แก่นไม้หอม บทที่ 40 : พบหน้า

แก่นไม้หอม บทที่ 40 : พบหน้า

โดย : กิ่งฉัตร

แก่นไม้หอม นวนิยายออนไลน์ โดย กิ่งฉัตร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าผู้หญิงเป็นเมียและแม่ไม่ต่างจากแก่นไม้ที่แข็งแกร่ง มั่นคงและทรหดที่ยึดให้ใบได้แผ่กว้าง และหากโลกนี้เชื่อว่าผู้ชายเป็นใหญ่ แต่จริงๆ แล้วทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนเป็นหยินที่โอบหยางทั้งสิ้น

ซิ่วเฮียงชินแล้วกับความหยาบคายของวาสนาที่เหมือนได้รับการถ่ายทอดจากพิกุลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  แม้จะไม่ได้ยินมานานแต่เมื่อได้ยินอีกครั้งก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกประหลาดอะไร  ผิดกับหาญที่ตกใจจริง ๆ  แม้คนวัยเขาจะชอบเอะอะโวยวาย  เพื่อนฝูงขึ้นกูขึ้นมึงด่าคำหยาบติดปาก  แต่ก็เป็นการด่าที่เหมือนคะนองปาก  สนุกสนานแสดงความสนิทสนมระหว่างเพื่อนมากกว่าด่าจริงจัง  ถ้าจะด่าจริงจังมักจะเป็นคำที่มีชั้นเชิงกว่าเหมือนที่อานนท์เคยกระทบด่าเขา

มาเจอผู้หญิงท่าทางอายุมากกว่าม้าท่าทางเอาเรื่องหน้าตาเบี้ยวบูดตะคอกด่าม้าอย่างจริงจังหาญก็สะดุ้งตกใจ  เด็กหนุ่มก้าวขึ้นไปเคียงข้างมารดา  ตั้งใจว่าถ้าฝ่ายนั้นคิดร้ายจะลงไม้ลงมือเขาจะได้รีบปกป้อง  แต่ม้าเขากลับตอบกลับอย่างใจเย็นว่า

“ไม่ได้คิดอยากจะมาเหยียบหรอก  แต่หาญโตแล้วอยากจะให้เจอพนมสักครั้ง”

“เจอทำไม  จะมาขออะไรมิทราบ ที่นี่ไม่มีให้หรอกนะ”  วาสนารีบบอก  แต่พอหันไปมองเด็กหนุ่มที่มากับนังเฮียงตรง ๆ หญิงสาวก็แทบอ้าปากค้าง

หาญตัวสูงโปร่ง  ผิวขาว  หน้าตาหล่อเหลาเด็กหนุ่มคนอื่นวัยนี้อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนจนหน้าตามีสิวหนุ่มสิวสาวเต็มไปหมด  แต่หาญโชคดีไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ผิวพรรณเขาจึงกระจ่าง  ไม่ว่าเดินไปไหนคนก็มักเหลียวมองด้วยความชื่นชม

วาสนาเป็นคนชอบผู้ชายหน้าตาดี  เจอหน้าหลานชายหล่อเหลาก็เปลี่ยนสีหน้าทันที  จากเกรี้ยวกราดหาเรื่องกลายเป็นยิ้มหวานรีบเข้าไปจับมือถือแขนอีกฝ่าย

“อุ๊ย  หลานอาหล่อเหมือนพ่อเราตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีผิด”  ก่อนจะทบทวนเรื่องครั้งหลังว่า  “รู้ไหมตอนเราเกิด  อาหนาคนนี้แหละวิ่งวุ่นไปเรียกคนเรียกรถพาแม่เราไปส่งโรงพยาบาล  โอ๊ยตอนนั้นอารีบจนหกล้มหกลุกแขนขาถลอกหมด  แต่ทำเพื่อหลานเจ็บตัวนิดหน่อยสบายอยู่แล้ว”

ซิ่วเฮียงที่ฟังอยู่หัวเราะเบา ๆ อยากจะถามนักว่าที่หล่อนต้องคลอดก่อนกำหนดตอนนั้นเป็นเพราะอะไร  ไม่ใช่อาคนดีคนนี้กวนโมโหและกระแทกจนล้มตกเก้าอี้หรือ

หาญเองก็ไม่สนิทใจให้คนแปลกหน้ามาจับมาเกาะ  เขาจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างสุภาพ  แต่วาสนาไม่ถือสา  ยังตามเกาะแจรีบบอกว่า

“เข้าบ้านสิ  รู้ไหมว่าทั้งพ่อทั้งย่าและอารอ…ชื่ออะไรนะ  หาญใช่ไหม  รอหาญมาตั้งหลายปี  แต่แม่เราเขาใจร้ายกีดกันไม่ให้พบ”

“ไม่กลัวจะมาขออะไรอีกหรือ”  ซิ่วเฮียงสวนกลับ  ตอนนี้หล่อนไม่ใช่เด็กสาวอ่อนโลกที่สงวนปากสงวนคำด้วยความเกรงใจครอบครัวของสามีอีกแล้ว  ประสบการณ์สอนให้รู้ว่ากับคนบางคนดีด้วยก็เจ็บใจตัวเองเปล่า ๆ ดีกับหมาแมวมันยังกตัญญูรู้คุณกว่า

“ไฮ้  ฉันประชด  รู้อยู่ว่าคุณนายเบอร์สองของร้านผ้ามีหรือจะมาแบมือขอเหมือนขอทาน  หาญอย่าไปฟังแม่หลานนะ  อาน่ะคิดถึงหาญจริง ๆ  เคยทั้งไปดักรอแม่หาญที่สะพานหัน  แอบไปหาหาญที่บ้านแถวเจริญผลก็เคย  แต่พ่อใหม่เจ๊กจีนของหาญให้คนงานมาไล่อา  แถมยังแกล้งไปบอกเถ้าแก่ร้านที่อาทำงานให้ไล่อาออกจากงาน…”

