มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 8 : after party

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 8 : after party

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

เมจิตาไม่มีความคิดว่า ในวันแต่งงานหล่อนต้องเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด…ครั้งหนึ่งในชีวิต

ถ้าหากแค่ทาลิปมัน รวบผมรัดไว้ด้วยยางเส้นเดียวแล้วเข้าพิธีได้ หล่อนก็จะทำ ขอให้งานนี้มันจบๆ ไป ใครต่อใครรอบตัวจะได้เลิกพูดเรื่องนี้เสียที และถ้าทางบ้านยังรบเร้าจะเอาทายาทให้ได้ หล่อนก็ตกลงกับโพธิ์ทองแล้วว่า ถ้าไม่โกหกว่าไม่แข็งแรงมีลูกไม่ได้ทั้งคู่ ก็จะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ในการผลิตลูก แล้วให้อุ้มบุญ…ภาวนาให้ไม่ต้องทำ เพราะทั้งหล่อนและว่าที่สามีสีรุ้งก็ไม่อยากทำร้ายเด็กที่จะเกิดมาในลักษณะเช่นนั้น

แต่ในความเป็นจริงวันนี้ หล่อนต้องเป็นเจ้าสาวที่เด่นที่สุดในงาน อุษณีย์พรจ้างช่างแต่งหน้าฝีมือดีมาทำงาน เพราะภาพงานทั้งหมดถือเป็นผลงานของบริษัทหล่อนด้วย

น้องปัมท์แต่งหน้าเจ้าบ่าวก่อนแล้วจึงแต่งให้เจ้าสาว เมฆฉายเข้ามาทักทาย

“เอาดอกไม้มาส่งให้คุณอ้อมฮะ เลยแวะเข้ามาทัก”

“ดีสิ” น้องปัทม์ว่า “ถ้าไม่มีธุระที่ไหน ก็อยู่เป็นเพื่อนกันหน่อย”

อุษณีย์พรถือช่อดอกไม้ไปอวดโพธิ์ทอง เขาจึงละจากจอโทรศัพท์มาตอบหล่อน

“ฝีมือคุณเอก สวยอยู่แล้ว”

ครั้นคนจัดงานออกไป เขาจึงต่อสายหาพฤกษ์ ฝ่ายนั้นรับสายแล้วก็ว่า

“ขอบใจคุณเอกให้ด้วยนะ ดอกไม้สวยมาก นี่อยู่ที่สนามบินกันแล้วเหรอ”

พฤกษ์และเอกอนงค์ไม่ได้มาร่วมงานแต่งของโพธิ์ทองและเมจิตา เพราะจองแพ็กเกจเที่ยวต่างประเทศไว้ก่อนที่โพธิ์ทองจะกำหนดวันจัดงานและส่งการ์ดเชิญ วันจัดงานเป็นวันเดินทาง เอกอนงค์จึงรับปากจะจัดช่อดอกไม้สำหรับเจ้าสาวให้ ฝากเมฆฉายเป็นผู้ถือมา

“ได้เจอคนส่งดอกไม้ไหมคะ” เอกอนงค์กรอกเสียงส่งมา

“ไม่ได้เจอครับ เมสเซนเจอร์เอามาฝากไว้ที่ทีมงาน แต่คุณเอกไม่ต้องห่วงนะ ดอกไม้สวยมาก ถึงมือเจ้าสาวในสภาพดี”

เมฆฉายเงียบ เสียงคุยของโพธิ์ทองไม่เบา เดาได้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน

นึกน้อยใจว่าเขาไร้ตัวตนขนาดที่เจ้าบ่าวมองไม่เห็นเลยหรือ ว่าเขาคือคนยื่นดอกไม้ให้อุษณีย์พรเมื่อกี้นี้ ในวิถีที่เขาจะมองเห็น เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมามอง

สาธิตเดินเข้ามาเพื่อบอกว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว แล้วสองชายก็พากันออกไปจากห้องแต่งตัว

