มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 9 : ชีวิตคู่ของสองหนุ่ม

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 9 : ชีวิตคู่ของสองหนุ่ม

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

“ผมนอนไปนานแค่ไหนเนี่ย

สาธิตถามเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในห้องของเมฆฉาย อากาศเย็นแต่ก็อับแม้พัดลมจะส่ายไปมาเบาๆ หลังชื้นไปด้วยเหงื่อ เมื่อลุกขึ้นจึงเห็นเป็นรอย

“อีกห้านาทีก็จะครบยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“นานขนาดนั้นเลยเหรอ” สาธิตตกใจ ความมึนและหนักหัวหายไปแล้ว มองหาโทรศัพท์เพื่อจะดูวันเวลาและงาน ก็พบว่ามันเสียบชาร์จอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง

“ฉันเห็นแบตใกล้หมด ก็เลยไปขอยืมที่ชาร์จน้องห้องข้างๆ มา”

สาธิตลุกไปดูก็เห็นหมายเลขที่ไม่ได้รับหลายสาย ที่บ้าน ที่คลินิก และโพธิ์ทอง

ไม่จำเป็นต้องโทร.กลับ เพราะมีทั้งข้อความและข้อความเสียงส่งมา อ่านและฟังก็รู้เรื่อง โชคดีที่ไม่ใช่เรื่องร้ายหรือด่วนอะไรนัก โพธิ์ทองแค่ถามเรื่องทั่วไป บุศรินแจ้งคิวลูกค้านัดหมายและแคนเซิล ส่วนที่บ้าน พี่สาวคนที่สามแจ้งเตือนว่าอย่าลืมมากินข้าวกับที่บ้านสุดสัปดาห์นี้

หลับไปหนึ่งวันเต็มๆ ประกอบกับก่อนหน้านี้ทำกิจกรรมหนัก สาธิตทั้งเพลียและหิว

“หมออาบน้ำก่อนดีกว่า ผ้าเช็ดตัวอยู่ตรงนั้น”

เมฆฉายพยักไปที่ราวแขวน สาธิตก็คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป กลับออกมาพร้อมความสดชื่นแล้วก็เกิดปัญหาว่าไม่อาจใส่ชุดเดิมซ้ำ เพราะใส่นอนมาทั้งวัน ทั้งยับ ทั้งกลิ่นเหงื่อ ยิ่งหลังอาบน้ำเสร็จยิ่งรู้สึกว่ากลิ่นบนเสื้อผ้าชุดเก่าจะแรงจนไม่อาจใส่ซ้ำได้

เสียงจากในครัวตะโกนออกมา

“ฉายเตรียมชุดเปลี่ยนไว้ให้ แขวนอยู่หน้าตู้ เสื้อฉันเองแหละ เชยหน่อย ทนๆ ใส่ไปก่อนนะ”

เมฆฉายกำลังคนข้าวต้มเพื่อให้เม็ดข้าวบานสวย สาธิตยังไม่เปลี่ยนชุดที่เตรียมให้ เดินมายืนที่ประตูครัวแล้วถามอย่างเกรงใจ

“คุณลงไปที่รถผมหน่อยได้ไหม หลังรถมีกระเป๋าใบหนึ่ง เอามาทั้งกระเป๋าเลยก็ได้”

เมฆฉายชะงักไป มือที่กำลังคนข้าวต้มหยุด…เขารังเกียจเสื้อผ้าของฉันเหรอ ใช่สิ…มันทั้งเก่าทั้งเชยนี่นา

“แป๊บนึงนะ ขอต้มข้าวให้เสร็จก่อน” หันมาบอก พยายามระงับความน้อยใจที่ผ่านมาวูบหนึ่ง “หิวหรือเปล่า ถ้าหิวก็มีแค่ข้าวต้มนี่แหละ กินได้มะ” คำท้ายไม่วายประชด

“กินได้” สาธิตตอบ “ผมเป็นคนง่ายๆ กินง่าย อยู่ง่าย”

