพูดคุยตลอดเวลาตั้งแต่เปิดร้าน

จะถือว่านี่เป็นอีกหนึ่ง ‘จุดขาย’ ของปักเป้าก็ได้ หล่อนเจ๊าะแจ๊ะสนุกสนานกับลูกค้า หยิกแกมหยอกให้สนุกครึกครื้น และมีบ้างที่จิกกัด…บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ…แต่ลูกค้าส่วนหนึ่งก็มาอุดหนุนเพราะอยากมาเห็นลีลาการยำเคล้ากับฝีปากของปักเป้า

“พี่คนนั้นน่ะ เดินวนไปมาสิบรอบแล้ว ไม่ต้องลังเลค่ะถ้าอยากกิน ดูแถวคนรอคิวสิคะ ยาวไปถึงโลกหน้าแล้ว ยังไม่เชื่ออีกเหรอคะ ว่าอร่อย”

สี่ห้าชั่วโมงที่ต้องพูดตลอดเวลา จะไม่เหนื่อยและเจ็บคอก็ให้มันรู้ไป

แก้วนมเย็นยื่นมาตรงหน้า ตามด้วยจานใส่ขนมปังปิ้ง ทำให้ปักเป้าเงยหน้ามอง ก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งยิ้มย่องผ่องใส

 



Don`t copy text!