เมฆฉายยิ่งน้อยใจลงไปอีก กับโพธิ์ทองนั้นไม่เท่าไร เพราะมิใช่คนรู้จักกัน แต่กับสาธิตนี่สิ ห้องแต่งตัวนั้นมิได้กว้างใหญ่หรือมีเครื่องเรือนอัดแน่นจนจะมองไม่เห็นว่ามีใครนั่งอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่เห็น…สาธิตไม่เคยเห็นเลยว่าบนโลกนี้มีเมฆฉายอยู่อีกคน

ความน้อยใจทำให้เมฆฉายอยากออกไปจากงานเสียเดี๋ยวนั้น แต่น้องปัทม์รั้งตัวไว้ จนแต่งหน้าแต่งตัวเจ้าสาวเสร็จ เจ้าบ่าวเจ้าสาวออกไปรับแขกแล้ว น้องปัทม์จึงจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ เตรียมซับหน้า เติมปากให้เจ้าสาวเมื่อหล่อนกลับเข้ามา

“เจอหน้ากันทีไร ทำไมหงอยตลอดแบบนี้ พี่ฉาย”

“เจอคนรู้จักน่ะ เขาไม่ทักทายเราเลยสักคำ” เมฆฉายบ่น แต่ไม่บอกว่าคนรู้จักที่ว่าคือใคร น้องปัทม์จึงเข้าใจว่าเป็นใครสักคนที่คงเจอตอนเดินเข้ามาในโรงแรม

“ทำไมเขาไม่ทักล่ะ เขาไม่เห็นหรือเปล่า หรือว่าโกรธกัน”

“คงไม่เห็นน่ะแหละ” เมฆฉายว่าเสียงเบา “หรือไม่ก็ เห็น…แต่ไม่อยากทัก”

“อย่าทำหน้าเศร้าสิ” น้องปัทม์ปลอบ “ถ้าเขาไม่เห็น เราก็ต้องทำตัวเองให้สะดุดตา ถ้าเราเด่น ใครๆ ก็ต้องหันมามอง”

น้องปัทม์ไม่อยากบอกตรงๆ ว่าเมฆฉายแต่งตัวเชย วันนี้ค่อยดีกว่าที่พบกันครั้งแรก เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวกับกางเกงขายาวสีดำเรียบๆ เหมือนชุดนักศึกษาหรือบ๋อยในภัตตาคาร แต่ก็เซฟกว่าเสื้อลายตารางหรือลายดอกที่คล้ายๆ จะมีสไตล์ แต่ก็เป็นแบบที่นิยมเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว

“แต่งหน้าเล่นกันไหม หนูแปลงโฉมให้” ยิ้มนิดๆ ก่อนว่า “ลองแต่งบอยดูนะ”

เมฆฉายไม่ขัด ปล่อยให้น้องปัทม์ละเลงหน้าได้ตามใจชอบ แต่งหน้าเสร็จแล้วคนเป็นช่างยังเพ่งพิศ

“หนูขอตัดผมพี่ด้วยได้ปะ ตัดเลยนะ ไม่ใช่แต่ง”

ก่อนมาเป็นช่างแต่งหน้ามือหนึ่ง น้องปัทม์เคยทำผมมาก่อน หล่อนเริ่มต้นอาชีพสายนี้ด้วยการเป็นช่างสระผม ก่อนจะหัดซอย และแต่งผมเป็นทรงต่างๆ

เมฆฉายยอมให้ทำตามใจ จนเมื่อฝ่ายนั้นบอกว่าเสร็จแล้ว เขาก็พบว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งจ้องตอบกลับมาจากหน้ากระจก

“ตะลึงเลยละสิ” น้องปัทม์ว่า ภูมิใจในฝีมือตนเองนั้นส่วนหนึ่ง แล้วก็ให้กำลังใจอีกฝ่าย “จริงๆ พี่ฉายเป็นคนหน้าตาดีนะ แต่แต่งตัวไม่เป็น ขอโทษที่หนูพูดตรงๆ แต่หนูเห็นอย่างนั้นจริงๆ”