เมฆฉายแอบเบะปาก…ง่ายกับผีละสิ ถ้าง่ายจริงทำไมใส่เสื้อของฉันไม่ได้

หายลงไปข้างล่างไม่นาน เมฆฉายก็กลับมาพร้อมกระเป๋าใบหนึ่ง สาธิตขอบใจ รับไปเปิด เมฆฉายจึงได้เห็นว่าข้างในมีทั้งเสื้อ กางเกง ชั้นใน รองเท้า และน้ำหอม

“ผมจะมีชุดลำลองติดรถไว้อย่างน้อยสองชุด เผื่อฉุกเฉิน” ฉีดน้ำหอมที่หลังหูแล้วบอกต่อ “กับเอาไว้เปลี่ยนหลังฟิตเนส ผมไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร”

เมฆฉายสะอึกไป ทั้งที่เขาก็พูดเรื่อยๆ…ไม่คิดอะไร ไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งนั้น

“ก็ดีแล้ว ฉันเองก็ไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกงใน หรือว่าผัว” มองนิ่งเมื่อเขาเงยสบตา “แล้วก็ไม่ชอบเอาของตัวเองไปแบ่งให้ใครใช้ด้วย”

“เมื่อกี้คุณเพิ่งเอาเสื้อคุณให้ผมยืมใส่”

“แต่คุณก็ไม่ใส่นิ” พ่นลมอย่างเบื่อหน่ายเป็นการตัดบท “ช่างมันเหอะ กินข้าวก่อนนะ แล้วค่อยกลับไป”

ข้าวต้มฝีมือเมฆฉายรสชาติเยี่ยม สาธิตรู้ว่าเขาหิว ชามแรกรสอร่อยอาจเกิดจากท้องว่างมาหลายชั่วโมง จนเมื่อเติมชามที่สองจึงพบว่ามันอร่อยด้วยฝีมือของคนทำจริงๆ

“คุณฝีมือดี ทำไมไม่เปิดร้านขาย”

“เงิน” เมฆฉายตอบทันที “ไม่ว่าจะร้านดอกไม้หรือร้านอาหาร ฉันก็อยากเปิด แต่จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นทุน คุณหมอ ไอ้การเป็นเจ้าของธุรกิจมันต้องใช้เงินไม่ใช่เหรอ ถ้าหมออยู่ในจุดที่ฉันอยู่ จะรู้ว่าแต่ละบาทแต่ละสตางค์มันสำคัญแค่ไหน ต้นทุนที่ต้องควักจ่ายไปก่อนมันเท่าไหร่ กว่าจะคืนทุนหรือได้กำไรต้องรอกี่ปี มันไม่ง่ายเหมือนคนมีเงินที่ชอบสัมภาษณ์ออกสื่อว่า อยากมีธุรกิจเล็กๆ เปิดร้านกาแฟ เอาเงินมาเททิ้ง เปิดได้ห้าเดือนก็ปิดเพราะหมดสนุกแล้ว”

มองหน้าสาธิตนิ่งอย่างจะถามว่าเข้าใจที่พูดหรือไม่

“สำหรับคนอย่างฉัน มันไม่ใช่อยากทำเพราะหาเรื่องเล่นสนุก แต่มันต้องทำเพื่อให้มีชีวิตรอด”

“ผมขอโทษ”

สาธิตเอ่ยออกมา เขาสัมผัสได้ว่าในคำพูดยืดยาวของเมฆฉายแทรกไปด้วยความน้อยใจ ที่มันอาจสะสมมายาวนานตลอดชีวิต เขาไม่รู้ว่าเมฆฉายผ่านอะไรมาบ้าง แต่สักวันเขาจะรู้และเข้าใจ ค่อยๆ รู้ไปทีละน้อย

“บ้านหมออยู่ไกลหรือเปล่า ขับรถไหวใช่ไหม” เมฆฉายถามด้วยความห่วงใย มองออกไปเบื้องนอก “ฝนทำท่าจะตก ฟ้ามืดเลย”

“ผมอยู่คอนโด นานๆ จะกลับบ้านที ถ้ารถไม่ติดมาก ครึ่งชั่วโมงก็ถึง” สาธิตนิ่งไป หลับตาส่ายหน้าราวต่อสู้กับอะไรบางอย่าง “ถ้าฉายไม่ติดอะไร นั่งไปเป็นเพื่อนผมได้ไหม ยังปวดหัวหน่วงๆ อยู่เลย”

