มายากาเหว่า บทที่ 25 : ชายคนนั้นคือกุญแจสำคัญ

มายากาเหว่า บทที่ 25 : ชายคนนั้นคือกุญแจสำคัญ

โดย : ณรัญชน์

มายากาเหว่า โดย ณรัญชน์ กับแผนการร้ายที่ลูกกาเหว่าอย่างดารินกานต์นำมาใช้ฟาดฟันกับพลอยแสง ผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาด้วยความรัก อะไรที่ทำให้เธอคิดว่าแม่นกที่อุ้มชูมาไม่ได้รักเธอด้วยใจจริง ความรักของพลอยแสงจะเอาชนะอคติที่บดบังดวงตาและดวงใจไปได้อย่างไร…นวนิยายออนไลน์แนว Family Drama สุดเข้มข้นที่อ่านเอาอยากชวนคุณมาลุ้นไปกับเรา

โต๊ะอาหารเช้าของคุณมารตีตั้งอยู่บนระเบียงโล่งติดสนามหญ้าเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์  เธอชอบให้สายลมยามรุ่งอรุณพัดระเรื่อยอาบผิว ขณะฟังเสียงนกขับขานดนตรีธรรมชาติอยู่ในบรรยากาศโปร่งสบายที่สุดของวัน พอลูกชายหิ้วกระเป๋าเดินทางเดินตัวตรงเข้ามาเธอก็ทักอย่างอารมณ์ดี

“จะไปไหนแต่เช้าหรือพฤทธิ์ ทำไมไม่เห็นบอกแม่ก่อน”

พฤทธิ์ส่งกระเป๋าให้คนรับใช้นำไปใส่ไว้ที่รถของเขา ผู้เป็นแม่หน้าสังเกตรอยคล้ำบางๆใต้ดวงตาของลูก บวกกับสีหน้าเคร่งขรึมผิดจากนิสัยรื่นรมย์ดังเก่า ก็เดาได้ว่ากำลังมีบางอย่างรบกวนจิตใจชายหนุ่ม จึงไม่แปลกใจเมื่อพฤทธิ์ตอบเสียงเพลีย

“ผมไปเจอเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เข้า เลยต้องไปภูเก็ตด่วนครับ” เขานั่งลงรินกาแฟใส่แก้วให้ตัวเอง ฉีกซองน้ำตาลเทตามลงไป “แม่อย่าตกใจนะครับถ้าผมจะบอกว่าตอนนี้ดาวท้องและแท้งลูกแล้ว เมื่อคืนนี้เอง”

เช่นเดียวกับทุกคนที่รู้เรื่องนี้ คุณมารตีตะลึงไปทันที คำถามแรกที่ผุดขึ้นในสมองคือแล้วใครล่ะที่เป็นพ่อของเด็ก และพร้อมกันนั้นคำตอบก็แล่นปราดตามมาติดๆ

“ดาวท้องกับพ่อเวธัสที่ตายไปนั่นสินะ น่าสงสาร”

พฤทธิ์เล่าต่อว่าดารินกานต์ถูกพาเข้าห้องฉุกเฉินทันทีที่ไปถึงโรงพยาบาล  อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมานางพยาบาลก็แจ้งว่าหล่อนแท้งเสียแล้วเนื่องจากร่างกายอ่อนแออยู่เป็นทุนเดิมและยังแบกรับความตึงเครียดมากเกินไป

“น่าสงสารหนูดาว พ่อเวธัสตายไปแล้วแล้วดาวก็ไม่ได้จัดงานแต่งงานเสียด้วย นี่ถ้าใครรู้ว่าแท้งลูกก็คงลือกันผิดๆถูกๆละทีนี้” คุณมารตีนึกห่วง

“นั่นสิครับ ตอนแรกเพราะคิดอย่างนี้ พอดาวขอให้ผมช่วยปิดเรื่องที่ท้องไว้เป็นความลับ ผมถึงยอมทำตาม ดาวอ้างด้วยว่ากลัวน้าพลอยจะใช้เรื่องนี้มาเล่นงาน เพราะเขาสองคนมีคดีความฟ้องร้องกันอยู่“

พฤทธิ์รู้ความลับของดารินกานต์เข้าโดยบังเอิญ ในวันที่เขาไปทำธุระที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะเดินผ่านแผนกสูตินารีเวช เขาเห็นดารินกานต์กำลังมีปากเสียงกับณิชมนด้วยท่าทางดุเดือด ความชิงชังในสีหน้าและแววตาของหล่อนเริงโรจน์ พร้อมจะพิฆาตเผาผลาญอย่างที่พฤทธิ์ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากหญิงสาวผู้เพียบพร้อมคนนี้ แม้ในยามมองแม่เลี้ยงหรือมิริน ดารินกานต์ยังไม่เกลียดอีกฝ่ายเข้ากระดูกดำเท่านี้เลย