นอกจากจะนับถือในความหน้าด้านของวาสนาแล้วตอนนี้ซิ่วเฮียงนับถือเรื่องการสร้างเรื่องด้วย  เวลาแค่ไม่ถึงสามนาทีรายนั้นก็สร้างเรื่องลำบากเพราะถูกกลั่นแกล้งข่มขู่ให้ออกจากงานเป็นตุเป็นตะ  แทบจะเรียกน้ำตาให้หยดออกมาได้เลย

“ไม่ใช่ว่าไปขโมยรองเท้าในร้านเขาออกมาขายหรือ  เขาถึงเฉดหัวออกจากงาน”  หญิงสาวขัดการเล่าเป็นคุ้งเป็นแควของวาสนาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

ฝ่ายนั้นชะงักก่อนบอกหน้าตาเฉย

“ขโมยอะไรกัน  ของมีตำหนิเขาทิ้งแล้วฉันก็เก็บมาจากขยะ  มาใช้เองบ้างแจกเพื่อนบ้าน  ไอ้เจ้าของร้านกับผัวเจ๊กของแกนั่นแหละรวมหัวกันกลั่นแกล้งฉัน”

“ถ้าเธอเป็นคนงานที่ดีจริงเป็นคนขายที่ซื่อสัตย์  เถ้าแก่ที่ไหนจะอยากไล่เธอออกกัน  คนค้าขายถ้าเจอลูกจ้างดี ๆ เขาไม่ปล่อยไปง่าย ๆ หรอก  แต่นี่เธอทำผิดจริงเถ้าแก่เขาถึงไม่เอาไว้  อย่าสำคัญตัวผิดว่าดีเด่นักหนาจนคนอื่นเขาต้องรวมหัวกันกลั่นแกล้งเลย”  ซิ่วเฮียงที่ไม่ยอมอีกต่อไปตอบโต้

วาสนาอ้าปากจะด่ากลับตามนิสัยพาล  แต่เห็นหลานชายรูปหล่อมองมาตาเขม็ง  หล่อนก็เปลี่ยนใจสะบัดหน้าปัดไปว่า

“เรื่องเก่าเป็นสิบปีแล้วยังจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอีกทำไม  นิสัยชอบขุดคุ้ยหาความผิดคนอื่นขึ้นมาประจานของแกนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะนัง…เอ่อ…เฮียง  มา…มาหาญอย่าไปสนใจแม่หลานเลย  คนใจคอคับแคบกีดกันไม่ให้ลูกพบหน้าพ่อ”

วาสนาเดินนำเข้าไปในบ้าน  ตะโกนเสียงลั่น ๆ ว่า

“แม่  ดูสิใครมา”

พิกุลไม่ได้ไปทำปลาที่แพมาหลายปีแล้วตั้งแต่พนมถูกตีมาจนพิการนอนติดเตียง  เวลาและแรงงานทั้งหมดของหล่อนต้องอุทิศให้ลูกชาย  ความทุกข์ยากทั้งทางกายและทางใจทำให้พิกุลดูแก่ลงอย่างมาก  ผมเปลี่ยนเป็นสีเทาเกือบทั้งศีรษะ  ร่างกายที่เคยแน่นด้วยเนื้อหนังตอนนี้ผอมลงจนใบหน้าตอบ  หลังโค้งงอไม่อาจยืดตรงได้  ตามปกติถ้าวาสนาตะโกนโหวกเหวกอย่างนี้  หล่อนคงด่าสวนกลับไปแล้ว  แต่ยามนี้พิกุลเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองแล้วนิ่วหน้า

ซิ่วเฮียงที่ก้าวตามเข้ามามองหญิงที่ดูแก่กว่าอายุจริงนับสิบปีด้วยความแปลกใจแกมตกใจ

“เฮียงไหว้จ้ะ”  หญิงสาวยกมือไหว้พร้อมพูดเกือบเหมือนประโยคเดิมที่เคยพูดเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน  ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด  หล่อนเดินตามผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา  พิกุลนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม  มองตรงมา…  เพียงแต่คราวนี้ซิ่วเฮียงเดินตามลูกชายไม่ใช่เดินตามพนม  และพิกุลก็ไม่ได้มองหล่อนอย่างชิงชังพร้อมกับพูด ‘กองไว้ตรงนั้นแหละ…’ แต่หญิงสูงวัยที่ดวงตาเริ่มฝ้าฟางมองจ้องอย่างมึนงงอยู่ครู่ก่อนทัก

“นังเฮียงเรอะ”

“จ้ะ”  ซิ่วเฮียงตอบรับ

พิกุลนิ่งเงียบไป  วาสนาที่ผิดหวังเพราะนึกว่ามารดาจะด่าอดีตพี่สะใภ้ให้เจ็บแสบไม่อยากเสียเวลา  รีบดันหาญมาตรงหน้าแล้วอวดราวกับเป็นลูกชายของตัวเอง

“แม่ดูสินี่ใคร”

พิกุลเงยหน้ามองแล้วน้ำตาคลอหน่วยนึกว่าลูกชายตอนยังเป็นเด็กหนุ่มมาหา

“พนม  พนมหรือลูก”

“พี่พนมที่ไหนกัน  นี่หาญหลานชายแม่  โตเป็นหนุ่มแล้ว  หาญเข้าไปกราบย่าสิ”  วาสนาเจ้ากี้เจ้าการสั่งหลานชาย

หาญไม่ชอบอาสาวคนนี้  แต่ด้วยความเป็นเด็กที่โตมากับอากงอาม่า  เด็กหนุ่มจึงเข้าไปกราบหญิงชราตรงหน้าอย่างไม่ขัดเขิน  เรียกเสียงเบาว่า

“ย่า”

พิกุลน้ำตาไหลพราก  ความรู้สึกหญิงสูงวัยสับสนปนเปไปหมด  กระอักกระอ่วน  รู้สึกผิด  แต่ยังมีความตื้นตันใจปะปน