เมฆฉายตอบตกลงเพราะเป็นห่วงสาธิต อยากไปส่งให้เห็นกับตาว่าเขาถึงบ้านอย่างปลอดภัย แล้วตนเองค่อยนั่งแท็กซี่หรือรถเมล์กลับ

ห้านาทีต่อมาเมฆฉายและสาธิตก็เดินฝ่าเสียงแซวของคนในแฟลตและวินมอเตอร์ไซค์ นั่งคู่กันไปในรถคันหรู

 

รถส่ายไปมาจนเมฆฉายกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ หันไปมองคนขับก็เห็นสาธิตย่นคิ้ว พยายามบังคับพวงมาลัยประคองรถให้แล่นไปอย่างปกติ

“ไหวไหมคุณ จอดก่อนไหม” เมฆฉายกังวลว่าเขาอาจจะยัง ‘ค้าง’ จากยาที่ใช้ในปาร์ตี้คืนก่อน

สาธิตลงไปดูก็พบว่าล้อหนึ่งถูกตะปูตำ ชั่งใจว่าจะทำอย่างไรดีระหว่างเรียกช่างมาเปลี่ยนยางอะไหล่ หรือจอดทิ้งไว้แบบนี้ เมฆฉายเห็นสาธิตหน้ายุ่งอยู่นอกรถจึงก้าวตามลงมา คิดว่าที่ทำเขาสับสนอยู่นี้เพราะฤทธิ์ยาตกค้าง

“เป็นอะไรหรือคุณหมอ”

“ล้อโดนตะปูน่ะสิ อีกนิดเดียวก็จะถึงคอนโดผมแล้ว” เขาบอกในขณะที่ชั่งใจว่าควรทำอย่างไร

ฝนห่าใหญ่ตกโครมราวกับฟ้าตวงน้ำใส่กะละมังแล้วเทพรวดลงมาไม่ให้ตั้งตัว สาธิตและเมฆฉายวิ่งกลับเข้าไปในรถเนื้อตัวเปียก

“เรียกช่างมาตอนนี้ก็คงไม่มีใครมา” สาธิตว่าแล้วตัดสินใจ “คอนโดผมอยู่ข้างหน้า อีกห้าร้อยเมตรนี่เอง ไปตั้งหลักที่ห้องผมก่อนดีกว่า จอดรถทิ้งไว้นี่แหละ ไม่หายหรอก”

จะทำอะไรได้ดีกว่านี้ล่ะ…เมฆฉายคิด

สาธิตเอี้ยวตัวไปหยิบร่มด้านหลัง ล็อกรถเรียบร้อยก็กางร่มฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาจนแทบมองทางไม่เห็น ถึงคอนโดฯ ก็พบว่า ร่มคันเดียวนั้นมิอาจกันฝนได้ เปียกโชกกันทั้งคู่

“แต่ก็ยังดีที่ถึงแล้ว ขึ้นไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด”

 

ห้องของสาธิตมิได้เป็นห้องสำหรับเอาไว้ซุกหัวนอน แต่เป็นห้องชุดจัดสรรส่วนต่างๆ ไว้อย่างลงตัวด้วยฝีมือการออกแบบของสถาปนิกฝีมือดีและการตกแต่งภายในที่ให้ความรู้สึกหรูอย่างมีรสนิยมประกาศความแพงอยู่ทุกตารางนิ้ว

สาธิตนำเข้าไปอย่างคุ้นเคย ขณะที่เมฆฉายย่ำลงไปไม่เต็มเท้า กลัวว่า ‘ความจน’ ที่จับรอบตัวตนจะร่วงลงไปเปื้อนติดอยู่บนพรมนุ่มสีกรมท่าดุจฟ้าในคืนเดือนมืด

“ฉายอาบน้ำก่อนก็แล้วกัน ห้องน้ำอยู่ทางนั้น” เขาพยักไปทางหนึ่ง “ข้าวของอะไรในนั้น ใช้ได้หมดเลย เดี๋ยวผมหาชุดให้เปลี่ยน แล้วจะโทรหาที่บ้านหน่อย”