พฤทธิ์รีบเข้าไปห้ามทัพแล้วดึงตัวดารินกานต์ออกมา พาไปสงบสติอารมณ์หมายจะสอบถามให้รู้เรื่อง แต่อยู่ๆหล่อนก็เป็นลมพับไป หลังจากพาเข้าห้องตรวจพฤทธิ์จึงได้รู้ถึงสิ่งที่เพื่อนบ้านกำลังปกปิด

“พี่พฤทธิ์ต้องเก็บเป็นความลับอย่าบอกใครว่าดาวท้องนะ ดาวยังไม่พร้อมจะให้ใครรู้ ทั้งน้าพลอยทั้งใครต่อใครเขารอจะสมน้ำหน้าดาวกันทั้งนั้น” พอฟื้นขึ้นมาดารินกานต์ก็ระล่ำระลักวิงวอนเขา

ทว่ามาถึงตอนนี้ เรื่องราวใต้หลังคาบ้านของพลอยแสงยุ่งเหยิงเกินกว่าชายหนุ่มจะรักษาสัญญาต่อไปได้เสียแล้ว

พฤทธิ์คนกาแฟในถ้วยช้าๆ เริ่มเล่าเรื่องที่เขารู้แล้วและประเด็นที่ยังกังขาให้มารดาฟัง บางเรื่องร้อยเรียงต่อกันได้แนบสนิท แต่บางเรื่องยังไม่สอดคล้องเพราะขาดชิ้นส่วนข้อมูลสำหรับเชื่อมต่อ คุณมารตีนั่งฟังด้วยใจหนักอึ้ง ได้แต่นึกเป็นห่วงเพื่อนบ้านที่จะว่าไปก็แทบไม่ต่างจากญาติคนหนึ่งของเธอ

พฤทธิ์คุยกับคุณมารตีจนกาแฟหมดถ้วย ก็บอกลาเพื่อไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง อีกหลายชั่วโมงต่อมาเขาก็พบตัวเองอยู่บนถนนเส้นเล็กๆในอำเภอถลาง พฤทธิ์โบกมือเรียกรถรับจ้าง ยื่นกระดาษจดที่อยู่ที่ขอมาจากร้านอาหารญี่ปุ่นที่ณิชมนเคยทำงานให้ดู

“อ๋อ บ้านนี้บ้านอาเส็ง เขาเปิดร้านกาแฟ ผมรู้จักดี” คนขับรถซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำเข้มแบบชาวใต้บอก พฤทธิ์จึงขึ้นนั่ง ระหว่างที่รถแล่นไปก็ชวนคนขับคุยไปด้วย

“แล้วลุงรู้จักลูกสาวเขาไหม ชื่อณิชมน”

“รู้จักสิคุณ คนที่นี่รู้จักกันหมดละ ณิชนี่ผมก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ” ลุงคนขับเล่า “แต่มันตายเสียแล้ว พ่อแม่มันขึ้นไปรับศพจากกรุงเทพฯลงมาสวดแค่สามวันก็เผา น่าเสียดายนะ ยังสาวอยู่แท้ๆ แล้วมันเป็นเด็กขยันสู้งาน ยิ่งช่วงหลังนี่ท่าทางจะมือขึ้น ส่งเงินทองมาให้ที่บ้านทีละหลายหมื่น ขนาดบ้านหลังใหม่ที่อาเส็งเพิ่งย้ายมาอยู่ มันก็เป็นคนซื้อให้”

คนขับบังคับพวงมาลัยไปก็เล่าชีวิตวัยเด็กของณิชมนไป พฤทธิ์จึงได้รู้ว่าหญิงสาวคนนั้นเคยเป็นนักกีฬายิงปืนประจำจังหวัดมาก่อน ซึ่งก็นับว่าอันตรายไม่น้อยเมื่อคิดถึงนิสัยเลือดร้อนของเจ้าตัว

“เมื่อก่อนแฟนณิชเคยนอกใจมัน มันเอาปืนไปไล่ยิงเกือบตาย นังนี่เวลาบ้าเลือดแล้วมันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”

ขับมาตามทางอย่างไม่รีบร้อนจนมาถึงซุ้มขายกาแฟ ตั้งอยู่หน้าบ้านเล็กๆขนาดหนึ่งคูหา รถรับจ้างก็จอดลง

“บ้านนี้ละคุณบ้านเฮียเส็ง นั่นไงแกนั่งอยู่นั่น”  เขาชี้ไปที่ชายวัยประมาณหกสิบปีรูปร่างท้วมที่นั่งอยู่หน้าร้าน พฤทธิ์จ่ายค่ารถก่อนจะเดินเข้าไปหา แนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนของณิชมน ผู้ฟังก็ถึงกับน้ำตารื้นเมื่อได้ยินชื่อลูกสาวที่วายชนม์ไปโดยไม่คาดฝัน  เขาเชิญให้พฤทธิ์เข้าไปในบ้าน หาน้ำมารับรองแล้วเล่าเสียงเครือ