เมฆฉายไม่โกรธ ซ้ำยังคล้อยตาม หน้านี้ก็อยู่กับเขามาตั้งแต่เกิด แต่ส่องกระจกคราใดก็ไม่เคยเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีเหมือนวันนี้ ความมั่นใจเกิดขึ้นฉับพลันทันที

ประตูห้องเปิดออก เมฆฉายจึงลุกให้เจ้าสาวมานั่งแทน เจ้าบ่าวเป็นฝ่ายทักช่างแต่งหน้า

“เพื่อนมาด้วยเหรอครับ”

น้องปัทม์แอบยิ้มก่อนตอบว่า

“ฮะ พอดีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ เลยชวนมานั่งคุยกันระหว่างรอ” พยักไปทางเมฆฉาย “ไปคุยกับพี่เขาหน่อยสิ ฉันขอซับหน้าเจ้าสาวก่อน เดี๋ยวค่อยเมาท์กันต่อ”

ว่าแล้วก็ขยิบตาให้เมฆฉาย ส่งกำลังใจว่าเขาควรมั่นใจเสียที

“เหนื่อยไหมฮะ” เมฆฉายยังทำตัวไม่ถูก จะพูดครับ พูดฮะ มันติดไปหมด

ส่วนโพธิ์ทองนั้นคล่องมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักมานานหรือเพิ่งเคยพบกัน เขาคล่องด้วยได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นคนที่ถูกใจ เขาก็ตีสนิทได้อย่างรวดเร็ว

“เหนื่อยครับ แต่ก็ถือว่าทำเพื่อพ่อแม่ คุณชื่ออะไรครับ”

“เมฆครับ ผมชื่อเมฆ” หันไปทางน้องปัทม์ ฝ่ายนั้นก็มองมา ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก กลัวจะแนะนำตัวว่า ฉาย ซึ่งมันดูไม่แมนในความคิดของหล่อน

เจ้าบ่าวล้วงหาอะไรในกระเป๋าเสื้อสักครู่ พบแล้วก็ยื่นส่งให้เมฆฉาย

มันเป็นกระดาษแผ่นเล็ก มองผิวเผินคล้ายนามบัตร…แต่ไม่ใช่ เขาบอกเสียงเบาราวเป็นความลับ แต่ก็ไม่สนหากเจ้าสาวจะได้ยิน

“หลังงานมีอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ถ้าคุณเมฆไม่ติดอะไร ก็อยากเชิญไปด้วยกัน งานนี้มีไม่กี่คน แต่คัดสรรทุกคน” คำพูดของโพธิ์ทองมีนัย เมจิตายิ้มนิดๆ เพราะบังเอิญได้ยิน ในขณะที่เมฆฉายรับบัตรนั้นไปงงๆ

“ถ้ามีคนถาม คุณโชว์บัตรนี้ให้เขาดู เขาก็จะให้เข้าไป”

ประตูห้องแต่งตัวเปิด บริกรถือถาดเครื่องดื่มและของว่างมาให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวและช่างแต่งหน้า

โพธิ์ทองสะดุดนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าบริกรคนนั้นคือ อาร์ม คนที่เคยมีสัมพันธ์ทางกายกันมาก่อน แต่เด็กหนุ่มก็สวมบทบริกรผู้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าภาพไม่ว่าทางใดได้อย่างแนบเนียน เมฆฉายลุกไปเข้าห้องน้ำพอดี โพธิ์ทองจึงบอกกับเจ้าสาวว่า

“ผมออกไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ”

เขาออกไปแล้ว บริกรก็ถือถาดตามออกไป

ในห้องน้ำที่ไม่มีใครอื่น อาร์มโผกอดโพธิ์ทองแนบแน่นแล้วอวยพร

“ขอให้พี่มีความสุขมากๆ นะครับ ได้หน้าแล้วอย่าลืมหลัง คิดถึงผมมั่งนะ”

โพธิ์ทองหันมามองหน้าคู่ขาเก่า

“ใครจะลืมได้ ไอ้ตัวน้อยของพี่”