สาธิตบอกคล่องแคล่ว ราวกับว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน…ในที่ของเขา สาธิตก็กลับเป็นแพทย์หนุ่มไฮโซคนเดิมที่เมฆฉายเอื้อมไม่ถึง

ก้าวเข้าไปในห้องน้ำไฟก็สว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้พบว่า ห้องน้ำแบบนี้มีคนใช้จริงๆ ไม่คิดว่าตนเองจะได้มาใช้ เพราะเคยเห็นแต่ในนิตยสารและเว็บไซต์ขายบ้านหรือห้องชุดคอนโดฯ เท่านั้น ทุกตารางนิ้วประกาศความแพง รวมไปถึงเครื่องสำอางหลายขวดที่ไม่รู้ว่าขวดไหนเป็นอะไรบ้างวางอยู่หน้ากระจกเงาใหญ่ใสกริบที่สะท้อนแสงไฟราวประกายเพชร

เมฆฉายหน้ายุ่งเมื่อถอดเสื้อผ้ายืนเปลือยในอ่างอาบน้ำแล้วพบว่าเปิดฝักบัวไม่เป็น หมุนก๊อกเปิดน้ำก็ไหลลงอ่าง ทำอย่างไรก็หาก๊อกเปิดฝักบัวไม่ได้ ตัดสินใจพันผ้าขนหนู ชะโงกหน้าดูว่าสาธิตคุยโทรศัพท์เสร็จหรือยัง ครั้นเขาหันมาย่นคิ้วแทนคำถาม เมฆฉายก็บอกตามตรงว่า

“ฉันเปิดฝักบัวไม่ได้”

สาธิตหัวเราะน้อยๆ แล้วเดินเข้าไป

“ไหนทำให้ดูหน่อย คุณเปิดยังไง”

“ก็หมุนตรงนี้ น้ำมันก็ไหลจากก๊อก แต่ไม่ออกที่ฝักบัว” เมฆฉายทำให้เขาดู

เจ้าของห้องชี้ให้สังเกตสลักเล็กๆ อันหนึ่ง ครั้นเขากระดกขึ้น น้ำจากก๊อกก็หยุดไหล น้ำจากฝักบัวโปรยลงมา สายน้ำกระทบร่าง เมฆฉายสะดุ้งเต้นไปจนชนกับสาธิตเพราะความร้อน

“โห…ปรับน้ำร้อนขนาดนี้ ลวกผิวลอกได้เลยนะ”

เมฆฉายอยากจะบอกว่า น้ำร้อนก็จริง แต่ความร้อนในใจตัวเองมีมากกว่าเมื่อด้านหน้าของตนคืออกของสาธิต

“ฉันไม่เคยใช้ก๊อกแบบนี้นี่ อะไรเป็นอะไรมั่งก็ไม่รู้” ความน้อยใจวูบขึ้นมา “อ่างอาบน้ำแบบนี้ก็ไม่เคยแช่ ตอนเด็กๆ เคยแต่แช่กะละมังเล่น เห็นในโฆษณาที่นางแบบนอนแช่น้ำเล่นฟองสบู่ก็อยากลองมั่ง”

“เอาสิ ลองตอนนี้เลยก็ได้”

“จริงเหรอ” เสียงเมฆฉายตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ได้ข้อเสนอน่าถูกใจ “งั้นหมออาบน้ำก่อนก็ได้ เสร็จแล้วฉายค่อยมาแช่ อยากนอนแช่นานๆ หน่อย สักครึ่งชั่วโมง”

“จะต้องคอยทำไมล่ะ แช่พร้อมกันนี่แหละ อ่างผมกว้างพอจะแช่สองคน”

ว่าแล้วสาธิตก็ไขก๊อกให้น้ำร้อนและน้ำเย็นผสมกันในอ่าง โปรยเกล็ดสบู่ลงไป ก่อนจะถอดเสื้อและกางเกงทิ้งไปจนร่างเปลือยเปล่า ประคองเมฆฉายให้เอนกายลงไปด้วยกัน

 