“แม่ณิชมันยังไม่หายเสียใจเรื่องลูก นี่ก็นอนซมอยู่ข้างบนไม่ยอมลงมาเลย”

“ผมเสียใจด้วยนะครับ” พฤทธิ์ไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านั้น เบาใจอยู่บ้างที่รู้ว่าพ่อแม่ของณิชมน ยังมีลูกชายอีกสามคน ไม่ถึงกับขาดที่พึ่งเมื่อเสียลูกสาวคนโตไป

“ผมเพิ่งรู้จักคุณณิชมไม่นาน รู้แต่ว่าชอบปลูกต้นไม้โดยเฉพาะดอกไฮเดรนเยีย”

ผู้เป็นพ่อค่อยยิ้มออกมาได้บ้าง “ใช่ ของรักของมันเลยละ เมื่อก่อนที่บ้านเก่าผมมีที่ดินรอบๆบ้าน ณิชมันปลูกไว้เยอะเชียว”

นั่นสินะ  ณิชมนเคยเล่าให้มิรินฟังว่าบ้านของหล่อนเป็นไร่สับปะรด ไม่ใช่ห้องแถวในตัวอำเภออย่างนี้ พฤทธิ์เริ่มรู้สึกว่าชะรอยณิชมนจะไม่ได้ทำงานให้ปณาลีเพียงชิ้นเดียวเสียแล้ว หล่อนจะต้องเคยรับหน้าที่อะไรบางอย่างที่ได้ค่าจ้างงามมาก ถึงมีเงินให้พ่อแม่ซื้อตึกแถวใหม่เอี่ยมได้

“ณิชมันรักไฮเดรนเยียมากขนาดบอกว่าถ้าแต่งงานจะประดับดอกไฮเดรนเยียให้ทั่วงานเลย กุหลาบสวยๆอย่างคนอื่นเค้ามันก็ไม่เอา” คนเล่าน้ำตาคลอขึ้นมาอีก “น่าเสียดายมันมาด่วนตายไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นผมคงได้เห็นมันมีครอบครัว”

ก็เพราะเรื่องคนรักของณิชมนนี่ละ ที่ทำให้พฤทธิ์ต้องเดินทางมาในวันนี้ พออีกฝ่ายเปิดช่องผลักเรือมาให้โดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็รีบพายตามน้ำ

“คุณณิชมนมีคนรักแล้วหรือครับ”  ชายหนุ่มแกล้งถาม

“ใช่ ท่าทางเสน่ห์แรงไม่เบาเสียด้วย เห็นมันเล่าว่ามีผู้หญิงมาเกาะแกะแฟนมัน แต่มันไม่ยอม เคยอาละวาดนังคนที่มาแย่งเสียจนร้องไห้ ลูกผมมันร้าย” เขาหัวเราะ “ขี้หึงขี้หวงเป็นที่หนึ่ง เหมือนแม่มันสมัยยังสาว”

นายเส็งหยุดพูดเมื่อสังเกตว่าจู่ๆแขกของเขาก็มองข้ามบ่าเจ้าของบ้านไปทางด้านหลัง ท่าทางเพ่งพิจารณาราวกับกำลังมองสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เขาเหลียวตามไปบ้าง พอเห็นว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาอีกฝ่ายคืออะไรก็เดินไปหยิบภาพในกรอบสแตนเลสที่ตั้งอยู่บนตู้วางโทรทัศน์มายื่นให้

“กำลังดูรูปนี้อยู่หรือคุณ นี่รูปณิชกับเพื่อนแล้วก็แฟนมัน เขาชวนกันมาเที่ยวไร่สับปะรดเมื่อปีก่อน รูปนี้ณิชเก็บอยู่ในห้องนะแต่ผมเห็นว่าสวยดีเลยเอามาตั้งตรงนี้”

“ณิชมนได้บอกไหมครับว่าในสองคนนี้ คนไหนเป็นแฟนเขา”

“คนนี้ไงคุณ” นิ้วสีน้ำตาลชี้ไปที่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือของลูกสาว

พฤทธิ์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาปรับเป็นระบบถ่ายภาพ รีบขออนุญาตเจ้าของบ้านแล้วกดถ่ายรูปใบนั้นไว้ ขณะที่เจ้าของบ้านมองมาขำๆ

“รูปนี้มันแปลกตรงไหนหรือคุณ ณิชเองก็หวงของมันมาก เก็บไว้ในห้องไม่ยอมให้ใครดู  ทำอย่างกับเป็นความลับอย่างนั้นละ”

……………………………………………………………………………………………………..