เห็นชัดว่าหลานชายเติบโตมาอย่างดี  สูงใหญ่…ผิวพรรณขาวผ่องไม่มีตำหนิ  เสียดายที่ตอนนั้นไม่รู้อะไรบังตาเอาแต่รังคัดรังแคเด็กน้อยเพราะเกลียดแม่มัน  ชังจนไม่เคยมองหน้า  อย่าว่าแต่อุ้มเลยแค่สัมผัสก็ไม่เคยแตะต้อง  มาตอนนี้อยากกอด…หล่อนก็ยังละอายใจ  สุดท้ายได้แต่ลูบหัวให้ศีลให้พรพร้อมน้ำตา

“พ่อสันต์อยู่หรือเปล่าจ๊ะ”  ซิ่วเฮียงถามหาคนที่ดีที่สุดในบ้าน

“อยู่…วัด  พ่อแกตายไปหลายปีแล้ว  ตรอมใจตายที่วัดนั่นแหละ  ถ้าฉันไม่กลับมาดูแลพ่อแกคงตายเหมือนคนไร้ญาติที่วัดนั่นแหละ  และรู้ไหม…ก่อนตายพ่อแกยังถามหาแต่หลานชายสุดที่รัก  แต่นังแม่มันไม่เคยดูดำดูดีพ่อผัว  ไม่เคยพาหลานมาให้ปู่ย่ามันชื่นใจ”  วาสนาตอบแบบกระแทก ๆ  จริง ๆ แล้วสันต์นั้นป่วยเรื้อรังและเสียที่โรงพยาบาล  ตัวหล่อนเองก็ไม่ได้กลับบ้านมาดูดำดูดีบิดาเลย  แต่ตอนนี้พูดราวกับว่าเกาะอยู่ข้างเตียงจนสันต์สิ้นลม

ซิ่วเฮียงตกใจและเสียใจจริง ๆ  การพาหาญมาบ้านมหาชัยคราวนี้มีแต่เรื่องไม่คาดคิด  หล่อนไม่คิดว่าพ่อสันต์จะจากไปแล้วและไม่นึกด้วยว่าวาสนาจะอยู่บ้าน   แต่ระหว่างที่รู้สึกผิดและเสียใจกับการจากไปของสันต์  หล่อนก็ได้ยินเสียงวาสนาบอกมารดาเสียงแจ้ว ๆ ว่า

“อีกหน่อยก็สบายแล้วนะแม่  มีหลานชายมาดูแล”

หญิงสาวได้สติ  รีบขอโทษขอโพยพ่อสันต์ในใจก่อนพูดขัดน้องสาวพนมว่า

“คงดูแลไม่ได้หรอก  แค่มาเยี่ยม  ตอนนี้หาญเรียนมหา’ลัยอยู่มาแล้วก็ต้องรีบกลับไปเรียนหนังสือ”

“เรียนมหา’ลัยด้วย  เรียนที่ไหนล่ะจุฬาฯ ธรรมศาสตร์หรือว่าที่เขาเรียนไปเป็นหมอกัน” ผู้เป็นอาถามอย่างตื่นเต้น

“เรียนทางเหนือ  ไม่ได้เรียนในกรุงเทพฯ”  ม้าของหาญตัดบท  ไม่บอกด้วยว่าเรียนที่ไหนจังหวัดอะไร  ซิ่วเฮียงอยากอวดลูกชายก็จริง  แต่หล่อนไม่โง่ขนาดจะคุยอวดทุกอย่างให้วาสนาตามไปสร้างปัญหาให้ลูกหล่อนได้

“อ้าว…”  วาสนาทำท่าผิดหวังเกินจริง  “ไม่ได้เรียนกรุงเทพฯ ก็เรียนไม่เก่งเท่าไหร่สิ  เห็นเด็กเก่ง ๆ เรียนกรุงเทพฯ ทั้งนั้น”

หาญฟังแล้วสะอึก  ความรู้สึกไม่ชอบอาผู้หญิงคนนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ก้าวเข้าบ้านนี้มาดูเหมือนไม่มีอะไรให้เขารู้สึกดีเลย  มีแต่ความแปลกแยก  อึดอัด  เหมือนหายใจไม่สะดวก  นี่หรือครอบครัวพ่อเขา…

เด็กหนุ่มเหลียวมองมารดาเหมือนอยากถาม…คนพวกนี้คือครอบครัวที่ม้าเลือกให้เขาจริง ๆ หรือ  แต่ซิ่วเฮียงไม่ได้มองลูกชาย  หล่อนกำลังออกหน้าปกป้องเขาว่า

“หาญเรียนเก่ง  แต่ชอบมหา’ลัยทางเหนือเพราะที่เรียนดี  บรรยากาศดี  คณะที่เลือกก็มีแต่ครูบาอาจารย์เก่ง ๆ  ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูดเลยนะหนา  เก็บปากไว้กินข้าวอย่างเดียวดีกว่า  อย่าพ่นอะไรออกมาให้เสียปากเลย”

วาสนาอ้าปากค้าง  โมโหอยากจะด่ากลับ  แต่พอเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของหลานชายหล่อนก็ยั้งปากไว้  หญิงสาวยังอยากจะตีสนิทกับหาญหวังว่าอนาคตอาจจะยังได้พึ่งพาอาศัยหลานท่าทางดีท่าทางจะรุ่งคนนี้  หล่อนจึงทำได้เพียงค้อนควักเอ่ยว่า

“นังปากตลาด  ทำเป็นสอน ปากตัวเองดีนักหรือไง”

ซิ่วเฮียงไม่สนใจน้องสาวพนมคนนี้  หล่อนบอกกับพิกุลที่ยังจับตัวหาญแบบไม่อยากปล่อยมือว่า

“เฮียงขอพาหาญไปไหว้พ่อเขาก่อนนะ  พนมยังอยู่ห้องเดิมหรือเปล่าจ๊ะ”