ความฝันเหมือนฟองสบู่…สวย แต่ก็เบาและบอบบาง

ใครจะคิดว่าชายหนุ่มที่แอบมองมาหลายปีจนเรียนจบ ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเองจะโคจรมาพบกันได้ เมฆฉายไม่เคยนึกฝันว่าจะได้อยู่ในอ้อมกอดของสาธิต เนื้อตัวแนบกันโดยไม่มีอะไรขวางแม้แต่ผ้าบางผืนเล็กๆ โอ…ถ้านี่คือความฝัน ฉันก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย…เมฆฉายร้องอยู่ในใจ

“ผมถามหน่อยได้ไหม ทำไมคืนนั้นฉายถึงผลักผมออกไป ไม่ได้อยากมีอะไรกับผมเหรอ”

“อยาก…แต่ไม่ใช่แบบนั้น”

“ยังไง ผมไม่เข้าใจ”

“คืนนั้น ถ้าฉายไม่อยู่ที่นั่น หมอก็มีกับคนอื่นได้อยู่ดี ก็เหมือนกัน ถ้าแค่อยากสนุก ฉายเล่นกับใครก็ได้ แต่สำหรับคนที่เราชอบหรือรัก ฉายอยากให้ครั้งแรกมันดีกว่านั้น” เขานึกถึงฉากรักละเมียดละไมที่คนรักสองคนค่อยๆ จูงกันไปบนยอดเขา พูดถึงดอกไม้ริมทางบางดอกที่กระทบตา เดินช้าๆ เพื่อให้ได้ยินเสียงลมพัด

“ฉายชอบผมตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ถ้าบอกว่าตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง นานไปไหม”

“จริงอะ ทำไมผมไม่รู้เลย”

“หมอเคยมองมาทางนี้บ้างไหมล่ะ” เมฆฉายย้อน

จริงสิ ตลอดเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ความทรงจำล้ำลึกยากลบเลือนคือเรื่องพี่ก้องและการเรียนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขึ้นชั้นปีสูง สาธิตลองรสชาติใหม่ๆ เรื่อยไป แต่ไม่เคยมีอาหารชื่อเมฆฉายผ่านเข้ามา

“เซ็กส์กับเมกเลิฟมันต่างกันนะหมอ เหมือนเรากินข้าวตอนหิวจัดกับกินข้าวในมื้อพิเศษ ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน”

“ฉายเคยมีแฟนไหม”

“คบกันสามอาทิตย์ นับว่าเป็นแฟนไหมล่ะ”

“ทำไมสั้นจัง”

“ถ้าหมอเจอแฟนกับเพื่อนกำลังเอากันบนเตียงของเรา หมอจะทำยังไง” เมฆฉายนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นที่อาละวาดจนคนออกมามุงดู “จับแยก หรือเข้าไปแจม”

สาธิตคลึงจมูกไปกับซอกคอ สัมผัสจากเนื้อแนบเนื้อ เมฆฉายรู้ว่าเขา ‘ตื่น’ แล้วทั้งร่างกายและอารมณ์ เบียดสีน้อยๆ ก็ขนลุกซู่ รู้ว่าเขาพยายามดันเข้าไป เมฆฉายก็เบี่ยงหลบ…ไม่ยินยอม ทั้งๆ อยู่ในอ้อมกอดของเขา

“สำหรับผม ความรักกับเซ็กส์มันต้องไปด้วยกัน” สาธิตไม่โกรธที่เมฆฉายหลบหลีกการรุกไล่ของเขา ขบหูฝ่ายนั้นเบาๆ

“ถ้าผมรักใคร ผมก็อยากหยุดที่คนนั้น…ทุกเรื่อง ผมจึงมักเริ่มความสัมพันธ์ด้วยการมีเซ็กส์ ถ้ามันไปด้วยกันไม่ได้ตั้งแต่แรก คบกันต่อไปจะยิ่งฝืน”

“เหมือนทดลองสินค้าดีเนาะ” เมฆฉายย้อน

“ก็ถ้าลองได้ ทำไมจะไม่ลองล่ะ ดีกว่าซื้อมาแล้วไม่อยากใช้ ตั้งทิ้งไว้เฉยๆ มีประโยชน์อะไร”