 เที่ยวบินนั้นมีผู้โดยสารบางตาเพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว พฤทธิ์รัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้วก็เอนศีรษะพิงพนักที่นั่ง ปิดเปลือกตาเพื่อสงบใจเก็บเรี่ยวแรงไว้รับมือกับพายุร้ายที่กำลังจะโถมกระหน่ำเข้ามาฉีกกระชากชีวิตของคนหลายคนที่เขาห่วงใย ในทันทีที่เขาเปิดเผยความจริงที่ค้นพบ และเมื่อพายุนี้ผ่านพ้นไปแล้ว พฤทธิ์ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าแสงตะวันที่ฉายส่องลงมา จะอบอุ่นพอสำหรับเยียวยาคนเหล่านั้นให้กลับมายืดหยัดเป็นปกติดังวันเก่าก่อนได้อีกหรือไม่

นกยักษ์เคลื่อนตัวว่ายแหวกไปบนฟ้ากว้าง กีดกันนักเดินทางไว้จากโลกเบื้องล่างไกลลิบลิ่ว มีเวลาเพียงชั่วโมงเศษให้ชายหนุ่มได้พักผ่อนก่อนที่นกเหล็กจะกางล้อลงแตะลานกว้างของสนามบิน แสงแดดนอกอาคารกำลังเริงแรงเมื่อพฤทธิ์ก้าวขึ้นแท็กซี่ สั่งให้ขับตรงไปยังบ้านของพลอยแสง

บ้านหลังโอฬารที่ซ่อนตัวอยู่ซอยเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครหลังนั้นเงียบสงบเมื่อชายหนุ่มไปถึง เขากดกริ่งประตูแล้วยืนรออยู่ไม่กี่นาทีแต๋มก็เดินมาเปิดรับ หน้าตาหล่อนเป็นกังวลยิ่งกว่าครั้งใดที่พฤทธิ์เคยเห็นมา ไม่รอให้ถามสาวใช้ซึ่งกำลังตื่นเต้นก็ระล่ำระลักบอก

“คุณพฤทธิ์ขา ตำรวจมาจับคุณพลอยไปแล้วค่ะ เห็นเขาบอกว่าเจอปืนที่ยิงคุณปณาลีแล้ว บนด้ามปืนมีรอยนิ้วมือคุณพลอยติดอยู่ด้วย ทำยังไงดีคะ หลักฐานมัดแน่นขนาดนี้คุณพลอยต้องติดคุกจริงๆแล้วใช่ไหมคะ”

พฤทธิ์รู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าโคลงเคลงราวกับยืนอยู่บนแพท่ามกลางพายุใหญ่ ใจนึกไปถึงคนๆเดียวที่เขาพอจะปรึกษาได้ในเวลาฉุกเฉินเช่นนี้

“เมี่ยงอยู่ที่ไหน ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

“คุณเมี่ยงกำลังคุยกับทนายแล้วก็คุณภูวินทร์อยู่ข้างในค่ะ”

เขารีบเดินตัวปลิวจนเกือบจะเป็นวิ่งไปที่ห้องรับแขก ร่างโปร่งระหงที่พฤทธิ์ใจจดจ่อถึงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม ขนาบข้างด้วยชายหนุ่มร่างสูงและทนายความอาวุโสที่พลอยแสงเคยส่งไปช่วยประกันเวธัสที่สถานีตำรวจ พฤทธิ์ได้ยินเสียงภูวินทร์เอ่ยมาแว่วๆ

“เราตามโมนามาเป็นพยานดีกว่าครับ ทุกคนจะได้รู้ว่าเจ้าของปืนตัวจริงเป็นใคร”

คนทั้งหมดหันมามองเมื่อแขกคนล่าสุดปรากฏตัว ภูวินทร์ทักขึ้นเป็นคนแรก “คุณพฤทธิ์มาพอดี รู้เรื่องคุณพลอยแสงหรือยังครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “พอเจอหน้ากันแต๋มก็รีบบอกเลยครับ”

พฤทธิ์รู้เรื่องเพียงคร่าวๆแต่ไม่ลงลึกในรายละเอียด ทนายจึงช่วยขยายความว่าปืนกระบอกนั้นถูกชายเก็บขยะพบเข้าในถังขยะแห่งหนึ่ง กระบอกปืนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสรอยนิ้วมือจึงไม่ได้ลบเลือนไป เมื่อตำรวจนำไปตรวจสอบก็พบรอยนิ้วมือของพลอยแสงประทับอยู่บนไกและด้ามปืน และยังพบต่อไปด้วยว่ากระสุนที่อยู่ในรังเพลิงเป็นชนิดเดียวกับที่ฝังอยู่ในร่างไร้วิญญาณของปณาลี