“ตัวน้อยจริงอะ พี่ก็รู้ว่าของผมไม่เล็กนะ” อาร์มว่า โพธิ์ทองก็หัวเราะตาม

นึกถึงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ ควานหา ‘บัตรผ่าน’ ในกระเป๋าก็ไม่พบ แล้วจึงนึกได้ว่า ที่เขาส่งให้เมฆฉายนั้นเป็นใบสุดท้าย…เสียดายอาร์มเหมือนกัน ถ้าเขาอยู่ด้วยต้องสนุกแน่ เพราะรู้ดีว่า ‘ลีลา’ ของอาร์มนั้น…แค่ไหน

“พี่ไปอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่ไหน ให้ผมไปด้วยคนสิ”

“ไม่มีครับ” หัวเราะดุจเรื่องนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัว “ไม่มีเลย จบงานปุ๊บ ชัตดาวน์ปั๊บ ขอหลับให้เต็มตื่นสักคืนหนึ่งเถอะ”

“ถ้าตื่นแล้วจะคิดถึงผมไหม”

“แล้วพี่จะโทรหานะ”

โพธิ์ทองตัดบทซึ่งอีกฝ่ายก็รู้ความหมายว่า แล้วจะโทร.หา…เป็นได้หลายอย่าง ไม่ว่าเขาจะโทร.หาพรุ่งนี้ โทร.หาในวันที่เขาคิดถึง หรือแม้กระทั่งไม่โทร.มาเลย

 

หลังส่งตัวเข้าหอแล้วก็ถึงเวลา ‘after party’ ที่โพธิ์ทองบอกเมจิตาล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะไปสังสรรค์ เมจิตาก็ไม่ว่าอะไรเพราะหล่อนก็มีของหล่อนเหมือนกัน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ระแคะระคายหรือคิดจุกจิกหยุมหยิมว่าคู่บ่าวสาวเปิดห้องที่โรงแรมเพิ่มอีกกี่ห้อง

ถอดพวงมาลัยคล้องคอโยนลงไปบนเตียงหนาที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นรูปหัวใจอย่างไม่ศรัทธาว่ามันจะช่วยกระตุ้นอารมณ์เสน่หาให้ตื่นได้ ระบายลมหายใจโล่งอกราวกับว่าละครฉากใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว โพธิ์ทองก็บอกด้วยน้ำเสียงระริกระรี้เหมือนเด็กได้เวลาไปที่สนามเด็กเล่น

“ผมไปก่อนนะ ส่วนคุณก็ขอให้สนุก”

เมจิตาโบกมือให้สามีในนาม แล้วหล่อนก็หันไปเตรียมความพร้อมสำหรับปาร์ตี้ของหล่อน

ห้องพิเศษที่เปิดไว้ไม่ได้ล็อก แต่แง้มไว้นิดๆ เพื่อให้ ‘ผู้ได้รับเชิญ’ ผ่านเข้าไปได้ โดยสองคนสุดท้ายคือสาธิตและโพธิ์ทองเจ้าของปาร์ตี้ ที่เจ้าภาพบอกว่า

“จะมารอตั้งแต่กี่โมงก็รอไป แต่ห้ามใครเริ่มก่อนฉันไปถึง ถ้ารู้นะ จะไล่ออกห้องทั้งแก้ผ้านั่นละ”

สาธิตอยู่กับโพธิ์ทองในงานเลี้ยงเกือบตลอดเวลาจนงานเลิก จึงไม่ใช่กลุ่มที่ ‘มาคอย’ เขายอมรับกับตัวเองว่าเขามิได้ปฏิเสธ ‘รูปแบบนี้’ นานๆ ได้เปลี่ยนบรรยากาศเสียทีก็ไม่เลวนัก

โพธิ์ทองผลักประตูก้าวเข้าไปแล้วปิดลง คล้องกลอนสายโซ่ไว้มิให้ใครเข้ามาได้อีก

ด้วยความรอบคอบ หนุ่มคนหนึ่งที่คล้ายกับเป็นเลขาฯ หรือผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็ถือถาดเงินรอ

“ขอทุกท่านเก็บมือถือไว้ที่นี่ด้วยนะครับ ผมอยากให้เราสนุกกันเต็มที่ ไม่ต้องระแวงว่าจะมีคลิปหลุดออกไป”