สาธิตพลิกตัวเมฆฉาย พยายามดันเข้าไปอีกครั้ง

“ทำไมต้องหลบล่ะ ฉายไม่ชอบผมเหรอ” บอกเสียงกระเส่าที่ข้างหู

“ชอบสิ แต่อย่างที่บอกไป ฉายไม่อยากทำแบบนี้เพื่อแก้หิว”

“ก็ใครว่าผมทำเพราะหิวล่ะ ถ้าแค่แก้ขัด ผมหาใครๆ ก็ได้ใช่ไหม”

“แล้วหมอจะทำต่อเพราะอะไรล่ะ”

“เพราะเป็นฉาย”

เมฆฉายรู้สึกคล้ายนอนอยู่บนเรือ คลื่นน้อยๆ ที่กระฉอกเข้ามาทำให้เรือโคลง โยนตัวขึ้นลงอยู่บนผิวน้ำ จากนั้นไม่นานท้องฟ้าก็มืดดำ ฝนห่าใหญ่ซัดเข้ามาไม่ยั้งราวถูกมรสุม คลื่นน้ำก่อตัวเป็นลูกใหญ่โยนเรือขึ้นสูงและดิ่งลงต่ำยาวนานกว่าชั่วโมง แล้วคลื่นลูกสุดท้ายก็ซัดเรือลำนั้นให้แตกกระจาย เหลือเพียงเศษไม้ลอยเท้งเต้งอยู่บนผิวน้ำที่ค่อยๆ นิ่งสงบ

หมดแรงจะขยับลุก เมฆฉายจึงปล่อยกายให้อยู่ในอ้อมกอดของสาธิต จนกว่าเขาจะพอใจ

 

ฝนหยุดตกไปเมื่อไรไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมฆฉายก็พบตัวเองนอนอยู่บนเตียงกับสาธิต มองดวงตาที่หลับพริ้มและผิวเนียนละเอียดของเขาก็คิดว่า ถ้าสาธิตเป็นตุ๊กตากระเบื้อง ประติมากรก็พิถีพิถันบรรจงปั้นให้ทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะไปหมดทุกอย่าง

เมื่อคืนนี้…คำพูดระหว่างกันทั้งหมด จะจริงหรือแค่บทสนทนาพาไป มันก็ผ่านไปแล้ว

ผ่านไปแล้ว อันแปลว่า จบกันเสียที

เมฆฉายค่อยๆ ขยับตัวออกห่างลุกจากเตียง มองหาผ้าเช็ดตัวหรืออะไรสักอย่างที่จะพอจะพันกายลุกยืนได้ เพราะตั้งแต่ถอดชุดที่เปียกฝนออกไป จนถึงวินาทีนี้ก็มิได้สวมใส่อะไรอีกเลย จริงสิ…เสื้อเปียกฝน ยังไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย แล้วจะเอาชุดที่ไหนใส่

เอาไดร์เป่าให้หมาดๆ ก็คงพอได้มั้ง

คว้าผ้าเช็ดตัวจะลงไปจากเตียง สาธิตก็ฉุดแขนกลับไปอยู่ในอ้อมกอดเขา

“จะแอบหนีไปไหน”

“ไปเข้าห้องน้ำ”

“โกหก”

“ไม่ได้โกหก ฉายจะไปเป่าเสื้อ ไม่งั้นไม่มีอะไรใส่กลับบ้าน”

“ก็ไม่ต้องกลับ”

“เอ๊ะ! หมอนี่ พูดยังไง”

“เข้าใจยากตรงไหน ก็ทำไมต้องกลับ มาอยู่ที่นี่ด้วยกันไม่ได้เหรอ”

“ผ่านมาสองวันแล้วนะ ยังหลอนยาอยู่อีกเหรอ”

“ผมหาย ‘ค้าง’ ตั้งแต่อยู่ที่ห้องคุณแล้วละ” ยิ้มน้อยๆ ฉายที่มุมปาก “คิดแทบตายว่าจะหลอกฉายมากับผมยังไงดี”

“อ้อ…นี่หลอกฉันมาฟันงั้นสิ”

สาธิตส่ายหน้า ทำจมูกย่นเหมือนเด็กปฏิเสธข้อกล่าวหา

“ม่ายช่าย…ไม่ได้หลอกมาฟัน แต่อยากชวนมาอยู่ด้วยกัน จริงๆ นะ”