“เรากำลังปรึกษากันว่าจะสู้คดียังไงครับ ส่วนเรื่องประกันตัวผมบอกได้เลยว่ายากมาก เพราะตำรวจมีหลักฐานแน่นหนาทั้งคลิปและอาวุธที่ใช้ฆาตกรรม คราวนี้เราจนแต้มจริงๆ” ทนายว่า “คุณมิรินเล่าเรื่องผีโมนาให้ผมฟังแล้ว เราสงสัยกันว่าปืนที่พบคงเป็นปืนที่คุณพลอยแสงจับในคราวนั้น”

เพราะเพิ่งเดินทางมาอย่างเร่งรีบบวกกับระยะหลังมีเรื่องประเดประดังมาไม่ได้หยุด พฤทธิ์จึงต้องเรียบเรียงความคิดอยู่อึดใจกว่าจะกระจ่างแจ้งในสิ่งที่ทุกคนพูดถึง…ย้อนกลับไปในวันที่พลอยแสงไปหาดารินกานต์ที่บ้านของเวธัส เธอพบโมนาแสร้งนอนบาดเจ็บอยู่โดยมีปืนตกอยู่ข้างตัว ขณะกำลังตกใจพลอยแสงได้หยิบปืนกระบอกนั้นขึ้นมาถือไว้ และทำมันลั่นใส่โมนา แน่นอนว่าลายนิ้วมือของเธอย่อมติดอยู่บนด้ามและไกปืนอย่างแน่นอน

พฤทธิ์นั่งลงตรงข้ามมิริน รับรู้ถึงความเครียดขึ้งที่ทาบทออยู่บนใบหน้าขาวผ่อง มิรินไม่ได้พูดกับเขาแม้แต่คำเดียว ท่าทางหล่อนนิ่งเฉยคล้ายกำลังใคร่ครวญเรื่องบางอย่าง

“ผมคิดดูแล้ว ในเมื่อคุณเวธัสกับคุณดาวร่วมมือกันวางแผนหลอกคุณพลอยแสง ฉะนั้นคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้จะต้องเป็นเจ้าของปืนกระบอกนั้น ตอนนี้คุณเวธัสตายไปแล้วคนที่เก็บปืนไว้ก็ต้องเป็นคุณดาว” ภูวินทร์แทบจะยึดการสนทนาไว้ทั้งหมด  “เราไปพาโมนาไปหาตำรวจ ให้เล่าเรื่องในคืนนั้นให้ตำรวจฟังดีไหมครับ ถ้าตำรวจรู้ว่าปืนเป็นของคุณดาว รูปคดีก็อาจจะเปลี่ยนไป”

ถ้าทำอย่างนั้นมีหวังคุณดารินกานต์ต้องติดคุก.. ทนายรำพึง กระนั้นก็มองชายหนุ่มอย่างเข้าใจ ภูวินทร์เป็นคนรักของพลอยแสง แน่ละว่าต้องเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอมากกว่าดารินกานต์ซึ่งเขาไม่ผูกพันด้วย  ต่างจากพฤทธิ์ที่ยังลังเลห่วงหน้าพะวงหลัง ส่วนมิรินไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหล่อนยกความปลอดภัยของพลอยแสงไว้เหนือสิ่งใดทั้งมวลอยู่แล้ว

“ดาวเพิ่งจะแท้งลูก ร่างกายก็ไม่แข็งแรงเท่าไร” พฤทธิ์แย้ง “หาวิธีอื่นไม่ได้หรือครับ”

“แต่คุณพลอยกำลังลำบาก ผมยอมไม่ได้” ภูวินทร์โต้กลับมาทันควัน “และใครทำอะไรไว้ก็ควรรับผิดชอบผลการกระทำของตัวเอง” ไม่เพียงแต่ท่าทางขึงขัง น้ำเสียงเข้มจัดของภูวินทร์ยังบอกถึงอารมณ์ที่เริ่มจะคุกรุ่น

พฤทธิ์ไม่หลบสายตาร้อนฉ่าของฝ่ายตรงข้าม เขาเพียงพูดเรียบๆอย่างไม่ถือสา “ผมก็ไม่ถึงกับจะคัดค้าน แต่คิดว่าเราน่าจะค่อยๆปรึกษากัน อาจจะมีทางออกที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย”

น้ำเสียงภูวินทร์อ่อนลงเล็กน้อย คล้ายรู้ตัวว่าใช้อารมณ์มากไปเสียแล้ว แต่ก็ยังยืนยันความคิดเดิม

“คุณเมี่ยงเล่าเรื่องชุดราตรีที่คนร้ายใส่ไปยิงพี่ลีให้ผมฟังแล้ว คุณดาวเป็นคนอยู่เบื้องหลังการจัดหาชุดพวกนี้ แล้วปืนที่ยิงพี่ลีก็ยังเป็นของเธออีก ต่อให้ไม่มีคุณพลอยเข้ามาเกี่ยวข้องผมก็ต้องเอาเรื่องคุณดาวให้ถึงที่สุด เธอฆ่าพี่ลี ผมไม่มีทางยกโทษให้”