ครั้นรวมโทรศัพท์มือถือได้ครบแล้วก็นำไปเก็บในเซฟ ปิดตู้ลงรหัสไว้เรียบร้อย นอกจากปลอดภัยแล้วยังกันสมาชิกผู้ร่วมอุดมการณ์ออกไปก่อนงานเลิก นอกจากจะยอมทิ้งโทรศัพท์ไปเท่านั้น

สาธิตใจเต้นตึกตักเมื่อปรับสายตามองภายในห้อง ในแสงสลัวของโคมหัวเตียงและไฟห้องน้ำ เรือนร่างกำยำที่กระจายอยู่ทั่วห้องในอิริยาบถต่างๆ ประมาณด้วยสายตาก็นับได้เท่าทีมฟุตบอล อยากถอยหลังออกไปจากห้อง ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามารวบเขาไว้จากด้านหลัง กระซิบที่หูเบาๆ

“เรามารำลึกความหลังในหอพักกันดีไหม หมอบาส”

พี่ก้อง! ก้องภูคนเดียว ที่ทำให้สาธิตไม่ถอยออกไปจากห้องนี้

โพธิ์ทองรับหน้าที่เป็น ‘กัปตัน’ ดีดนิ้วเปาะเป็นสัญญาณ

“อาฟเตอร์ปาร์ตี้…เริ่มได้!”

แล้วร่างทั้งหลายนับจำนวนได้เท่าทีมฟุตบอลก็เคลื่อนเข้าหากัน เพื่อแสวงหารสแปลกใหม่ของชีวิต

 

สาธิตใช้ ‘ตัวช่วย’ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเอง ‘กล้า’ จนถึงกับ ‘ด้าน’ ที่ต้องทำบางอย่างที่ไม่เคยทำ…แต่ก็อยากลอง

ก้องภูเมามันอยู่กับเขาพักหนึ่งแล้วผละไปสนุกกับคนอื่นต่อ สาธิตไม่ตามไปเพราะเขาเหนื่อยที่ถูกรุมเมื่อชั่วโมงที่แล้ว บัดนี้อ่อนล้าโรยแรง ขอพักสักนิดแล้วค่อยกระโจนลงไปในวงใหม่ ในหัวปวดหนึบเต้นตุบๆ ใครคนหนึ่งยื่นแก้วน้ำเย็นเฉียบส่งให้ เขารับไปดื่มอย่างกระหาย…สิ่งที่เขาใช้กระตุ้นทำให้คอแห้ง

สติยังดีเมื่อดื่มน้ำจนหมดแก้ว กล่าวขอบใจคนที่ส่งให้ แล้วก็แปลกใจร้องออกมาทว่าเสียงไม่พ้นลำคอ

“เมฆฉาย!”

เมฆฉายเปลือยกายเช่นเดียวกับเขา แต่เห็นชัดว่าอาย มือยังปิดป้องของสงวนไว้ราวกลัวว่าใครจะเห็น ทั้งที่คนในห้องก็กลุ้มรุมกันอยู่ด้านหนึ่ง เมฆฉายเข้าทีมตะลุมบอนในตอนแรกแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่…มันไม่ใช่แบบที่เขาต้องการ จึงค่อยๆ เลี่ยงออกมาอยู่นอกวง สมาชิกจำนวนมาก และการขย้ำห้ำหั่นเกาะกันเป็นวงเหมือนม้าหมุนเพื่อหนุนส่งอารมณ์ให้ลอยไปถึงสวรรค์ทำให้ไม่มีใครสนใจว่า สมาชิกบางคนจะปลีกตัวออกไปไม่ร่วมกลุ่มสันทนาการเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี

“ทำไมคุณมาอยู่ตรงนี้”

ถามออกไปแล้วจึงรู้ว่าเป็นคำถามที่โง่เหลือเกิน เมฆฉายจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ถ้าถูกย้อนด้วยคำถามเดียวกัน เขาจะตอบอย่างไร

“แล้วคุณหมอล่ะ ทำไมมาอยู่ตรงนี้”