พิกุลไม่ตอบเหมือนไม่ได้ยิน  วาสนาจึงบอกแทนว่า

“แม่แกย้ายพี่พนมขึ้นไปที่ห้องเดิมแกแล้ว  แม่แกรักและทุ่มเทให้พี่พนมจริง ๆ ไม่เหมือนผู้หญิงบางคนที่ก่อเรื่องไว้แล้วก็สะบัดตูดหนี  ทิ้งให้คนอื่นเดือดร้อน…”

ซิ่วเฮียงเบื่อจะฟังจึงรีบจูงมือลูกชายขึ้นไปชั้นสอง  วาสนาตามมาติด ๆ ส่วนพิกุลค่อย ๆ ลุกอย่างเก้กังขึ้นตามไป

ชั้นสองของบ้านส่วนหนึ่งดูสะอาดพอสมควร  แต่ส่วนที่เป็นหน้าห้องของวาสนารกด้วยขยะเศษถุงเศษใบตองที่มาจากการห่ออาหารแล้วทิ้งไว้จนอาหารแห้งเกรอะ  เสื้อผ้าใช้แล้วบางตัวก็สุมอยู่ข้าง ๆ

ซิ่วเฮียงแปลกใจก่อนเข้าใจเมื่อเห็นหญิงกลางคนผิวดำรูปร่างใหญ่คนหนึ่งกำลังกวาดหน้าห้องอยู่  ดูท่าแล้วอีกฝ่ายเป็นคนขยัน  มีแรงมากทำงานเก่ง  บ้านช่องนอกในยกเว้นห้องของวาสนาจึงดูสะอาดสะอ้านไม่รกตา

“นังตุ่มบอกแล้วไงว่าเวลากวาดบ้านถูบ้านต้องทำในห้องฉันด้วย  เสื้อผ้าฉันก็ต้องซัก..”  วาสนาขึ้นเสียงวางอำนาจเพราะอยากอวดว่าที่บ้านมีคนงานดูแลรับใช้  นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับสวนอย่างไม่เกรงใจว่า

“ซักเองเถอะคู้ณ  คุณลัยเขาจ้างฉันมาดูคนเจ็บคนป่วย  ไม่ได้ให้เป็นขี้ข้ารองมือรองตีนใคร  มือตีนยังอยู่ครบทำเองได้ก็ทำเถอะ  ให้ป่วยไข้ทำไม่ได้เมื่อไหร่ฉันจะช่วย”

“เอ๊ะอีนี่  กล้าเถียงเรอะ  ลัยเป็นพี่สาวฉัน  ลัยจ้างแกก็เหมือนฉันจ้างนั่นแหละ  บอกให้ทำก็ต้องทำ  ถ้าแกไม่ทำฉันจะฟ้องลัยให้ไล่แกออก”  วาสนาขึ้นเสียงใส่  แต่คนดูแลกลับไม่เกรงกลัวโต้กลับทันที

“ฟ้องเลย  นี่ถ้าไม่เกรงใจคุณลัยฉันออกนานแล้ว  ยุ่งกันนักไม่ทงไม่ทำมันแล้ว  ดูแลเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวคนป่วยกันเองแล้วกัน”

เจอแบบนี้วาสนาก็ได้แต่อึ้ง  ทั้งโกรธทั้งเสียหน้าจากที่อยากอวดกลายเป็นว่าถูกฉีกหน้าแทน  แต่ถ้าอาละวาเกิดนังตุ่มบ้าจี้เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปจริง ๆ ใครจะดูแลพี่พนม  ถ้าจะให้หล่อนดูละก็…อย่าหวังเลย  ใครจะไปทนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวทำแผลให้คนป่วยวันละแปดรอบเก้ารอบได้กัน

ซิ่วเฮียงที่มองอยู่ได้แต่นึกขำ  วาสนาทำตัวเก่งทำตัวกร่างมาตลอด  แต่จริง ๆ แล้วขี้ขลาดเป็นที่สุด  เรียกว่าด่าคนหาเรื่องคนเสียงดังไว้ก่อน  แต่พอเจอสู้กลับก็จนปัญญาไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร  เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เป็นสาวน้อยยันสาวใหญ่

ขำแล้วหล่อนก็ไม่ใส่ใจ  หันไปคุยกับหญิงสาวร่างใหญ่อย่างสุภาพว่า

“พี่เป็นคนดูแลพนมใช่ไหมจ๊ะ  ฉันกับลูกขอเข้าไปเยี่ยมพนมหน่อย  พนมอยู่ไหมจ๊ะ”

“อุ๊ยอีบ้า  ทำขอเสียงอ่อนเสียงหวาน  พี่พนมพิการลุกไม่ได้จะมีปัญญาไปไหนได้กัน  สมองมีหรือเปล่า  คิดสิคิด”  วาสนาหาเรื่องคนดูแลไม่ได้เลยไปลงที่อดีตพี่สะใภ้แทน

ซิ่วเฮียงหันไปมองก่อนยิ้มเย็น  หล่อนตอบว่า

“คิดแล้วเลยถามอย่างมีมารยาท  มารยาทน่ะรู้จักไหมหนา  คิดว่าคงไม่รู้จักสินะ”

สมจิตรหรือตุ่มคนดูแลพนมหัวเราะชอบใจ  หญิงวัยกลางคนรายนี้มาลัยส่งตัวจากนครปฐมมาดูแลพนมมากว่าห้าปีแล้ว  หล่อนมาในช่วงที่สองแม่ลูกหมดฤทธิ์หมดเดชและปลงกับชีวิต  เหมือนมีร่างกับลมหายใจเท่านั้น  สมจิตรเข้ามาจัดการจนกระทั่งทั้งบ้านที่เหมือนกับ ‘ถังขยะ’ ใบใหญ่ดูสะอาดกลับมาเป็นบ้านคนจริง ๆ ใหม่  สองแม่ลูกมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น  อยู่ ๆ ไปก็ผูกพันกันดี   หล่อนสงสารเวทนาแม่ลูกจึงทำงานอย่างไม่รังเกียจรังงอนอะไร