ว่าจบสาธิตก็พลิกร่างเมฆฉาย โถมทับตัวเองลงไปบนร่างนั้น

“นี่แน่ะ ล็อกแล้ว อยากกลับก็หาทางปลดล็อกเองให้ได้”

เมฆฉายสั่นไปหมดทั้งร่างเมื่อสัมผัสคล้ายมีสิ่งพุ่งมาปะทะร่างอย่างแรงจนเจ็บ สั่นระริกไปทั้งร่าง สาธิตแตะจมูกลงไปหลังคอแล้วลากไปที่ข้างหู กระซิบเบาๆ

“ขอโทษที่ทำให้เจ็บนะ ก็ผมไม่อยากให้กลับบ้าน ฉายก็ดื้อเองนี่…รู้ไหม เด็กดื้อต้องโดนอะไร”

วงแขนของสาธิตรัดแน่นขึ้นเมื่อเขาบอกว่า

“สัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ็บอีก เชื่อผมนะ เมฆฉาย”

ไม่มีคำตอบ เมฆฉายปล่อยให้สาธิตเป็นไต้ก๋ง คัดท้ายนาวาที่เรียกว่า ‘ชีวิตคู่’ ให้ล่องไหลไปตามสายน้ำ อาจจะเจอคลื่นลมน้อยใหญ่บ้างก็เป็นธรรมดาของชีวิต ที่จะไม่พานพบเลยนั้น…ไม่มี ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหนไม่รู้ได้ เรือลำนี้จะล่องไปถึงมหาสมุทรหรืออับปางอยู่กลางแม่น้ำไม่อาจคาดเดาได้เลย

อีกครั้งที่เวลาไม่มีความหมาย ร่างกายสองหนุ่มเกาะเกี่ยวไปด้วยกัน เติมไฟปรารถนาในรสชาติที่พึงใจไว้จนอิ่มเอม

สาธิตหอบเหนื่อยในนาทีสุดท้าย ครั้นลมหายใจเข้าออกเป็นปกติ เมฆฉายก็ได้ยินคำพูดจากปากเขา คำพูดที่ทำให้เมฆฉายเบียดกายซุกในอกเขาอีกครั้ง…และคิดว่าจะไม่ไปไหน

“ผมรู้แล้วว่า เซ็กส์กับเมคเลิฟมันต่างกันอย่างไร จนได้พบคุณ”

 

มื้อค่ำวันนี้พร้อมหน้าด้วยสมาชิกในบ้าน

สาธิตมีพี่สาวสามคน คนโตคือ สุจารี หรือเจ๊บุ๋ม ซึ่งอายุห่างจากเขาผู้เป็นน้องคนเล็กหลายปี จึงไม่สนิทด้วยนัก คนรองคือ สิริลักษณ์ หรือเจ๊โบ ทั้งสองแต่งงานไปแล้ว พี่สาวคนที่สามคือ เจ๊บิว หรือสุชาดา แก่กว่าเขาสองปี

เตี่ยกำหนดกฎเกณฑ์ของที่บ้าน ไม่ว่าใครจะแต่งงานหรือมีห้องพักคอนโดฯ อยู่ที่ไหน สมาชิกในบ้านต้องมากินข้าวด้วยกันอย่างน้อยเดือนละหนึ่งมื้อ จะเป็นที่บ้าน หรือนัดพบที่ร้านอาหารสักแห่งหนึ่งก็ได้ เพื่อให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังดำเนินต่อไป ใครไม่อยู่ให้แจ้งล่วงหน้าไว้ก่อน แต่การนัดพบของครอบครัวยังดำเนินต่อไปทุกเดือน

สุชาดาจะเป็นคนแจ้งแก่สมาชิก เตือนทั้งในกรุ๊ปครอบครัวและแชตเดี่ยวว่า สัปดาห์นี้นัดพบที่บ้านหรือร้านไหน