นั่นไง! โดนย้อนเข้าให้แล้ว สุดท้ายก็หาคำตอบให้ไม่ได้อยู่ดี

สาธิตลืมการถามตอบนั้นไป เขารู้สึกอย่างไรแน่ในตอนนี้

แน่ละ…เขาประหลาดใจที่พบเมฆฉายที่นี่

ที่พิเศษก็คือ คืนนี้เมฆฉายไม่เหมือนทุกครั้งที่เคยพบ เพราะแสงสลัวในห้อง หรือเพราะฤทธิ์ของสิ่งที่เขาเติมเข้าไปเพื่อกระตุ้นอารมณ์ สาธิตจึงเห็นว่าหน้าตาของเมฆฉายวันนี้ชวนมอง หุ่นของเขา…ไม่ได้ดีงามอย่างคนที่เข้าฟิตเนสออกกำลังกาย แต่ก็ห่างไกลจากไขมันพอกพูนจนอ้วนเผละ เป็นหุ่นปกติที่กำลังดี ไม่ผอมหรืออ้วนไป

เมฆฉายไม่เคยน่าหลงใหลเท่าคืนนี้

สาธิตขยับตัวเข้าชิด แนบแก้มลงกับแก้ม สีเบาๆ จนรู้สึกว่าร่างกายของเมฆฉายตอบสนองการรุกเร้าของเขา จึงแตะปากประกบ เมฆฉายโอบร่างของเขาแล้วรัดจนแน่น ราวกับว่าถวิลหาสิ่งนี้มานาน เมื่อได้แล้วจึงรัดไว้ไม่อยากให้หลุดลอย

อารมณ์ของสาธิตจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง

โดยไม่คาดฝัน เมฆฉายผลักร่างเขาออกไปโดยแรง ไฟกองใหม่ที่กำลังลุกดับไปเหมือนใครเอาน้ำเย็นมาราด

“ขอโทษนะหมอ ฉายชอบคุณหมอนะ แต่ไม่ใช่แบบนี้”

สาธิตมองนิ่ง แปลกใจ ประหลาดใจ เสียความมั่นใจ

แต่ไหนแต่ไรมา เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบและเป็น ‘ผู้เล่น’ อยู่เสมอ

เมฆฉายเป็นน้อยรายที่ปฏิเสธเขา

สาธิตไม่ซักไซ้อะไรอีก เดินกลับไป ‘เข้าวง’ โดยรู้ว่าเมฆฉายมองตามมา

ดี! ยิ่งรู้ว่าฝ่ายนั้นจับจ้อง สาธิตยิ่งปล่อยเต็มที่จนถึงขีด ทนดูได้ก็เชิญ

 

ม่านหนาหนักพรางแสงจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้ามา จึงไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นเวลาเท่าใด สาธิตลืมตาขึ้นแล้วหลับลงไปอีกเพราะปวดหัวเหลือเกิน ฝืนร่างกายลุกแหวกม่านดูก็เห็นว่าแดดแผดกล้าอยู่ภายนอก ถ้าไม่จวนเที่ยงก็คงบ่ายแล้ว หันมามองในห้อง ‘สมาชิก’ หลายคนกลับไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็นอนก่ายกันอย่างหมดแรง ไม่เหลือสภาพของม้าศึกที่คึกคะนองตลอดเมื่อคืนวาน

สาธิตเข้าห้องน้ำล้างหน้า อาบน้ำลวกๆ พอให้สดชื่นแล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาค้นหาเสื้อผ้าของตัวที่กองปะปนกับของคนอื่นบนพื้นห้อง หันมองไปยังเก้าอี้จึงเห็นเมฆฉายนั่งอยู่ตรงนั้น เขาแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ครั้นสบตากัน เขาก็ขยับตัวลุก เตรียมออกไปจากห้อง

“คุณตื่นนานแล้วเหรอ”

“สักพักแล้วละ นั่งให้มีสติสักหน่อย แล้วค่อยกลับ”