แต่เมื่อปีเศษที่ผ่านมา  วาสนาไม่รู้ไปรู้จากไหนว่ามาลัยได้ดิบได้ดีมีครอบครัวดีมีฐานะ  พี่สาวคนโตหล่อนกลับมาเยี่ยมบ้านจากนั้นก็ส่งเงินส่งคนมาดูแลพี่ชายและแม่  วาสนาจึงรีบกลับมาเกาะพี่สาวอีกคนอย่างรวดเร็ว  ใจหล่อนน่ะไม่อยากอยู่บ้านนี้หรอกอยากไปอยู่กับมาลัยที่นครปฐม  อาสาไปช่วยกิจการค้าขายใหญ่โตของมาลัย  แต่พี่สาวที่เติบโตขึ้นมากและเข้มแข็งกว่าที่คาดไม่ยอมให้ไปอยู่ด้วย  แถมไม่ยอมให้เงินเพื่อที่หล่อนจะได้ไป ‘ตั้งเนื้อตั้งตัว’ ด้วย  วาสนาจึงต้องอยู่บ้านมหาชัยนั่งกินนอนกินภายใต้คำว่า ‘ช่วยอยู่ดูแลแม่’ ไปวัน ๆ

แน่นอนว่าด้วยนิสัยขี้เกียจ  ชอบเอารัดเอาเปรียบของวาสนาทำให้หล่อนกับผู้ดูแลพนมต้องปะทะกันเกือบทุกวัน  สมจิตรอ่อนระอากับนิสัยของน้องคุณลัยเต็มทน  แต่ทุกวันที่ทนอยู่ได้เป็นเพราะเกรงใจคุณลัยส่วนหนึ่ง  เมื่อก่อนหล่อนที่ไร้ญาติขาดมิตรเคยเป็นแม่ค้าขายกล้วยปิ้งกล้วยทับอยู่ในตลาดของคุณลัย  วันหนึ่งเกิดถูกฝนตอนกลับบ้าน  คนที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตทะนงตนว่าร่างกายแข็งแรงดีเลยไม่ใส่ใจรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเช็ดผมให้แห้ง  ไม่นึกเลยว่าฝนแค่ห่าเดียวทำหล่อนเป็นปอดบวมป่วยเจียนตาย  ตอนสมจิตรหายหน้าไปไม่มาขายของไม่มีใครในตลาดสนใจ  มีแต่คุณลัยนี่แหละที่เอะใจตามไปหาถึงบ้าน  พอเห็นแม่ค้าขายกล้วยปิ้งป่วยหนักแทบไม่ได้สติ  คุณลัยก็พาส่งโรงพยาบาล  แถมยังออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้หมดทุกอย่าง

บุญคุณที่ช่วยชีวิตนี้สมจิตรไม่เคยลืม  ดังนั้นคุณลัยให้มาช่วยดูแลพนมหญิงสาวก็มา  พอมาทำงานหลายปีเข้าชินกับการอยู่กับแม่ลูกที่เหมือนหุ่นที่ยังมีลมหายใจคู่นี้แล้ว  หล่อนก็เวทนาจนทิ้งไม่ลง  และสุดท้ายที่สำคัญคือคุณลัยให้เงินเดือนดีมาก  แถมทุกเดือนที่มาจ่ายเงินเดือนให้จะต้องมีขนมของฝากติดไม้ติดมือมา  ทุกเดือนจะต้องขอบอกขอบใจที่ช่วยดูแลแม่และพี่ชายทางนี้เพื่อที่คุณลัยจะได้ดูแลครอบครัวทางนครปฐมได้อย่างเต็มที่

สมจิตรจึงยอมทน   แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ คุณลัยก็ยอมให้หล่อนกลับไปทำงานที่นครปฐมเหมือนเดิม  เพียงแค่ขอว่าต้องทนจนถึงจุดว่าไม่ไหวแล้วจริง ๆ เท่านั้น  สมจิตรยังไปไม่ถึงจุดนั้นเพราะหล่อนไม่ยอมหงอให้วาสนา  ไม่ได้ทำตามที่ฝ่ายนั้นชี้นิ้วสั่งทุกอย่าง  วาสนาด่ามาหล่อนก็ตอบกลับไม่ถึงกับแข็งกระด้างแต่ก็ไม่อ่อนน้อม  ชีวิตจึงอยู่ได้แบบรำคาญหูหน่อยแต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ส่วนเรื่องอดีตของคนป่วยพิการในความดูแลของหล่อนนั้น  คุณลัยเล่าอย่างวาสนาเล่าอย่าง  ส่วนพิกุลนั้นนาน ๆ จะพูดออกมาที  แต่ไม่ได้เล่าอะไรมากแค่บ่นว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมของกูเอง  ชาตินี้ไม่มีลูกชายบวชให้เกาะชายผ้าขึ้นสวรรค์แล้ว…

วันนี้เมื่อซิ่วเฮียงมากดกริ่งหน้าบ้าน  ได้ยินเสียงด่าแปร๋นของวาสนา  สมจิตรก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร  และพอเห็นหน้าได้ยินคำพูดคำจาของอีกฝ่าย  หญิงกลางคนก็รู้ทันทีว่าเรื่องที่คุณลัยเล่าถูกอย่างที่หล่อนคิด  ผู้หญิงตรงหน้าเป็นอย่างที่คุณลัยเคยเอ่ยถึงจริง ๆ ว่า

‘พี่เฮียงพี่สะใภ้ฉันน่ะเป็นคนใจดี  อ่อนหวาน  พูดจาเพราะ  ทำงานเก่ง  พี่เฮียงดีทุกอย่างเสียอย่างเดียวคือตามพี่ชายฉันมานี่แหละ’