การพบปะของสมาชิกในครอบครัวนี้มิได้กีดกันเขย สามีของสุจารีกับสิริลักษณ์ตามมาด้วยบางครั้ง หากว่างหรือมีจุดมุ่งหมายพิเศษบางอย่างที่ต้องการขอจากเตี่ย ทว่าส่วนใหญ่หาทางบ่ายเบี่ยงมากกว่า ซึ่งเตี่ยก็มิได้ใส่ใจ แค่ลูกมาพร้อมหน้าก็พอใจแล้ว

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารครั้งนี้พุ่งไปที่ตัวสาธิต เตี่ยยกเรื่องโพธิ์ทองแต่งงานมาเกริ่นนำ และจบท้ายด้วยการบอกแก่ลูกๆ ว่าจะให้สาธิตดูแลกิจการโรงแรมทั้งหมด

สาธิตแอบตกลงกับพี่ๆ ไว้แล้ว โดยเฉพาะกับสุจารี พี่สาวคนโต แม้ว่าหล่อนจะเคยเขม่นน้องชายว่าเป็นคนที่จะได้กิจการไปครอบครองโดยไม่ต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวเองอย่างหล่อน แต่เมื่อสาธิตนัดพบและเล่าความคิดของเขาแก่พี่สาว ที่เคยเขม่นมานานนั้นก็จางไป

เรื่องการแย่งชิงสมบัติไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่พี่น้อง ไม่มีเรื่องบาดหมาง กลับกัน พี่ๆ รู้ว่าสาธิตไม่อยากเหมากิจการทั้งหมดมาเป็นของตัว เมื่อเตี่ยเอ่ยเรื่องให้สาธิตบริหารโรงแรมแลกกับการไม่ยอมแต่งงานสร้างครอบครัว พี่ๆ ทั้งสามก็ประสานมือกันช่วยน้องชาย จนได้ข้อสรุปว่าสาธิตจะบริหารโรงแรมเล็กๆ ควบคู่กับธุรกิจสปาและเสริมความงามก่อน มั่นใจในผลงานแล้วจึงค่อยรับผิดชอบมากขึ้น

เตี่ยจะเต็มใจแค่ไหนไม่รับรู้ เมื่อเตี่ยเอ่ยปากออกมาว่า…เอาอย่างนั้นก็ได้…ก็แปลว่า อนุมัติ

สาธิตยืนส่งพี่สาว เตี่ยและม้าขึ้นรถกลับแล้วจึงไปที่รถของตัวเอง โทรศัพท์หาเมฆฉายเพื่อถามว่ากินอะไรหรือยัง ถ้ายังจะได้ซื้อไปฝาก…ความรู้สึกแบบมีคนคอยอยู่ที่ ‘บ้าน’ เป็นอย่างนี้เอง

ก่อนมากินข้าวกับที่บ้าน สาธิตกำชับเมฆฉายให้คอยเขาที่ห้อง เอาเสื้อและกางเกงชุดใหม่ซึ่งเขามีสำรองให้เมฆฉายใส่ สอนวิธีใช้ข้าวของบางอย่างในห้อง เผื่อว่าจะเบื่อขณะที่รอ…ถ้าไม่ใช่มื้อเย็นกับครอบครัว เขาก็ไม่อยากทิ้งเมฆฉายไว้คนเดียว

เมฆฉายไม่รับโทรศัพท์…ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ เขาติดต่อปลายสายไม่ได้

สาธิตมาดหมายไว้ในใจ…จะว่าวัดใจก็ได้ ถ้าเมฆฉายยังคอยอยู่ที่ห้อง เขาก็จะสานความสัมพันธ์ต่อไป แต่ถ้าเมฆฉายไม่อยู่ ก็แสดงว่าฝ่ายนั้นไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับเขา เรื่องที่ผ่านมาเมื่อคืนก็ถือว่าเป็นความสนุกอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น…และผ่านไป

สาธิตรีบบึ่งกลับคอนโดฯ…‘บ้าน’ ของเขากับเมฆฉาย เพื่อจะพบว่าไม่มีใครคอยเขาอยู่ที่นั่น ครั้นจะปลอบใจตัวอย่างที่คิดไว้ก็ทำไม่ได้ เพราะเขารีบบึ่งรถไปที่แฟลตของเมฆฉาย

แต่ก็กลับมาอีกครั้งด้วยความผิดหวัง

 



Don`t copy text!