ท่าทางเจ็บแค้นนั้นประกาศเจตนารมณ์ชัดแจ้งว่าภูวินทร์พร้อมเดินหน้าเล่นงานดารินกานต์เต็มที่

“คงเพราะคุณดาวอยากได้มรดกของพ่อเธอคืนเลยแกล้งมาทำดีกับคุณพลอย แต่คุณพลอยคืนให้เฉพาะเงินสด ไม่ได้คืนบริษัทก่อสร้าง เธอไม่พอใจ เลยฉวยโอกาสที่ผมกับคุณพลอยรักกันไปยิงพี่ลีจนตายเพียงเพื่อจะใส่ร้ายคุณพลอยแล้วฟ้องเรียกบริษัทคืน คนเห็นแก่ตัวแบบนี้พวกคุณอาจจะเห็นใจนะ แต่ผมทำไม่ลง”

เอาละสิ ญาติผู้น้องของคนตายนั่งอยู่ด้วยทั้งคน คนอื่นๆมีหรือจะกล้าขัด… พฤทธิ์กับมิรินหันไปสบตากัน  มีเพียงทนายความที่เตือนขึ้นอย่างรอบคอบ

“ถ้าเราพาคุณโมนามาให้การก็น่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้คุณพลอยแสงได้ เอาเรื่องที่คุณดารินกานต์ไปติดต่อช่างตัดเสื้อ กับเรื่องที่เธอเคยร่วมมือกับคุณเวธัสมาแบล็คเมล์แม่เลี้ยงมาประกอบด้วย ศาลคงรับฟังบ้างหรอกครับ เพียงแต่หลังจากนี้คุณดารินกานต์จะต้องมีคดีติดตัว และเธอกับคุณพลอยก็คงมองหน้ากันไม่ติด บ้านนี้คงแตกอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วแน่ๆครับ”

ดูจากสีหน้าของภูวินทร์ก็รู้ว่าเขาหาได้ใยดีในเรื่องนั้นไม่ หากว่ามีหลักฐานเป็นวัตถุพยานชัดเจนป่านนี้ชายหนุ่มคงโร่ไปแจ้งความจับดารินกานต์เสียเองด้วยซ้ำ ทว่ามิรินรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้อุปการะของเธอต้องการ ไม่ว่าดารินกานต์จะทำตัวร้ายกาจสักเพียงไหน แต่เพื่อเห็นแก่อารัญถึงอย่างไรพลอยแสงก็ยังคงมีเยื่อใยต่อลูกเลี้ยงของเธออยู่นั่นเอง

“เราไปเกลี้ยกล่อมคุณดาวให้มอบตัวเถอะค่ะ โทษหนักจะได้เป็นเบา” หล่อนเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรกนับตั้งแต่พฤทธิ์เดินเข้ามา “คุณดาวทำผิดมามากแล้ว แถมยังพาคุณกันตาให้เข้ารกเข้าพงไปด้วย ที่คุณกันตาเอาน้ำส้มใส่ยาพิษไปให้ณิชมนกิน ฉันว่าต้องมีต้นเหตุมาจากคุณดาว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรเท่านั้นเอง”

พฤทธิ์ถูมือไปมาอย่างกระสับกระส่าย เมื่อวานหลังจากคุยกับนายเส็ง เพื่อนตำรวจของเขาก็โทรมาแจ้งผลการชันสูตรศพณิชมนรวมถึงเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ความคลุมเครือของปริศนาที่เคยข้องขัดคลี่คลายลงอย่างสมบูรณ์ เมื่อมิรินเอ่ยนำขึ้นมาก่อน พฤทธิ์จึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะบอกเสียทีเดียวพร้อมหน้ากัน

“พูดถึงเรื่องณิชมน ผมมีข่าวจะบอก เพื่อนผมที่เป็นตำรวจแจ้งผลการชันสูตรมาแล้ว สรุปว่าณิชมนตายเพราะไซยาไนท์ในน้ำส้มจริงๆ ตำรวจยังรู้อีกด้วยว่าน้ากันตาสั่งซื้อไซยาไนท์ทางอินเตอร์เน็ทมาสองห่อ แต่ดูจากปริมาณที่พบในน้ำส้มแสดงว่าน้ากันตาใส่ไซยาไนท์ไปแค่ห่อเดียว ยังเหลืออีกห่อหนึ่งหาไม่พบ น้ากันตาไม่ยอมบอกว่าเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน ผมว่ายาพิษนั่นต้องอยู่ที่ดาว”

“คุณพฤทธิ์คงไม่ได้จะบอกว่าคุณดาวแกจะเที่ยวเอายาพิษไปเหยาะในน้ำส้มให้ใครต่อใครกินอีกใช่ไหมครับ” ทนายความเลียบเคียงถาม