“เชิญค่ะ  เข้ามาเลยค่ะคุณ”  สมจิตรเชื้อเชิญ

ห้องเดิมของสันต์และพิกุลนั้นตอนนี้เปลี่ยนเป็นห้องของพนม  ห้องกว้างโล่ง  ด้านหนึ่งที่อยู่ติดผนังวางเตียงขนาดกลาง  คนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นผอมจนใบหน้าตอบดวงตาลึกโหล  เขานอนไม่สวมเสื้อท่อนบนจึงทำให้เห็นซี่โครงหุ้มหนังได้อย่างชัดเจน  และเพราะผู้ป่วยติดเตียงมักมีอาการแผลกดทับเรื้อรัง  พนมเองก็เคยเป็นหลายต่อหลายครั้ง  บางจุดเกิดแผลใหญ่ขนาดว่าต้องพาไปให้หมอคว้านเนื้อออก  แม้ตอนนี้สมจิตรมาช่วยดูแลช่วยจับเขานอนพลิกไปมาจนไม่เกิดปัญหาแผลกดทับอีก  แต่แผลเดิม ๆ ในหลายปีก่อนยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้ทั่วแผ่นหลัง  มองแล้วน่าเวทนายิ่งนัก

ซิ่วเฮียงที่จากมหาชัยไปโดยมีภาพชายหนุ่มหน้าตาดี  หุ่นดี  ท่าทางคล่องแคล่วร่าเริงอยู่ในความทรงจำนิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น  แม้จะรู้ว่าพนมพิการ  แต่หล่อนคิดว่าคงเหมือนกับในละครที่ตัวละครพิการนั่งรถเข็นแต่หน้าตาท่าทางยังเหมือนเดิมทุกประการ  ไม่ใช่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้

ส่วนหาญก็นิ่งไปด้วยความผิดหวัง  เด็กหนุ่มรู้มานานแล้วว่าเขาหน้าตาเหมือนผู้ชายที่ให้กำเนิด  เพราะในบ้านมีเขาที่หน้าตาไม่เหมือนใคร  หนำซ้ำหาญรู้ตัวว่าหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็ก  ยิ่งโตคนรอบข้างยิ่งชื่นชมเขา  เด็กหนุ่มจึงค่อนข้างคาดหวังกับบิดาที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้มาก  และเมื่อคาดหวังมากเท่าไหร่ความผิดหวังก็มากเท่านั้นเช่นกัน

ชายที่นอนติดเตียงหนังหุ้มกระดูกมองไม่เห็นเค้าความหล่อเหลานี่หรือคือผู้ให้กำเนิด

เขาอยากจะหันหลังกลับแล้วเดินหนีไปจากความจริงที่เคยร่ำร้องหาตรงหน้า…

ทว่าพนมเห็นสองคนแม่ลูกแล้ว  เขาได้ยินเสียงดังแปดหลอดของน้องสาวคนเล็กแล้วและรู้ว่าผู้ที่มาหาเป็นใคร  แต่ถึงจะไม่รู้จากวาสนา…แค่มองหน้าก็จำได้  หน้าตาของซิ่วเฮียงเปลี่ยนน้อยมาก  ดวงตาจมูกปากยังเหมือนเดิม  มีแค่ใบหน้าที่อิ่มเอิบขึ้นตามอายุ  ส่วนรูปร่างนั้นหญิงสาวดูมีน้ำมีนวล การเดินเหินสง่าและมั่นคงต่างไปจากสาวน้อยวัยสิบหกปีที่อ่อนต่อโลกคนนั้นอยู่เหมือนกัน

“เฮียง”  เสียงของคนป่วยทั้งแหบพร่าและสั่นเครือ  น้ำตาไหลซึม “ขอโทษนะ  พนมขอโทษ…”

ความรู้สึกของซิ่วเฮียงตอนนี้ไม่มีความรู้สึกโกรธหรือเคืองแค้นอะไรกับพนมอีกแล้ว  หญิงสาวตัดใจขาดตั้งแต่ขึ้นเรือเมล์แดงวันนั้น  และถ้าไม่มีหาญ…หล่อนก็คงลืมเรื่องคนและชีวิตเลวร้ายที่มหาชัยไปหมดแล้ว  ดังนั้นยามนี้ซิ่วเฮียงจึงมีแต่ความเวทนา  ไม่ได้นึกถือโทษอะไรอีกฝ่ายเลย

“เฮียงไม่ได้ติดใจไม่พอใจหรือแค้นใจอะไรพนมนานแล้วจ้ะ  ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว  พนมไม่ต้องขอโทษอะไรเฮียงอีก”

“ใช่ จะขอโทษทำไม  ถ้าไม่ใช่เพราะนังเฮียงตัวดีคนนี้ก่อเรื่องขึ้น  พี่พนมจะต้องมานอนแบ็บติดเตียงหมดอนาคตแบบนี้หรือ”  วาสนาที่ตามหลังมาขัดขึ้นอย่างเอาเรื่อง

ซิ่วเฮียงได้แต่ถอนใจ  ในโลกมีคนดีคนเลวมากมาย  ตัวหล่อนคงทำกรรมไม่ดีไว้มากตอนนี้จึงต้องผจญกับคนพาลที่เบาปัญญาอย่างวาสนา

“ตอนพนมเกิดเรื่องฉันกับหาญกลับไปสุพรรณแล้ว  ฉันจะเป็นคนก่อเรื่องได้ยังไง”

“ก็…ก็…ถ้าแกไม่ไปแสดงตัวกับนังพยอมว่าเป็นเมียพี่พนม  นังนั่นจะโกรธจนให้คนมาตีพี่พนมกระทั่งเป็นแบบนี้หรือ”  วาสนาว่าข้าง ๆ คู ๆ  หล่อนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ฟังเรื่องราวใส่สีตีข่าวด่าทอจากพิกุลตอนที่หล่อนกลับบ้านครั้งแรก  หญิงสาวก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง  ด่าไปก็หยุดคิดไป