สาธิตไม่รู้ว่าคำพูดนั้น เมฆฉายหมายถึงตัวเองหรือบอกเขา

เมฆฉายไปหาชายหนุ่มคนที่อยู่ใกล้ประตู นัยว่าเป็นผู้จัดการหรือเลขาฯ ของโพธิ์ทองในการจัดกิจกรรมเข้าจังหวะประเภทหมู่คณะเมื่อคืน โทรศัพท์มือถือของสมาชิกอยู่บนถาดที่ชายหนุ่มเฝ้าอย่างระวัง ไม่ยอมให้จับเช็กดูอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะพร้อมออกไปจากห้อง จึงคืนให้

ป้องกันการถ่ายรูปหรือคลิป ทุกอย่างในห้องนี้ต้องเป็นความลับสุดยอด

เมฆฉายรับโทรศัพท์ของตัวเองแล้วออกจากห้องไป…โล่งใจที่เห็นสาธิตตื่นแล้ว

เป็นห่วงเขานั่นแหละ ไม่ใช่อะไรอื่น รู้ว่าเมื่อคืนนี้เขาประชด และการประชดนั้นเขาก็ทำอย่างถึงใจ ตัวช่วยอะไรที่มีอยู่นั้นเขาใช้เสียเต็มคราบ จนเมฆฉายกลัวว่าสาธิตจะใช้เกินขนาด…ไม่หัวใจวายช็อกตายไปก่อนก็ดีเท่าไรแล้ว เห็นเขาตื่นขึ้นมา…ยังมีชีวิตอยู่ก็โล่งใจ

เสียงฝีเท้าซอยถี่ตามมาด้วยเสียงร้องเรียก

“เดี๋ยวสิฉาย รอผมก่อน”

ครั้นมาถึงตัว สาธิตก็บอกว่า

“ผมไปส่งคุณที่แฟลตนะ”

เมฆฉายไม่ปฏิเสธ ความรู้สึกว่าเขาเป็นห่วงไหลรินเข้ามา ในขณะเดียวกัน เมฆฉายก็ห่วงเขา

อยากให้ถึงแฟลตเร็วๆ เพราะสาธิตขับรถส่ายไปมา บางครั้งก็สะลึมสะลือเหมือนคนง่วงนอนจนเมฆฉายต้องเตือนให้เขามีสติ ตื่นตลอดเวลา มาถึงแฟลตได้อย่างปลอดภัยก็โล่งใจ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะขับรถกลับบ้านตัวเองไหว

“หมอ คุณไหวหรือเปล่า”

สาธิตพยายามบอกด้วยท่าทางว่าเขาไหว แต่สภาพร่างกายที่ปรากฏฟ้องไปอีกทาง ขนาดจะพูดเขายังทำไม่ได้คล้ายกรามค้าง เปล่งเสียงออกมาได้ยากเย็น ดวงตาปรือซึม…ลอย ดุจคนมีสติไม่เต็มที่

“ปวดหัวหนึบๆ” เขาบ่นออกมา

“ไปพักที่ห้องฉายก่อนดีกว่า ดีขึ้นกว่านี้แล้วค่อยกลับ”

สาธิตพยักหน้าแล้วก้าวตามลงไป ได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายคนแซวเมฆฉายว่าหิ้วผู้ชายมากินที่ห้อง…อะไรทำนองนั้น แต่เขาไม่แน่ใจ ทิ้งตัวลงไปบนเตียงนุ่ม หลับตาลง กะว่าไม่นานก็คงดีขึ้น แล้วเขาก็หลับไปอย่างหมดแรง

 

เมฆฉายมองชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงดุจจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่เป็นเขาไว้ให้อิ่มเต็มในความทรงจำของตัวเอง ความรักนี้ก็แปลก มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ แล้วทำไมต้องเกิดกับคนนี้ก็ไม่รู้ สาธิตไม่ใช่คนหล่อที่สุดบนโลกนี้ มีคนหน้าตาดีกว่าเขาอีกมากมาย แต่เมฆฉายก็ไม่รู้ว่า ทำไมถึงชอบคนนี้

หน้าเขาแดงขึ้น เมื่อเมฆฉายเอื้อมไปแตะเพราะอยากลูบไล้ใบหน้าเขา…อยากทำมานาน ก็สัมผัสถึงไอร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากตัว

เขาป่วย…คงเป็นไข้

หายเข้าไปในห้องน้ำ กลับออกมาพร้อมกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนูผืนเล็ก บิดหมาดแล้วค่อยๆ เช็ดตัวเขาเพื่อให้ไข้ลด พลางก็ถอนใจว่าที่เขาเป็นอย่างนี้เพราะของที่เติมเข้าไปในร่างกาย เมฆฉายเอง แค่สูดป๊อปเปอร์เข้าไปสองทีก็เวียนหัว ที่ใครว่าจะทำให้ตื่นตัวและกล้าขึ้นไม่ได้ผล จนเมื่อใครยกขึ้นมาดม เมฆฉายต้องเบือนหน้าหนี หรืออุดจมูกไว้มิให้ได้กลิ่น

แต่สาธิตใช้ทั้งป๊อปเปอร์และดูดน้ำแข็ง

เมฆฉายแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา รอยไหม้จางๆ ปรากฏอยู่

ปลดกระดุมเปิดเสื้อเพื่อเช็ดตัว สาธิตออกกำลังกายสม่ำเสมอ เขาดูแลรูปร่างอย่างดี อกนูนเป็นลูกและแน่นด้วยกล้ามเนื้อ หน้าท้องของเขาก็เป็นลอนชัดเรียงสวย ไรขนบางๆ ใต้สะดือค่อยขยายพื้นที่หนาขึ้นแล้วหายไปในขอบกางเกงทำให้ใจของเมฆฉายปั่นป่วนรัญจวนขึ้นมา ความกล้าบังเกิดขึ้นแวบหนึ่งเมื่อปลดตะขอกางเกง

เห็นเพียงเท่านั้นก็วาบหวามขึ้นในอก

มันก่อความปั่นป่วนในความรู้สึกยิ่งกว่าตอนที่เห็นมันห้อยโทงเต็มลูกตาเมื่อคืนนี้เสียอีก

เมฆฉายพยายามระงับสัญชาตญาณดิบที่กำลังก่อตัวขึ้นมาด้วยการลุกจากไป เปิดน้ำเย็นรดราดตัวเองให้ได้สติ ไม่เผลอทำอะไรในขณะที่เขาไม่รู้ตัว ภาพเรือนร่างของสาธิตไม่อาจสลัดพ้นไปแม้หลับตา เมฆฉายจินตนาการว่าเขาเปลือยกายเดินเข้ามาในห้องน้ำแล้วซ้อนกายอยู่ข้างหลัง อะไรบางอย่างจากกายเขาแทรกเข้าไปในตัวเกี่ยวคล้องไว้ให้สองร่างผนึกแนบอยู่ด้วยกัน พลันเมฆฉายก็ร้องออกมาราวกับว่าได้วิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกับสายน้ำพุที่พุ่งดันออกมาจากจุดสูงสุดบนยอดเขา

สาธิตยังนอนไม่รู้เรื่องเมื่อเมฆฉายออกมาจากห้องน้ำ ดูท่าว่าเขาจะยังหลับไปอีกนาน เมฆฉายจึงหายาลดไข้ ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมากิน สาธิตงึมงำทำตามที่มีคนบอก แต่จะมีสติรับรู้นั้นหาไม่ กินยาแล้วก็หลับต่อไป

รูดม่านปิดหน้าต่างไม่ให้แสงลอดเข้ามา ปิดไฟทุกดวงในห้องให้มืดแม้ไม่สนิท เพื่อสาธิตจะได้นอนสบายไม่มีแสงแยงตา ห้องในแฟลตคับแคบ เตียงนอนมีเพียงเตียงเดียว เมฆฉายเอนตัวลงไปข้างชายหนุ่มที่หลงรัก อยากกอดเขาแล้วแอบซุกหน้าตัวเองลงกับอกกว้างนั้น…แต่ก็ไม่กล้า

ทำได้เพียงสอดนิ้วประสานมือเขาไว้ แล้วหลับไปทั้งคืน

 



Don`t copy text!