พฤทธิ์ตอบกลับมาด้วยเสียงกลัดกลุ้ม “ผมไม่อยากจะคิดอย่างนั้น แค่อยากเตือนทุกคนไว้ว่าเราไม่ควรบีบคั้นดาวมากเกินไป ตอนนี้เราก็รู้กันแล้วว่าดาวพร้อมจะทำเรื่องที่คาดไม่ถึงได้ทุกอย่าง”

มิรินชำเลืองมองภูวินทร์ ไม่อาจเดาได้จากกิริยานิ่งไปอย่างใช้ความคิดว่าเขากำลังรู้สึกฉันใดต่อข่าวชิ้นใหม่ล่าสุดนี้ จะชิงชังหญิงสาวโสภาคนนั้นจนถึงขีดสุด หรือสยดสยองในความเหี้ยมเกรียมของดารินกานต์กันแน่

ภูวินทร์เพียงเอ่ยเรียบๆ “ก็หวังว่าคุณดาวจะไม่โง่ถึงขนาดนั้น ถ้าเจอไซยาไนท์ในข้าวของๆเธอละก็ เธอจะต้องติดร่างแหคดีฆ่าณิชมนอีกคดีหนึ่ง และคราวนี้จะมีพยานวัตถุชัดเจนด้วย ยังไงเธอก็ไม่รอดแน่”

………………………………………………………………………………………………………………..

มิรินไม่มีทางได้ก้าวเข้าไปในห้องเพนท์เฮาส์ของดารินกานต์อย่างแน่นอน ถ้าไม่ทำตัวเป็นนกรู้พาคุณมารตีมาพร้อมกัน มารดาของพฤทธิ์ให้ความเอ็นดูดารินกานต์มาตั้งแต่หล่อนยังเป็นเด็ก เมื่อเธอมาขอพบด้วยตัวเอง ดารินกานต์ก็จำต้องเปิดห้องต้อนรับแม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม

พฤทธิ์มาพร้อมแม่ของเขา ดารินกานต์รีบออกตัวทันทีที่แขกทั้งหมดทรุดตัวลงนั่ง เพราะดูออกว่าการมาเยือนครั้งนี้ไม่ใช่การเยี่ยมเยียนตามปกติ

“ดาวเห็นแก่คุณป้านะคะถึงยอมให้เมี่ยงเข้ามาในห้อง แต่ถ้าจะมาพูดเรื่องไร้สาระละก็ บอกไว้ก่อนว่าดาวไม่อยากฟัง”

“เราไม่รบกวนเวลาดาวมากนักหรอก แต่เรื่องที่พวกพี่จะบอกเป็นเรื่องที่ดาวควรต้องรู้ไว้จริงๆ” พฤทธิ์เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก เขาเปิดซองเอกสารขนาดเอสี่ที่ถืออยู่ หยิบภาพขนาดเท่าซองออกมาใบหนึ่ง วางลงตรงหน้าของดารินกานต์

ในสายตาของดารินกานต์ สิ่งที่ปรากฎอยู่บนแผ่นกระดาษหาใช่หมึกพิมพ์ที่เรียงต่อกันเป็นผืนภาพไม่ พริบตาที่มองปราดไปเห็นสีเลือดก็เหมือนจะถูกปลิดให้หายวับไปจากใบหน้าของหญิงสาว

“ภาพนี้เมี่ยงอัดมาจากเฟซบุ้คของคุณกรนันท์ เป็นภาพตอนที่ดาวไปเที่ยวนครพนมเมื่อปีก่อน”

ภาพนั้นเป็นรูปถ่ายของกรนันท์ ดารินกานต์และอรนลิน โดยมีพระธาตุเจดีย์เป็นฉากอยู่ด้านหลัง หากดูผ่านๆโดยไม่สังเกตอาจไม่เห็นถึงความผิดปกติ แต่เมื่อมิรินนำรูปไปขยายให้ใหญ่ขึ้น จึงเห็นว่าที่มุมทางขวาของภาพมีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ กระจกข้างของรถสะท้อนเงาชายหนุ่มผิวขาวเหลืองที่กำลังถ่ายรูปให้กลุ่มหญิงสาว ผู้ชายคนนั้นสวมเสื้อโปโลสีเข้มรับกับกางเกงยีนส์สีเดียวกัน หน้าตาและผิวพรรณสะอาดสะอ้านชวนมองนั้นคุ้นตาทุกคนในบ้านของพลอยแสง เพราะเขาแวะเวียนไปรับประทานอาหารเย็นเป็นเพื่อนเจ้าของบ้านอยู่แทบทุกวัน