ซิ่วเฮียงถอนใจอีกครั้ง  นึกเวทนาตัวเอง  ผู้หญิงแบบนี้ยังกลัวว่าจะมาลักพาตัวหาญไปได้อีกหรือ  ตอนนั้นหล่อนกังวลไปเปล่า ๆ แท้ ๆ

“แล้วคิดว่าถ้าคุณพยอมเขารู้ภายหลังว่าถูกหลอก  เขาจะยอมอยู่เฉย ๆ หรือ  ขนาดผู้หญิงชาวบ้านอย่างฉันยังไม่ทน  แล้วเจ้าของร้านทองเขาจะทนหรือ”  หญิงสาวไม่บอกหรอกว่าตอนนั้นหล่อนก็นึกว่าพยอมจะให้อภัยพนมเหมือนกัน  แต่พอมีอายุมากขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้น  รู้จักผู้คนที่เขามีเงินมีทองมีความรู้จริง ๆ  หล่อนก็รู้แล้วว่า  พยอมอาจจะใจอ่อนทว่าคนในครอบครัวของหญิงสาวไม่มีวันปล่อยให้หนูสกปรกอย่างพนมตกถังข้าวสารทองคำได้อย่างแน่นอน

วาสนาอ้าปากแล้วหุบ  อ้าปากแล้วหุบ  แย้งไม่ออกเพราะในแง่ของผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวคนหนึ่ง  หล่อนก็ไม่ยอมทนเรื่องแบบนี้เหมือนกัน  แต่ต่างกันตรงว่าหล่อนอาจจะไม่ตีหัวผู้ชายแตกทว่าจะร่วมมือกับเขาปอกลอกเงินทองผู้หญิงคนใหม่แทน

“ไม่รู้ละ…”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  ซิ่วเฮียงสวนก่อนหันไปทางลูกชาย  สั่งว่า  “หาญไหว้พ่อเขาเสียลูก  หาญอยากพบเขาสักครั้งม้าก็พามาแล้ว  รู้จักแล้วเราก็กลับกัน  เดี๋ยวยังต้องกลับไปเรียนหนังสือต่อไม่มีเวลาอยู่ที่ไหนนาน ๆ หรอก”

หาญรออยู่แล้วรีบตรงเข้าไปไหว้คนบนเตียง  พนมอยากจะรั้งลูกชายไว้แต่พูดอะไรไม่ออกได้แต่น้ำตาไหล  เสียดายที่เมื่อก่อนมีเมียมีลูกแต่ไม่เคยถนอม  คิดแต่ความสุขความสบายของตัวเอง  ทุกวันนี้กลายเป็นคนพิการนอนติดเตียง  สิบกว่าปีนี้จากหนุ่มปากหวานช่างเจรจารู้จักเอาใจสาว  พนมกลับไม่พูดไม่จา  วันนี้ก็ได้แต่น้ำตาไหล  ทั้ง ๆ ที่อยากเห็นลูกชายให้เต็มตาแต่น้ำตาเจ้ากรรมไหลกบจนมองอะไรไม่เห็น  มือที่จะจับจะคว้าไว้ก็ไร้เรี่ยวแรง  ได้แต่เอ่ยกระท่อนกระแท่นว่า

“เสียใจ  พ่อเสียใจ”

เป็นวาสนาเหมือนเดิมที่เอะอะว่า

“นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไปแบบนี้ได้ไง  หาญน่ะลูกพี่พนมหลานฉันนะ  มาทั้งทีก็ควรจะอยู่ดูแลพ่อหน่อยไหม  ไม่ใช่ทำตัวเป็นลูกอกตัญญูไหว้แผล็บเดียวแล้วทิ้งไปไม่เห็นหัว  อย่างน้อยพี่พนมก็ทำให้หาญเกิดมานะ  ต้องตอบแทนพระคุณกันบ้าง”

หาญหันไปมองมารดาเลิ่กลั่ก  ไม่อยากอยู่ที่นี่  ไม่อยากเจออะไรแบบนี้เลย  ตอนไปพักบ้านต้นชมพู่เขาเคยเจอหลีมุ่ย  เคยได้ยินเรื่องราวของอากิ๋มของเด็ก ๆ บ้านลานมะเกลือมาไม่น้อย  ตอนนั้นเขายังนึกในใจว่าโชคดีที่ไม่มีป้าสะใภ้นิสัยแบบนี้  ที่ไหนได้ดูท่าแล้วอาคนนี้ของเขาเหมือนจะแย่กว่าหลีมุ่ยมาก  เพราะอย่างน้อยอากิ๋มของพวกพี่น้องทางนั้นยังออกอาการงกได้ดูดีมีระดับกว่าอาหนาของเขามาก

โชคดีของเขาที่ม้ายิ้มเย็นชา  เอ่ยถามกลับไปว่า

“พระคุณอะไร  เกิดมาพนมทำอะไรให้หาญบ้าง  นอกจากพ่อสันต์แล้วมีใครสนใจฉันกับหาญบ้าง  เงินค่าข้าวฉันค่านมหาญตั้งแต่เกิดจนฉันอุ้มลูกลงเรือไปจากมหาชัยเป็นฉันหาเองทั้งนั้น  หนา…ขอบอกตรงนี้เลยนะว่าถ้าคิดอยากได้อะไรจากหาญ  เลิกคิดได้เลย  หนาและคนบ้านนี้ทั้งรีดไถทั้งขโมยเงินฉันไปพอแล้ว  ตอนนี้ต่อให้เงินสลึงเดียวฉันกับลูกก็ไม่ให้”

“แหม  ขุดคุ้ยกันอยู่นั่นแหละ  แค่เงินยืมไปใช้ก่อนไม่กี่ร้อยทำเหมือนกับเอาไปเป็นหมื่นเป็นแสน”  วาสนาที่ไม่ได้โง่นักรู้ว่าถูกประชดจึงตอบกลับอย่างกระแทกกระทั้น

ซิ่วเฮียงที่เบื่อกับการปะทะไร้สาระกับวาสนาเต็มทน  จึงบอกกับคนบนเตียงว่า

“ตอนนี้หาญยังเรียนหนังสือ  คงมาเยี่ยมพนมไม่ได้บ่อย ๆ  รอหาญเรียนจบก่อนเฮียงจะให้หาญมาเยี่ยมพนมใหม่นะ”

พนมไม่อยากปล่อยมือลูกชาย  แต่เขาเห็นอยู่กับตาว่าพบหน้ากันไม่ถึงห้านาทีหาญก็มีสีหน้าอึดอัดเต็มทน  เขาจึงได้แต่พยักหน้านิดหนึ่งทั้งที่ยังไม่หยุดร้องไห้

ซิ่วเฮียงเอ่ยขอบคุณสมจิตรแล้วพาลูกชายออกจากห้องนอนใหญ่ของบ้าน  วาสนาบ่นพึมพำตามหลังมาล้วนแต่เป็นคำไม่น่าฟัง  สองแม่ลูกนึกว่าพ้นวาสนามาได้ทว่าด่านหน้ายังมีพิกุล  หญิงสูงวัยดักรออยู่พอทั้งคู่เดินออกมาแล้วตั้งท่าจะไหว้ลา  ฝ่ายนั้นก็ดึงมือหาญไว้อย่างอาลัย  ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า

“หาญ  บวชให้ย่าได้ไหม  ชีวิตมันทุกข์เหลือเกิน  ไม่มีสุขแม้แต่วันเดียว  หาญบวชให้ย่าหน่อยเถอะ  ขอให้ย่าได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ที  พาย่าหลุดพ้นจากโลกนี้ที”  และเมื่อหลานชายมีสีหน้าตกอกตกใจ  พิกุลก็หันไปทางสะใภ้จีนที่หล่อนเคยชังน้ำหน้าหนักหนา  อ้อนวอนว่า  “เฮียง  ถือว่าฉันขอล่ะ  จะให้กราบก็ได้ให้หลานบวช  ฮือ ๆ …เฮียง  ฉันไหว้ล่ะให้หาญบวชเถอะนะ”

ซิ่วเฮียงจำได้ว่าอดีตแม่สามีรายนี้ยึดติดเรื่องบวชลูกชายมาก  ลูกบวชไม่ได้ก็จะให้หลานบวชแทน  แต่ดูสีหน้าของหาญแล้ว  หญิงสาวต้องบอกปัดไปทันทีว่า

“หาญยังบวชพระไม่ได้นะแม่พิกุล  อายุยังไม่ถึงยี่สิบ  เฮียงว่าใจเย็นก่อนนะจ๊ะ  ให้หลานเรียนให้จบก่อน  ครบยี่สิบแล้วค่อยบวช  รออีกแค่สามสี่ปีเท่านั้น”

“ตั้งสามสี่ปีเชียวเรอะ”  พิกุลคร่ำครวญน้ำตาร่วงเป็นเผาเต่า  “ฉันจะรอถึงสามสี่ปีไหวไหมก็ไม่รู้…”

หาญเห็นวาสนาออกมาจากห้องแล้ว  เขาไม่อยากฟังเสียงแหว ๆ หาเรื่องของหล่อนไม่อยากฟังเสียงร้องไห้ของหญิงชราที่เป็นย่าของเขา  ไม่อยากรับรู้ว่าพ่อที่เขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอดคือชายพิการผอมราวโครงกระดูกที่มีเพียงลมหายใจในห้องสี่เหลี่ยม

เขาไม่น่ารบเร้าให้ม้าพามา  และม้าก็ไม่ควรพาเขามาที่นี่!

เด็กหนุ่มดึงตัวออกจากมือที่เหี่ยวย่นของคนเป็นย่า  ผละจากบ้านไม้หลังนั้นมาอย่างรวดเร็ว  ด้านหลังได้ยินเสียงอุทานของม้าและย่า  แต่เขาไม่สนใจฟัง  ออกมาได้ก็เดินดุ่มแกมวิ่งกลับไปตามทางเดิมที่เดินมาจากท่ารถ

หาญเป็นเด็กหนุ่มกำลังวังชาดีแถมยังเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก  ถ้าเขาจะวิ่งหนีจริง ๆ ซิ่วเฮียงไม่มีทางตามเขาทันแน่  แต่นี่ไปได้ไม่ถึงครึ่งทางก่อนเข้าเขตตลาดที่ผู้คนพลุกพล่าน  หญิงสาวก็วิ่งจนตามลูกชายทัน  หล่อนหอบไปร้องขอไปว่า

“หั่ง  รอม้าด้วยลูก”

หาญรออยู่แล้ว  เขาหันไปมองมารดา  ผู้หญิงตัวเล็ก…ความสูงของม้าตอนนี้อยู่แค่ราวบ่าเขาเท่านั้น  ซิ่วเฮียงไม่ใช่คนสวยจัดมาแต่ไหนแต่ไร  หญิงสาวแค่หน้าตาเกลี้ยงเกลาดูสบายตามากกว่าสะดุดตา  แต่หล่อนก็มีเสน่ห์บางอย่างที่คนอยู่ใกล้สบายใจ  แต่ตอนนี้ลูกชายคนโตของหล่อนมีเพียงความคับข้องใจ  ไม่มีความสบายใจหรือสบายตาที่เห็นมารดาวิ่งตามกระหืดกระหอบมาจนหน้าแดงก่ำไปหมด  เด็กหนุ่มถามม้าอย่างเจ็บปวด  น้อยใจและเอาเรื่องว่า

“ม้า  ทำไม…ทำไมกับอาไช้อาแชม้าเลือกเตี่ยที่ดีแสนดีให้  แต่กับหั่งม้ากลับเลือก…”  เขาชี้ไปทางบ้านไม้หลังเล็กสุดซอยด้านหลัง  “คนบ้านนั้น  ทำไม…ทำไม…ม้าทำแบบนี้กับหั่ง  ทำไม!”

 



Don`t copy text!