สีหน้าของดารินกานต์ยามนี้เย็นชาราวกับสวมหน้ากากน้ำแข็ง “ก็แค่รูปที่ถ่ายกันเล่นๆนานมาแล้ว ดาวลืมไปแล้วด้วยซ้ำ”

“คุณดาวอาจจะลืมภาพนี้แต่คงไม่ลืมว่าตัวเองรู้จักกับคุณภูวินทร์หรอกนะคะ” มิรินรุก “น่าแปลกที่คุณทำเหมือนไม่คุ้นเคยกับคุณภูวินทร์ เวลาพบกันก็แทบจะไม่ได้พูดจาทั้งๆที่สนิทขนาดไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันมาแล้ว”

“ฉันไปกับเพื่อนไม่ได้ไปกับคุณภูวินทร์ ตอนนั้นคงบังเอิญพบคุณภูวินทร์แล้วเพื่อนฉันวานให้เขาช่วยถ่ายรูปละมัง ฉันจำไม่ได้” ดารินกานต์สะบัดเสียง

“คนที่แค่บังเอิญพบเขาช่วยหิ้วกระเป๋าให้กันอย่างนี้หรือคะ”  มิรินชี้ไปที่กระเป๋าแบรนด์ดังราคาเกือบสองแสนบาทที่คล้องอยู่บนบ่าของชายหนุ่มในรูป “กระเป๋าคุณดาวรุ่นนี้ราคาพอจะดาวน์รถใหม่ได้คันหนึ่งเลย คุณกล้าฝากของมีค่าขนาดนี้ไว้กับคนแปลกหน้าหรือคะ”

ดารินกานต์สะอึกไปกับความช่างสังเกตของคนพูด “เอาละ ฉันยอมรับก็ได้ว่ารู้จักคุณภูวินทร์  แต่ก็แค่ผิวเผิน เคยคุยกันไม่กี่คำเท่านั้น และเมื่อไม่สนิทก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องบอกใครๆว่ารู้จักกัน”

พฤทธิ์ส่ายหน้าพลางถอนใจเล็กน้อย “อย่าพยายามโกหกต่อไปเลยดาว พี่รู้ดีว่าดาวเป็นคนไว้ตัว คนที่ดาวยอมให้สะพายกระเป๋าของดาวได้ต้องไม่ใช่คนที่รู้จักแค่ผิวเผินแน่ๆ”

“พี่กับยายเมี่ยงปลาทูคิดมากอย่างนี้ ระวังจะแก่เร็วนะ” ดารินกานต์ประชด แต่พฤทธิ์ดูออกว่าหล่อนไม่มีหนทางแก้ตัวไปมากกว่านี้แล้ว

หลังจากเห็นรูปถ่ายที่บ้านของณิชมน และรู้ผลการชันสูตรศพที่เพื่อนตำรวจของเขาโทรมาบอก  พฤทธิ์ก็รีบโทรศัพท์หามิริน ทั้งสองแลกเปลี่ยนเรื่องใหม่ที่เพิ่งค้นพบให้กันและกันฟังอย่างละเอียด ร่วมกันวางแผนการที่จะทำต่อไป และเห็นตรงกันว่าการเกลี้ยกล่อมดารินกานต์ให้ยอมมอบตัวเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเหลือหญิงสาวได้

“ถ้าทุกคนมาเพื่อจะเอารูปบ้าๆนี่มาให้ดาวดูตามที่ยายเมี่ยงมโนเป็นตุเป็นตะละก็ กลับไปกันเสียเถอะค่ะ ดาวเพิ่งออกจากโรงพยาบาล อยากจะพักผ่อน”

“เมี่ยงไม่ได้มโนไปเองหรอกดาวเพราะพี่เองก็คิดตรงกับเมี่ยง” พฤทธิ์บอก “วันก่อนพี่ไปบ้านของณิชมนที่ภูเก็ตมา แล้วก็เจอรูปนี้”

เขาล้วงเข้าไปในซองเอกสารหยิบรูปใบที่สองออกมาวางลงบนโต๊ะ เป็นภาพของชายหญิงสามคนยืนเกาะกลุ่มส่งยิ้มแจ่มใสให้กล้อง ชายคนแรกเป็นคนแปลกหน้าที่ดารินกานต์ไม่รู้จัก ตามด้วยณิชมนที่อยู่ตรงกลาง ส่วนผู้ชายคนสุดท้ายที่อยู่ทางซ้ายมือของหญิงสาวเป็นชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวเหลือง ใบหน้าอ่อนโยนนั้นไปกันได้ดีกับบุคลิกอบอุ่นน่าเชื่อถือของเจ้าตัว เป็นใบหน้าที่คุ้นตาคุ้นใจพลอยแสง และเป็นคนเดียวกับชายผู้ร้อยรัดหัวใจดารินกานต์ไว้อย่างเหนียวแน่น

ผู้ชายในภาพนั้นคือภูวินทร์!



Don`t copy text!